เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.อาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ พ.ศ. .... กำหนดให้มี คกก.มาตรฐานอาสาสมัครกู้ภัย ตั้งกองทุนดูแลสวัสดิการ-สิทธิประโยชน์
สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เปิดรับฟังความคิดเห็นประชาชนต่อร่าง พ.ร.บ.อาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ พ.ศ. .... ซึ่งนายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะเป็นผู้เสนอ โดยมีสาระสำคัญคือการจัดตั้งคณะกรรมการมาตรฐานอาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธาน และประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานรัฐ ผู้แทนองค์กรอาสาสมัครกู้ภัยระดับประเทศและภูมิภาค รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อทำหน้าที่เสนอนโยบายการพัฒนา สนับสนุนสวัสดิการ และยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของอาสาสมัครกู้ภัยให้เป็นไปตามหลักสากล สำหรับคุณสมบัติของผู้ที่จะเป็นอาสาสมัครกู้ภัย ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ มีความรู้ อ่านออกเขียนได้ สุขภาพแข็งแรงทั้งกายและใจ ไม่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด มีความประพฤติอยู่ในกรอบศีลธรรม และสมัครใจปฏิบัติหน้าที่เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยอาสาสมัครมีหน้าที่หลักในการช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติภัยและสาธารณภัยในเบื้องต้น ก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่กู้ชีพ รวมถึงการเผยแพร่ความรู้ด้านการกู้ภัยและการป้องกันสาธารณภัยแก่ประชาชน นอกจากนี้ ร่างพ.ร.บ.อาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ พ.ศ. .... ยังได้กำหนดสิทธิประโยชน์ของอาสาสมัครกู้ภัย อาทิ สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล เงินค่าตอบแทนในการปฏิบัติหน้าที่ และสิทธิในการได้รับการยกย่องประกาศเกียรติคุณ ตลอดจนจัดตั้ง กองทุนอาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นทุนสำหรับการดูแลสวัสดิการ การช่วยเหลืออาสาสมัครที่เจ็บป่วยหรือประสบอุบัติเหตุจากการปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินงานขององค์กรอาสาสมัครอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม
สำหรับประเด็นเปิดรับฟังความคิดเห็น อาทิ เห็นด้วยหรือไม่ กับการกำหนดให้มีคณะกรรมการมาตรฐานอาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ และการจัดตั้งกองทุนอาสาสมัครกู้ภัยแห่งชาติ โดยประชาชนสามารถร่วมแสดงความเห็นได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 28 กันยายน 2568 ผ่านเว็บไซต์รัฐสภา www.parliament.go.th หมวดการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างกฎหมาย ตามมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญ
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 20/9/2568
จัดสัมมนาพัฒนากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพิ่มความมั่นคงแก่แรงงานไทย
นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง เป็นประธานเปิดการสัมมนา “การพัฒนากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง เพิ่มความมั่นคงแก่แรงงานไทย” ซึ่งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา จัดขึ้น เพื่อศึกษาเจตนารมณ์ วิวัฒนาการและความเป็นมาของกองทุนสงเคราะห์ ลูกจ้าง ประกอบกับศึกษาข้อดี - ข้อเสีย รวมถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างรอบด้านและนำข้อคิดเห็น และข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการสัมมนา จัดทำเป็นรายงานการพิจารณาศึกษาของ กมธ.เสนอต่อวุฒิสภา เพื่อส่งไปยังคณะรัฐมนตรีต่อไป โดยมี กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา กมธ.การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ที่ปรึกษา นักวิชาการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในด้านแรงงาน เข้าร่วมสัมมนากว่า 200 คน ณ ห้องสัมมนา B1 - 4 ชั้น B1 อาคารัฐสภา
โดย รองประธานวุฒิสภา คนที่สอง กล่าวว่า ท่ามกลางสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับแรงงานที่เกิดขึ้น ถือเป็นโจทย์และความท้าทายที่รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงานจะต้องมีมาตรการ และแนวทางการดำเนินงานที่ชัดเจนและเหมาะสมเพื่อการแก้ไขและพัฒนาการด้านแรงงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ถือเป็นกลไกสำคัญที่มีบทบาทในการคุ้มครองสิทธิและหลักประกันความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่แรงงาน การดำเนินการปรับปรุงและเพิ่มบทบาทของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต้องอาศัยการ พิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้การพัฒนากองทุนเป็นไปอย่างเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อแรงงานไทย รวมทั้งเป็นการเปิดเวทีเพื่อการรับฟังข้อมูลจากหลายภาคส่วน และสามารถนำข้อคิดเห็นเหล่านี้ใช้ประกอบการพิจารณาและการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป
จากนั้น นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ประธาน กมธ.การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษ เกี่ยวกับสถานการณ์แรงงานไทยและความท้าทายในยุคปัจจุบัน ว่า ปัจจุบันประเทศไทยต้องพึ่งพาแรงงานจาก 4 ชาติเพื่อนบ้านเป็นหลัก เนื่องจากแรงงานไทยในกลุ่มที่ใช้แรงงานแทบไม่มีแล้ว อย่างไรก็ตาม ระบบการบริหารจัดการยังคงมีปัญหาอย่างหนัก โดยเฉพาะแรงงานกัมพูชาและเมียนมา ที่ยังไม่มีข้อมูลตัวเลขที่แน่ชัดว่ามีจำนวนเท่าใด อาศัยอยู่ที่ใด หรือทำงานกับใคร ขณะที่สถานการณ์แรงงานไทยในปัจจุบันยังอยู่ในภาวะที่น่าห่วงและน่ากังวล ท่ามกลางโลกที่เปิดกว้างและการแข่งขันที่สูงขึ้น สะท้อนถึงความท้าทายหลายมิติที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการปฏิรูปกฎหมายที่ต้องเร่งปรับปรุงกฎหมายเก่าที่มีอยู่ และการสร้างกฎหมายใหม่ขึ้นมา เพื่อให้ทันสมัยและทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป พร้อมเห็นว่ากระบวนการนิติบัญญัติยังคงล่าช้า ไม่สามารถตราร่างกฎหมายออกมาได้ทันท่วงที อีกทั้งยังกังวลว่าคนไทยอาจตามไม่ทันยุค AI ประกอบกับโครงสร้างประชากรที่เป็นสามเหลี่ยมหัวกลับ ซึ่งสังคมวัยทำงานต้องดูแลผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ระบบการศึกษา ยังไม่ได้รับการส่งเสริมเท่าที่ควร สัดส่วนผู้เรียนสายสามัญสูงถึง 70% ขณะที่สายอาชีวะมีเพียง 30% ซึ่งกลับทิศทางกับที่ควรจะเป็น ยิ่งไปกว่านั้นสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานของรัฐกลับใช้เครื่องจักรรุ่นเก่าในการสอน ทำให้ไม่สามารถสร้างแรงงานที่มีทักษะสอดคล้องกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ ทั้งนี้ ตนเห็นว่ากระทรวงแรงงานถือเป็นกระทรวงที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างชาติ จึงขอเรียกร้องให้มีการปฏิรูปในทุกมิติ ตั้งแต่กฎหมาย การพัฒนาทักษะ ไปจนถึงการยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงาน โดยแรงงานจำเป็นต้องมีความปลอดภัยในการทำงาน มีกองทุนเพื่อความมั่นคงและที่สำคัญ คือ อัตราค่าจ้างที่ได้สัดส่วนและเป็นธรรม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อย่างยั่งยืน
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 19/9/2568
เครือข่ายขับเคลื่อนแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ขอประธานสภาฯ - ผู้นำฝ่ายค้านฯ หนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ. ปี 2541
นายคัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้แทน นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร รับการยื่นหนังสือจาก นายบัณฑิต แป้นวิเศษ ผู้แทนเครือข่ายขับเคลื่อนแก้ไขร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคณะ ขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร สนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดา และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในผู้ใช้แรงงาน เนื่องจากที่ผ่านมารัฐสภา โดยสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ทำการแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. .... เพิ่มสิทธิประโยชน์การลาคลอดของแรงงานหญิงเป็น 120 วัน และการคุ้มครองลูกจ้างเหมาบริการภาครัฐให้ได้สิทธิการคุ้มครอง ในกฎหมายคุ้มครองแรงแรงงานที่กำลังอยู่ในชั้นการพิจารณาร่วมกันของ 2 สภา ซึ่งหากออกมาเป็นกฎหมายได้จะมีผลต่อสุขภาพของทารกและมารดา อีกทั้งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขของประเทศได้เป็นเงินจำนวนมาก และทำให้ประเทศไทยสามารถจัดลำดับขยับเข้ามาใกล้กฎหมายคุ้มครองแรงงานว่าด้วยการลาคลอดเป็นลำดับ 2 ต่อจากประเทศเวียดนามที่ให้แรงงานหญิงลาคลอดได้ 180 วัน (6 เดือน) เครือข่ายยื่นข้อเสนอ 2 ข้อเสนอ ได้แก่ ขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เร่งรับและพิจารณารับร่างแก้ไขกฎหมายคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. .... (ฉบับศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิความเป็นมารดา และการมีเวลาพักผ่อนของแรงงาน) และหากรับหลักการของร่างกฎหมายแล้วมีการตั้งคณะกรรมาธิการ ขอให้คำนึงถึงการนำผู้แทนภาคประชาสังคมแรงงานที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเนื้อหาในร่างกฎหมายเข้าทำหน้าที่เป็นกรรมาธิการตามสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดในการได้ร่างกฎหมายที่มีความครอบคลุมทั่วถึงแรงงานให้ได้รับประโยชน์
นายคัมภีร์ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังรับหนังสือ ว่าร่างแก้ไข พ.ร.บ.เกี่ยวกับการคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะเรื่องของสตรี ที่มีครรภ์หรือเลี้ยงดูบุตร ให้มีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงเป็นพลังของประเทศชาติในอนาคตต่อไป โดยตนจะรับเรื่องไว้ และนำเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาดำเนินการ ต่อไป
นอกจากนี้ ผู้แทนเครือข่ายขับเคลื่อนแก้ไขร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดาและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และคณะ ได้ยื่นหนังสือต่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอให้สนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ว่าด้วยสิทธิความเป็นมารดา และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในผู้ใช้แรงงานด้วย
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 18/9/2568
เครือข่ายแรงงาน ชี้พนักงานหญิงใช้สิทธิลาคลอดไม่เต็มสิทธิ ห่วงรายได้-หวั่นตกงาน
จากกรณีที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณาเห็นชอบ (ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ. … เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การขยายสิทธิการลาคลอดของลูกจ้างหญิง จากเดิม 98 วัน เป็นไม่เกิน 120 วัน โดยกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน นั้น
น.ส.ธนพร วิจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิแรงงาน เปิดเผยว่า แม้จะได้สิทธิลาคลอดเพิ่มเป็น 120 วัน แต่ลูกจ้างหญิงส่วนใหญ่มักจะเลือกใช้สิทธิไม่เต็มจำนวน โดยเลือกที่จะลาเพียงครึ่งหนึ่ง
ตัวอย่างเช่น ตามกฎหมายเดิมที่กำหนดสิทธิการลาคลอดไว้ 98 วัน โดยปกติแล้ว ลูกจ้างหญิงมักจะใช้สิทธิลาประมาณ 45 วัน เนื่องจากได้รับค่าจ้างจากนายจ้างตามอัตราค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาเพียง 45 วัน ส่วนอีก 45 วันที่เหลือจะได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม (สปส.)
ดังนั้น ลูกจ้างหญิงจำนวนมากจึงมักรีบกลับเข้าทำงานในช่วงเวลาที่เหลือ เพื่อให้ได้รับทั้งค่าจ้างจากนายจ้าง และเงินช่วยเหลือจากประกันสังคม โดยเฉพาะกรณีที่มีผู้ดูแลบุตรให้และมีความพร้อมกลับเข้าทำงาน ขณะที่บางรายจำเป็นต้องใช้สิทธิลาคลอดเต็มจำนวน เนื่องจากไม่มีผู้ดูแลบุตรและต้องเลี้ยงดูบุตรด้วยตนเอง
“ในอีกกรณี หากลูกจ้างหญิงลาคลอดครบ 120 วัน ซึ่งถือว่าเป็นระยะเวลาที่ยาวพอสมควร อาจเสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้าง เนื่องจากสถานประกอบการต้องการให้พนักงานกลับเข้ามาทำงานโดยเร็ว และไม่สามารถรอได้ โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน และตลาดงานที่หายาก ลูกจ้างหญิงจึงพยายามรักษาตำแหน่งงานของตนไว้” น.ส. ธนพร กล่าว
ทั้งนี้ น.ส.ธนพร ได้ยกตัวอย่างเพิ่มเติมว่า สำหรับการร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ การใช้สิทธิลาคลอด 120 วัน ลูกจ้างหญิง จะได้รับค่าจ้างเต็มอัตราจากนายจ้างใน 60 วันแรก ส่วนระยะเวลาที่เหลือจะได้รับเงินช่วยเหลือจากกองทุนประกันสังคม
หากลูกจ้างหญิงกลับเข้าทำงานก่อนครบ 120 วัน ก็จะได้รับค่าจ้างเต็มอัตราจากนายจ้างต่อควบคู่กับเงินช่วยเหลือจากประกันสังคม อย่างไรก็ตาม การมีกฎหมายรองรับสิทธิลาคลอด 120 วันถือเป็นกลไกสำหรับผู้ที่ต้องการใช้สิทธิได้เต็มจำนวนจริงๆ
สำหรับการให้สิทธิลูกจ้างลา เพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ไม่เกิน 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือภายใน 90 วัน นับแต่วันที่บุตรคลอด ซึ่งยังจะได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 15 วันนั้น น.ส. ธนพร มองว่า เป็นการแบ่งเบาภาระลูกจ้างหญิงหลังคลอดที่อาจมีสภาพร่างกายยังไม่พร้อม อีกทั้งยังช่วยแบ่งเบาภาระการดูแลบุตรในช่วงกลางคืน จึงถือเป็นสิทธิที่เป็นประโยชน์เพื่อให้ลูกจ้างได้ช่วยดูแลคู่สมรสที่ลาคลอด และดูแลบุตรของตน
“นี่เป็นอีกหนึ่งกฎหมายที่ควรสนับสนุน เพราะเป็นช่องทางให้ผู้ที่ต้องการใช้สิทธิได้ใช้ตามความจำเป็น ขณะเดียวกัน หากลูกจ้างหญิงบางรายไม่จำเป็นต้องใช้สิทธิเต็มจำนวนก็ไม่เป็นปัญหา ถือเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข อีกทั้งกฎหมายลาคลอด 120 วันยังตอบโจทย์การส่งเสริมให้ผู้หญิงตัดสินใจมีบุตรได้ง่ายขึ้น
เพราะหากไม่มีการคุ้มครองทางกฎหมาย การตัดสินใจที่จะมีบุตรอาจเป็นเรื่องยาก เมื่อมีการให้สิทธิลาคลอด 120 วัน โดยไม่กระทบต่อการทำงาน และมีกฎหมายรองรับ ถือว่าเป็นประโยชน์มากกว่าโทษ และยังช่วยสนับสนุนการมีบุตรในช่วงที่อัตราการเกิดของเด็กไทยลดลง” น.ส. ธนพร กล่าว
สิทธิลาคลอด 120 วัน กสร.คาดปลายปีนี้ได้ใช้ ประกันสังคม รับลูกแก้ กม.จ่ายชดเชย
กรณีที่ประชุมวุฒิสภาพิจารณาเห็นชอบ (ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่…) พ.ศ. … เมื่อวันที่ 15 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีสาระสำคัญคือ การขยายสิทธิการลาคลอดของลูกจ้างหญิง จากเดิม 98 วัน เป็นไม่เกิน 120 วัน โดยกำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างเท่ากับอัตราค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน นั้น
วันที่ 16 ก.ย.2568 นายณรงค์ฤทธิ์ วรรณโส ผู้อำนวยการกองนิติการ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ในส่วนอีก 60 วัน จะได้รับสิทธิจากกองทุนประกันสังคม (สปส.) ซึ่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงอัตราการจ่าย จากเดิมที่จ่ายเพียง 45 วัน
อีกทั้งยังเพิ่มสิทธิให้ลูกจ้างหญิงสามารถลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีกไม่เกิน 15 วัน ในกรณีที่บุตรเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ โดยให้ได้รับค่าจ้างร้อยละ 50 ของค่าจ้างในวันทำงานจากนายจ้าง และยังให้สิทธิลูกจ้างลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรได้ไม่เกิน 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือภายใน 90 วัน นับแต่วันที่บุตรคลอด ซึ่งยังจะได้รับค่าจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 15 วัน
“วุฒิสภา” เห็นชอบ ผ่านร่าง กม.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มวันลาคลอด120 วัน คู่สมรส ลาช่วยเลี้ยงไม่หักค่าจ้าง
“นอกจากนี้ ร่างกฎหมายยังขยายสิทธิให้แก่พนักงานจ้างเหมาบริการ โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าตอบแทนการทำงาน วันหยุดประจำสัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี วันหยุดพักผ่อนประจำปี วันลาป่วย และวันลาคลอด ไม่น้อยกว่าที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน” นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวและว่า
สำหรับขั้นตอนต่อไป หลังจากนี้สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาจะดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป ทั้งนี้ ตามร่างกฎหมาย กำหนดให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวมีผลบังคับใช้ หลังจากที่ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 30 วัน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในช่วงปลายปี 2568
โดยกฎหมายคุ้มครองแรงงาน จะใช้บังคับกับแรงงานภาคเอกชนและแรงงานจ้างเหมาบริการ ขณะที่พนักงานราชการและรัฐวิสาหกิจยังคงใช้สิทธิตามกฎหมายเฉพาะของแต่ละหน่วยงาน โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องไปปรับปรุงและแก้ไขให้สอดคล้องกับแรงงานภาคเอกชน
นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวอีกว่า กสร.ในฐานะหน่วยงานเฉพาะ ได้เตรียมความพร้อมจัดทำคำชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจแก่นายจ้างในภาคเอกชนและประชาชนทั่วไป รวมถึงการอบรมเครือข่าย เช่น สหภาพแรงงาน สมาคมนายจ้าง และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ตระหนักถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายและปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง
ทั้งนี้ ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายลำดับรอง เพียงแต่ต้องทำคำอธิบายเพื่อให้นายจ้างและลูกจ้างเข้าใจการปฏิบัติ เช่น หากสถานประกอบการมีลูกจ้างหญิงใช้สิทธิลาคลอด อาจกระทบต่อภาระงานที่ต้องอาศัยทักษะเฉพาะด้าน นายจ้างจึงควรเตรียมบุคลากรสำรองเพื่อทดแทนในช่วงเวลาดังกล่าว
“นอกจากนี้ กสร.ยังเตรียมกลไกติดตามและบังคับใช้กฎหมายผ่านการตรวจแรงงาน โดยเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1–10 และสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทั่วประเทศ จะลงพื้นที่ให้คำแนะนำและตรวจสอบ หากนายจ้างไม่ปฏิบัติตาม ลูกจ้างสามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546 รวมถึงช่องทางออนไลน์ของ กสร.”
นายณรงค์ฤทธิ์ กล่าวและว่า หากนายจ้างฝ่าฝืนสิทธิ เช่น ไม่จ่ายค่าจ้างตามที่กฎหมายกำหนดภายใน 60 วันแรกของการลาคลอด จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท อีกทั้งกรณีบังคับให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงานที่มีความเสี่ยง เช่น งานเครื่องจักร งานขนส่ง หรือเกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย ซึ่งอาจกระทบต่อการตั้งครรภ์ นายจ้างอาจถูกดำเนินคดีถึงขั้น
วันเดียวกัน นางนิยดา เสนีย์มโนมัย รองเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กล่าวว่า ตามที่มีการเห็นชอบในหลักการดังกล่าวนั้น จะมีความเกี่ยวข้องกับ สปส. คือ สิทธิสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร ซึ่งเป็น 1 ใน 7 ของสิทธิประกันสังคม
โดยตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533 ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับเงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรเป็นระยะเวลา 90 วัน โดย สปส.จะจ่ายร้อยละ 50 ของค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุดตามฐานเงินเดือนที่กำหนด ซึ่งปัจจุบันฐานเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 15,000 บาท
นางนิยดา กล่าวว่า การจ่ายสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตรของประกันสังคมนั้น จะจ่ายในรูปแบบเหมาจ่าย คือ เมื่อผู้ประกันตนทำเรื่องรับเงินค่าคลอดบุตรจากสปส.เป็นเงินเหมาจ่าย 15,000 บาทต่อครั้ง แล้วก็จะมีการจ่ายสงเคราะห์หยุดงานให้ทันที 90 วันตามกฎหมาย
เพื่อให้ผู้ประกันตนนำไปใช้ในการเลี้ยงดูบุตร โดยไม่ได้ระบุว่าผู้ประกันตนจะลาหยุดเต็มสิทธิวันละ 90 วัน หรือไม่ แต่ สปส.ก็จ่ายแบบเหมาให้เลย ฉะนั้น คนที่ได้เงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท ก็จะได้เต็มจำนวนร้อยละ 50 อยู่ที่ 7,500 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 90 วัน หรือ 3 เดือน
ผู้สื่อข่าวถามว่า เท่ากับว่าผู้ประกันตนจะได้รับเงินจากประกันสังคมเพียง 90 วัน ในอัตราสูงสุดที่ 7,500 บาทต่อเดือน หรือไม่ นางนิยดา กล่าวว่า ขณะนี้ พ.ร.บ.ประกันสังคม ระบุให้มีการจ่ายชดเชยสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร 90 วัน ซึ่งกำลังจะปรับแก้ พ.ร.บ.ให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพื่อขยายสิทธิสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร ให้เป็น 120 วัน เพราะ เรื่องนี้ถูกกำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ประกันสังคม จึงไม่สามารถประกาศออกมาได้ในทันที ต้องมีการแก้ไขกฎหมายตามขั้นตอน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจ่ายค่าจ้างสำหรับการหยุดลาคลอด 120 วันนั้น ลูกจ้างจะได้รับเงินจากนายจ้างเต็มอัตราเงินเดือน เป็นระยะเวลา 60 วันหรือ 2 เดือน ขณะที่ ลูกจ้างที่เป็นผู้ประกันตน ทางสำนักงานประกันสังคมจ่ายชดเชยครอบคลุมให้ร้อยละ 50 ค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุดตามฐานเงินเดือนที่ 15,000 บาทเป็นระยะเวลา 90 วัน หรือ 3 เดือน ส่วนลูกจ้างจะหยุดจนครบ 120 หรือไม่นั้น ในกฎหมายทั้ง 2 ฉบับไม่ได้บังคับเอาไว้ แต่ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิลาได้สูงสุดที่ 120 วัน
ราชกิจจาฯ ประกาศเลื่อนเก็บเงินสะสม-เงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ พ.ศ. 2568 จากเดิมที่จะเริ่มจัดเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2568 ออกไปเป็นวันที่ 1 ตุลาคม 2569
โดยการเลื่อนระยะเวลาดังกล่าวถือเป็นการผ่อนคลายภาระให้แก่สถานประกอบการและแรงงานในช่วงเศรษฐกิจผันผวน และช่วยรักษาความมั่นคงด้านการจ้างงาน ขณะเดียวกันเป็นห้วงเวลาที่นายจ้าง ลูกจ้าง และสถานประกอบกิจการจะได้มีการเตรียมความพร้อมในการศึกษาหลักเกณฑ์การจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์จากลูกจ้าง
อธิบดี กสร. กล่าวต่อไปว่า สำหรับอัตราเงินสะสมและเงินสมทบที่จะเก็บจากลูกจ้างและนายจ้างยังคงเดิม โดยในระยะ 5 ปีแรก (1 ตุลาคม 2569 – 30 กันยายน 2574) ทั้งลูกจ้างและนายจ้าง (ฝ่ายละ) ต้องนำส่งเข้ากองทุนในอัตราร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง และตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2574 เป็นต้นไป จะปรับเป็นร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง ส่วนหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในการจัดเก็บยังคงเป็นไปตามเดิม
ทั้งนี้ จะประกาศอัตราและหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ในราชกิจจานุเบกษาต่อไป หากมีข้อสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถสอบถามได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 - 10 สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดทุกจังหวัด หรือโทรศัพท์สายด่วน 1506 กด 3 หรือ 1546
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 15/9/2568
วุฒิสภาไฟเขียวร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เพิ่มสิทธิลาคลอด 120 วัน – ลาเลี้ยงดูบุตร-ช่วยเหลือคู่สมรส
นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ …) พ.ศ. …. นำคณะ กมธ. แถลงภายหลังที่ประชุมวุฒิสภามีมติเห็นชอบวาระที่สาม เห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎรต่อร่างกฎหมายดังกล่าว ด้วยเสียง 125 เสียง งดออกเสียง 5 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง นำไปสู่ขั้นตอนการประกาศใช้เป็นกฎหมาย ว่าการพิจารณาร่างกฎหมายนี้มีสาระสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ขยายขอบเขตการคุ้มครองไปถึงแรงงานที่ทำงานในลักษณะจ้างเหมาบริการ ในหน่วยงานของรัฐ รัฐวิสาหกิจ และองค์การมหาชน ให้ได้รับสิทธิพื้นฐานเทียบเท่ากฎหมายคุ้มครองแรงงาน กำหนดสิทธิลาคลอดบุตรไม่เกิน 120 วัน (จากเดิม 98 วัน) โดยนายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างเต็มจำนวนใน 60 วันแรก การเพิ่มสิทธิลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรอีกไม่เกิน 15 วัน กรณีบุตรป่วย เสี่ยงโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือพิการ และได้รับค่าจ้าง 50% ของค่าจ้าง การเพิ่มสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสที่คลอดบุตรไม่เกิน 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน คณะ กมธ. ย้ำว่าให้ความสำคัญต่อแรงงานที่เป็นกำลังหลักในการขับเคลื่อนประเทศ ต้องได้รับสิทธิและสวัสดิการที่เหมาะสม เท่าเทียม และทันต่อสภาพเศรษฐกิจสังคมที่เปลี่ยนไป นอกจากนี้ เผยถึงขั้นตอนว่า จากนี้วุฒิสภาจะส่งร่างกฎหมายดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน ก่อนมีการประกาศใช้เป็นกฎหมายซึ่งจะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว 30 วัน เมื่อมีผลบังคับ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานและกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จะต้องออกกฎหมายลำดับรองและเร่งบังคับใช้ให้เกิดผลในทางปฏิบัติต่อไป
ด้าน นายชินโชติ แสงสังข์ รองประธาน กมธ.วิสามัญฯ และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กลุ่มแรงงาน กล่าวว่า แม้การปรับเพิ่มวันลาคลอดจาก 98 วัน เป็น 120 วัน จะถือเป็นความก้าวหน้า แต่ตนยังยืนยันตามข้อเสนอขององค์การอนามัยโลกและองค์การยูนิเซฟ ว่ามารดาควรมีสิทธิลาคลอดและเลี้ยงดูบุตรไม่น้อยกว่า 180 วัน เพื่อให้เด็กได้รับนมแม่อย่างเต็มที่ แม้เงื่อนไขทางการเมืองในปัจจุบันบังคับให้ต้องยอมรับ 120 วัน แต่ในฐานะผู้นำแรงงาน ยังเห็นว่าควรเป็น 180 วัน ขณะที่ รศ.แล ดิลกวิทยรัตน์ ประธานที่ปรึกษากมธ. วิสามัญฯ ระบุว่า การเรียกร้องสิทธิลาคลอดยืดเยื้อมากว่า 30 ปี จนขณะนี้ได้ปรับเพิ่ม ถือเป็นการชดเชยที่แรงงานรอคอยมายาวนาน พร้อมชี้ว่า ประเด็นนี้ไม่เพียงเป็นสวัสดิการแรงงาน แต่ยังเกี่ยวพันกับการสร้างแรงงานคุณภาพในอนาคต ไทยกำลังเผชิญปัญหาขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีคุณภาพ หากเด็กตั้งแต่แรกเกิดได้รับการดูแล มีสุขภาพกายใจที่แข็งแรง ก็จะเติบโตเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุคใหม่ได้
นอกจากนี้ นางสาวสุเพ็ญศรี พึ่งโคกสูง อดีตตัวแทนแรงงานในฐานะรองโฆษกคณะกมธ.วิสามัญฯ กล่าวขอบคุณสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่ให้ความสำคัญกับลูกจ้างภาครัฐ หรือลูกจ้างเหมาบริการ ซึ่งในส่วนของคณะกมธ.วิสามัญฯ ได้มีการพิจารณาและให้ความสำคัญไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ที่ทำงานเข้ามามีส่วนร่วมซึ่งจะนำไปสู่การมีแรงงานในอนาคตต่อไป เนื่องจากขณะนี้จำนวนผู้สูงอายุมากขึ้น และการเพิ่มเวลาคลอดไม่ได้หมายความว่าจะเป็นทางออกทางเดียว ข้อเสนอแนะที่คณะกมธ.ได้เสนอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน ให้มีการประชุมหารือเพื่อจัดทำร่างระเบียบหรือบางเรื่องควรจะทำเป็นกฎหมาย โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับประกันสังคม ที่มีการเพิ่มวันลาต้องแก้ที่ตัวกฎหมายประกันสังคมด้วย
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 15/9/2568
