Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อวานนี้ (1 ก.ย.2568) 112WATCH ลงบทสัมภาษณ์ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถึงประเด็นการแก้ไขปัญหาจาประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และเสนอทางออกจากสถานการณ์ที่รัฐสภากำลังพิจารณาร่างพ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข หรือ กฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองที่กำลังมีปัญหาว่าจะไม่รวมคดีมาตรา 112 เอาไว้ด้วย 

คุณมองว่าการที่ประเด็นการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ถูก "พับไป" มีนัยยะสำคัญอย่างไรต่อภูมิทัศน์การเมืองไทยในปัจจุบัน และส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ อย่างไรบ้าง?

กรณีที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรปัดตกร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฯ ที่จะนำไปสู่การเปิดโอกาสให้มีการนิรโทษกรรมโดยรวมคดีมาตรา 112 ในวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายนิติบัญญัติของไทยมีความอ่อนแอและไม่สามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่ในการแก้ไขและคลี่คลายความขัดแย้งในสังคมได้อย่างแท้จริง   

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการนิรโทษกรรมเป็นกลไกปรกติในสังคมต่างๆ ที่ต้องการคลี่คลายสถานการณ์ความตึงเครียดในสังคม หลังจากที่เผชิญกับความขัดแย้งเรื้อรังมายาวนานจนสร้างความเสียหายให้กับทุกฝ่ายที่อยู่ในความขัดแย้ง ก็จะมีการหันมาตกลงเจรจากันเพื่อเปลี่ยนผ่านสังคมให้ก้าวพ้นไปจากภาวะตึงเครียดดังกล่าว นักวิชาการเรียกกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ว่า การสร้างความยุติธรรมในระยะเปลี่ยนผ่าน (transitional justice) นิรโทษกรรมเป็นหนึ่งในกลไกที่สำคัญของกระบวนการนี้ที่ประเทศจำนวนมากในโลกนำมาใช้ รวมถึงประเทศไทยในอดีตก็เคยมีการนิรโทษกรรมมาหลายต่อหลายครั้งแล้ว แม้แต่คดีอาญาที่มีโทษสูงและร้ายแรงกว่าคดี 112 ในสมัยที่มีการสู้รบระหว่างรัฐไทยกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยในทศวรรษ 2520 ก็เคยมีการนำกลไกนิรโทษกรรมมาใช้เพื่อบรรเทาความขัดแย้งในสังคม

การปัดตกร่างกฎหมายที่จะนิรโทษกรรมโดยรวมคดี 112 ตั้งแต่การพิจารณาวาระแรกจึงสะท้อนว่าการเมืองไทยถอยหลังไปกว่าในอดีตเสียอีก ทั้งชี้ว่าการเมืองไทยในปัจจุบันยังขาดความเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง เพราะในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ทุกพรรคการเมืองต้องให้คุณค่ากับหลักการเสรีภาพและความเสมอภาค การเลือกที่จะนิรโทษกรรมเฉพาะบางคดีและนิรโทษกรรมให้เฉพาะคนบางกลุ่มขัดกับหลักการที่ควรจะเป็น และมีแต่จะทำให้ความขัดแย้งยังคงฝังลึกในสังคมต่อไป ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องน่าเสียดายที่พรรคการเมืองเกือบทั้งหมดในสภาขาดความกล้าหาญทั้งยังขาดวิสัยทัศน์ที่จะใช้โอกาสนี้ในการคลี่ปมความขัดแย้ง อันที่จริงหากพิจารณาตามหลักนิรโทษกรรมสากล คดี 112 เข้าข่ายเป็นคดีการเมืองที่ควรได้รับการพิจารณานิรโทษกรรมอย่างชัดเจนเป็นลำดับแรกๆ ทั้งในส่วนของมูลเหตุจูงใจ และลักษณะการกระทำที่ปราศจากความรุนแรง เป็นเพียงการแสดงออกทางความคิดและสัญลักษณ์

มองเรื่องนี้ในมุมกว้างออกไป จะพบว่าภูมิทัศน์การเมืองไทยเปลี่ยนไปอย่างสำคัญหลังการรัฐประหารปี 2557 โดยคณะรัฐประหารพยายามควบคุมและปิดกั้นการแสดงออกของคนในสังคม โดยใช้ทั้งความรุนแรงทางกายภาพและความรุนแรงทางกฎหมายเพื่อทำให้สังคมไทยอยู่ภายใต้ความหวาดกลัว กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นเครื่องมือสำคัญของการสร้างการเมืองแห่งความหวาดกลัวและการสร้างเพดานทางอุดมการณ์ พรรคการเมืองใดที่พยายามจะปฏิรูปกฎหมายดังกล่าวให้ทันสมัยขึ้นก็จะถูกกีดกันจากอำนาจและตกเป็นเป้าของการถูกทำลาย หลังการเลือกตั้ง 2566 พรรคการเมืองเกือบทั้งหมดจึงยอมรับเพดานทางอุดมการณ์นี้ที่จะไม่แตะต้องมาตรา 112 เพื่อให้ได้รับความไว้วางใจจากชนชั้นนำในการเข้าสู่อำนาจ การปัดตกการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ตอกย้ำว่าการเมืองไทยยังอยู่ภายใต้เงาของระบอบรัฐประหาร และการเมืองแห่งความกลัวที่ถูกสร้างขึ้นตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมา

การที่ไม่นิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 จะส่งผลกระทบอย่างไรต่อขบวนการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ และการถกเถียงเรื่องสถาบันในพื้นที่สาธารณะจะดำเนินต่อไปในรูปแบบใด?

การปิดกันไม่ให้มีการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ทำให้บรรยากาศของการเมืองแห่งความกลัวยังดำเนินต่อไปในสังคมไทย ซึ่งเป็นบรรยากาศที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการถกเถียงแลกเปลี่ยนทางสาธารณะอย่างสร้างสรรค์เกี่ยวกับตำแหน่งแห่งที่ อำนาจ และบทบาทของสถาบันกษัตริย์ในยุคสมัยของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรจะแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้อย่างปลอดภัยในสังคมสมัยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตย และแน่นอนว่ายังเป็นการส่งสัญญาณปิดกั้นการเคลื่อนไหวทางการเมืองของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการเรียกร้องให้สังคมมีพื้นที่ปลอดภัยของการถกเถียงแลกเปลี่ยนในเรื่องที่สำคัญต่ออนาคตของสังคมไทย

การปิดกั้นที่เกิดขึ้นนี้อาจจะถูกมองจากชนชั้นนำว่าเป็นเรื่องที่ดีเพราะควบคุมการแสดงออกของประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ แต่หากมองในความเป็นจริงและมองในระยะยาวแล้ว สภาวะของการปิดกั้นนี้เป็นอันตราย เพราะการถกเถียงพูดคุยยังคงดำเนินอยู่ต่อไปเพียงแต่ไม่ได้อยู่บนพื้นที่สาธารณะอย่างเปิดเผย ความขัดแย้งทางอุดมการณ์ไม่ได้หายไปไหนทั้งกระแสแนวคิดที่สนับสนุนการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์และที่คัดค้านการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ความตึงเครียดและความขัดแย้งทางความคิดที่สะสมยาวนานโดยถูกกดทับและไม่มีช่องทางให้พูดคุยแปลกเปลี่ยนกันได้อย่างมีวุฒิภาวะย่อมนำไปสู่การเผชิญหน้าในอนาคตที่ไม่มีใครรู้ว่าจะปะทุขึ้นเมื่อใด

น่าเสียดายที่ชนชั้นนำอนุรักษ์นิยมของไทยมองไม่เห็นอันตรายของภาวะดังกล่าว หากดูประวัติศาสตร์ทั่วโลก พลังอนุรักษ์นิยมในทุกประเทศมีการปรับตัวอยู่เสมอและทำให้อยู่ได้อย่างมั่นคง อนุรักษ์นิยมที่ฉลาดและมีวุฒิภาวะจะไม่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเสียทั้งหมด แต่รู้จักที่จะปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย ยอมรับการเปลี่ยนแปลง และหาหนทางทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยังรักษาสถานะและความชอบธรรมของตนไว้ได้ ชนชั้นนำควรเห็นประโยชน์ของการเปิดพื้นที่ให้มีการวิพากษ์วิจารณ์ การปรับตัวเข้าหาคนรุ่นใหม่และพลังทางสังคมใหม่ และการผลักดันวาระทางสังคมที่ทันสมัยโดยยึดกับหลักสากล สิ่งเหล่านี้จะทำให้สังคมเปลี่ยนผ่านได้แบบสงบสันติอย่างแท้จริง มากกว่าการปราบปรามด้วยความรุนแรง หรือการปิดกั้นการแสดงอออกและการสร้างความกลัวผ่านกฎหมาย 

อันที่จริง กลุ่มคนที่ควรร่วมกันออกมาสนับสนุนให้มีการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 คือ ปัญญาชนและนักการเมืองฝ่ายอนุรักษ์นิยม (ที่ยึดหลักการอนุรักษ์นิยมอย่างแท้จริง) เพราะนี่คือโอกาสที่จะลดความขัดแย้งทางอุดมการณ์และลดช่องว่างระหว่างคนรุ่นใหม่กับฝ่ายอนุรักษ์นิยม

ในเมื่อแนวทางการนิรโทษกรรมถูกปัดตกไปแล้ว คุณคิดว่ามีทางออกอื่นใดบ้างที่จะช่วยบรรเทาความตึงเครียดจากคดีมาตรา 112 และจะสามารถนำไปสู่การปรองดองทางการเมืองได้จริงหรือไม่?

