Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เรียกร้องปรับค่าจ้างลูกจ้างเหมาบริการกรมการปกครอง หลังรับเพียงเดือนละ 9,000 บาท ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ

นายมังกร ศรีเจริญกูล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีการปรับขึ้นค่าจ้างของลูกจ้างเหมาบริการกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ว่าได้รับการร้องเรียนจากลูกจ้างเหมาบริการสังกัดกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ซึ่งปัจจุบันได้รับเงินเดือนเพียง 9,000 บาท ตามประกาศของกรมการปกครอง พ.ศ. 2565 ทั้งที่ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ค่าครองชีพสูงขึ้นต่อเนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ ขณะที่ลูกจ้างกลุ่มดังกล่าวถือเป็นกำลังหลักในการสนับสนุนภารกิจของกรมฯ ทั้งงานเอกสาร งานบริการประชาชน และงานเร่งด่วนต่าง ๆ ทั้งนี้ คณะกรรมการค่าจ้างได้ประกาศอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2568 โดยกำหนดอัตราในหลายพื้นที่ เช่น กรุงเทพฯ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ภูเก็ต และระยอง วันละ 400 บาท ขณะที่หลายจังหวัดอยู่ที่ 350 บาท และบางจังหวัดอยู่ที่ 345 บาท แต่ลูกจ้างเหมาบริการของกรมการปกครองกลับได้รับค่าจ้างเฉลี่ยเพียงวันละ 300 บาท ซึ่งต่ำกว่าอัตราค่าแรงขั้นต่ำ ทั้งนี้ที่ผ่านมา ลูกจ้างเหมาบริการได้ยื่นหนังสือเรียกร้องปรับค่าจ้างมาแล้วหลายครั้ง เช่น เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ยื่นขอต่อกระทรวงมหาดไทย เดือนมีนาคม พ.ศ. 2567 สมาคมลูกจ้างส่วนราชการกระทรวงมหาดไทยเรียกร้องปรับค่าจ้างจาก 9,000 บาท เป็น 12,000 บาทต่อเดือน เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2567 หนังสืองบประมาณของกรมการปกครองยังคงระบุค่าจ้าง 9,000 บาท และล่าสุดเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 การประกาศรับสมัครลูกจ้างเหมาบริการในทุกจังหวัดยังคงใช้เกณฑ์เดิม อย่างไรก็ตามจากข้อมูลจากแบบจัดสรรเงินเดือนกรมการปกครอง ระบุว่ามีลูกจ้างเหมาบริการจำนวน 4,615 อัตรา แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการปรับเพิ่มค่าจ้างใด ๆ ดังนั้นจึงขอให้นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พิจารณาปรับขึ้นค่าจ้างลูกจ้างเหมาบริการให้เหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 28/9/2568

สิทธิใหม่ข้าราชการหญิงลาปฏิบัติธรรม 3 เดือน ไม่นับวันลา-เงินเดือนครบ

เมื่อวันที่ 17 ก.ย.2568 คลังสารสนเทศรัฐสภา โดยกลุ่มงานพัฒนาทรัพยากรสารสนเทศ สำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้เผยแพร่ประกาศของ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เกี่ยวกับแนวทางและขั้นตอนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งอนุญาตให้ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ และลูกจ้างหญิงของหน่วยงานภาครัฐ สามารถ ลาพักราชการเพื่อถือศีลและปฏิบัติธรรมได้

การลาปฏิบัติธรรมดังกล่าวกำหนดระยะเวลา ไม่น้อยกว่า 1 เดือน แต่ไม่เกิน 3 เดือน ทั้งนี้ ไม่ถือเป็นวันลา และ ผู้ลายังคงได้รับเงินเดือนและสิทธิประโยชน์ตามปกติ ตลอดระยะเวลาที่ลา

โดยจะต้องเข้าปฏิบัติธรรมในสำนักปฏิบัติธรรมที่สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติให้การรับรอง ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 587 แห่งทั่วประเทศ อาทิ ในกรุงเทพมหานคร ได้แก่ วัดยานนาวา วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดพิชยญาติการาม และวัดโสมนัสวิหาร

ทั้งนี้ที่ผ่านมา ข้าราชการชาย จะสามารถลาพักราชการเพื่ออุปสมบทได้ตามพระราชกฤษฎีกา พ.ศ.2521 ได้เท่านั้น การประกาศครั้งนี้จึงนับเป็น การขยายสิทธิให้แก่ข้าราชการสตรี ให้สามารถใช้ช่วงเวลาแห่งการพัฒนาจิตใจและปฏิบัติธรรมได้โดยไม่เสียสิทธิด้านเงินเดือนและวันลา ถือเป็นครั้งแรกที่สิทธิดังกล่าวถูกกำหนดขึ้นอย่างเป็นทางการ

ที่มา: Thai PBS, 27/9/2568

“ไอซ์ รัชนก” จี้ สปส. เปิดรายงานการประชุมทุกฉบับ แฉใช้งบ IT ไม่โปร่งใสเกือบพันล้าน ขู่ฟ้อง ม.157 หากไม่คืบ

น.ส.รัชนก ศรีนอก ส.ส.กทม. พรรคประชาชน และโฆษก กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ แถลงตั้งข้อสังเกตถึงการใช้งบประมาณด้าน IT ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ว่ามีความไม่โปร่งใส มูลค่ารวมเกือบ 1,000 ล้านบาท

ตัวอย่างโครงการที่ถูกตั้งคำถาม ได้แก่

-ระบบพัฒนาการให้บริการทางการแพทย์ มูลค่า 548 ล้านบาท แม้ดำเนินการเสร็จแล้วแต่ยังไม่เปิดใช้ โดย สปส. อ้างติด PDPA ซึ่งเธอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

-ระบบดับเพลิง Water mist มูลค่า 79 ล้านบาท อ้างว่าระบบเดิมเสื่อมสภาพ ทั้งที่ยังใช้งานได้ถึง 20-30 ปี และผลิตภัณฑ์ NOVEC 1230 ยังมีขายอยู่

-ระบบ IPS ป้องกันความปลอดภัย Data Center กว่า 200 ล้านบาท สปส. อ้างโปรแกรมเดิมหมดอายุ ทั้งที่มีทางเลือกอื่นที่คุ้มค่ากว่า อีกทั้งประธานคณะทำงานยังมีประวัติเป็นอดีตพนักงานขายบริษัทคู่ค้า

ขณะที่ น.ส.รัชนก ระบุว่า สปส. ไม่เคยเปิดเผยรายงานหรือมติการประชุมต่อสาธารณะในรอบ 20 ปี ทั้งที่กฎหมายกำหนด จึงเรียกร้องให้เปิดเผยข้อมูลทั้งหมดเพื่อความโปร่งใส พร้อมเตือนว่า หากภายใน 2-3 เดือนยังไม่มีความคืบหน้า จะดำเนินการเอาผิดตามมาตรา 157 ต่อผู้เกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม  การใช้งบประมาณต้องมีเหตุผล ไม่ฟุ่มเฟือย และการทำงานของประกันสังคมต้องอาศัยความโปร่งใส โดยเริ่มจากการเปิดเผยรายงานการประชุมและมติที่เกี่ยวข้องทุกระดับ

ที่มา: MCOT News FM 100.5, 26/9/2568

เพื่อไทย ยื่นร่างแก้ กม.สถานบริการ หวังปิดช่องโหว่ทุจริต คุ้มครองแรงงาน-ปรับโซน

น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย โพสต์เอ็กซ์ว่า พรรคเพื่อไทยได้ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ.สถานบริการ เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพิ่มความโปร่งใส และปลดล็อกศักยภาพภาคเศรษฐกิจกลางคืนของไทย

การแก้ไขร่าง พ.ร.บ.สถานบริการ ที่พรรคเพื่อไทยได้ยื่นเข้าสภาฯ ไปเมื่อวันก่อน เป็นอีกหนึ่งความคืบหน้าจากการที่ดิฉันเข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาปัญหา แนวทางการแก้ไขปัญหาสถานบันเทิง และปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันการเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

จากการศึกษาของคณะกรรมาธิการ เรามีข้อสรุปร่วมกันว่า พ.ร.บ.สถานบริการ พ.ศ.2509 เป็นกฎหมายที่ล้าสมัย มีหลายประเด็นที่เปิดช่องให้เกิดการทุจริต และไม่สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน จึงได้เสนอแนวทางการปรับปรุงแก้ไขใน 6 ประเด็นหลัก ได้แก่

1. ปรับปรุงนิยาม “สถานบริการ” ให้ชัดเจน ครอบคลุมความเป็นจริงของธุรกิจในปัจจุบัน

2. เพิ่มนิยาม “ผู้ทำงาน” เพื่อให้คุ้มครองแรงงานในทุกลักษณะการจ้าง

3. ปรับระบบ Zoning จาก “เขตอนุญาต” เป็น “เขตงดอนุญาต” ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่จริง เพื่อลดโอกาสการทุจริตหรือเรียกรับผลประโยชน์

4. ปรับอัตราค่าธรรมเนียมให้เหมาะสม พร้อมกำหนดให้นำรายได้เข้าสู่แผ่นดิน เพื่อสนับสนุนการดูแลความสงบเรียบร้อย

5. จัดตั้งคณะกรรมการจังหวัด/กทม. เพื่อลดการใช้อำนาจดุลพินิจที่กระจุกอยู่กับผู้ว่าฯ เพียงผู้เดียว

6. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน และเพิ่มความน่าเชื่อถือของระบบกำกับดูแล

“ดิฉันเชื่อว่าการปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้ จะเป็นก้าวสำคัญในการปิดช่องโหว่การทุจริต สร้างระบบที่โปร่งใส และสร้างความเป็นธรรมทั้งต่อผู้ประกอบการและแรงงาน พร้อมทั้งเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญให้ภาคเศรษฐกิจกลางคืนของไทยสามารถแข่งขันและเติบโตอย่างเต็มศักยภาพ โดยไม่ขัดต่อหลักความปลอดภัย ความสงบเรียบร้อย และประโยชน์สูงสุดของสังคมโดยรวม”

ที่มา: ข่าวสด, 26/9/2568

สำนักงานประกันสังคมแจง กมธ.ติดตามงบฯ โครงการ 'เว็บแอป' 850 ล. คิดค่าปรับเอกชนส่งงานช้า 78 ล.

กรรมาธิการ (กมธ.) ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ มีการประชุมร่วมกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในวาระการติดตามการบริหารงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม โดยผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรามีโอกาสเข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุม จึงสรุปประเด็นที่น่าสนใจในการประชุมครั้งนี้ ดังนี้

นายวรภพ วิริยะโรจน์ รองปรธานคณะกรรมาธิการคนที่สองได้รับมอบหมายปฏิบัติหน้าที่แทนประธานกรรมาธิการ กล่าวว่า ขอทราบความคืบหน้าเรื่องโครงการทำระบบไอทีหลังบ้านของสำนักงานประกันสังคม หรือ เว็บแอป (Web Application) มูลค่า 850 ล้านบาท

ผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า โครงการล่าช้าจากความยากและความซับซ้อนของงาน เพราะมีปริมาณข้อมูลจำนวนมาก ส่วนการตรวจรับนั้นสัญญาสิ้นสุด 20 ธ.ค 2566 แต่ทางเอกชน ขอสงวนสิทธิ์ตามที่ทำสัญญาในช่วงโควิดระบาด โดยคิดค่าปรับร้อยละ 0 เป็นเวลา 193 วัน

ผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ดังนั้นจากการที่เอกชนสิ้นสุด 21 ธ.ค. 2566 ถึง 30 ก.ค. 2567 เป็นระยะเวลาที่ได้รับกาคำนวนค่าปรับร้อยละ 0 ต่อมา 8 ก.ค. 2567 เอกชนส่งงานมา ประกันสังคมใช้เวลาในการตรวจรับจำนวนหนึ่งแล้วส่งงานคืนในวันที่ 15 พ.ค. 68 ทางเอกชนได้รับแล้วส่งงานคืนมาวันที่ 27 พ.ค. 2568 พอประกันสังคมรับงานมาครั้งที่ 2 ก็ประชุมแล้วตกผลึกร่วมกันให้คณะกรรมการตรวจรับใช้วิธีตรวจรับตรวจสอบในเรื่องข้อบกพร่องที่แจ้งเอกชนไป ในการตรวจรับช่วงแรกที่จะตรวจเฉพาะข้อบกพร่องมีข้อตกลงร่วมกันว่าถ้ามีข้อบกพร่องประกันสังคมจะคืนงานทันที ต่อมาในครั้งที่ 2 พอประกันสังคมตรวจงานแล้วก็ยังมีข้อบกพร่องจึงส่งกลับไป เอกชนรับเรื่องคืน 15 ก.ค. 2568 เวลาผ่านไปจนถึงวันนี้ทางเอกชนก็ยังไม่ส่งงานคืนมา ค่าปรับก็เดินเรื่อย ๆ

ผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า สรุป ณ วันที่ 25 ก.ย 2568 ระยะเวลาการปรับนับตั้งแต่ผิดสัญญา หักด้วยระยะเวลาที่คณะกรรมการตรวจรับใช้ หักด้วยจำนวน 193 วันที่ได้รับการช่วยเหลือในช่วงโควิด สรุปคงเหลือค่าปรับ 92 วัน เฉพาะค่าปรับที่ส่งงานล่าช้าคิดเป็นจำนวนเงิน 78 ล้านกว่าบาท

ผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ส่วนการทำงานของประกันสังคมหลังจากนี้คงต้องใช้ระบบเดิมไปก่อน แต่การใช้ระบบเดิมก็มีค่าใช้จ่าย เราจึงต้องวางแผนแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้กระทบการให้บริการประชาชน ตอนนี้กำลังหารือกับกรมบัญชีกลางว่าจะคิดค่าเสียหายอย่างไร

"ส่วนเรื่องที่เอกชนมีการจ้างบริษัทเอกชนรับช่วงงานต่อนั้น ประกันสังคมรับทราบพร้อมทุกคนที่ทราบจากสื่ออนไลน์ เลยรีบมีหนังสือไปถาม เอกชนก็ชี้แจงมา ประกันสังคมก็ส่งเรื่องไปให้กรมบัญชีกลาง ถามว่าเป็นการจ้างช่วงจริงหรือไม่ ตอนนี้รอกรมบัญชีกลางตอบกลับมาว่าเป็นการจ้างช่วงหรือไม่" ผู้แทนจากสำนักงานประกันสังคม กล่าว

นอกจากนี้นายวรภพ ยังตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของโครงการจัดหาระบบดับเพลิงอัตโนมัติแบบหมอกน้ำ (Water Mist) 1 ระบบ พร้อมติดตั้งใช้งานเพื่อทดแทนระบบเดิม ณ ศูนย์คอมพิวเตอร์สำรอง (จังหวัดระยอง) ระยะเวลา 9 เดือน วงเงิน 79,750,000 บาท

ผู้แทนจากประกันสังคม ชี้แจงว่า เนื่องจากสารดับเพลิงที่ใช้บริษัทเอกชนที่เป็นเจ้าของระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบันจะเลิกผลิตในปี 2568 ขณะนี้อยู่ระหว่างประกาศเชิญชวนเอกชน

นายวรภพ ถามต่อว่า แล้วได้หาเอกชนรายอื่นหรือไม่ว่ามีสารดับเพลิงที่ใช้แทนกันได้หรือไม่

ผู้แทนประกันสังคม ตอบว่า ไม่ได้หาข้อมูล อีกทั้งระบบข้างต้นใช้มาแล้วเป็นระยะเวลา 10 ปี จึงเป็นเหตุผลที่ใช้ประกอบในการตัดสินใจที่จะจัดหาระบบใหม่

หลังจากนั้นคณะกรรมาธิการอีกหลายรายก็แสดงความคิดเห็นต่อโครงการดังกล่าว โดยมีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน คือ ควรยกเลิกโครงการ และหาสารดับเพลิงจากเอกชนรายอื่นแทน อีกทั้งระบบดับเพลิงมีอายุใช้งานถึง 20 ปี ยังไม่จำเป็นต้องจัดหาระบบใหม่ เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณของสำนักงานประกันสังคม

ที่มา: สำนักข่าวอิศรา, 25/9/2568

สภาลูกจ้างฯ ยื่นหนังสือ รมว.แรงงาน กังวลแรงงานไทยนับหมื่นถูกเลิกจ้าง หลังต่างชาติชนะการประมูลโครงการ ปตท.สผ.

นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย นำสมาชิกสหภาพแรงงานสังกัดสภาฯ และคนงานไทยที่ทำงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิต (ปิโตรเลียม) จำนวน 50 คนจาก 14 บริษัท ในพื้นที่จังหวัดชลบุรี และฉะเชิงเทรา ที่รับงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ ให้บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เดินทางมายื่นหนังสือ ถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กรณีแรงงานไทยได้รับผลกระทบจากการประมูลงานของบริษัท ปตท.สผ. หลังบริษัทต่างชาติชนะการประมูล ทำให้ต้องมีการผลิตและใช้คนงานในต่างประเทศ ซึ่งกระทบต่อการจ้างงานของคนไทย

นายมนัสกล่าวว่า ได้รับข้อร้องเรียนความเดือดร้อนจากสมาชิกสหภาพแรงงานสังกัดสภาฯ รวมถึงคนงานที่ทำงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ จากกรณีบริษัท ปตท.สผ. ได้เชิญชวนบริษัทเอกชนในประเทศไทย และเชิญผู้เข้าร่วมประมูลจากต่างประเทศการประมูล คือ โครงการบันเดิ้ล 4 สำหรับแท่นหลุมผลิตและท่อส่งก๊าซ มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งปรากฏว่า เงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์การประมูลบางประการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทต่างชาติ กล่าวคือ บริษัทในจีนชนะการประมูล จึงนำกระบวนการผลิตโครงการดังกล่าวไปดำเนินการที่จีนและใช้คนงานชาวจีน ทำให้แรงงานก่อสร้างชาวไทยเป็นลูกจ้างของบริษัทที่รับงานจาก บริษัท ปตท.สผ. ซึ่งอยู่หน้างานตรงแท่นผลิตฯ จำนวนราว 2,800 คนได้รับผลกระทบโดยตรง รวมไปถึงห่วงโซ่ผู้รับเหมา บริษัทขนส่ง ผู้รับผลิตชิ้นส่วน และส่วนอื่นๆ รวมราวกว่า 10,000 คนที่อาจจะได้รับผลกระทบการเลิกจ้าง

“ผมในฐานะที่เป็นประธานสภาฯ ซึ่งดูแลพี่น้องผู้ใช้แรงงาน ได้มีการประชุมกับคณะกรรมการของสภาฯ และได้มีมติเดินทางมายังกระทรวงแรงงาน เพื่อให้ทางกระทรวงแรงงานช่วยประสานไปยังกระทรวงพลังงานที่กำกับดูแลบริษัท ปตท.สผ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหามาตรการช่วยเหลือลูกจ้างในภาคธุรกิจก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ รวมถึงการชะลอการดำเนินการโครงการดังกล่าว ในช่วงเวลา 4 เดือนนี้ และมาตรการให้ภาครัฐไม่อนุญาตให้บริษัทจากต่างประเทศ นำงานที่ประมูลได้ออกไปผลิตนอกประเทศ” นายมนัสกล่าว

นายมนัสกล่าวต่อว่า ครั้งนี้มีสัญญาณมาว่าจะนำงานที่ประมูลออกไปผลิตนอกประเทศ และใช้คนงานจากต่างประเทศในการผลิต ซึ่งทำให้ช่างเชื่อม ช่างประกอบ ที่มีศักยภาพและทักษะฝีมือของไทยตกงานทันที ทักษะที่มีอยู่จะลดลงตาม ดังนั้น จึงต้องรักษาแรงงานที่มีฝีมือไว้ในประเทศไทยเรา โดยย้ำว่า ถ้าไปต่างประเทศ เขาจ้างบุคลากรของเขา แรงงานที่มีฝีมือของไทยก็จะตกงานทันที ถ้าตกงานไม่ได้เป็นเดือน แต่เป็นปี แล้วแรงงานกลุ่มนี้จะไปอยู่ไหน

ขณะที่นายนัฐพล วงศ์สุภา ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้แรงงานในอุตสาหกรรม Oil and Gas ตั้งคำถามว่า เหตุใดบริษัทไทย จึงไม่จ้างบริษัทที่ตั้งอยู่ในไทยทำงานนี้ แต่กลับจ้างบริษัทที่มีฐานผลิตอยู่ในต่างประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลกระทบกับแรงงานไทยในอุตสาหกรรมนี้ และไม่ใช่ผลกระทบจะตกอยู่แค่แรงงานกลุ่มนี้ แต่ยังบานปลายไปถึงครอบครัวที่พวกเขาต้องรับผิดชอบ

“ทรัพยากรของเรา บ่อก๊าซ บ่อน้ำมันที่อยู่ในบ้านเรา ทำไมผู้ที่เกี่ยวข้องถึงให้ต่างชาติเข้ามาได้รับประโยชน์ส่วนนี้ แทนที่จะเห็นประโยชน์ส่วนนี้ให้มันเกิดกับคนไทย ธรรมาภิบาลของรัฐบาลในการช่วยเหลือแรงงานยังไม่เป็นรูปธรรม” นายนัฐพล กล่าว

ด้านนายทองศรี สายสด อายุ 50 ปี ช่างเชื่อมฝีมือของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง กล่าวว่า เหล่าลูกจ้างมีความกังวลเรื่องดังกล่าวมาก ที่จะได้รับผลกระทบต่อตัวลูกจ้างเองและครอบครัว มีคนตกงานนับหมื่นคน หากตกงานตอนนี้ก็หางานยาก การเดินทางมากระทรวงแรงงานในวันนี้จึงตั้งความหวังที่จะได้งานกลับคืนมา

“ทุกวันนี้ทุนจีนเริ่มรุกเข้ามาสัมปทานงานในไทยมากขึ้น รวมถึงคนงานจีนก็มาอยู่ในไทยมาก หากบริษัทในจีนชนะการประมูลงาน ก็จะนำไปผลิตที่จีนโดยใช้คนงานชาวจีน แรงงานไทยอย่างพวกเราก็ตกงาน ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์” นายทองศรี กล่าว

ทั้งนี้ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นผู้รับหนังสือและกล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเรียนไปยังนางสาว ตรีนุช เทียนทอง ซึ่งจะเข้ามารับตำแหน่งรมว.แรงงานในวันพรุ่งนี้ (26 กันยายน 2568) โดยจะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการช่วยเหลือแรงงานต่อไป

ที่มา: มติชนออนไลน์, 25/9/2568

ก.แรงงาน หนุน ‘บัณฑิต-อาสาสมัคร’ สร้างต้นแบบเครือข่าย นำบริการสู่ท้องถิ่น

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิด การสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “สรุปผลการระดมสมอง เพื่อพัฒนาต้นแบบเครือข่ายด้านแรงงาน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 โดยมี ว่าที่ร้อยตรี สมศักดิ์ พรหมดำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน นายสิบหมื่นชัย โพธิสินธุ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน นายณัฐวุฒิ ภัทรประยูร ที่ปรึกษาวิชาการแรงงาน นางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารระดับสูงกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติ  ณ โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร

นายสมาสภ์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานได้ริเริ่มโครงการจ้างบัณฑิตแรงงาน เพื่อเปิดโอกาสให้บัณฑิตจบใหม่และผู้ว่างงานในพื้นที่มีงานทำ พร้อมทั้งทำหน้าที่เป็นกลไกเชื่อมโยงการให้บริการของกระทรวงแรงงานในระดับพื้นที่ ทำหน้าที่เป็น “ผู้นำการเปลี่ยนแปลง” ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการทุกมิติของกระทรวงแรงงาน ทั้งด้านการจัดหางาน การพัฒนาฝีมือแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน และการสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตผ่านระบบประกันสังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตแรงงานไทยให้ดียิ่งขึ้น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเฉพาะผลกระทบจากความก้าวหน้าของนวัตกรรมและเทคโนโลยี (Digital Disruption)

“การสัมมนาในครั้งนี้ถือเป็นเวทีสำคัญที่ทุกภาคส่วนจะได้ร่วมกันทบทวนการดำเนินงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะภารกิจของบัณฑิตแรงงาน เพื่อนำไปสู่การกำหนดแนวทางการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” นายสมาสภ์ กล่าว

ภายหลังพิธีเปิด รองปลัดกระทรวงแรงงาน ยังได้เยี่ยมชมผลงานของบัณฑิตแรงงาน อาสาสมัครแรงงาน และผลิตภัณฑ์จากกิจกรรม “หนึ่งอำเภอ หนึ่งกลุ่มอาชีพ” ที่นำมาจัดแสดงภายในงานด้วย

ที่มา: มติชน, 25/9/2568

สภาผู้แทนราษฎร รับหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฯ จำนวน 2 ฉบับ แก้ไขเพิ่มเติมเวลาทำงานของลูกจ้าง - หนุนเพิ่มสิทธิการลาเพื่อเลี้ยงดูบุตร

การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 25 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง วันพุธที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2568 ที่มีนายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง และนายไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง สลับกันทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมตามลำดับ โดยที่ประชุมได้พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... จำนวน 2 ฉบับในคราวเดียวกัน ซึ่งเสนอโดยนายจรัส คุ้มไข่น้ำ และนางสาววรรณวิภา ไม้สน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน กับคณะ สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับมีสาระสำคัญ ได้แก่ การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2561 ประเด็นระยะเวลาทำงานของลูกจ้าง วันหยุดประจำสัปดาห์ของลูกจ้าง สิทธิลาพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง ตลอดจนประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสตรี อาทิ การลาเนื่องจากมีประจำเดือน การลาเพื่อดูแลบุคคลในครอบครัวหรือผู้ที่มีสัมพันธ์ใกล้ชิด และการกำหนดให้นายจ้างมีสถานที่ที่เหมาะสมแก่การให้นมบุตร

การอภิปรายต่อร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 2 ฉบับ มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ความสนใจร่วมอภิปรายจำนวนมาก อาทิ นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยถึงความคาดหวังต่อร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะช่วยยกระดับแรงงานให้มีชีวิตที่ดีขึ้น ผ่านการได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานสอดคล้องกับหลักสากล นายธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย (พท.) มองว่าประเด็นการเพิ่มวันลาทั้งวันลาหยุดพักผ่อน ดูแลบุคคลในครอบครัว ดูแลบุตร และมีสถานที่ให้นมบุตร ตนมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการสร้างสังคมระหว่างลูกจ้างและนายจ้างให้มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน สร้างสิ่งแวดล้อมด้านการทำงานที่ดี นายร่มธรรม ขำนุรักษ์ สส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) มองว่าร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ จะเข้ามาแก้ปัญหาการทำงานเกินเวลา การขาดความมั่นคง และสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมของแรงงาน และนายสะถิระ เผือกประพันธ์ สส.ชลบุรี พรรคกล้าธรรม อภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับ และตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมถึงคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะมีขึ้นถึงกรณีการดูแลบุตรแรกเกิดโดยเฉพาะในช่วงอายุ 0-10 ปี ที่เสี่ยงป่วยด้วยโรคติดเชื้อระบบทางเดินหายใจ (RSV) จึงเห็นควรให้บิดาและมารดา สามารถมีสิทธิลาเพื่อดูแลบุตรที่ป่วยด้วยโรคดังกล่าวได้ด้วย รวมถึงย้ำให้คณะกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความเห็นอย่างรอบด้านทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

อย่างไรก็ตามภายหลังการอภิปรายอย่างกว้างขวางที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้ลงมติต่อร่างพระราชบัญญัติทั้ง 2 ฉบับ โดยแยกลงมติในวาระที่หนึ่งขั้นรับหลักการ ปรากฎผลดังนี้ ที่ประชุมมีมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งนายจรัส คุ้มไข่น้ำ กับคณะ เป็นผู้เสนอ ด้วยเสียงเห็นด้วย 333 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 4 เสียง และไม่ลงคะแนน 1 เสียง ทั้งนี้ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 31 คน และกำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 15 วัน ส่วนร่างฯ ที่เสนอโดยนางสาววรรณวิภา ไม้สน กับคณะ ที่ประชุมลงมติเห็นด้วย 329 เสียง ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง 2 เสียง และไม่ลงคะแนน 4 เสียง ทั้งนี้ให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน 39 คน กำหนดระยะเวลาแปรญัตติ 15 วัน

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 24/9/2568

สภาองค์การลูกจ้างฯ หวั่นแรงงานไทย นับหมื่นชีวิตตกงาน หลังต่างชาติชนะประมูลแท่นหลุมผลิตฯ ปิโตรเลียม

นายมนัส โกศล ประธานสภาองค์การลูกจ้างพัฒนาแรงงานแห่งประเทศไทย (สพท.) เปิดเผยว่า ทางสพท.ได้รับการร้องขอความช่วยเหลือ จากสมาชิกสหภาพแรงงานสังกัดสภาฯ และรวมถึงคนงานที่ทำงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิต (ปิโตรเลียม) ในสังกัดจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน

ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการประมูลงานของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. คือโครงการบันเดิ้ล 4 ที่มีจำนวนแท่นและมีมูลค่ามาก ซึ่งต้องใช้คนทำงานที่มีทักษะและความสามารถสูงในการทำงาน และต้องใช้ระยะเวลาในการผลิตติดต่อกัน

“เท่าที่สพท. ทราบ บริษัท ปตท.สผ. เชิญชวนบริษัทเอกชนในประเทศไทย และเชิญผู้เข้าร่วมประมูลจากต่างประเทศ เข้าร่วมการประมูล ซึ่งปรากฏว่าเงื่อนไขหรือหลักเกณฑ์การประมูลบางประการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัทต่างชาติ คือ ขณะนี้บริษัทชาวจีนแห่งหนึ่ง ได้โครงการประมูลดังกล่าว จึงต้องนำโครงการที่ประมูลได้

จำนวนหลายหมื่นล้านบาทนี้ ไปทำงานที่ประเทศจีน โดยใช้แรงงานชาวจีนก่อสร้าง ทำให้ผู้รับเหมารวมถึงคนงานที่ทำงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ ของปตท.สผ. ซึ่งเป็นช่างฝีมือ ช่างประกอบที่มีทักษะอาจได้รับผลกระทบ” นายมนัส กล่าว

นายมนัส กล่าวอีกว่า เมื่อบริษัทต่างชาติชนะการประมูลในโครงการบันเดิ้ล 4 ย่อมมีกระทบต่อธุรกิจคนไทย ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และนำไปสู่การเลิกจ้างลูกจ้างได้ หากผู้เข้าร่วมประมูลจากประเทศไทยประมูลงานได้ ก็จะช่วยบรรเทาปัญหาการเลิกจ้างแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างแท่นหลุมผลิตปิโตรเลียมและท่อส่งก๊าซ

ซึ่งมีลูกจ้างที่เป็นคนไทย จากหลากหลายบริษัทที่มาเหมาช่วง และรวมถึงบริษัทซัพพลายเออร์วัสดุต่างๆ รวมไปถึงครอบครัวของผู้ใช้แรงงาน ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างงานทั้งหมด ที่มีมูลค่ามหาศาล จากโครงการบันเดิ้ล 4 ในครั้งนี้

“ปัญหาที่จะส่งผลต่อเนื่องอันเลวร้ายในอนาคตคือ กลุ่มแรงงานคนไทยที่มีความสามารถเชี่ยวชาญในระดับสูงกลุ่มนี้ จะสูญหายไปจากการวงจรการผลิตนี้ ส่งผลให้ไม่สามารถสร้างผลผลิตต่อเนื่องได้ดี การแข่งขันในระดับโลกหยุดลงไป ทำให้ประเทศไทยสูญเสียโอกาสอย่างยิ่ง” ประธานสพท. กล่าว

นายมนัส กล่าวด้วยว่า โดยในวันพรุ่งนี้ (25 กันยายน 2568) เวลา 10.00 น. ทางสพท. จะนำสมาชิกสหภาพแรงงานสังกัดสภาฯ และรวมถึงคนงานที่ทำงานก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ กว่า 50 คน เดินทางไปยังกระทรวงแรงงาน เพื่อยื่นหนังสือถึง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

โดยผ่าน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงแรงงาน และร่วมหารือเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว เพื่อหามาตรการช่วยเหลือลูกจ้างในภาคธุรกิจก่อสร้างแท่นหลุมผลิตฯ

รวมถึงมาตรการให้ภาครัฐ ไม่อนุญาตให้บริษัทจากต่างประเทศนำงานที่ประมูลได้ ออกไปผลิตนอกประเทศ เพื่อให้นายสมาสภ์ จะนำเสนอต่อรมว.แรงงาน และประสานไปยังกระทรวงพลังงาน เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการประมูลโครงการดังกล่าวต่อไป

ที่มา: ข่าวสด, 24/9/2568

ตั้งข้อสังเกต สนามกอล์ฟ มีมาตรการความปลอดภัยและระบบป้องกันเตือนภัยเพียงพอหรือไม่ หลังเกิดเหตุฟ้าผ่าแคดดี้

นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หารือกรณีเกิดเหตุการณ์ฟ้าผ่าแคดดี้ในสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร ส่งผลให้มีทั้งผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ ผ่านประธานวุฒิสภา ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลให้แคดดี้ 1 รายได้บาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนแคดดี้อีก 3 รายได้รับบาดเจ็บ โดยตนตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุอาจเกิดจากหัวไม้กอล์ฟที่อาจจะเป็นวัสดุทองเหลือง อาจเป็นชนวนที่ทำให้เกิดฟ้าผ่าหรือไม่ ขณะเดียวกัน ตนมองว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่สะท้อนเรื่องอุบัติเหตุทั่ว ๆ ไป แต่เป็นการสะท้อนถึงความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

นางสาววิธาวีร์ กล่าวว่า ต้องมีการตั้งคำถามสำคัญต่อมาตรการความปลอดภัยของสถานประกอบการประเภทสนามกอล์ฟ หรือสถานที่กลางแจ้ง ว่าได้มีการจัดเตรียมเรื่องระบบการป้องกันและการเตือนภัยที่เพียงพอหรือไม่ ดังนั้น ตนจึงขอสอบถามไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จำนวน 4 ประเด็น ได้แก่ ประเด็นแรก จะมีการสอบสวนถึงสาเหตุที่เกิดขึ้นอย่างโปร่งใส หรือไม่ ทั้งในแง่ของการเตรียมความพร้อมเรื่องมาตรการความปลอดภัยของสนามกอล์ฟ และการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉินที่เกิดขึ้น ส่วนประเด็นที่สอง จะมีการกำหนดแนวทางการแก้ไขและมาตรการป้องกันในอนาคตอย่างไร โดยเฉพาะการติดตั้งระบบเตือนภัยฟ้าผ่า รวมถึงการจัดทำแผนอพยพ การฝึกอบรมบุคลากร เพื่อให้ผู้ใช้บริการได้รับความปลอดภัยอย่างสูงสุดอย่างไร ด้านประเด็นที่สาม จะมีการเปิดเผยผลการสอบสวน หรือแนวทางการแก้ไขต่อสาธารณชนให้ได้รับทราบเรื่องนี้หรือไม่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว เพราะสนามกอล์ฟเป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่นักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อจำนวนมากเข้ามาใช้บริการ และประเด็นที่สี่ จะมีการทบทวนกฎหมาย หรือมีมาตรการระบบการป้องกันฟ้าผ่าในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีใช้อยู่หลายฉบับ ซึ่งเนื้อหามีความแตกต่างกันอย่างไร เพื่อให้เจ้าของอาคาร รวมถึงผู้ประกอบการสถานประกอบการประเภทสนามกอล์ฟ หรือสถานที่กลางแจ้ง ได้มีความเข้าใจในการปฏิบัติตามกฎหมาย และไม่ปล่อยปละละเลยจนทำให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตของประชาชน

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 23/9/2568

อธิบดีกรมการจัดหางานแจง 6 ขั้นตอนรับแรงงานผู้ลี้ภัยออกจากค่ายไปทำงาน เผยไม่เสียค่าใช้จ่าย-ผู้ประสานงาน

นายพิเชษฐ์ ทองพันธ์ อธิบดีกรมการจัดหางาน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ผู้ลี้ภัยในศูนย์พักพิงชั่วคราว 9 แห่งใน 4 จังหวัดชายแดนคือแม่ฮ่องสอน ตาก กาญจนบุรีและราชบุรี ออกมาทำงานข้างนอกได้ว่า จะเริ่มเปิดดำเนินการจริงจังในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 หลังจากที่ได้มีประกาศกระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทยแล้ว โดยมีขั้นตอน 1.ขณะนี้มีแรงงานต่างด้าวในศูนย์พักพิงชั่วคราว 4.2 หมื่นคน และกรมการปกครองได้สำรวจผู้ที่ประสงค์จะทำงานพบว่ามีอยู่ประมาณ 1.2 หมื่นคน 2.นายจ้างที่ประสงค์จ้างต่างด้าวก็จะไปคัดเลือกลูกจ้างในศูนย์พักพิงชั่วคราวฯแล้วนำรายงชื่อแรงงานต่างด้าวมาแจ้งที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดนั้นๆ ว่าจะนำแรงงานต่างด้าวไปทำงานที่ใด ซึ่งสำนักงานจัดหางานจังหวัดนั้นก็จะส่งข้อมูลไปยังจังหวัดปลายทางที่แรงงานต่างด้าวจะไปทำงาน

นายพิเชษฐ์กล่าวว่า 3.นายจ้างพาแรงงานต่างด้าวไปแจ้งที่ตัวแทนกรมการปกครองเพื่อขออนุญาตพาแรงงานต่างด้าวออกจากพื้นที่และได้ใบ อน.1 และฝ่ายปกครองก็จะออกหนังสืออนุญาตให้ 4.แจ้งจังหวัดปลายทางว่าได้เข้าพื้นที่แล้ว 5.นายจ้างพาแรงงานต่างด้าวไปตรวจสุขภาพและทำประกันสุขภาพโดยโรงพยาบาลรัฐ 6.ขอใบอนุญาตทำงาน (work permit) และทำงานได้เลย

ผู้สื่อข่าวถามว่าแรงงานต่างด้าวเดินทางไปคนเดียวโดยไม่มีครอบครัวเป็นผู้ติดตามใช่หรือไม่ นายพิเชษฐ์กล่าวว่า ใช่เพราะเป็นการเดินทางไปทำงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่าได้ป้องกันไว้อย่างไรกรณีนายหน้าที่สวมตัวเป็นนายจ้างและไปเอาแรงงานต่างด้าวมาขายต่อ นายพิเชษฐ์กล่าวว่า เมื่อมีการมาแจ้งว่าต้องการลูกจ้างก็จะมีการสัมภาษณ์และแสดงตัวตนที่จังหวัดต้นทาง

“เบื้องต้นตัวเลขยังแค่ 1 หมื่นคน กรมการปกครองสำรวจความต้องการเบื้องต้นแล้ว แต่พอเห็นเพื่อนๆออกไปทำงานข้างนอกก็อาจมีความประสงค์เพิ่มขึ้น และตัวเลขอาจขยับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ”นายพิเชษฐ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่านายจ้างต้องเสียค่าใช้จ่ายอะไรบ้าง อธิบดีกรมการจัดหางานกล่าวว่า แทบไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ เพียงแต่เสียค่าธรรมเนียม 100 บาท

“เรื่องประกันสุขภาพนั้น ถ้าเป็นกิจการที่อยู่ในประกันสังคมก็ต้องทำประกันสังคม แต่กว่าประกันสังคมจะใช้ได้ต้องใช้เวลา 6 เดือน ดังนั้นจึงต้องทำประกันสุขภาพก่อน แต่ประเภทที่ไม่ได้เป็นกิจการในประกันสังคมก็ต้องทำประกันสุขภาพ”นายพิเชษฐ์ กล่าว

นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (MWG) กล่าวว่า ยังรู้สึกกังวลใจกรณีที่ให้นายจ้างเข้าไปหาแรงงานในค่ายผู้ลี้ภัย เพราะโดยวิธีปฎิบัติแล้วนายจ้างจะไปด้วยตัวเองจริงหรือไม่หรือจะใช้บริการนายหน้าแทน และหากใช้ระบบนายหน้าแล้วจะต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ เพราะจริงๆแล้ว ครั้งนี้ไม่ควรเสียค่าใช้จ่ายใดๆนอกจากค่าธรรมเนียมหรือค่าตรวจสุขภาพเท่านั้น

“จริงๆแล้วผู้ลี้ภัยจำนวนไม่น้อยเขาเคยออกมาหางานทำข้างนอก พวกเขามีเครือข่ายคนทำงานอยู่ หากเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แมชชิ่ง(จับคู่)กันก่อนจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะช่วยตัดระบบนายหน้าออกไปได้ ควรมีการระบุค่าใช้จ่ายต่างๆไว้ให้ชัดเจน และทำสัญญาจ้างให้ชัดเจนด้วย” นายอดิศร กล่าว

ที่มา: สำนักข่าวชายขอบ, 22/9/2568 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง