สสส.-มสช. ชี้วัยทำงานไทยเสี่ยงสุขภาพสูง ชายอายุสั้นกว่า 9 ปี แรงงานก่อสร้างครองแชมป์พฤติกรรมเสี่ยง
เมื่อวันที่ 7 ก.ย. 2568 นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในเวทีสาธารณะ Data-Driven Workforce Planning Forum: “Work Well, Live Well: ขับเคลื่อนสุขภาวะคนทำงาน ด้วยพลังของข้อมูล” จัดโดย สสส. และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ว่า ปี 2567 คนไทยมีอายุยืนยาวคาดเฉลี่ยอยู่ที่ 76.56 ปี เป็นอันดับ 78 ของโลก กลุ่มคนวัยทำงานไทยเพศชายอายุคาดเฉลี่ยต่ำกว่าเพศหญิง 9 ปี
สาเหตุจากพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ เช่น ขับรถไม่สวมหมวกนิรภัย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ สอดคล้องกับข้อมูลการตาย ปี 2566 ของเว็บไซต์ www.hiso.or.th โดย สสส. ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข พบคนวัยทำงานเพศชายเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าเพศหญิง 4.1 เท่า จากอุบัติเหตุจราจรมากกว่า 3.4 เท่า โรคหลอดเลือดสมองมากกว่า 2.6 เท่า
สถานการณ์สุขภาพคนวัยทำงานสะท้อนให้เห็นถึงการจะมีชีวิตยืนยาวได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพในศตวรรษที่ 21 โดยอาศัยความตั้งใจหรือการรณรงค์อาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องใช้คือ “ข้อมูล” ที่แม่นยำและเชื่อถือได้ เพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์และออกแบบมาตรการสร้างเสริมสุขภาวะอย่างมีทิศทาง
“สสส. ร่วมกับ มสช. จัดทำโครงการการศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อและพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้องของวัยทำงานในประเทศไทย เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบติดตามการดูแลสุขภาพวัยทำงานอย่างบูรณาการในระดับองค์กร และวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพของคนวัยทำงานทั่วประเทศ พร้อมทั้งระบุกลุ่มเสี่ยงและพื้นที่นำร่องเพื่อพัฒนาต้นแบบ ‘องค์กรสุขภาวะ’ ที่ยั่งยืน ” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว
การจัดเวทีครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการทำงานด้านสุขภาพของวัยแรงงานไทย ด้วยการใช้ข้อมูลเป็นฐานคิดและเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และวิชาการ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และผลักดันให้สุขภาวะคนทำงานกลายเป็นวาระแห่งชาติต่อไป ผู้สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดรายงานผลการศึกษาได้ที่เว็บไซต์ https://happy8workplace.thaihealth.or.th
ผศ.พญ.ฉัฐญาณ์ วงศ์รัฐนันท์ หัวหน้าโครงการ “การศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อและพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้องของวัยทำงานในประเทศไทย” กล่าวว่า การศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อและพฤติกรรมสุขภาพฯ กลุ่มตัวอย่างแรงงานในระบบ 46,200 คนทั่วประเทศ ปี 2568 พบแรงงานในระบบสูบบุหรี่มากกว่าแรงงานนอกระบบ เพศชายสูบบุหรี่มากกว่าเพศหญิง มีแรงงานในระบบเพียง 3,336 คน สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ซึ่ง 93.4% ต้องเลิกบุหรี่ด้วยตัวเอง และมีเพียง 0.6% หรือ 20 คนเท่านั้นที่เลิกบุหรี่ได้จากการบริการในสถานพยาบาล สะท้อนให้เห็นว่าวัยทำงานเข้าไม่ถึงการให้การบริการเลิกบุหรี่ ขณะที่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า เพศชายดื่มมากกว่าเพศหญิง วัยทำงานภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือดื่มมากที่สุด โดยช่วงอายุที่ดื่มมากที่สุดคือ 45-59 ปี
“ส่วนพฤติกรรมการบริโภค ในมิติการกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และการกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ พบว่าเพศชายและเพศหญิงมีพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างกัน แต่เพศชายทานผักผลไม้น้อยกว่าเพศหญิง เช่นเดียวกับ พฤติกรรมเนือยนิ่ง ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเพศหญิง และสถานการณ์โรคอ้วน พบเพศชายมีภาวะโรคอ้วนมากกว่าเพศหญิง ในกลุ่ม GenX จะมีเปอร์เซ็นต์อ้วนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ พบว่า กลุ่มผู้ที่ทำงานก่อสร้าง มีพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาวะมาเป็นอันดับ 1 ในทุกด้าน ทั้งสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และเมาแล้วขับ ” ผศ.พญ.ฉัฐญาณ์ กล่าว
ดังนั้น จึงยากเสนอแนะให้หน่วยงานทุกภาคส่วนนำข้อมูลที่ สสส. ร่วมกับ มสช. จัดทำขึ้นไปใช้ในการวางแผนทำงานแบบพุ่งเป้าเชิงพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลการเจ็บป่วยในกลุ่มโรค NCDs และพฤติกรรมสุขภาพ เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสุขภาพของคนแต่ละจังหวัดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง
นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ กรรมการสายงาน FTI Academy สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเก็บข้อมูลสุขภาพคนทำงานจะต้องเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะการจะส่งเสริมให้สถานประกอบการและโรงงานทุกแห่งจัดทำข้อมูลสุขภาพ ต้องทำให้เห็นว่าการเก็บข้อมูลสุขภาพดีต่อองค์กรและแรงงานอย่างไร ที่สำคัญ การจะทำให้ได้ข้อมูลสุขภาพทั่วไปของแรงงาน สถานประกอบการต้องลงทุนทั้งเรื่องของอุปกรณ์ การสร้างแรงจูงใจ หรือปรับสภาพแวดล้อม ปรับรูปแบบการทำงานที่เอื้อให้การเกิดดูแลสุขภาพ และลดปัญหาการขาดงาน ต้องขับเคลื่อนพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในองค์กรอย่างเข้มแข็ง
ศาลฟินแลนด์ฟันโทษจำคุก 3 ปีครึ่ง ซีอีโอ บ.เบอร์รี่ จ่ายชดเชยกว่า 22.5 ล้าน ฐานค้ามนุษย์แรงงานไทย
เดลีฟินแลนด์ สื่อของฟินแลนด์ รายงานเมื่อวันที่ 5 กันยายนว่า ศาลแขวงแลปแลนด์ ของฟินแลนด์ ได้ตัดสินโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปีครึ่ง ต่อนายเวอร์นู วาซุนตา อายุ 51 ปี ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร(ซีอีโอ) ของ Kiantama บริษัทเบอร์รี่รายใหญ่ที่สุดของฟินแลนด์ พร้อมกับสั่งห้ามเขาประกอบธุรกิจใดๆ จนถึงปี 2029 จากความผิดรวม 62 กระทง ฐานค้ามนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับการกดขี่ใช้แรงงานไทยหลายสิบคน
นอกจากนี้ ศาลแขวงแลปแลนด์ยังสั่งลงโทษจำคุก 3 ปีต่อ กัลยกร พงษ์พิศ ผู้ประสานงานชาวไทย ในข้อหาเดียวกัน โดยศาลยังสั่งให้จำเลยทั้ง 2 ในคดีนี้ร่วมกับบริษัท Kiantama จ่ายเงินชดเชยรวมกว่า 600,000 ยูโร หรือประมาณกว่า 22.5 ล้านบาท ให้แก่แรงงานไทยที่เป็นผู้เสียหาย ตลอดจนชำระค่าดำเนินการทางกฎหมายในคดีนี้ทั้งหมดด้วย
ตามคำพิพากษาของศาลระบุว่า แรงงานเก็บเบอร์รี่ชาวไทยที่ถูกว่าจ้างให้มาเก็บผลไม้ในฤดูเก็บเกี่ยวในปี 2022 นั้น ได้ถูกหลอกลวงเกี่ยวกับโอกาสด้านรายได้และสภาพความเป็นอยู่ในการมาทำงานที่ประเทศฟินแลนด์ แต่เมื่อแรงงานไทยดังกล่าวมาถึงแล้ว กลับต้องเผชิญกับสภาพการทำงานที่เข้าข่ายแรงงานบังคับ โดยแต่ละคนต้องเก็บเบอร์รี่ให้ได้ระหว่าง 2,400-4,000 กิโลกรัม ตลอดช่วงฤดูกาลเก็บเกี่ยวราว 10 สัปดาห์ ซึ่งแรงงานไทยเหล่านี้แต่ละคนจะได้รับเงินค่าจ้างเหลือเพียงไม่กี่ร้อยยูโร หลังจากหักค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าที่พักและค่าพาหนะแล้ว
คำพิพากษายังระบุว่า พาสปอร์ตหรือหนังสือเดินทางของแรงงานมักถูกหัวหน้าเก็บไว้ และหลายคนต้องลงนามในสัญญาเป็นหนี้ก่อนเดินทางมาถึงฟินแลนด์ ทำให้พวกเขาตกอยู่ในสภาพที่ต้องพึ่งพาทางการเงินและการเดินทางจากบริษัท ทำให้แรงงานไทยไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำงานภายใต้เงื่อนไขที่บริษัทกำหนด
ด้านทีมกฎหมายของฝ่ายจำเลยระบุว่า จะยื่นอุทธรณ์คำตัดสินดังกล่าว ขณะที่มีรายงานว่า วาซุนตา ได้ลาออกจากตำแหน่งในคณะกรรมการและฝ่ายบริหารของบริษัท Kiantama แล้วโดยมีผลทันที แม้คดีจะยังไม่เป็นที่สิ้นสุดก็ตาม
คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์นี้ของศาลแขวงแลปแลนด์จะทำให้ฟินแลนด์ต้องกลับมาพิจารณาระบบแรงงานตามฤดูกาลและความเสี่ยงของแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมเก็บเบอร์รี่ป่าอีกครั้ง โดยสถานการณ์ของแรงงานต่างชาติเก็บผลเบอร์รี่นั้นเป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมมานาน หลังจากเกิดกรณีอื้อฉาวและมีการสอบสวนของตำรวจหลายครั้ง ซึ่งนำไปสู่การตั้งข้อหาดำเนินคดีค้ามนุษย์กับบริษัทอุตสาหกรรมเบอร์รี่หลายแห่ง
ในปี 2024 ฟินแลนด์ได้ปฏิรูปกฎหมายแรงงาน โดยกำหนดให้แรงงานต่างชาติจะต้องได้รับสัญญาจ้างงานและเงินเดือนอย่างเป็นทางการ ก่อนหน้านั้นในปี 2022 ศาลสูงสุดฟินแลนด์ได้ตัดสินจำคุกเจ้าของบริษัทเบอร์รี่รายหนึ่ง เป็นเวลา 1 ปี 10 เดือน ซึ่งเป็นหนึ่งในคดีค้ามนุษย์แรกๆ ของประเทศที่ฟ้องผู้ซื้อเบอร์รี่
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมเบอร์รี่ป่าของฟินแลนด์ ถูกระบุว่ามีรากฐานจาก “สิทธิของทุกคน” ซึ่งเปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถเก็บผลไม้ป่าตามธรรมชาติได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของที่ดิน ยกเว้นพื้นที่ใกล้บ้านเรือนส่วนตัว จนถึงปี 2005 บริษัทต่าง ๆ ยังพึ่งพาแรงงานท้องถิ่นเป็นหลัก แต่ด้วยความที่คนท้องถิ่นไม่อยากทำงานนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ปัจจุบันผู้ประกอบอุตสาหกรรมนี้หันมาพึ่งแรงงานต่างชาติเกือบทั้งหมดแทน
สสปท.ห่วงความปลอดภัยแรงงานก่อสร้างหวั่นซ้ำรอยพระรามสอง หลังเหตุเครนพลิกคว่ำ
จากเหตุการณ์รถเครนที่กำลังก่อสร้าง ในโครงการทางยกระดับบนถนนพระราม 2 ฝั่งขาเข้าบนถนนพระราม 2 ฝั่งขาเข้า ช่องทางหลัก ช่วง กม.26+500 ก่อนถึงห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล มหาชัย ล้มลงมายังช่องทางคู่ขนาน ขณะกำลังยกแท่งเหล็กขึ้นไปติดตั้งที่เสาตอม่อทางยกระดับ โดยมีพนักงานขับรถเครนติดอยู่ภายใน นอกจากนี้ยังมีรถกะบะของประชาชนที่สัญจรผ่าน ได้รับความเสียจากชิ้นส่วนเหล็กที่หล่นทับ ทำให้มีผู้บาดเจ็บ 3 ราย ตามข่าวที่ได้มีการรายงานไปก่อนหน้านี้นั้น
ดร.นันทชัย ปัญญาสุรฤทธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อม 1/ในการทำงาน เปิดเผยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุทธาหรณ์สำคัญที่สะท้อนถึงความจำเป็นในการปฏิบัติงานก่อสร้างอย่างปลอดภัย โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการสัญจรหนาแน่น อย่างถนนพระราม 2 ซึ่งจากสถิติพบว่า ในปี 2567 ที่ผ่านมา ถนนพระราม 2 เป็นหนึ่งในเส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดของประเทศ โดยเกิดอุบัติเหตุเฉลี่ยสูงถึง 120 ครั้งต่อปี ทั้งจากการก่อสร้างและการสัญจรของประชาชน
ผู้อำนวยการ สสปท. กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่ต้องระวังให้เกิดความปลอดภัยในการทำงานก่อสร้าง อย่างน้อยในเบื้องต้น ควรคำนึงถึงมาตรการหลักๆ 3 มาตรการ คือ 1.การตรวจสอบเครื่องจักรกลหนัก เช่น เครน รถยกและอุปกรณ์ก่อสร้างขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมากต้องมีการบำรุงรักษา ตรวจสอบความพร้อมก่อนใช้งานทุกครั้ง ต้องมีวิศวกรควบคุมดูแล มีการกั้นเขดพื้นที่ก่อสร้างที่ชัดเจนและรัดกุม เพื่อไม่ให้ประชาชน หรือยานพาหนะเข้าใกล้ในระยะที่เสี่ยงต่ออันตราย 2.หากเป็นการทำงานในเวลากลางคืน ต้องมีระบบไฟส่องสว่างและสัญญาณเตือนที่เพียงพอ รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานต้องสวมอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลครบถ้วน และ 3.ควรมีการวางแผนการจราจรที่ดี ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด เพื่อจัดการเส้นทางเบี่ยงหรือปิดการจราจรในช่วงเวลาที่เสี่ยง
ทั้งนี้ความปลอดภัยของแรงงานและประชาชน คือสิ่งสำคัญที่สุด ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้างต้องตระหนัก และร่วมมือกันอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นซ้ำ” ดร.นันทชัย เน้นย้ำในตอนท้ายพร้อมกับให้ข้อมูลว่า หลังเกิดเหตุ สสปท.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ ความเสี่ยง เพื่อนำมาวิเคราะห์เพื่อวางแผนในการออกแบบกิจกรรม คู่มือ และมาตรฐานที่เหมาะสมในการนำไปใช้เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำรอยต่อไป
ครม.ไฟเขียว เลขา ศอ.บต. ข้ามห้วยนั่ง ปลัดแรงงาน
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ โอน พ.ต.ท.วรรณพงษ์ คชรักษ์ เลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงแรงงาน ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ
เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง โดยทั้ง 2 หน่วยงานได้ยินยอมให้โอนข้าราชการพลเรือนสามัญรายดังกล่าวแล้ว
รมว.ศธ. หวังแก้กฎหมายโรงเรียนเอกชน หลังปัญหาครูต่างชาติใช้ช่องโหว่ ม.86 เรียกค่าชดเชย สร้างความไม่เป็นธรรมต่อโรงเรียนและครูไทย
ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยนายมณฑล ภาคสุวรรณ์ เลขาธิการคณะกรรมการการส่งเสริมการศึกษาเอกชน เข้าร่วมหารือประเด็นด้านการศึกษาเอกชน กับผู้แทนสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย จำนวน 12 หน่วยงาน โดยตัวแทนสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ได้นำดอกไม้แสดงความยินดีและขอขอบคุณ ศ.ดร.นฤมล ที่ขับเคลื่อนงานการส่งเสริมการศึกษาเอกชน
โดยสมาคมสภาการศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ได้หารือถึงผลกระทบจากกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของโรงเรียนเอกชน โดยเฉพาะการตีความมาตรา 86 ของพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ที่ระบุว่า กิจการของโรงเรียนในระบบไม่อยู่ภายใต้บังคับกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยแรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยการประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่ผู้ปฏิบัติงานของโรงเรียนต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน ทำให้มีครูชาวต่างชาติที่สิ้นสุดสัญญาจ้างหลายคน ใช้ประโยชน์จากการตีความตามมาตราดังกล่าวมาเรียกร้องค่าชดเชยจากโรงเรียนเอกชน ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมต่อโรงเรียนและครูชาวไทย ที่ได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์น้อยกว่าครูต่างชาติค่อนข้างมาก
ด้าน ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด ซึ่งขณะนี้ได้มีการเห็นชอบให้มีการเสนอขอแก้ไขพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ในส่วนของการคุ้มครองการทำงาน ให้เกิดการตีความที่ชัดเจน เพื่อป้องกันผลกระทบจากการเรียกร้องค่าชดเชยของครูต่างชาติหลังสิ้นสุดสัญญาจ้าง โดยตนเห็นว่าเป็นหนทางแก้ไขผลกระทบที่ตรงประเด็นและเกิดประสิทธิผลสูงสุด โดยคาดว่าจะสามารถเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อ พิจารณาแก้ไขพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2550 ได้ประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายน 2568
ก.แรงงาน ดันโครงการ "INDE-REGIS" ขยายเครือข่ายคุ้มครองแรงงานอิสระทั่วประเทศ
กระทรวงแรงงาน ผลักดันโครงการ INDE-REGIS ขยายเครือข่ายคุ้มครองแรงงานอิสระทั่วประเทศ ประจำปี 2568 โดย นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเปิดโครงการสัมมนาเพื่อขยายเครือข่ายแรงงานอิสระและส่งเสริมการขึ้นทะเบียนในระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรีสมศักดิ์ พรหมดำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน และนายเกริกไกร นาสมยนต์ ที่ปรึกษากฎหมาย และผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติในงาน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ
ตามนโยบายหลักของนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญในการผลักดันการคุ้มครองแรงงานอิสระ นางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน
กล่าววัตถุประสงค์การจัดงานนี้ ว่า เนื่องจากแรงงานอิสระเป็นแรงงานที่ไม่มีนายจ้าง ซึ่งจะมีความแตกต่างจากแรงงานในระบบ หรือแรงงานที่ทำงานในสถานประกอบการ ดังนั้น การกำหนดนโยบายหรือการบริหารจัดการแรงงานอิสระ ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 21 ล้านคน หลากหลายกลุ่มอาชีพ จำเป็นต้องมีข้อมูลและตัวตนของแรงงานอิสระจึงเป็นที่มาของการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการจัดทำฐานข้อมูลแรงงานอิสระ ภายใต้ชื่อ "ระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS" รวมถึง ส่งเสริมให้แรงงานอิสระขึ้นทะเบียนในระบบฯ โดยใช้เครือข่ายแรงงานอิสระ ได้แก่ อาสาสมัครแรงงาน บัณฑิตแรงงาน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชนทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนกว่า 81,143 คน ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ
นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อแรงงานอิสระได้ขึ้นทะเบียนในระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS โดยระบุตัวตน ระบุความต้องการเพื่อขอรับความช่วยเหลือด้านแรงงาน ระหว่างที่รอให้ (ร่าง) พระราชบัญญัติส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ มีผลใช้บังคับ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาวิเคราะห์ และส่งต่อการให้ความช่วยเหลือตามภารกิจของหน่วยงาน สังกัดกระทรวงแรงงาน อาทิ การส่งเสริมการมีงานทำ การพัฒนาอาชีพ พัฒนาทักษะฝีมือ ความปลอดภัยในการทำงาน และสิทธิประโยชน์ด้านประกันสังคม
หากกฎหมายมีผลใช้บังคับ นอกจากแรงงานอิสระจะได้รับสิทธิ และการส่งเสริมข้างต้นแล้ว ยังจะได้รับสิทธิในการรวมกลุ่มเพื่อสร้างความเข้มแข็ง การเข้าถึงกองทุนส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ สามารถกู้ยืมเงินเพื่อการประกอบอาชีพและดำรงชีพ นอกจากนี้ ยังมีการจัดให้มีการประกันภัย การคุ้มครองสุขภาพ การประกันอุบัติเหตุ และมีพนักงานตรวจแรงงานอิสระ รับเรื่องร้องทุกร้องเรียนและไกล่เกลี่ยจากการไม่ได้รับความเป็นธรรมในการทำงานได้
“วันนี้ เรามีเป้าหมายการขยายเครือข่ายแรงงานอิสระ ไปยังประธานและกรรมการชุมชน รวมทั้งผู้ประกอบอาชีพกลุ่มต่างๆ ที่มีสมาชิกอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเป้าหมายทั้ง 2 กลุ่มนี้ กระทรวงแรงงานได้รับความร่วมมือจากกรุงเทพมหานคร สมาคมนักร้องลูกทุ่งแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet) และศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบแห่งชาติ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังมีการเตรียมความพร้อมก่อนที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ 3 ประเด็น คือ 1.การจัดทำระบบแพลตฟอร์ม ภายใต้ชื่อ ระบบแรงงานอิสระ INDE-REGIS 2.กานประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้เกี่ยวกับประโยชน์จากการส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ และเชิญชวนขึ้นทะเบียนในระบบ และ 3.จัดทำกฎหมายลำดับรอง 31 ฉบับ” นายสมาสภ์ฯ กล่าว
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 1/9/2568