ยังพอมีทางออกได้สองทาง คือ ช่องทางสภาผู้แทนราษฎรก็ถือว่ายังไม่ปิดโอกาสเป็นศูนย์เสียทีเดียว ณ ขณะนี้ มีการประชุมของกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุขของสภาผู้แทนราษฎร (ที่เรียกสั้นๆ ว่า กมธ.วิสามัญนิรโทษกรรม) ซึ่งกำลังพิจารณาปรับแก้ร่างกฎหมายฯ ที่ผ่านสภามาในวาระที่หนึ่ง หากกรรมาธิการเสียงข้างมากเห็นว่าควรมีการปรับแก้เนื้อหาให้รวมการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 กลับเข้ามาในร่างกฎหมายฯ ก็ยังสามารถทำได้ แม้ว่าเราอาจจะไม่สามารถหวังได้มากนัก เพราะที่ประชุมประกอบด้วยตัวแทนจากหลายพรรคการเมือง แต่ช่องทางนี้ยังเปิดอยู่ เพียงแต่ว่าภาคประชาสังคม สื่อ และนักวิชาการต้องช่วยกันส่งเสียงให้ดังกว่านี้เพื่อเรียกร้องให้กรรมาธิการทบทวน

สอง แม้สุดท้ายจะไม่มีการผ่านกฎหมายที่นิรโทษกรรมคดีที่เกี่ยวกับมาตรา 112 แต่ผู้มีตำแหน่งในกระบวนการยุติธรรมสามารถมีบทบาทในการบรรเทาความตึงเครียดและคลี่คลายความขัดแย้งได้ อาทิเช่น ฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการสามารถใช้วิจารณญาณในการทำหน้าที่ของตน มิใช่ว่าทุกคดีที่มีคนไปแจ้งความดำเนินคดีด้วยข้อหามาตรา 112 ตำรวจและอัยการจะต้องดำเนินการสั่งฟ้องทั้งหมดโดยอัตโนมัติบนฐานของความกลัว ตำรวจและอัยการต้องใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบและเป็นอิสระ โดยสามารถพิจารณาไม่สั่งฟ้องคดีเกี่ยวกับมาตรา 112 ที่คั่งค้างอยู่ในกระบวนการ หรือไม่รับฟ้องคดีใหม่ๆ เพิ่มเติมหลังจากนี้โดยเฉพาะคดีที่ไม่มีมูลและไม่มีหลักฐาน หรือชัดเจนว่าเป็นการฟ้องร้องเพื่อกลั่นแกล้งกันทางการเมืองและในทางส่วนตัว หากทำได้ดังนี้จะช่วยลดภาระของศาลและป้องกันมิให้กฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกนำมาใช้ดำเนินคดีทางการเมือง

ผู้พิพากษาเองก็สามารถมีบทบาทสำคัญในการลดความขัดแย้งทางสังคมและฟื้นฟูหลักนิติรัฐได้เช่นกัน โดยการตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ตีความเกินเลยจนกฎหมายอาญามาตรา 112 ถูกใช้อย่างไม่มีบรรทัดฐานและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนอย่างที่ผ่านมา เปิดโอกาสให้ผู้ถูกฟ้องสู้คดีได้อย่างเต็มที่ ไม่รับฟังพยานโจทก์ที่มีอคติต่อจำเลยอย่างชัดแจ้ง เคารพสิทธิในการประกันตัวของผู้ถูกกล่าวหาในคดีมาตรา 112 นอกจากนั้นผู้มีอำนาจในกระบวนการยุติธรรมยังสามารถพิจารณาลดหย่อนโทษให้กับนักโทษคดีมาตรา 112 ที่ถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเพื่อให้พวกเขาได้รับการปล่อยตัวเร็วกว่ากำหนดได้ มาตรการเหล่านี้จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ลดความตึงเครียดในสังคมได้

สถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่มีการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 จะส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตยของไทยในสายตาประชาคมโลกอย่างไร และจะมีการตอบสนองจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศหรือไม่?

