Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

มหาดไทยดีเดย์ 1 ต.ค. นี้ ใช้แรงงานผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา 4 หมื่นคน ทดแทนกำลังที่ขาด

นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ รองปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวถึงความคืบหน้าที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมา (ผภร.) ในพื้นที่พักพิง 9 ศูนย์ ทำงานได้ไม่เกิน 1 ปี ว่า เรื่องนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ระหว่างนี้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กำลังพูดคุยกันถึงขั้นตอนการนำแรงงานเมียนมา มาขึ้นทะเบียนที่กรมการปกครอง ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ 4 หมื่นคน

จากนั้น เมื่อขึ้นทะเบียนแล้ว ก็จะให้สิทธิพักพิงอยู่ในศูนย์ก่อน ถ้าจะออกนอกศูนย์ไปทำงานก็ต้องขออนุญาตนายอำเภอ เมื่อนายอำเภออนุญาตแล้ว จัดหางานจังหวัดจะมาดูทักษะว่าจะทำงานด้านใดบ้าง เช่น ช่างไม้ ช่างสี ช่างปูน หรือไร้ฝีมือ

จากนั้นจะนำนายจ้างมาที่อำเภอเพื่อทำสัญญา แต่ทั้งนี้ก่อนทำสัญญาหรือยื่นใบอนุญาตต้องมีการตรวจสุขภาพให้กับแรงงาน และทำเรื่องประกันสุขภาพ ก่อนยื่นคำร้องออกนอกพื้นที่ โดยจัดหางานจังหวัดจะประสานเรื่องการออกใบอนุญาตทำงานและส่งไปยังที่อำเภอปลายทางที่ต้องการแรงงาน ควบคุมการจ้างงานตามสัญญาอยู่ได้สูงสุด 1 ปี เมื่อครบ 1 ปีก็ต้องกลับมาที่ศูนย์ฯ หรือคนที่ทำสัญญา 3 เดือนก็ต้องกลับมาที่ศูนย์ แต่ระหว่างนี้หากใครต้องการแรงงานอีก ก็ต้องไปยื่นคำร้องใหม่ เพื่อขอแรงงานออกไปทำงานได้ แต่ต้องเป็นไปตามสัญญา คือ ไม่เกิน 1 ปี

“สมมุติครบสัญญา 3 เดือนแล้วกลับมามีนายจ้างมาจ้างก็ออกไปใหม่ได้อีก ดูเป็นสัญญาต่อสัญญาและต่อคน แต่ต่อสัญญาไม่เกิน 1 ปี นี่คือแนวบริหารจัดการ” รองปลัด มท.ระบุ

นายชำนาญวิทย์ ยังกล่าวว่า จะมีการฟรีค่าธรรมเนียมสำหรับแรงงานที่ขึ้นทะเบียนครั้งแรก เพราะกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ในศูนย์ฯไม่มีเงินที่จะมาเป็นค่าใช้จ่าย ดังนั้น ค่าธรรมเนียมสิ่งใดที่ลดได้ก็จะลดลง เหลือแต่ประเด็นตรวจสุขภาพสาธารณสุขเท่านั้น ที่ไม่สามารถลดค่าใช้จ่ายได้ โดยลูกจ้างกับนายจ้างต้องไปพูดคุยค่าใช้จ่ายในประเด็นนี้ เพราะกระทรวงแรงงานได้ลดค่าธรรมเนียมการดำเนินการขึ้นทะเบียนให้ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีศูนย์พักพิง 9 ศูนย์ในพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดตาก จังหวัดกาญจนบุรี และจังหวัดราชบุรี

ส่วนพื้นที่ภาคตะวันออก ที่มีปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ที่ขาดแคลนแรงงานจะมีการส่งไปสนับสนุนอย่างไรนั้น นายชำนาญวิทย์ กล่าวว่า จะมีแรงงานส่วนนี้ไปเติม ซึ่งจากเดิมผู้อพยพจะทำงานอยู่รอบศูนย์ฯ ดังนั้นกระบวนการนี้ก็คิดเผื่อไปทดแทนแรงงานกัมพูชา กรณีที่แรงงานฝั่งตะวันตกจะเดินทางไปฝั่งตะวันออก ก็ได้วางแผนไว้แล้วตามที่กล่าวมาข้างต้น คือ ให้อำเภอนั้นมาขออนุญาตและนำไปที่ปลายทาง ซึ่งปลายทางอาจจะเป็นจังหวัดระยอง จันทบุรี ก็ดำเนินการประสานงานกัน โดยจัดหางานจังหวัดนั้น

เมื่อครบสัญญาก็นำกลับมายังศูนย์พักพิง แต่ทั้งนี้ก็มีข้อจำกัดว่าแรงงานที่ทำต้องไม่เป็นงานที่สงวนไว้กับคนไทย หรือกรณีที่กฎหมายแรงงานห้ามคนต่างด้าวทำ แต่ทั้งนี้มีการจำกัดไม่ให้เดินทางไปในพื้นที่ภาคอีสานหรือภาคใต้ เนื่องจากดูจากแรงงานความต้องการในพื้นที่แล้ว ภาคกลางและภาคตะวันออกมีมากกว่า ดังนั้นจึงต้องระบายแรงงานที่มีถึง 4 หมื่นคนระบายไปในพื้นที่ที่จำเป็นก่อน

ส่วนความต้องการแรงงานทดแทนชาวกัมพูชานั้นมีเท่าไหร่ นายชำนาญวิทย์ กล่าวว่า ข้อมูลทั้งหมดอยู่ในวอร์รูม ของกระทรวงแรงงาน ขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า ต้องการแรงงานทดแทนเท่าไหร่ แต่ทราบว่ายอดแรงงานกัมพูชาอยู่ที่ประมาณ 4-5 แสนคนในทั่วประเทศและได้ทยอยเดินทางกลับกัมพูชา

ซึ่งกระทรวงแรงงานกำลังสำรวจ แต่ทั้งนี้เชื่อว่าแรงงานจากศูนย์ฯถึง 4 หมื่นคนจะสามารถทดแทนได้ในระดับหนึ่ง ไม่สามารถทดแทนได้ 100 % ดังนั้นกระทรวงแรงงาน จะต้องไปดูว่าหากไม่พอแล้วต้องใช้แรงงานจากส่วนไหน ซึ่งก่อนหน้านี้มีข้อเสนอให้ใช้แรงงานไทยผ่านกรมราชทัณฑ์มาฝึกอาชีพ แล้วนำมาทดแทน และใช้แรงงานที่พึ่งตนเองก่อนได้ จากนั้น ค่อยไปใช้แรงงานต่างชาติ ซึ่งเรื่องนี้จำเป็นต้องส่งเสริมเรื่องการใช้แรงงานคนไทย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 13/9/2568

พนักงานเอกชนกว่าครึ่งเคยถูกคุกคามทางเพศ สสส.-มหิดล เปิดตัวแอปฯ MU-ZeroGBV หนุน 200 องค์กรสร้างที่ทำงานปลอดภัยไร้คุกคาม

วันที่ 11 ก.ย. 2568 ที่โรงแรมทีเค พาเลซ แอนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดตัวโครงการพัฒนาหลักสูตรและคู่มือแนวปฏิบัติ เพื่อสร้างมาตรการป้องกันและจัดการปัญหาความรุนแรงบนฐานเพศและการคุกคามทางเพศในสถานประกอบการเอกชน พร้อมพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ E-learning Application: MU-ZeroGBV in Workplace เพื่อพัฒนากลไกการเรียนรู้และระบบสนับสนุนที่ช่วยให้สถานประกอบกิจการในภาคเอกชนสามารถป้องกันความรุนแรงบนฐานเพศ (Gender-Based Violence: GBV) และการคุกคามทางเพศ (Sexual Harassment) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ศ.นพ.รณชัย คงสกล ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริหารแผน คณะที่ 2 สสส. กล่าวว่า โครงการฯ ได้สำรวจพนักงานในสถานประกอบการทุกภาคทั่วประเทศ 67 แห่ง จำนวน 603 คน ในปี 2568ครอบคลุม 5 ประเภทอุตสาหกรรมส่งออก ได้แก่ 1.ยานยนต์ 2.อาหารส่งออก 3.สิ่งทอ 4.อิเล็กโทรนิกส์, เครื่องใช้ไฟฟ้า 5.โรงแรม, ท่องเที่ยว พบว่า พนักงานเคยถูกละเมิดหรือคุกคามทางเพศ 44.4% กลุ่มหลากหลายเพศเผชิญการคุกคามสูงสุด 60.2% ผู้หญิง 45.9% ผู้ชาย 33.9% พฤติกรรมที่พบบ่อย คือ การล้อเลียนรูปร่างหน้าตา การแซวหรือหยอกล้อส่อทางเพศ การถูกลูบคลำแตะเนื้อต้องตัว ซึ่งแม้ว่าประเทศไทยจะมีกฎหมายคุ้มครองแรงงานจากการคุกคามทางเพศอยู่แล้ว แต่ยังพบว่าสถานประกอบการภาคเอกชนยังขาดแนวปฏิบัติและไม่มีวิธีการดำเนินงานที่เป็นระบบชัดเจน ส่งผลให้ถูกละเลยหรือไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในระดับบุคคลและองค์กร ไม่ว่าจะเป็นสุขภาวะและขวัญกำลังใจของพนักงาน

ศ.นพ.รณชัย กล่าวต่อว่า สสส. มีเป้าหมายขับเคลื่อนการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงบนฐานเพศ ด้วยการขับเคลื่อนกฎหมาย นโยบายที่เกี่ยวข้อง และพัฒนาหลักสูตรคู่มือการช่วยเหลือแบบสหวิชาชีพ พัฒนากลไกส่งเสริม ป้องกัน และช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรง นอกจากนี้ยังร่วมกับสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พัฒนาหลักสูตรออนไลน์ E-learning Application: MU-ZeroGBV in Workplace เครื่องมือที่จะช่วยทำให้สถานประกอบการสามารถสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ปลอดภัย เท่าเทียม และเคารพศักดิ์ศรีของบุคลากร ปราศจากความรุนแรงบนฐานเพศและการคุกคามทางเพศ และหากเกิดเหตุขึ้นสถานประกอบการก็จะได้มีหลักสูตรให้ความรู้แก่ผู้บริหารและพนักงาน ตลอดจนมีนโยบาย กลไก รวมทั้งแนวปฏิบัติที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้รับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

รศ.ดร.สุชาดา ทวีสิทธิ์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โครงการฯ ได้พัฒนาหลักสูตรและคู่มือแนวปฏิบัติครอบคลุมเนื้อหาสาระสำคัญ 9 โมดูล ได้แก่ 1.ความรู้พื้นฐานด้านสิทธิและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ GBV และการคุกคามทางเพศ 2.ความจำเป็นและบทบาทของแอปพลิเคชันในฐานะเครื่องมือดิจิทัล 3.สาเหตุและปัจจัยทางสังคมที่นำไปสู่ความรุนแรงบนฐานเพศ 4.ความเข้าใจเรื่องการคุกคามทางเพศในที่ทำงานและผลกระทบ 5.การสร้างวัฒนธรรมรับฟังความยินยอมในเรื่องเพศ 6.การสร้างวัฒนธรรมการรับฟังความยินยอมอย่างแท้จริง 7.การเรียนรู้จากสถานการณ์และวิธีรับมืออย่างเหมาะสม 8.การประเมินความเสี่ยง ช่องทางร้องทุกข์ และแหล่งความช่วยเหลือ 9.บทบาทของ HR ผู้จัดการ และผู้บริหารในการป้องกันและจัดการปัญหา

“จุดเด่นของแอปพลิเคชันคือการมีระบบสื่อการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น วิดีโอ อินโฟกราฟิก แบบฝึกหัด กรณีศึกษา แบบทดสอบท้ายบท พร้อมระบบประเมินผลอัตโนมัติ และออกใบวุฒิบัตรออนไลน์ให้ทันทีสำหรับผู้เรียนที่ผ่านเกณฑ์ นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชันที่ช่วยให้ผู้เรียนสามารถทำแบบประเมินความเสี่ยงส่วนบุคคล แจ้งร้องทุกข์ผ่านช่องทางออนไลน์ และเข้าถึงข้อมูลหน่วยงานสนับสนุนภายนอกได้โดยตรงทั้งบนโทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป้าหมายของโครงการมุ่งหวังให้สถานประกอบการภาคเอกชนอย่างน้อย 200 แห่ง นำระบบ E-learning ไปใช้จริง และต่อยอดสู่การจัดทำนโยบายและแนวปฏิบัติที่เป็นธรรมภายในองค์กรต่อไป” รศ.ดร.สุชาดา กล่าว

ที่มา: สำนักข่าวสร้างสุข, 12/9/2568

พม.ถก 4 หน่วยงานพร้อมผู้ทรงคุณวุฒิ เห็นชอบขยายอายุเกษียณ แก้วิกฤตประชากร

วันที่ 11 กันยายน 2568 ที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้จัดการประชุมหารือเชิงนโยบาย (Policy Dialogue) หัวข้อ “ยืดเวลาเกษียณอายุ กับความเป็นไปได้ในสังคมไทย” เพื่อพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุและการขยายอายุเกษียณที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ปรเมธี วิมลศิริ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเศรษฐกิจและสังคม นายปิยวัฒน์ ศิวรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ผู้บริหารกระทรวง พม. ผู้บริหารและผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงบประมาณ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สำนักงานปลัดกระทรวงแรงงาน และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

นายอนุกูล กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ที่มีสัดส่วนประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสวนทางกับประชากรวัยเรียนและวัยแรงงานที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีทั้ง “โอกาส” และ “ข้อท้าทาย” โดยข้อท้าทายด้านสังคมที่สำคัญนั้น ได้แก่ การขาดความมั่นคงด้านรายได้ของผู้สูงอายุ การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนพึ่งพิงผู้สูงอายุ การขาดระบบบำนาญที่เพียงพอและครอบคลุมคนส่วนใหญ่ ในขณะที่ข้อท้าทายด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ การขาดแคลนแรงงาน ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม และบริการ อีกทั้งค่าจ้างแรงงาน และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ส่งผลให้การเติบโตทางเศรษฐกิจอาจชะลอตัวลงในระยะยาว ซึ่งท่ามกลางข้อท้าทายดังกล่าว ประเทศไทยสามารถพลิก “ข้อท้าทาย” ให้เป็น “โอกาส” ด้วยการส่งเสริมการทำงานของผู้สูงอายุและการขยายอายุเกษียณ เนื่องจากในปัจจุบันผู้สูงอายุจำนวนมากมีสุขภาพแข็งแรงและมีความพร้อมในการทำงานได้อีกหลายปี

นายอนุกูล กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมครั้งนี้ นับเป็นโอกาสอันดีที่ผู้บริหารจากส่วนราชการที่สำคัญ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาโอกาสและข้อท้าทาย และความเป็นไปได้ พร้อมให้ข้อเสนอแนะต่อประเด็น “ยืดเวลาเกษียณอายุกับความเป็นไปได้ในสังคมไทย” ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายสาธารณะที่สำคัญที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมพูดคุยและหาทางออกร่วมกัน ทั้งนี้ ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการเกี่ยวกับการขยายอายุเกษียณให้เกิดผลเป็นรูปธรรม อย่างไรก็ตาม นับเป็นเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทั้งภาครัฐและภาคเอกชน และครอบคลุมประเด็นต่างๆ ในหลายมิติ จึงจำเป็นต้องมีการศึกษาความเป็นไปได้และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และงบประมาณ อย่างรอบคอบ ตลอดจนรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างรอบด้าน เพื่อจัดทำเป็นข้อเสนอและผลักดันเชิงนโยบายในการขยายอายุเกษียณเพื่อเป็นทางออกของสังคมไทยภายใต้วิกฤตประชากร

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 11/9/2568

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดแรงงานกัมพูชากลับบ้านทำสวนลำไยภาคตะวันออกเสียหายกว่า 2.6 พันล้านบาท

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่าสวนลำไยภาคตะวันออกกว่า 90% ใช้แรงงานกัมพูชาเก็บเกี่ยว แต่แรงงานกัมพูชากลับประเทศ หลังเกิดเหตุปะทะบริเวณชายแดนตั้งแต่ 24 ก.ค. 2568 ทำให้ขาดแคลนแรงงานเก็บลำไยที่ทยอยออกผลในช่วงเดือนส.ค.-ธ.ค.

ผลผลิตลำไยเพิ่มขึ้น 12% ในช่วงเดือนส.ค.-ธ.ค.2568 ไปอยู่ที่ 288,809 ตัน เนื่องจากอากาศเอื้ออำนวย จึงต้องใช้แรงงานกัมพูชาเพิ่มขึ้นกว่า 4,000 คน ไปอยู่ที่ 37,617 คน ซึ่งปัจจุบันแรงงานกัมพูชาคงเหลือราว 2,000 คน

คาดว่าสามารถหาแรงงานทดแทนได้เพียง 30,000 คน แต่จะมีต้นทุนจากแรงงานทดแทนที่เพิ่มขึ้น สร้างความเสียหาย 1,430 ล้านบาท อีกทั้งจะมีผลผลิตเสียหายจากการขาดแคลนแรงงานอีก 5,617 คน ทำให้เสียหาย 1,176 ล้านบาท รวมแล้วจะมีมูลค่าความเสียหายต่อลำไยภาคตะวันออกราว 2,606 ล้านบาท

ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 10/9/2568

"ปชน." ชี้ภูมิใจไทยเทกระทรวงแรงงาน ชัดแล้วไม่แตะขึ้นค่าแรง

นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงโผคณะรัฐมนตรีรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า โผ ครม.อนุทิน 1 เริ่มนิ่ง กระทรวงแรงงานไม่ใช่กระทรวงในสายตาพรรคภูมิใจไทย แต่เป็นกระทรวงที่น่าสนใจและอยู่ในสายตาผมและพรรคประชาชน เพราะพรรคประชาชนเข้าใจและให้ความสำคัญกับคนทำงานที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศและเป็นกำลังหลักในการพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตได้เช่นทุกวันนี้

ก่อนหน้านี้กระทรวงแรงงานเคยเป็นกระทรวงที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย ดำรงตำแหน่งเจ้ากระทรวง แต่จากโผ ครม. ล่าสุด นายกฯ อนุทินไม่เลือกกระทรวงแรงงานไว้ให้พรรคภูมิใจไทยกำกับดูแล แต่มอบหมายให้นางสาวตรีนุช เทียนทอง จากพรรคพลังประชารัฐ นั่งบริหาร

อันที่จริงตนผิดหวังเล็กๆ เพราะคิดว่านายกฯอนุทิน อาจจะอาศัยช่วงเวลา 4 เดือนในการบริหารงานนี้ ออกนโยบาย Quick Win เหมือนที่เตรียมปัดฝุ่นนโยบายคนละครึ่งของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ และนโยบายค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศแบบไม่มีดอกจัน ก็เป็นนโยบายที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจสร้างคะแนนนิยมได้เป็นอย่างดี แต่ตนคิดผิด

สำหรับนางสาวตรีนุช เทียนทอง ประวัติไม่ปรากฏว่ามีความเชี่ยวชาญหรือเกี่ยวข้องด้านแรงงาน อย่างไรก็ตาม ตนจะติดตามการทำงานของรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานคนใหม่อย่างใกล้ชิด ว่าจะมีแนวนโยบายอะไรเพื่อพี่น้องแรงงานหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาตอนที่นายพิพัฒน์ จากพรรคภูมิใจไทยนั่งเป็นเจ้ากระทรวงก็แช่แข็งเรื่องค่าแรง ไม่เน้นการพัฒนาหรือยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องแรงงาน ปล่อยให้มีกลุ่มนายทุนปิดกิจการลอยแพลูกจ้างเป็นจำนวนมาก โดยที่กระทรวงแรงงานไม่ได้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง สร้างความเดือดร้อนแก่แรงงานจำนวนมาก

แม้นโยบายขึ้นค่าแรงไม่ใช่นโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจในการเลือกตั้งที่ผ่านมา และแม้การบริหารงาน 4 เดือนนี้จะสั้น แต่หากรัฐบาลอนุทินมีความจริงใจและให้ความสำคัญกับพี่น้องคนทำงานจริง ก็สามารถกำหนดนโยบายเพื่อพี่น้องแรงงานได้ในฐานะนายกรัฐมนตรี เช่น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเท่ากันทั่วประเทศหรือแบบไม่มีดอกจัน การแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ปัญหาคนทำงานที่ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ปัญหาการดูแลเยียวยาแรงงานที่ถูกนายจ้างปิดกิจการลอยแพ ปัญหาการตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานประกันสังคม เป็นต้น ตนหวังว่าประเด็นปัญหาเหล่านี้จะปรากฏในคำแถลงนโยบายของนายกฯ ที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล

ที่มา: MCOT News FM 100.5, 10/9/2568

บอร์ดประกันสังคมไฟเขียว เพิ่มสิทธิทันตกรรม ‘ผ่าฟันคุด-ฝังรากเทียม’ เริ่มใช้ต้นปี 2569

9 ก.ย.2568 ที่สำนักงานประกันสังคม(สปส.) น.ส.บุปผา เรืองสุด เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม แถลงภายหลังการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ดประกันสังคม) ที่มีการประชุมพิจารณาสิทธิประโยชน์กรณีทันตกรรม ว่า ที่ประชุม ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบตามมติคณะกรรมการการแพทย์กองทุนประกันสังคมให้ปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีทันตกรรมแก่ผู้ประกันตนโดยปรับแนวทางการจ่าย เพื่อเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ผู้ประกันตนเข้าถึงบริการ กรณีทันตกรรม ณ สถานพยาบาล คลินิกทันตกรรมได้อย่างสะดวก ดังนี้

1. กรณีผู้ประกันตนที่เข้ารับบริการกรณีทันตกรรมที่สถานพยาบาลเอกชน คงอัตราอุดฟัน ขูดหินปูน ถอนฟัน วงเงิน 900 บาท/คน/ปี และจัดให้มีการตรวจสุขภาพช่องปาก จ่ายเพิ่มค่าผ่าฟันคุด โรงพยาบาลที่ทำความตกลงห้ามเรียกเก็บเงินเพิ่ม

2. กรณีผู้ประกันตนที่เข้ารับบริการกรณีทันตกรรมที่สถานพยาบาลรัฐ  ประกอบด้วย

-จัดให้มีการตรวจสุขภาพช่องปาก และรายการทันตกรรมอัตราจ่ายตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง โรงพยาบาลที่ทำความตกลงห้ามเรียกเก็บเงินเพิ่ม

-ปรับอัตราฟันเทียมถอดได้ และเพิ่มค่าซ่อมฟันเทียมรายครั้ง

-เพิ่มฝังรากฟันเทียมรองรับฟันเทียมทั้งปาก สำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งหมด ที่ทันตแพทย์พิจารณาแล้วว่า ไม่สามารถใส่ฟันเทียมวิธีปกติได้

ทั้งนี้ คณะกรรมการประกันสังคมให้ดำเนินการปรับเพิ่มสิทธิดังกล่าวต่อเมื่อมีการปรับค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 ตามกฎหมายว่าด้วยพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 แล้ว

น.ส.บุปผา กล่าวอีกว่า การดำเนินการทั้งหลายจะทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นของสำนักงานประกันสังคม เราต้องดูเรื่องรายรับของกองทุนด้วย ตอนนี้เรามีการเสนอปรับเพดานการจ่ายเงินสมทบ ที่จะช่วยให้ดำเนินการเพิ่มสิทธิประโยชน์ทางทันตกรรมได้โดยไม่กระทบกับรายรับของสำนักงานประกันสังคมและก็รายจ่ายด้วย ก็จะเร่งรัดดำเนินการซึ่งจะมีกระบวนการหลังจากนี้อีกหลายกระบวนการเหมือนกันทั้งการยกร่างประกาศ และการดูเรื่องการทำ MOU กับสถานทันตกรรมที่เกี่ยวข้องเรื่องการกำหนดระบบข้อมูลต่างๆ ของผู้ที่จะมาใช้บริการและระบบทางบัญชีด้วยซึ่งจะใช้เวลาพอสมควร

“ดังนั้น อย่างเร็วที่สุดก็ประมาณต้นปี 2569 ตอนนี้ก็อยู่ระหว่างการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีซึ่งตอนนี้ก็ทราบว่าอยู่ระหว่างการปรับคณะรัฐมนตรีใหม่” น.ส.บุปผา กล่าว

ด้าน นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ที่ปรึกษาด้านการเงินการคลัง บอร์ดประกันสังคม กล่าวว่า ความพยายามในการปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์ในส่วนทันตกรรม ทางสปส. และบอร์ดฯ มีความพยายามมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกันตน ซึ่งสิทธิประโยชน์จะเพิ่มชัดเจน แต่เนื่องจากส่วนนี้ทำให้มีรายจ่ายเพิ่มขึ้นพอสมควร จึงจะผูกการปรับปรุงสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นกับรายได้ที่เราจะเพิ่มขึ้นจากการปรับเพดานค่าจ้าง ทำให้ต้องเพิ่มการจ่ายสมทบ แต่การจ่ายเพิ่มขึ้นก็จะทำให้สิทธิประโยชน์ผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นด้วย

“ตอนนี้บอร์ดประกันสังคมแต่ละฝ่ายมีแนวทางอื่นๆในการเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกันตนนอกเหนือจากเรื่องทำฟัน อย่างการปรับบำนาญกรณีชราภาพมาตรา 33 และมาตรา 39 โดยจะใช้สูตร Care จะทำให้บำนาญผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นในระยะต่อไป” นายอนุสรณ์กล่าว

นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม กล่าวว่า จากการศึกษาเพิ่มสิทธิ์ทันตกรรมในครั้งนี้คาดว่าจะใช้งบประมาณ 300 ล้านบาท หรืออย่างแพงเต็มที่ก็ 500 ล้านบาทต่อปีแต่เราสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ประกันตนได้อย่างมาก มีผู้ประกันตนหลักล้านคนที่ได้รับสิทธิ์นี้และขณะเดียวกันก็จะปลดล็อคค่าใช้จ่ายของผู้ประกันตนอีกจำนวนมากอีกทั้งยังเป็นผลประโยชน์ต่อฝั่งนายจ้างด้วยเพราะสามารถคิดถึง สวัสดิการสำหรับผู้ประกันตนหลากหลายอายุมากขึ้น

ที่มา: Hfocus, 9/9/2568

ปธ.กมธ.สาธารณสุข วุฒิสภา รับหนังสือจากสหภาพลูกจ้างของรัฐฯ ขอเร่งแก้ปัญหาการจ้างงานของพนักงาน สธ. ถูกเอาเปรียบค่าแรง-สวัสดิการ

นายแพทย์วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะประธานกรรมาธิการ(กมธ.)สาธารณสุข วุฒิสภา รับหนังสือจากนายโอสถ สุวรรณเศวต ประธานสหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทย(สลท.)และคณะ ขอเร่งแก้ปัญหาการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรมในกระทรวงสาธารณสุข โดยระบุว่า พนักงานสายสนับสนุนจำนวนมากยังเผชิญความไม่มั่นคง ทั้งด้านรายได้ สวัสดิการ และความก้าวหน้าในอาชีพ แม้ที่ผ่านมาได้ยื่นเรื่องต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขหลายสมัย แต่ยังไม่มีการแก้ไขที่ชัดเจน ซึ่งพนักงาน ลูกจ้างชั่วคราวรายเดือน รายวัน จ้างเหมาบริการ สายงานสนับสนุนบริการในกระทรวงสาธารณสุข คนกลุ่มนี้ต่างมีภาระงานไม่ต่างจากบุคลากรสายวิชาชีพ แต่กลับได้รับค่าตอบแทนต่ำ ขาดหลักประกัน และบางส่วนยังเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่ถูกต่อสัญญาเป็นปีต่อปี จึงสร้างความกังวลต่อการดำรงชีวิตและขวัญกำลังใจ

ทั้งนี้ สหภาพลูกจ้างของรัฐแห่งประเทศไทยได้เสนอข้อเรียกร้อง 4 ประการ ได้แก่ ให้กระทรวงสาธารณสุขปรับการจ้างงานลูกจ้างสายสนับสนุนเป็นพนักงานประจำ โดยมีเงินเดือนแน่นอน เพื่อความมั่นคงและสิทธิประโยชน์ด้านสวัสดิการ ให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) กำหนดกรอบอัตรากำลังที่ชัดเจน และเร่งบรรจุพนักงานที่ปฏิบัติงานต่อเนื่องให้มีความก้าวหน้า ไม่ถูกเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรม ให้กระทรวงสาธารณสุขปรับโครงสร้างการจ้างงานลูกจ้างรายเดือน–รายวัน ให้มีสิทธิประโยชน์สอดคล้องกับการทำงานจริง และให้เพิ่มค่าตอบแทนการทำงานล่วงเวลา (OT) จาก 300 บาทต่อวัน เป็น 600 บาทต่อวัน ตามภาวะเศรษฐกิจและนโยบายค่าจ้างของรัฐบาล พร้อมย้ำว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นสิ่งที่ลูกจ้างสายสนับสนุนสะสมมายาวนาน โดยเฉพาะช่วงวิกฤตโควิด-19 ที่บุคลากรกลุ่มนี้ร่วมทำงานแนวหน้าเช่นเดียวกับสายวิชาชีพ แต่กลับไม่ได้รับการดูแลที่เป็นธรรม จึงหวังว่าวุฒิสภาจะเป็นช่องทางผลักดันให้รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขเร่งหาทางออกที่ยั่งยืนต่อไป

ด้านนายแพทย์วีระพันธ์ กลับภายหลังรับหนังสือว่า ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาที่ต้องเร่งหาแนวทางแก้ไข เพื่อดูแลบุคลากรที่อยู่ในสายงานสนับสนุนงานบริการของกระทรวงสาธารณสุข โดยจะรับเรื่องไว้พิจารณา และดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 9/9/2568

กลุ่มแรงงานภาคเหนือ-อีสาน คว้าแชมป์ดื่มเหล้า ผู้ชายเสียชีวิตสูงกว่าผู้หญิง

นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในเวทีสาธารณะ Data-Driven Workforce Planning Forum: “Work Well, Live Well: ขับเคลื่อนสุขภาวะคนทำงาน ด้วยพลังของข้อมูล” จัดโดย สสส. และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) ว่า ปี 2567 คนไทยมีอายุยืนยาวคาดเฉลี่ยอยู่ที่ 76.56 ปี เป็นอันดับ 78 ของโลก กลุ่มคนวัยทำงานไทยเพศชายอายุคาดเฉลี่ยต่ำกว่าเพศหญิง 9 ปี สาเหตุจากพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาพ เช่น ขับรถไม่สวมหมวกนิรภัย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ สอดคล้องกับข้อมูลการตาย ปี 2566 ของเว็บไซต์ www.hiso.or.th โดย สสส. ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข พบคนวัยทำงานเพศชายเสียชีวิตจากโรคหัวใจขาดเลือดมากกว่าเพศหญิง 4.1 เท่า จากอุบัติเหตุจราจรมากกว่า 3.4 เท่า โรคหลอดเลือดสมองมากกว่า 2.6 เท่า สถานการณ์สุขภาพคนวัยทำงานสะท้อนให้เห็นถึงการจะมีชีวิตยืนยาวได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการใช้ชีวิต การขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพในศตวรรษที่ 21 โดยอาศัยความตั้งใจหรือการรณรงค์อาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องใช้คือ “ข้อมูล” ที่แม่นยำและเชื่อถือได้ เพื่อเป็นฐานในการวิเคราะห์และออกแบบมาตรการสร้างเสริมสุขภาวะอย่างมีทิศทาง

“สสส. ร่วมกับ มสช. จัดทำโครงการการศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อและพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้องของวัยทำงานในประเทศไทย เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบติดตามการดูแลสุขภาพวัยทำงานอย่างบูรณาการในระดับองค์กร และวิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพของคนวัยทำงานทั่วประเทศ พร้อมทั้งระบุกลุ่มเสี่ยงและพื้นที่นำร่องเพื่อพัฒนาต้นแบบ ‘องค์กรสุขภาวะ’ ที่ยั่งยืน การจัดเวทีครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการทำงานด้านสุขภาพของวัยแรงงานไทย ด้วยการใช้ข้อมูลเป็นฐานคิดและเครื่องมือหลักในการเชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และวิชาการ เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ และผลักดันให้สุขภาวะคนทำงานกลายเป็นวาระแห่งชาติต่อไป ผู้สนใจสามารถเข้าไปดาวน์โหลดรายงานผลการศึกษาได้ที่เว็บไซต์ https://happy8workplace.thaihealth.or.th ” ผู้จัดการกองทุน สสส. กล่าว

ผศ.พญ.ฉัฐญาณ์ วงศ์รัฐนันท์ หัวหน้าโครงการ “การศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อและพฤติกรรมสุขภาพที่เกี่ยวข้องของวัยทำงานในประเทศไทย” กล่าวว่า การศึกษาสถานการณ์ปัญหาโรคไม่ติดต่อและพฤติกรรมสุขภาพฯ กลุ่มตัวอย่างแรงงานในระบบ 46,200 คนทั่วประเทศ ปี 2568 พบแรงงานในระบบสูบบุหรี่มากกว่าแรงงานนอกระบบ เพศชายสูบบุหรี่มากกว่าเพศหญิง มีแรงงานในระบบเพียง 3,336 คน สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ซึ่ง 93.4% ต้องเลิกบุหรี่ด้วยตัวเอง และมีเพียง 0.6% หรือ 20 คนเท่านั้นที่เลิกบุหรี่ได้จากการบริการในสถานพยาบาล สะท้อนให้เห็นว่าวัยทำงานเข้าไม่ถึงการให้การบริการเลิกบุหรี่ ขณะที่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พบว่า เพศชายดื่มมากกว่าเพศหญิง วัยทำงานภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือดื่มมากที่สุด โดยช่วงอายุที่ดื่มมากที่สุดคือ 45-59 ปี

“ส่วนพฤติกรรมการบริโภค ในมิติการกินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ และการกินผักผลไม้ไม่เพียงพอ พบว่าเพศชายและเพศหญิงมีพฤติกรรมที่ไม่แตกต่างกัน แต่เพศชายทานผักผลไม้น้อยกว่าเพศหญิง เช่นเดียวกับ พฤติกรรมเนือยนิ่ง ที่มีกิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเพศหญิง และสถานการณ์โรคอ้วน พบเพศชายมีภาวะโรคอ้วนมากกว่าเพศหญิง ในกลุ่ม GenX จะมีเปอร์เซ็นต์อ้วนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ ที่น่าสนใจ พบว่า กลุ่มผู้ที่ทำงานก่อสร้าง มีพฤติกรรมเสี่ยงสุขภาวะมาเป็นอันดับ 1 ในทุกด้าน ทั้งสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และเมาแล้วขับ ดังนั้น จึงยากเสนอแนะให้หน่วยงานทุกภาคส่วนนำข้อมูลที่ สสส. ร่วมกับ มสช. จัดทำขึ้นไปใช้ในการวางแผนทำงานแบบพุ่งเป้าเชิงพื้นที่ โดยใช้ข้อมูลการเจ็บป่วยในกลุ่มโรค NCDs และพฤติกรรมสุขภาพ เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาสุขภาพของคนแต่ละจังหวัดที่เป็นกลุ่มเสี่ยง” ผศ.พญ.ฉัฐญาณ์ กล่าว

นายยุทธนา ศิลป์สรรค์วิชช์ กรรมการสายงาน FTI Academy สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การเก็บข้อมูลสุขภาพคนทำงานจะต้องเริ่มต้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพราะการจะส่งเสริมให้สถานประกอบการและโรงงานทุกแห่งจัดทำข้อมูลสุขภาพ ต้องทำให้เห็นว่าการเก็บข้อมูลสุขภาพดีต่อองค์กรและแรงงานอย่างไร ที่สำคัญ การจะทำให้ได้ข้อมูลสุขภาพทั่วไปของแรงงาน สถานประกอบการต้องลงทุนทั้งเรื่องของอุปกรณ์ การสร้างแรงจูงใจ หรือปรับสภาพแวดล้อม ปรับรูปแบบการทำงานที่เอื้อให้การเกิดดูแลสุขภาพ และลดปัญหาการขาดงาน ต้องขับเคลื่อนพร้อมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายในองค์กรอย่างเข้มแข็ง

ที่มา: เดลินิวส์, 8/9/2568 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง