Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เลขาธิการ สปสช. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม “สรณคมน์คลินิกเวชกรรม” รับฟังปัญหา “การแบ่งเขตพื้นที่ดูแลผู้ป่วยไม่สอดคล้องกับชุมชน” ส่งผลให้ผู้ป่วยในพื้นที่ต้องไปรับบริการที่อื่น ขณะที่คนนอกพื้นที่มาใช้สิทธิแค่ “ขอใบส่งตัว” เผยเตรียมทบทวนเสนอปรับจัดสรรพื้นที่ดูแลประชากรใหม่ หนุนคลินิกดูแลผู้ป่วยเชิงรุกในชุมชน ช่วยแก้ปัญหาใบส่งตัว พร้อมให้บริการสร้างเสริมสุขภาพฯ ทั่วถึง ตั้งเป้าเริ่มในปีงบประมาณ 2569

3 สิงหาคม 2568 นพ.จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วย พ.ท. ทพ.ธนศักดิ์ ถัมภ์บรรฑุ ผู้อำนวยการ สปสช. เขต 13 กรุงเทพมหานคร ได้ร่วมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการให้บริการของ “สรณคมน์คลินิกเวชกรรม” เขตดอนเมือง เมื่อวันที่ 31 ก.ค. 2568 โดยมี พล.อ.ต. นพ.เฉลิมพร บุญสิริ ผู้ประกอบการสรณคมน์คลินิก ให้การต้อนรับ เพื่อรับฟังปัญหาและข้อเสนอแนะในการปฏิบัติงานร่วมกัน

ทั้งนี้ สรณคมน์คลินิกเวชกรรม เข้าร่วมเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิ (คลินิกชุมชนอบอุ่น) ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) เมื่อปี 2563 มีศูนย์บริการสาธารณสุข 60 รสสุคนธ์ มโนชญากร เป็นหน่วยบริการประจำ และมีโรงพยาบาลทหารอากาศ (สีกัน) กับโรงพยาบาล IMH สีลม เป็นหน่วยบริการรับส่งต่อ ปัจจุบันดูแลประชากรสิทธิบัตรทอง จำนวน 8,059 คน โดยแบ่งเป็นผู้ป่วยทั่วไปร้อยละ 78 และผู้ป่วยเรื้อรังร้อยละ 22 สำหรับบุคลากรผู้ให้บริการ ประกอบด้วย แพทย์ 2 คน, พยาบาลวิชาชีพ 3 คน, เภสัชกร 1 คน, นักจิตวิทยาชุมชน 1 คน, นักวิชาการสาธารณสุข 5 คน และบุคลากรอื่น ๆ อีก 2 คน

นพ.จเด็จ กล่าวว่า คลินิกเวชกรรมแห่งนี้ มีศักยภาพในการดูแลผู้ป่วยสูงและมีจุดแข็งที่การให้บริการรวดเร็ว แต่พื้นที่ที่ได้รับมอบหมายดูแลกลับน้อยเกินไป ไม่สมดุลกับศักยภาพที่มีอยู่ นอกจากนี้เมื่อลงพื้นที่จริงยังพบว่าการแบ่งเขตไม่เหมาะสม เพราะคลินิกตั้งอยู่บริเวณหัวมุม ไม่ได้อยู่กึ่งกลางของพื้นที่ที่จัดสรรให้ จึงไม่สามารถเข้าไปดูแลประชากรในชุมชนใกล้เคียงได้อย่างทั่วถึง ส่งผลให้เกิดปัญหาที่ผู้ป่วยในชุมชนต้องออกไปรับบริการที่อื่น ส่วนผู้ป่วยที่อยู่นอกพื้นที่แต่มีสิทธิกลับเข้ามาเพื่อขอใบส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่เท่านั้น

อย่างไรก็ดีการกระจายพื้นที่ให้คลินิกดูแลในปัจจุบันอาจไม่เหมาะสมกับบริบทจริงของพื้นที่ ซึ่งใน กทม. มีคลินิกแบบนี้อยู่ราว 240 แห่ง ซึ่งคงต้องมาทบทวนปรับใหม่ทั้งหมดเพื่อแก้ปัญหา ซึ่งที่คลินิกนี้มีผู้ป่วยที่ต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลใหญ่กว่า 800 คนต่อเดือน แต่ผู้ป่วยเหล่านี้กลับไม่ได้อยู่ในพื้นที่ชุมชน และเมื่อกลับจากการรักษาแล้วก็ไม่มีใครติดตามดูแล ทำให้ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องเวียนกลับมาขอใบส่งตัวซ้ำทุก 2-3 เดือน ซึ่งไม่ช่วยให้สภาพโรคดีขึ้นได้เลย ดังนั้นเรื่องนี้จึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ใหม่ของ สปสช. โดยจะมีการทำข้อเสนอเพื่อเข้าสู่การพิจารณาของอนุกรรมการระดับเขต เพื่อเริ่มต้นดำเนินการภายในปีงบประมาณ 2569

“บทบาทของคลินิกไม่ควรจำกัดอยู่แค่การรักษาผู้ป่วย แต่ต้องเน้นสร้างเสริมสุขภาพฯ เชิงรุกด้วย ซึ่ง สปสช. มีงบประมาณนี้เหลืออยู่ทุกปี จึงต้องกระตุ้นให้คลินิกดำเนินกิจกรรมในพื้นที่เพื่อรับงบประมาณตามบริการเหล่านั้น ไม่ใช่แค่การจัดสรรงบตามความเจ็บป่วย เพราะหากเป็นระบบที่ยิ่งมีผู้ป่วยมากยิ่งได้เงินมาก ระบบก็จะไปไม่รอด จึงต้องกลับมาคิดและทำข้อเสนอใหม่ ทำให้คลินิกในพื้นที่ลงไปติดตามดูแลผู้ป่วยได้จริง” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

นพ.จเด็จ กล่าวต่อว่า สำหรับที่คลินิกเวชกรรมแห่งนี้ ทั้งผู้ป่วยและผู้นำชุมชนสะท้อนในทางเดียวกันว่าได้รับการดูแลที่ดี เนื่องจากมีผู้บริหารเป็นอาจารย์แพทย์ ที่แม้เกษียณอายุแล้วก็ยังคงเข้ามาให้บริการและเป็นที่พึ่งของชุมชน จึงควรส่งเสริมให้มีคลินิกเช่นนี้มากขึ้น สิ่งสำคัญคือคลินิกต้องอยู่ได้ด้วยตัวเอง จากการประเมินพบว่าคลินิกควรมีกำไรประมาณ 20% แต่ปัจจุบันยังทำไม่ได้ จึงต้องมุ่งเน้นเพิ่มสัดส่วนรายได้จากกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค และเยี่ยมบ้าน ซึ่งไม่เพียงช่วยให้คลินิกอยู่ได้อย่างยั่งยืน แต่ยังเป็นกลยุทธ์สำคัญในการแก้ปัญหาเรื่องใบส่งตัวของคลินิกใน กทม. ได้ด้วย

“ลองนึกภาพว่า ผู้ป่วย ไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ พบคุณหมอตรวจ 5 นาทีแล้วกลับบ้าน แล้วอีก 2-3 เดือนก็เจอกันใหม่ ในระหว่างนั้นควรมีคนลงไปให้คำแนะนำในการดูแลโรคเรื้อรังต่างๆ ดังนั้นในปีงบประมาณหน้าเราจะพยายามปรับตรงนี้ เพื่อให้คลินิกเดินหน้าสู่การเป็นหน่วยบริการปฐมภูมิที่สร้างชุมชนอบอุ่นได้จริง” เลขาธิการ สปสช. กล่าว

พล.อ.ต. นพ.เฉลิมพร กล่าวว่า การเปิดคลินิกแห่งนี้คือความตั้งใจที่จะให้เป็นศูนย์กลางการดูแลผู้ป่วยในชุมชนอย่างแท้จริง ในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวมองเห็นความสำคัญของการดูแลแบบองค์รวม แต่ปัจจุบันมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถทำได้ ซึ่งได้สะท้อนปัญหานี้ให้เลขาธิการ สปสช. รับทราบแล้ว และเชื่อว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในอนาคต ทำให้คลินิกดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ตั้งแต่แรก

“เรามีผู้ป่วยโรคเรื้อรังจำนวนมากที่ออกจากโรงพยาบาล และไม่สามารถเข้าไปดูแลสร้างเสริมสุขภาพฯ หรือเยี่ยมบ้านได้เพราะอยู่นอกเขตพื้นที่ ทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสที่จะได้รับการดูแลต่อเนื่อง ทั้งการปรับพฤติกรรมดูแลตนเอง การใช้ยา และการเสริมสุขภาพต่างๆ ที่ช่วยให้ควบคุมโรคได้ดีขึ้น จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะมีการปรับเขตพื้นที่ประชากร เพื่อให้เกิดการดูแลแบบองค์รวมที่ครบวงจรได้” ผู้ประกอบการสรณคมน์คลินิก กล่าว

ด้าน นายสันติ ภู่ด้วง ประธานชุมชนหมู่บ้านปิ่นเจริญ 1 กล่าวว่า ชุมชนแห่งนี้ก่อตั้งมานานกว่า 40 ปี ปัจจุบันคนในชุมชนส่วนใหญ่มีอายุ 60-70 ปีขึ้นไปแล้ว การไปรักษาที่โรงพยาบาลแต่ละครั้งใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายมาก แต่หากมารับบริการที่คลินิกจะใช้เวลารอตรวจไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็กลับบ้าน มีความสะดวกมาก โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมัน ที่ต้องมารับยาที่นี่เดือนละครั้ง

“คลินิกแห่งนี้คุณหมอให้การดูแลเป็นอย่างดี แต่ปัญหาทุกวันนี้คือคนในชุมชนต้องออกไปใช้บริการข้างนอก ส่วนคนที่อยู่ข้างนอกก็ต้องเข้ามาใช้บริการที่คลินิกนี้แทน หากสามารถจัดกลุ่มพื้นที่ใหม่ เช่นรอบคลินิกแห่งนี้ มี 3 ชุมชนตั้งอยู่ รวมประชากรเกือบ 3 หมื่นคน หากเข้ามารับบริการได้ ก็จะช่วยให้การดูแลดีขึ้น ไม่ว่าการเยี่ยมบ้านหรือติดตามในชุมชนก็ทำได้สะดวกมากขึ้น” ประธานชุมชนหมู่บ้านปิ่นเจริญ 1 กล่าว

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง
โฆษณา - Advertising