ก่อนหน้าที่รัฐสภาจะปัดตกร่างกฎหมายที่จะรวมการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ประเทศไทยก็ถูกจับตาและถูกวิพากษ์วิจารณ์มาอย่างต่อเนื่องจากนานาประเทศ รวมถึงองค์กรสหประชาชาติ ในกรณีที่กฎหมายอาญามาตรา 112 มีเนื้อหาและการบังคับใช้ที่ขัดกับหลักการสากล ทำให้ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ในสายตานานาชาติว่า เป็นสังคมที่ไม่เคารพหลักสิทธิมนุษยชนซึ่งเป็นคุณค่าสากลในโลกยุคปัจจุบัน เมื่อบวกกับการมีรัฐประหาร การยุบพรรคการเมือง การไม่เคารพเจตนารมณ์ของประชาชนในการเลือกตั้งก็ยิ่งทำให้ประเทศไทยถูกมองว่าเป็นประเทศที่ขาดความเป็นประชาธิปไตยสูงยิ่งขึ้นไปอีก

การที่รัฐสภาปฏิเสธที่จะนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ส่งผลซ้ำเติมภาพลักษณ์ดังกล่าวให้ติดลบมากขึ้น ซึ่งไม่เป็นผลดีสำหรับประเทศไทยเลย ในสถานการณ์ที่โลกมีความตึงเครียดจากภูมิรัฐศาสตร์ บวกกับสงครามการค้า รวมถึงความขัดแย้งชายแดนระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ภาพลักษณ์ของประเทศเป็นต้นทุนที่สำคัญมากต่อการที่เราจะมีที่ยืนอย่างสง่างามในเวทีโลก หากประเทศไทยมีภาพลักษณ์ของการเป็นประเทศที่ยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยจะทำให้เรามีแต้มต่อ มีอำนาจต่อรอง และได้รับการสนับสนุนจากประชาคมโลกเวลาเจรจาเรื่องต่างๆ ในเวทีระหว่างประเทศ ​เป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่งเมื่อเราถูกนำไปรวมอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีชื่อเสียงด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเกาหลีเหนือ พม่า เบลารุส อิหร่าน ฯลฯ

เราควรตระหนักว่าทุกครั้งที่มีข่าวตีพิมพ์ในสื่อต่างประเทศทั่วโลกว่าประเทศไทยตัดสินจำคุกพลเมืองยาวนานถึง 30-40 ปีจากฐานความผิดในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เป็นเรื่องที่ส่งผลเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศในด้านสิทธิมนุษยชนและนิติรัฐอย่างรุนแรง และไม่เป็นผลดีสำหรับใครในประเทศไทยเลย

คุณคิดว่ารัฐบาลและฝ่ายค้านควรมีบทบาทอย่างไรในการจัดการกับประเด็นมาตรา 112 ในระยะยาว เมื่อทราบแล้วว่าแนวทางการนิรโทษกรรมไม่ใช่ทางเลือกในปัจจุบัน?

การแก้ปัญหาระยะยาวที่ยั่งยืนที่สุด คือ การแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112 เพื่อทำให้กฎหมายนี้ไม่ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง และกลายเป็นชนวนในการสร้างความขัดแย้งแบ่งขั้วในสังคม การปรับปรุงกฎหมายอาญามาตรา 112 รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายมาตรานี้ ให้ทันสมัยและเที่ยงธรรมจะมีประโยชน์ต่อสถาบันกษัตริย์และสังคมไทยโดยรวมอย่างสำคัญ เพราะจะเป็นการแปรเปลี่ยนความขัดแย้งที่แวดล้อมอยู่ที่ประเด็นสถาบันกษัตริย์ไปที่ประเด็นอื่น สังคมไทยมีปัญหาท้าทายหลายประเด็นที่ต้องการพลังของฝ่ายต่างๆ ในสังคมมาช่วยกันขบคิด ความแตกแยกแบ่งขั้วทางการเมืองที่มีประเด็นเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์เป็นแกนกลางของความขัดแย้งทำให้การเมืองไทยไม่สามารถสร้างฉันทามติร่วมได้ และทำให้สังคมหยุดชะงัก อ่อนแอ และขาดเสถียรภาพ การดำเนินคดีประชาชนหรือพรรคการเมืองที่เห็นต่างจากผู้มีอำนาจด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 จึงเป็นสิ่งที่ควรยุติ

ทั้งนี้ พรรคการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านควรเริ่มจากการยอมรับความจริงว่ากฎหมายอาญามารตา 112 ในปัจจุบันยังมีปัญหาในเชิงเนื้อหาและการบังคับใช้ที่ควรได้รับการแก้ไข และหันมาร่วมกันใช้พื้นที่ของรัฐสภาถกเถียงอย่างมีวุฒิภาวะเพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ดีขึ้น โดยสามารถเชิญตัวแทนฝ่ายต่างๆ ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกันมาร่วมแลกเปลี่ยนทัศนะ แม้จะเป็นสิ่งที่ยากแต่ก็เป็นบททดสอบวุฒิภาวะของสังคมไทย หากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านสามารถผลักดันกระบวนการดังกล่าวให้เกิดขึ้นก็จะช่วยให้สังคมไทยสามารถแปรเปลี่ยนความขัดแย้งให้คลี่คลายได้โดยสันติ และปลดชนวนความรุนแรงที่อาจจะปะทุขึ้นมาในอนาคต

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง