กรณีศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องยุบพรรคภูมิใจไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีฮั้วเลือก ส.ว.สีน้ำเงิน แต่สอยแพทองธาร ชินวัตรจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี บวกกรณีภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ถูกเบรคจากองคมนตรีไม่ให้ยุบสภา และกรณีทักษิณ ชินวัตรถูกศาลฎีกามีคำสั่งบังคับโทษจำคุก 1 ปี กับกรณีพรรคประชาชนโหวตอนุทิน ชาญวีรกูลหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเป็นนายกรัฐมนตรี มีความเกี่ยวข้องกันอย่างซับซ้อน การพยายามแยกเรื่องใดเรื่องหนึ่งออกมาตัดสินแบบโดดๆ อาจเป็นการพยายามโกหกตัวเอง
แต่ความซับซ้อนทั้งหมดนั้นดำเนินไปภายใต้อำนาจที่ออก “ใบอนุญาตที่ 2” (ตามคำอธิบายของปิยบุตร แสงกนกกุล) เป็นฝ่ายกำหนดเกม แน่นอนว่ากรณีทักษิณติดคุก อาจอ้างได้ว่า “ก็ในเมื่อทักษิณเลือกวิธีดีลลับเอง ไม่มีใครบังคับ เขาก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเองเลือก” หรือ “ในเมื่อเขาเลือกใช้อภิสิทธิ์ป่วยทิพย์บนชั้น 14 ซึ่งขัดต่อหลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย ก็สมควรแล้วที่เขาต้องติดคุก” ข้ออ้างแรกมีเหตุผลในแง่ที่บุคคลต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจเลือกของตนเอง หรือจะบอกว่า “ก็สมแล้วที่ทักษิณทำตัวเอง” ก็ย่อมได้
แต่ “ปัญหาทางหลักการ” คือ คดีที่ทักษิณต้องติดคุกก็เป็นคดีที่เกิดจากอำนาจของกลุ่มอภิสิทธิ์ชนที่ทำรัฐประหารแล้วฟ้องร้องดำเนินคดี ขณะเดียวกันก็มีข้อโต้แย้งในทางหลักกฎหมายว่าศาลฎีกามีอำนาจยกกรณีชั้น 14 ขึ้นมาไต่สวนเองได้หรือไม่ ซึ่งวรเจตน์ ภาคีรัตน์เห็นว่า “ไม่มีอำนาจ” ขณะที่รังสิมันต์ โรมยืนยันว่าศาลฎีกาพิจารณาเรื่องนี้เองก็ถูกต้องแล้ว (ดู'ทั่นโรม' ชี้ศาลฎีกาไต่สวนปมทักษิณชั้น 14 เองถูกต้องแล้ว https://www.thaipost.net/politics-news/782374/?fbclid=IwY2xjawMt6yNleHRuA2FlbQIxMQABHrALLuuCmlYURoC866xb-zJGna3uRytQR---RHKjojV4PDl0rBwNk_XQGLXb_aem_PAD0L5uRXVZN0g5CjrCTeA)
ส่วนข้ออ้างที่สอง ชวนให้ตั้งคำถามว่า “หลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย” ที่อ้างกันนั้น ใช้เป็นข้ออ้างเอาผิดได้เฉพาะกับทักษิณที่ถูกทำรัฐประหาร ถูกยึดทรัพย์ 46,000 ล้าน และลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ 17 ปีเท่านั้นใช่หรือไม่ ขณะที่พวกทำรัฐประหารไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะที่สั่งสลายการชุมนุมมีประชาชนตายร่วมร้อยศพในปี 2553 ก็ไม่ติดคุกแม้แต่วันเดียว ดังนั้น การยืนยันหลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมายในการเอาผิดทักษิณ นอกจากจะ “ปลอม” อย่างยิ่ง เพราะ “พรรคประชาชน” ที่อ้างหลักการนี้เอาผิดทักษิณก็รู้ๆ อยู่ว่าภายใต้ระบบอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตยไม่เคยมีหลัก rule of law ที่พวกตนกล่าวอ้างอยู่แล้ว และการยืนยันให้เอาผิดในคดีที่สืบเนื่องจากอำนาจรัฐประหาร ก็ยังขัดแย้งกับข้อเสนอ “ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร” ของทางพรรคประชาชนอีกด้วย
ดังนั้น การที่พรรคประชาชนตรวจสอบอย่างเอาเป็นเอาตาย และสร้างกระแสเรื่องชั้น 14 อย่างต่อเนื่องจนในที่สุดทักษิณติดคุก แล้ว ส.ส. พรรคนี้ก็ออกมาบอกว่าเห็นด้วยที่ทักษิณยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามหลักความเสมอภาคต่อหน้ากฎหมาย ไม่ใช้สิทธิพิเศษใดๆ ราวกับว่าทักษิณติดคุกจากคดีสืบเนื่องจากรัฐประหาร “ความยุติธรรม” ได้เกิดขึ้นแล้วในประเทศนี้ การถูกยึดทรัพย์ และลี้ภัยการเมืองในต่างประเทศ 17 ปี ยังไม่ใช่การถูกลงโทษที่สาสมสำหรับอดีตนายกรัฐมนตรีที่ถูกทำรัฐประหาร?
ขณะเดียวกัน อดีต ส.ว. และ อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ก็ออกมายืนยันว่าต้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้อง
กับการช่วยเหลือทักษิณ และทักษิณติดคุกแค่นี้คงยังไม่พอ ต้องฟ้องมาตรา 157 เอาผิดอีกที่ให้เจ้าหน้าที่เหล่านั้นช่วยเหลือตนเองโดยมิชอบ เป็นต้น แปลว่าในความเห็นของฝ่ายศัตรูทางการเมืองของทักษิณยังคิดว่าคนที่ถูกทำรัฐประหารอย่างทักษิณยังรับโทษไม่เพียงพอ? ปัญหาการเมืองไทยทั้งหลายทั้งปวงที่ดำเนินมาถึงวันนี้ทักษิณคือผู้ผิดแต่เพียงผู้เดียว?
กลับมาที่เรื่องยุบสภากับการโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ดังที่เราทราบกัน พรรคประชาชนเรียกร้องให้ยุบสภาทันทีที่มีการปล่อยคลิปเสียงสนทนาระหว่างแพทองธารกับฮุนเซน ขณะเดียวกันก็มีฝ่ายที่ไปร้องศาล รธน.ให้ถอดถอนแพทองธารจากตำแหน่งนายกฯ พรรคประชาชนและทุกคนที่ติดตามการเมืองต่างก็ทราบว่า “ดีล” ระหว่างทักษิณกับชนชั้นนำ “ไม่มีความแน่นอน” เพราะฝ่ายทักษิณไม่ได้มีอำนาจต่อรองที่เท่าเทียม ดังนั้น กลุ่มชนชั้นนำอาจเปลี่ยนใจได้เสมอ
ตั้งแต่การปล่อยคลิปและเกิดการปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ตามมาด้วยการที่ทักษิณถูกดำเนินคดี 112 และคดีชั้น 14 จนกระทั่งแพทองธารถูกสอย เราสามารถเดาได้ว่าทักษิณคงพยายามดีลกับชนชั้นนำอย่างเต็มที่และรู้แล้วว่า “ไม่สำเร็จ” แต่ถ้าถามว่าทำไมแพทองธารไม่ยุบสภาตั้งแต่หลังคลิปถูกปล่อย เราเข้าใจได้ว่าในทางการเมืองไม่มีพรรคไหนอยากยุบสภาในสถานการณ์ที่คะแนนนิยมของพรรคตกต่ำ
แต่พอศาล รธน.สั่งให้แพทองธารหยุดปฏิบัติหน้าที่ ก็แปลว่า “ชนชั้นนำไม่ต้องการให้เพื่อไทยยุบสภา” เมื่อพรรคประชาชนประกาศ “เงื่อนไข 3 ข้อ” ในการโหวตนายกฯ อนุทินก็รีบรับเงื่อนไขในทันที ต่อมาตัวแทนเพื่อไทยเข้าไปเจรจากับพรรคประชาชน แต่กระแสข่าวฝั่งเพื่อไทยค่อนข้างสับสนว่าจะเอาชัยเกษมหรือใครมาให้โหวตนายกฯ กันแน่ สุดท้ายเมื่อพรรคประชาชนตกลงจะโหวตอนุทินเป็นนายกฯ เพื่อไทยก็ทูลกเกล้าฯ ร่างกฤษฎีกายุบสภา แต่ถูกเบรคโดยองคมนตรี พรรคภูมิใจไทยรีบแจ้งความเอาผิดรองนายกฯ ที่ทำการยุบสภา แต่พรรคประชาชนยืนยันว่ารองนายกฯ มีอำนาจยุบสภาได้ เมื่อถูกเบรคไม่ให้ยุบสภา เพื่อไทยก็เสนอว่าหากโหวตชัยเกษม นิติสิริเป็นนายกฯ จะยุบสภาทันที
ถึงตอนนี้พรรคส้มและผู้สนับสนุนให้โหวตอนุทิน ต่างยืนยันว่าเพื่อไทยกำลังเล่นละครอีกครั้ง เชื่อถืออะไรไม่ได้แล้ว ถ้าโหวตให้ชัยเกษมก็เท่ากับไปช่วยยืดเวลาให้ทักษิณทำดีลต่อไป เพื่อให้เพื่อไทยอยู่ยาวจนครบเทอม ดังนั้น การโหวตอนุทินเป็นนายกฯ จึงเป็นทางเลือกทางเดียวที่จำเป็นต้องเลือก
แต่ถ้าเรา “จับกระแสการเมือง” ให้ชัด จะเห็นได้ว่าดีลของทักษิณกับชนชั้นนำมีปัญหาแล้วอย่างน้อยตั้งแต่แพทองธารถูกสอย ยิ่งถูกเบรคไม่ให้ยุบสภาก็ยิ่งชัดเจนว่ากลุ่มชนชั้นนำต้องการให้อนุทินเป็นนายกฯ เพราะไว้ใจได้มากกว่า อีกอย่างการที่อนุทินรับข้อเสนอของพรรคประชาชนทันที ย่อมไม่ใช่การตัดสินใจอย่างฉับพลัน แต่น่าจะเป็นการตัดสินใจจากการพูดคุยกันระหว่างพรรคประชาชนกับภูมิใจไทยมานานแล้ว
ดังนั้น การที่พรรคประชาชนโหวตเลือกอนุทินเป็นนายกฯ จึงเป็นการเลือกจากการดีลกันมาก่อนแล้ว คำถามคือนี่คือ “ทางเลือกเดียวที่จำเป็น” จริงๆ หรือ ทั้งๆ ที่พรรคประชาชนเลือกที่จะฟอร์มรัฐบาลเอง (โดยไม่เป็นนายกฯ) ก็ได้ ซึ่งก็น่าจะควบคุมทิศทางการแก้รัฐธรรมนูญและการยุบสภาตามเวลาที่กำหนดได้ง่ายกว่า หรือจะเลือกไม่โหวตให้พรรคใดๆ เลยก็ได้ ปล่อยให้เพื่อไทยและภูมิใจไทยที่ขัดแย้งกันไปคิดแก้ปัญหากันเอง
แต่เมื่อพรรคประชาชนตัดสินใจเลือกโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ไปแล้ว ความรับผิดชอบต่อผลที่ตามมาจึงวางอยู่บนบ่าของพรรคประชาชนอย่างปฏิเสธไม่ได้ การที่นักวิชาการหรือใครก็ตามที่พยายาม “แก้ต่าง” ให้พรรคประชาชนว่าคิดดีที่สุด เจตนาดีที่สุด ทำดีที่สุดแล้วภายใต้ข้อจำกัดทางการเมือง ยังไม่ใช่ข้อแก้ต่างที่พรรคประชาชนจะปฏิเสธความรับผิดชอบในการเลือกของตนเองได้ (ไหนบอกว่า “เมื่อทักษิณเลือกดีลแบบนั้นเขาก็ต้องรับผิดชอบติดคุก” แล้วพรรคประชาชนไม่ต้องรับผิดชอบต่อการดีลกับภูมิใจไทยงั้นหรือ) เหตุผลที่พรรคประชนต้องรับผิดชอบต่อหการเลือกของตน คือ
ประเด็นแรก เราควรยอมรับ “ความจริง” ว่าการที่พรรคประชาชนโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ เป็นการโหวตที่สอดคล้องกับความต้องการของชนชั้นนำที่ต้องการให้อนุทินเป็นนายกฯ เห็นได้จากการเบรคเพื่อไทยไม่ให้ยุบสภา (หรือมีข่าวลือว่ามี “บุคคลสำคัญ” ในเครือข่ายอำนาจชนชั้นนำมีส่วนในการดีลสนับสนุนอนุทิน) ซึ่งแม้พรรคประชาชนอาจไม่ได้รู้เห็นกับการดีลระหว่างกลุ่มชนชั้นนำกับภูมิใจไทยโดยตรง แต่จะปฏิเสธว่า “ไม่รู้” เลยว่ากลุ่มชนชั้นนำต้องการให้อนุทินเป็นนายกฯ ก็ย่อมจะฟังไม่ขึ้น
เมื่อพรรคประชาชนโหวตอนุทินเป็นนายกฯ ทั้งๆ ที่รู้ๆ อยู่ว่า “เป็นการโหวตที่สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มชนชั้นนำ” ก็ย่อมเท่ากับพรรคประชาชน “ย้อนแย้ง” กับหลักการของตนเอง เพราะพรรคประชาชนต่อต้าน “ความไม่ชอบธรรม” ของ “ใบอนุญาตที่ 2” ที่ออกโดยกลุ่มชนชั้นนำมาตลอด ดังนั้น พรรคประชาชนต้อง “รับผิดชอบในทางการเมือง” สำหรับการกระทำที่ขัดแย้งกับหลักการที่ตนยืนยันนี้อย่างแน่นอน เพราะในประเด็นนี้พรรคประชาชนก็เป็น “พวกปฏิบัตินิยม” ที่มุ่งความสำเร็จโดยไม่เลือกวิธีการเช่นกัน (ไม่ได้เป็นปฏิบัตินิยมเฉพาะพรรคเพื่อไทยที่พวกตนโจมตีเท่านั้น)
ประเด็นที่สอง การใช้วาทกรรมการเมืองที่เกินเลยจากข้อเท็จจริง เช่น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนอภิปรายว่า “เราไม่ได้เลือกอนุทินให้มาบริหารประเทศ แต่เลือกมาเพื่อให้ยุบสภาภายในเวลาที่กำหนด” คำพูดนี้เน้น “ความถูกต้องของเป้าหมาย” ที่คาดหวัง แต่ข้อเท็จจริงคือการบริหารประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว คุณไม่ได้เลือกให้เขามาบริหาร แต่เขาก็ต้องบริหาร แล้ว ส.ส.พรรคประชาชนเองนั่นแหละก็รีบชงงานบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาให้อนุทินทำคะแนนเลย และอนุทินก็รีบ “รับลูก” ทันที แถมยังประเดิมด้วยการจะหยิบโครงการ “คนละครึ่ง” ของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชามาสานต่อ เป็นต้น
(เบื้องลึก: แน่นอนว่ารัฐบาลเพื่อไทยขาดประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาจริง และทำบางเรื่องผิดพลาดจริง แต่ดูเหมือนว่าทั้งเกมการเมืองของฝ่ายกัมพูชา และเกมการเมืองในไทยโดยฝ่ายทหาร ภูมิใจไทย พรรคประชาชน และมวลชนบนท้องถนนต่างมีเป้าหมายเดียวกันคือ “ล้มรัฐบาลเพื่อไทย” ให้ได้ทั้งโดยนัดหมายและอาจไม่ได้นัดหมาย พอโหวตอนุทินเป็นนายกฯ เสร็จ การเจรจา GBC ระหว่างไทยกัมพูชาก็เริ่มขึ้นได้ในทันที คำถามคือ เพียงเพื่อทำลายทักษิณหรือรัฐบาลเพื่อไทย ทำไมพวกเขาจึงยอมทำสงครามจนเกิดความเสียหายมหาศาลต่อชีวิตทหารและประชาชนจำนวนมาก รวมทั้งเสียหายต่อเศรษฐกิจระหว่างประเทศอย่างมหาศาลขนาดนั้น นี่ไม่ได้เลวร้ายยิ่งกว่าปฏิบัตินิยมแบบเพื่อไทยหรอกหรือ)
แต่พอเพื่อไทยพูดถึงการอภิปรายไม่ไว้วางใจอนุทิน ณัฐพงษ์กลับบอกว่า “ถ้าจะอภิปรายเพื่อแก้แค้นก็ไม่เห็นด้วย” ทั้งๆ ที่ถ้าเพื่อไทยจะอภิปรายก็คงอภิปรายเรื่องคดีฮั้ว ส.ว. กับคดีเขากระโดง (ที่พรรคประชาชนเคยแค่ “แตะผ่าน” เท่านั้นเอง) ไม่ทราบว่าสองเรื่องนี้จะเป็นการแก้แค้นไปได้อย่างไร
ผมไม่ได้กล่าวหาว่าพรรคประชาชนจะปกป้องอนุทิน แต่จากนี้ 4 เดือน+ เราจำเป็นต้องตรวจสอบบทบาทของพรรคประชาชนให้เข้มข้นมากขึ้นว่าจะสามารถควบคุมรัฐบาลภูมิใจไทยให้ทำตามข้อตกลงได้จริงหรือไม่ ไม่ควรเชื่ออย่างสุดโต่งว่าพรรคประชาชนทำทุกเรื่องถูกต้องทั้งหมด และไม่ควรเชื่อมั่นจนเกินไปว่า “ถ้าไม่เลือกพรรคนี้จะเลือกพรรคไหน” เพราะการเมืองไทยพลิกผันตลอดเวลา
ประเด็นสุดท้าย พรรคประชาชนได้เสริมพลังให้พรรคอนุรักษ์นิยมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเสรีภาพและประชาธิปไตยอย่างภูมิใจไทยเข้มแข็งขึ้นอย่างไม่ต้องสงสัย จากเดิมที่กำลังเพลี่ยงพล้ำเรื่องฮั้วเลือก ส.ว..สีน้ำเงิน และคดีเขากระโดง กลายเป็น “เสือติดปีก” ระยะเวลา 4 เดือน+ รัฐบาลภูมิใจไทยสามารถสร้างผลงานและสร้างเงื่อนไขอื่นๆ ที่ทำให้พวกตนได้เปรียบในหารเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน ส่วนการยุบสภาและร่างรัฐธรรมนูญใหม่ภายใต้ “มันสมอง” ของเนติบริกรเครือข่ายอำนาจชนชั้นนำอย่าง “บวรศักดิ์ อุวรรโณ” ก็ไม่มีความแน่นอนว่าจะทำได้เมื่อใดและเป็นไปในทิศทางใด
สรุปแล้ว “การเมืองแห่งความหวังสีส้ม” ที่สร้างความเชื่อถือมากขึ้นมาตลอดกว่า 2 ปีในสมัยการเลือกตั้งนี้ กำลังถูกท้าทายทั้งในเรื่องความคงเส้นคงวาในการยืนยันหลักการ และการตกเป็นเครื่องมือของพรรคอนุรักษ์นิยมและกลุ่มชนชั้นนำที่ออกใบอนุญาตที่ 2 และในที่สุดก็อาจเสี่ยงที่จะถูกทำลายไม่ต่างจากเพื่อไทยหรือไม่
