ในสมัยการเลือกตั้งเดียวเรามีนายกฯเป็นคนที่สามแล้ว ฉันเองก็ไม่คิดว่าการเปลี่ยนผ่านของสังคมไทยไปสู่การเป็นประเทศประชาธิปไตยมันจะเป็นเส้นทางคดเคี้ยวเป็นเขาวงกตขนาดนี้ เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว คอลัมนิสต์อย่างฉันยังต้องมานั่งอธิบายเรื่อง ทำไมเราไม่ควรคลั่งชาติกรณีความขัดแย้งชายแดนไทยกับกัมพูชา แถมกระแสการเมืองยังเป็นเรื่องการโจมตีว่ารัฐบาลของแพทองธารนั้นจะขายชาติ การมี MOU43,44 จะทำให้เราเสียดินแดน เสียเปรียบกัมพูชา ดังนั้นเราต้องมาเรียกร้องให้ยกเลิก ถ้าไม่ยกเลิกเราจะประท้วง แผ่นดินไทยตารางนิ้วเดียวก็เสียไม่ได้
มาถึงวันนี้ดูเหมือนไม่มีใครกังวลเรื่องชายแดน หรือเรื่องมีหรือไม่มี MOU43,44 ไม่มีสนใจเรื่อง ศบ.ทก การแถลงข่าว การปะทะ การสู้รบ ทุกอย่างเงียบสงบ ไม่มีอินฟลูฯ ไปสร้างซีนรักชาติ หรือไปด่าทอยั่วยุปะทะอะไรกับใครที่ชายแดนอีก ประธานาธิบดีทรัมป์คงงงมากว่าปัญหาชายแดนที่ดูอีรุงตุงนังนี้ บทจะจบก็จบได้อย่างง่ายดายเหมือนเป่าเสกออกไปด้วยมนต์วิเศษ
ปัญหาชายแดนสงบไปก็ถือเป็นเรื่องที่ดี หวังว่าประชาชนที่จังหวัดชายแดนจะได้กลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติสุข ค้าขายได้ การค้าชายแดนจะกลับมาคึกคัก การข้ามชายแดนมาเรียนหนังสือหรือมาโรงพยาบาลจะทำได้เหมือนก่อนจะมีการปะทะและการใช้อาวุธโจมตีกัน
แต่การเมืองไทยหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร?
ดูเหมือนว่า นายกฯ อนุทินจะได้รับการต้อนรับอย่างดีจาก “สื่อ” และต้องยอมรับว่า การสื่อสารของนายกฯ อนุทินนั้นสร้างกระแสในทางบวกและถูกจริตสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นการยืนยันรักษาสัญญา 4 เดือน การให้สัญญาว่าจะทำงานหนักโดยไม่มีวันหยุด ไม่มีคำว่าพักผ่อนกับครอบครัว โผ ครม. ที่มีคนนอกซึ่งมีภาพลักษณ์ ”ดี“ ก็ได้รับเสียงแซ่ซร้องสรรเสริญจากปัญญาชนไทยว่าช่างเป็น ครม. แห่งความหวัง”
หากคะแนนนิยมของนายกฯ อนุทินด้วยแบรนด์ “ไม่ติดหรูแต่ติดหรอย” เป็นบวกต่อไปเรื่อยๆ โอกาสที่รัฐบาลนี้จะอยู่แค่ 4 เดือน ตามสัญญาก็จะสูงขึ้น เพราะเท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้คว้าคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นจากการ “รักษาสัญญา” อันเป็นภาพลักษณ์ที่ตรงข้ามกับพรรคเพื่อไทยที่ถูกแปะป้ายว่า “ไม่รักษาสัญญา” และ ทำให้พรรคประชาชนรอดพ้นจากข้อครหาเรื่องไม่ร่วมรัฐบาลหรือเป็นนั่งร้านให้พรรคภูมิใจไทย และแน่นอนว่า การเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคภูมิใจไทยจะหาเสียงเรื่องสัญญาสุภาพบุรุษ และพรรคประชาชนก็จะหาเสียงว่ายอมเจ็บเพื่อปลดล็อคประเทศ หาทางออกให้กับประเทศ และพรรคที่จะบอบช้ำที่สุดคือพรรคเพื่อไทย
อย่างที่ฉันเคยเขียนและพูดไว้ต่างกรรมต่างวาระว่า จิตวิทยาการเมืองนั้นความเชื่อสำคัญกว่าความจริง
ในวันนี้สังคมไทยไม่ได้สนใจความจริงว่า ด้วยข้ออ้าง “ฝ่าทางตัน” (ที่พรรคประชาชนอุปโลกน์ขึ้นมา) พรรคประชาชนที่ไปโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ และตัวเองเป็นฝ่ายค้านนั้นต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง?
ในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง สมมุติว่าเราตัดพรรคเพื่อไทยออกจากสมการ เพราะด้วยความบอบช้ำจากวาทกรรมตระบัดสัตย์ ภาวะที่นายกฯ ถูกถอดถอนสองคนติดๆ กันภายในเวลาสองปี ผลงานไม่เข้าเป้า ไม่สามารถทำให้ประชาชนรู้สึกว่าพรรคเพื่อไทยเก่ง มีผลงาน ทั้งๆ ที่ทำงานเยอะ ผลงานก็เยอะ แต่ประชาชนกลับเลือกจำแต่ข้อผิดพลาดของรัฐบาล ต่อให้พรรคเพื่อไทยทำสำเร็จห้าร้อยเรื่องแต่ความล้มเหลวเรื่องดิจิทัลวอลเล็ตเรื่องเดียวจะเป็นที่จดจำมากกว่าและลบล้างความสำเร็จห้าร้อยเรื่องที่ได้ทำลงไป
เพราะฉะนั้นหากมีการยุบสภาเมื่อครบ 4 เดือน และมีการเลือกตั้งหลังจากนั้น ฉันไม่แน่ใจว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในทรงที่จะแข่งขันได้อย่างเต็มศักยภาพอย่างที่เคยเป็น ไม่นับว่าผลการตัดสินคดีของคุณทักษิณในวันที่ 9 กันยายน จะส่งแรงสั่นสะเทือนอย่างไรต่ออารมณ์ความรู้สึกของสังคมทั้งฝ่ายที่เป็นคู่แข่งและกลุ่มคนที่เป็นฐานเสียง เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงน่าจะเป็นการแข่งขันกันระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน
จุดเด่นของพรรคประชาชนคืออะไร?
นโยบายเศรษฐกิจ? ไม่ใช่แน่ๆ
นโยบายด้านสาธารณสุข? ไม่ชัดเจน
นโยบายด้านการศึกษา? ก็ยังไม่เห็นเป็นชิ้นเป็นอัน
นโยบายรัฐสวัสดิการ? ก็เผชิญกับคำถามว่า ด้วยจำนวนประชากรไทยที่มีผู้เสียภาษีเงินได้เพียง 4% เราจะสร้างรัฐสวัสดิการได้อย่างไร?
ความโดดเด่นของพรรคประชาชนคือ เป็นพรรคที่จุดยืนประชาธิปไตย ต้านรัฐประหาร ทลายโครงสร้างเดิม ปฏิรูปกองทัพ ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร แก้รัฐธรรมนูญ กระจายอำนาจ เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด ทลายทุนผูกขาด และก่อนที่พรรคก้าวไกลจะโดนยุบพรรค ใครๆ ก็รู้ว่าจุดขายจุดแข็งของพรรคประชาชนคือการรณรงค์แก้ไขกฎหมายอาญามาตรา 112
สิ่งที่ฉันอยากรู้คือภายใต้องคาพยพของรัฐบาลนายกฯ อนุทิน พรรคประชาชนจะสามารถมุ่งมั่นทำงานเรื่องลดความเหลื่อมล้ำ แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง ทลายทุนผูกขาด ต่อต้านการนำคนของกลุ่มทุนใหญ่มานั่งเป็นรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งจะมีความเห็นต่อเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยวิธีเดิมๆ เช่น นโยบายคนละครึ่ง อย่างไร?
หรือพรรคประชาชนจะบอกว่า รัฐบาลนี้เป็นเพียงรัฐบาลเฉพาะกิจ ไม่ได้เข้ามาบริหารประเทศ แต่เข้ามาเพื่อยุบสภา ฟังดูดี แต่ถ้าเราจะมีนายกฯ เพื่อยุบสภาและไม่บริหารประเทศเลย รัฐบาลหรือนายกฯ นั้นไม่ควรจะมีอายุเกิน 1 เดือนด้วยซ้ำ แต่การที่รัฐบาลมีอายุ 4-6 เดือน นั่นหมายถึงระยะเวลาที่ยาวนานพอจะบริหารกลไกระบบราชการ การวางคน วางตำแหน่ง และการวางยุทธศาสตร์ เพื่อให้ตนเองได้คะแนนนิยม หรือแม้แต่เป็นแรงดึงดูดให้มี สส. จากพรรคอื่น ไหลเข้ามาในพรรคภูมิใจไทย เพราะตอนนี้กลายเป็นพรรคที่เนื้อหอมและเสน่ห์แรงจน ใครๆ ก็อยากมาอยู่พรรคนี้
นั่นแปลว่า 4-6 เดือน ต่อจากนี้ คนที่กำหนดเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำประชามติ การกำหนดนิยามของการเมืองท้องถิ่น การกระจายอำนาจ การให้ภาพแผนพัฒนาเศรษฐกิจ กีฬา การศึกษา จะอยู่ในมือของพรรคภูมิใจที่ฉลาดพอจะดึงเทคโนแครตขวัญใจคนชั้นกลางมาทำงาน โจทย์ของผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งในครั้งต่อไป เขาไม่จำเป็นต้องเลือกพรรคการเมืองที่ต้านรัฐประหาร เพราะเมื่อพรรคอนุรักษ์นิยมอย่างภูมิใจไทยเป็นรัฐบาล และมีคะแนนนิยมมากพอ ก็มั่นใจได้ว่าจะไม่มีการรัฐประหาร
ถามต่อไปว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งชาวไทยต้องการพรรคการเมืองที่จะมาแก้ไขหรือยกเลิกกฎหมายอาญามาตรา 112 ไหม? คำตอบ คือไม่ เพราะ ในวันนี้ ประเด็นนี้ไม่ได้อยู่ในความสนใจของประชาชนเหมือนเมื่อครั้งเราอยู่ภายใต้ regime ของการรัฐประหาร
ถามต่อไปว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจะเลือกพรรคที่มีนโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือไม่? คำตอบก็คงจะไม่ เพราะกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ในกระบวนการ สสร. อยู่แล้ว
ถามต่อไปว่า ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจะสนใจเรื่องตุลาการภิวัฒน์หรือไม่? เพราะ ตุลาการภิวัฒน์จะไม่ใช่กลไกขัดขวางการทำงานของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว เนื่องจากพวกเขาเป็นกลุ่มก้อนเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องสกัดขัดขวางกันแล้ว จึงไม่อาจกล่าวได้อีกต่อไปว่า กลไกศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระเป็นสิ่งกีดขวางของประชาธิปไตย ตราบใดที่รัฐบาลมาจากพรรคการเมืองที่ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันในทางใดทางหนึ่ง
ถามต่อไปว่า ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป คนไทยผู้มีสิทธิ์ออกเสียงเลือกตั้งจะอยากเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายปฏิรูปกองทัพหรือไม่? คำตอบคือไม่แน่ใจ แต่อารมณ์ร่วมของสังคมจากกรณีข้อพิพาทชายแดนไทย กัมพูชา ทำให้กองทัพกลับมาเป็นฮีโร่ของสังคม ทหารกลายเป็นขวัญใจประชาชน ดังนั้นการหาเสียงด้วยนโยบายปฏิรูปกองทัพไม่น่าจะได้รับการตอบสนองในทางบวกต่างจากสมัยที่ม็อบเยาวชนเฟื่องฟู
ถามว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป พรรคประชาชนจะขายความเป็นพรรคที่อยู่ฝ่ายประชาธิปไตยก็ขายไมไ่ด้แล้ว เพราะทุกพรรคการเมืองก็เป็นประชาธิปไตยเหมือนๆ กันหมด พรรคประชาชนกับภูมิใจไทยก็เกื้อหนุนกันและกัน มิหนำซ้ำพรรคภูมิใจไทยยังได้เครดิตของการรับภาระเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย และนายกฯ ชั่วคราวให้ประเทศไทยได้แก้รัฐธรรมนูญ แย่งซีนพรรคประชาชน และได้ผลงานในฐานะพรรคการเมืองที่มีจุดยืนเป็นประชาธิปไตยด้วย
ในการเลือกตั้งครั้งต่อไปพรรคประชาชนจะขายนโยบายกระจายอำนาจ พรรคภูมิใจก็มีนโยบายภาษีรักบ้านเกิด ก็หาเสียงได้ว่ามีจุดยืน empower ท้องถิ่นไม่แพ้กัน
เพระฉะนั้นที่มีการวิเคราะห์กันว่า พรรคประชาชนไม่ยอมเป็นรัฐบาลครั้งนี้เพราะต้องการอดเปรี้ยวไว้กินหวาน สร้างผลงานว่าตนเองฝ่าทางตันวิกฤติรัฐธรรมนูญได้ เพื่อชนะการเลือกตั้งแบบถล่มทลายในครั้งหน้าจึงไม่น่าจะเป็นไปได้ในความเป็นจริง เพราะต่อให้ตัดเพื่อไทยออกจากสมการ พรรคประชาชนก็ต้องแชร์จำนวน สส. กับพรรคภูมิใจไทยในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน เช่น อาจจะออกมา 150 ต่อ 150 ก็เป็นได้ นั่นเท่ากับว่าในสมัยการเลือกตั้งครั้งถัดไป พรรคประชาชนอาจจะต้องร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยจริงๆ
หากเป็นเช่นนั้นถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่ง “สมดุลสถานะใหม่” ของการเมืองไทย ไม่มีซ้าย ไม่มีขวา พรรคการเมืองที่เสนอนโยบายล้มช้างในห้องถูกกลืนไปกลายเป็นพรรคการเมืองที่มีความเป็น “กลาง” ทำงานกลมกลืนกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมเดิม และอันที่จริงก็สามารถพูดได้ว่า พรรคประชาชนคือตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์ยุครุ่งเรืองที่นำกลับมาใช้งานได้ในยุคสมัยปัจจุบัน มีกลิ่นอายของความเป็นเดโมแครต มีจริตถูกใจเทคโนแครต ปัญญาชน ศิลปิน มีความสามารถในการพูด เขียน กล่าวสุนทรพจน์
ถามว่าแย่ไหมกับสังคมไทย? ในแง่เสถียรภาพทางการเมืองน่าจะดีกับภาคธุรกิจ แต่ในแง่ของการมีนโยบายที่ท้าทายแบบดิจิทัลวอลเล็ต บ้านเพื่อคนไทย รัฐบาลดิจิทัล ทลายระบบการศึกษาให้ความสำคัญกับการศึกษานอกโรงเรียนแบบ learn to earn หรือนโยบาย negative income tax อันเป็นนโยบายทลายโครงสร้าง ลดความเหลื่อมล้ำในแบบของพรรคเพื่อไทย ไม่น่าจะผลักดันได้ อย่างน้อยในช่วงที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมกุมอำนาจรัฐ โดยมีพรรคประชาชนสีส้มช่วยประคองความรู้สึกของพวก (ที่คิดว่าตัวเอง) หัวก้าวหน้าเอาไว้
ในอีก10 ปี ข้างหน้า หากการคาดการณ์ของฉันเป็นจริงก็ถือว่าเป็นชัยชนะของปีกอนุรักษ์นิยมของประเทศไทย บ้านเมืองน่าจะสงบ ไม่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างหวือหวา ความเหลื่อมล้ำยังคงเดิม โครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ ไม่เปลี่ยน แต่ “ความรู้สึกของคน” มีความสุขขึ้น เพราะ ตระกูลชินวัตรอ่อนอิทธิพลลงสมใจ ฝ่ายซ้ายไทยสูญพันธุ์ มีวิวัฒนาการกลายไปเป็นประชาธิปัตย์ 2 ปีกก้าวหน้าในพรรคจะมีสถานะเป็น “โลโก้” แต่ไม่ได้ขับเคลื่อนอะไรที่เป็นรูปธรรม ซึ่งน่าจะทำให้พรรคประชาชนเข้มแข็งและอยู่ยาวๆ ไปได้
ส่วนพรรคเพื่อไทยในวันนี้อาจต้องสำรวจตำแหน่งแห่งที่ของพรรคในภูมิทัศน์การเมืองใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น หากพรรคประชาชนกลายเป็นพรรคการเมืองปีกขวาร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทยไปอย่างน้อย 2 สมัย (สมมุติ) พรรคเพื่อไทยต้องมีจินตนาการใหม่เกี่ยวกับตัวเองว่า อุดมการณ์ทางการเมืองที่จะเป็นที่ต้องการของโหวตเตอร์ในอนาคตคืออะไร?
ฉันมองเห็นศักยภาพของพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคการเมืองที่มีนโยบายเศรษฐกิจเป็นสวัสดิการโดยรัฐ ใช้กลไกทุนนิยม กระจายความมั่งคั่งให้รากหญ้าและใช้การบริโภคของรากหญ้าขับเคลื่อนความมั่งคั่งของนายทุนอีกที แล้วค่อยเขยิบไปทำสวัสดิการโดยรัฐในบางเรื่องเช่น สาธารณสุข กับ ที่อยู่อาศัย ไม่ทำระบบสวัสดิการการศึกษาเพราะต้องการใช้ เอไอเทคโนโลยีมาขับเคลื่อนเรื่องนี้แทนรัฐ พร้อมกันนั้นก็พยายามปฏิรูประบบราชการให้เล็กลง สร้างประเทศให้ขับเคลื่อนด้วย เอสเอ็มอี
นี่คือจุดแข็งทางนโยบายที่ยังไม่มีใครสู้พรรคเพื่อไทยได้
แต่ในทางอุดมการณ์พรรคเพื่อไทยจะกลายเป็นพรรคกลางที่ค่อนไปทางซ้ายมากกว่าพรรคประชาชนในอนาคตอันใกล้ ส่วนพรรคประชาชนจะขยับมาขวามากขึ้นเรื่อยๆ ในเงื่อนไขว่าหากร่วมรัฐบาลกับภูมิใจไทยและในเงื่อนไขว่าหากพรรคภูมิใจไทยแซงขึ้นไปเป็นพรรคอันดับหนึ่ง และบนโจทย์ที่ว่าเราจะไม่มีรัฐประหารอีกแล้วบน status quo ใหม่
นี่คือความท้าทายของพรรคเพื่อไทย และเป็นเรื่องที่เราจับตาดูในอีก 4 เดือนหลังจากนี้
