ราชกิจจาฯ ประกาศให้หญิงลาคลอดบุตร ได้ 120 วัน ลูกป่วยลาได้อีก 15 วัน
เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2568 ความว่า พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลซึ่งมาตรา 26 ประกอบกับมาตรา 27 และมาตรา 40 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชบัญญัตินี้เพื่อเป็นการยกระดับการคุ้มครองลูกจ้างซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มีความมั่นคงในการทำงานและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งการตราพระราชบัญญัตินี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา 26 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา
โดยให้เรียกพระราชบัญญัตินี้ว่า “พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2568” และให้บังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 30 วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ซึ่งเนื้อหาหลักคือให้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์มีสิทธิลาเพื่อคลอดบุตรครรภ์หนึ่งไม่เกิน 120 วัน หรือตามจำนวนวันที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา โดยให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงมีครรภ์ในวันลาเพื่อคลอดบุตร เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน
และลูกจ้างหญิงซึ่งใช้สิทธิลาเพื่อคลอดบุตรตามวรรคหนึ่งแล้ว มีสิทธิลาต่อเนื่องเพื่อเลี้ยงดูบุตรได้อีกไม่เกิน 15 วัน ในกรณีที่บุตรมีภาวะเจ็บป่วยที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อน มีความผิดปกติ หรือมีภาวะความพิการ ทั้งนี้ ให้ลูกจ้างแสดงใบรับรองแพทย์แผนปัจจุบันประกอบการลาด้วย โดยให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาในอัตราร้อยละ 50 ของค่าจ้างสำหรับวันที่ลา
ทั้งนี้ให้ลูกจ้างมีสิทธิลาเพื่อช่วยเหลือคู่สมรสซึ่งคลอดบุตรครรภ์หนึ่งได้ไม่เกิน 15 วัน โดยใช้สิทธิก่อนหรือในวันลาภายใน 90 วัน นับแต่วันที่คลอดบุตร โดยให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้แก่ลูกจ้างเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานตลอดระยะเวลาที่ลาแต่ไม่เกิน 15 วัน
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 8/11/2568
บอร์ดเพิ่มขีดแข่งขัน เคาะ 2 มาตรการใหญ่ หนุน SME ไทยยกระดับการผลิต สร้างแรงงาน 1 แสนคนตอบโจทย์อุตฯ เป้าหมาย
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้BOI ซึ่งมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นประธานวันนี้ มีมติเห็นชอบ 2 มาตรการสำคัญเพื่อขับเคลื่อนการลงทุนเพื่ออนาคตภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล
มาตรการแรก คือ “มาตรการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน” โดยจะให้เงินทุนสนับสนุนในสัดส่วนร้อยละ 30-50 ของเงินลงทุนและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อบริษัท โดยมาตรการนี้จะใช้วงเงินประมาณ 3,000 ล้านบาท ครอบคลุม 3 ด้านหลัก ได้แก่ การปรับปรุงประสิทธิภาพกิจการเดิมด้วยเทคโนโลยีทันสมัย เช่น ระบบอัตโนมัติและเทคโนโลยีดิจิทัล การวิจัยและพัฒนา (R&D) และการปรับเปลี่ยนกิจการเดิมไปสู่อุตสาหกรรมใหม่และอุตสาหกรรมสีเขียว
ผู้ยื่นขอใช้สิทธิตามมาตรการนี้ต้องเป็นนิติบุคคลที่มีหุ้นไทยไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ได้แก่ เกษตร อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ การแพทย์ และยานยนต์ โดยต้องลงทุนขั้นต่ำ 50 ล้านบาท แต่กรณีเป็น SMEs ที่ขึ้นทะเบียนในโครงการ SME ONE ID ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ต้องลงทุนขั้นต่ำ 20 ล้านบาท ทั้งนี้ต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 12 เดือนนับจากวันออกบัตรส่งเสริม
ทั้งนี้จากการหารือกับภาคเอกชน คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมโครงการประมาณ 30-40 ราย ที่มีความพร้อมที่จะลงทุน โดยการสนับสนุนจะแบ่งเป็นอุดหนุน 50% สำหรับโครงการ R&D 30% สำหรับการเปลี่ยนเครื่องจักร แต่หากเป็นการใช้เครื่องจักรที่มีการใช้ Local Contenrt ก็จะได้อุดหนุน 50%
นอกจากนี้ เนื่องจากการให้เงินสนับสนุนจากกองทุนเป็นการเบิกจ่ายหลังจากที่ผู้ประกอบการดำเนินการตามเงื่อนไขแล้ว บีโอไอจึงร่วมกับสมาคมธนาคารไทยในการพัฒนาสินเชื่อในรูปแบบ Bridging Loan และกำหนดอัตราดอกเบี้ยพิเศษจากสถาบันการเงิน เพื่อเสริมสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการระหว่างรอการเบิกจ่าย
มาตรการที่สอง คือ “มาตรการสร้างบุคลากรทักษะสูงสำหรับอุตสาหกรรมยุคใหม่” โดยกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ภายใต้วงเงินประมาณ 2,000 ล้านบาท
เพื่อจะสนับสนุนเงินให้กับมหาวิทยาลัย/สถาบันฝึกอบรมที่จะเป็นหน่วยงานแม่ข่าย (Node) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมและยกระดับทักษะของกำลังคนระดับ ปวส. ขึ้นไป โดยมีเป้าหมายพัฒนาบุคลากร 1 แสนคน แบ่งเป็นนักศึกษาที่เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน 30,000 คน และบุคลากรในตลาดแรงงานที่ต้องการยกระดับหรือปรับเปลี่ยนทักษะ (Upskill & Reskill) 70,000 คน
รูปแบบการฝึกอบรมครอบคลุมทั้งแบบ Bootcamp, Onsite & Online Training รวมทั้งการฝึกปฏิบัติจริงในสถานประกอบการ โดยหลักสูตรต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับเทคโนโลยีสมัยใหม่หรือองค์ความรู้ขั้นสูง และต้องได้รับการรับรองโดยคณะกรรมการภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยเงินสนับสนุนจะครอบคลุมค่าฝึกอบรม ค่าเดินทาง ค่าเบี้ยเลี้ยงระหว่างฝึกงาน และค่าตอบแทนผู้ดูแลการฝึกงาน ทั้งนี้ต้องยื่นคำขอภายในเดือนมกราคม 2569 และดำเนินการฝึกอบรมให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือนนับจากวันออกบัตรส่งเสริม
นายนฤตม์ กล่าวว่ามาตรการที่บอร์ดอนุมัติในครั้งนี้จะเป็นการพลิกบทบาทกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้เป็นเครื่องมือด้านการเงินที่ใช้ในการยกระดับอุตสาหกรรมไทย ทั้งด้านการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยปรับตัวเพื่อยกระดับเทคโนโลยีและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการสร้างบุคลากรทักษะสูงเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ นับเป็นแคมเปญสร้างบุคลากรสำหรับภาคอุตสาหกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ ซึ่งการยกระดับขีดความสามารถทั้งสองด้านนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถอยู่รอด แข่งขันได้ และเติบโตอย่างยั่งยืน
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 8/11/2568
กมธ.แรงงาน วุฒิสภา เชิญสำนักงานประกันสังคม ชี้แจงรายละเอียดประกันสังคมสูตร Care สูตรคำนวณชราภาพแบบใหม่ ผู้ประกันตน ม.33-39
8 พฤศจิกายน 2568 การประชุมคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การแรงงาน วุฒิสภา ที่มีนายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณาการปรับสูตรคำนวณชราภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 และมาตรา 39 หรือสูตรบำนาญชราภาพ โดยที่ประชุมได้เชิญผู้แทนสำนักงานประกันสังคม เข้าให้ข้อมูล กรณีที่จะปรับสูตรคำนวณชรภาพของผู้ประกันตน หรือเรียกว่าประกันสังคมสูตร Care (Career-Average Revalued Earnings) สำหรับสูตรใหม่ในการคำนวณเงินบำนาญชราภาพให้กับผู้ประกันตนดังกล่าว จะนำรายได้เฉลี่ยตลอดชีวิตการทำงานของผู้ประกันตนที่มีการนำส่งเงินสมทบ มาเป็นฐานในการคำนวณแทนที่สูตรเดิมที่ใช้ฐานเงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ เป็นฐานเงินเดือนเฉลี่ยตลอดช่วงเวลาที่มีการจ่ายเงินสมทบ โดยสูตรใหม่นี้มีเป้าหมายเพื่อให้ผู้ประกันตนที่ได้รับค่าจ้างต่ำในอดีตแต่มีค่าจ้างสูงขึ้นในช่วงใกล้เกษียณ ได้รับเงินบำนาญที่ยุติธรรม และป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีค่าจ้างต่ำในอดีตแต่ค่าจ้างสูงขึ้นกะทันหัน ได้รับประโยชน์เกินจริง หรือผู้ที่จ่ายเงินสมทบมานาน แต่ได้บำนาญน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งนี้ส่วนของการคุ้มครองกรณีผู้ที่รับเงินบำนาญอยู่แล้วหรือผู้ที่จะเกษียณในช่วง 5 ปีแรกของการเปลี่ยนผ่าน สำนักงานประกันสังคมยืนยันว่าเงินบำนาญที่ได้รับจะไม่ลดลงจากเดิมอย่างแน่นอน และจะมีมาตรการชดเชยส่วนต่างในช่วงเปลี่ยนผ่าน ทั้งนี้ การบังคับใช้สูตรใหม่ได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณารับฟังความเห็นจากผู้ประกันตนแล้ว คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ประมาณเดือน มีนาคม 2569 นี้
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 8/11/2568
กสร. - สคช. สำนักงานอัยการสูงสุด จับมือคุ้มครองสิทธิแรงงาน มุ่งบูรณาการช่วยเหลือทางกฎหมายรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
7 พฤศจิกายน 2568 - กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) และสำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน (สคช.) สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ลงนามใน "บันทึกความตกลงว่าด้วยความร่วมมือด้านการคุ้มครองสิทธิและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ใช้แรงงาน" เพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในการคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ใช้แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การลงนามดังกล่าวมีขึ้น โดยมี เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และ นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง อธิบดีอัยการ สำนักงานคุ้มครองสิทธิและช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ประชาชน สำนักงานอัยการสูงสุด เป็นผู้ลงนาม โดยมี นายพงศ์เทพ เพชรโสม รองอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และ นายนิรันด์ ยั่งยืน รองอธิบดีอัยการฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมรามาการ์เด้นส์ หลักสี่ กรุงเทพมหานคร
เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า การลงนามในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การบูรณาการความร่วมมืออย่างแท้จริงในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางกฎหมายแก่แรงงานทั้งในระบบและนอกระบบ ทั้งสองฝ่ายจะได้ร่วมกันถ่ายทอดความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิหน้าที่ตามกฎหมาย มาตรฐานแรงงาน การคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัยในการทำงาน และสวัสดิการแรงงาน นอกจากนี้ยังเป็นการร่วมมือสนับสนุนการปฏิบัติงานในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนจากการถูกละเมิดสิทธิของผู้ใช้แรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่สภาพเศรษฐกิจมีความผันผวนและเกิดการจ้างงานรูปแบบใหม่ ๆ ซึ่งนำมาสู่ความซับซ้อนของปัญหาการละเมิดสิทธิด้านแรงงานที่หลากหลายมากขึ้น
อธิบดี กสร. กล่าวต่อไปว่า ด้วยความร่วมมือนี้ ทั้งสองฝ่ายจะสามารถยกระดับกลไกการคุ้มครองสิทธิและให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ใช้แรงงานให้เข้าถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาและการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายได้ โดยสะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งขอบเขตความร่วมมือครอบคลุมตั้งแต่การจัดทำโครงการเผยแพร่ความรู้ ทั่วประเทศ การให้คำปรึกษา แนะนำ เกี่ยวกับกฎหมายแรงงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไปจนถึงการร่วมกันให้ความช่วยเหลือทางอรรถคดี และการประสานส่งต่อเรื่องขอความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ซึ่งเราจะหาแนวทางร่วมกันในการลดขั้นตอน อันเป็นการลดภาระแก่ผู้ขอความช่วยเหลือ รวมถึงการพัฒนาและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบุคลากรทางวิชาการ เพื่อให้แรงงานและประชาชนได้รับความเป็นธรรมตามกฎหมายอย่างทั่วถึง สิ่งเหล่านี้คือความมุ่งมั่นของเราทั้งสองหน่วยงานในการทำงานเชิงรุก เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้ใช้แรงงานของประเทศ
สบส. เตรียมดัน 21 รพ.เอกชน เข้าระบบตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว
7 พฤศจิกายน 2568 ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า ตามที่ สบส.พบข้อร้องเรียนการให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว โดยสถานพยาบาลเอกชนที่มิได้ขออนุญาตกับ สบส. หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) ซึ่งอาจมีการให้บริการที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานของ สธ.โดยข้อมูลจากกองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ สบส. แสดงให้เห็นว่ามีสถานพยาบาลเอกชนที่ให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว จำนวนทั้งสิ้น 93 แห่ง แบ่งเป็น สถานพยาบาลเอกชนที่ขึ้นทะเบียนกับกรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน 75 แห่ง (โรงพยาบาล 68 แห่ง คลินิก 7 แห่ง) และไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับ กกจ. 18 แห่ง
“โดยในจำนวนนี้ มีโรงพยาบาลเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้บริการตรวจสุขภาพแรงต่างด้าวจาก สธ.และ กกจ.แล้ว 47 แห่ง (กรุงเทพมหานคร 19 แห่ง ส่วนภูมิภาค 28 แห่ง) โดยการให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวนั้น สธ.อนุญาตให้เฉพาะสถานพยาบาลประเภทที่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน หรือโรงพยาบาลเท่านั้น ส่วนสถานพยาบาลประเภทที่ไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน หรือคลินิกไม่สามารถให้บริการได้ และก่อนเปิดให้บริการจะต้องขออนุญาตและขึ้นทะเบียนจาก สธ. และกระทรวงแรงงานควบคู่กันเสียก่อน ซึ่ง สบส.จะเร่งผลักดันให้โรงพยาบาลเอกชนที่เหลือ อีก 21 แห่ง ที่ยังไม่ได้ขออนุญาตให้บริการตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าวจาก สบส. และ สสจ.ในพื้นที่ มาขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย” ทพ.อาคม กล่าว
ทั้งนี้ รองอธิบดี สบส. กล่าวว่า สบส.จะมีการหารือวางแนวทางแก้ไขปัญหาร่วมกับ กกจ. โดยทั้ง 2 หน่วยงาน จะร่วมทบทวน และตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลเอกชนที่ได้รับอนุญาตให้ตรวจสุขภาพแรงงานต่างด้าว เพื่อให้เป็นเอกภาพและตรงกันอย่างชัดเจน พร้อมจัดทำคู่มือหรือแนวปฏิบัติร่วมระหว่าง 2 หน่วยงาน เพื่อให้นายจ้างและแรงงานต่างด้าวสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่ถูกต้องได้โดยสะดวกและโปร่งใส โดยระหว่างจัดทำคู่มือสามารถตรวจสอบรายชื่อสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองจาก สบส. และ สสจ. ผ่านทางเว็บไซต์กองสถานพยาบาลและการประกอบโรคศิลปะ
ที่มา: มติชนออนไลน์, 7/11/2568
4 สมาคมก่อสร้าง ถก นายกฯ ชง ขอชดเชยค่าเค-แก้แรงงานขาดแคลน-ปรับปรุงสัญญา คลายกฎระเบียบ หวังเพิ่ม GDP
วันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ห้องสีม่วง ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล สมาคมวิศวกรที่ปรึกษาแห่งประเทศไทย วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) สมาคมสถาปนิกสยาม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสมาคมอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เข้าพบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เพื่อหารือประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาควิศวกรรม สถาปัตยกรรม และอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศ โดยมีนายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายพงษ์นรา เย็นยิ่ง อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง และนายชยันต์ เมืองสง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร เข้าร่วม
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกฯรับทราบภาพรวมอุตสาหกรรมก่อสร้างว่ามีมูลค่าประมาณ 1.4 แสนล้านล้านบาท และมีการจ้างงานประมาณ 4 ล้านคน ซึ่งจากการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่าหากมีการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมจะสามารถเพิ่ม GDP ของประเทศได้ไม่ต่ำกว่า 0.5% โดยทั้ง 4 สมาคมฯ ได้เสนอการจัดสรรงบประมาณเพื่อจ่ายเงินชดเชยค่างานก่อสร้าง (ค่า K) การขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้าง การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการก่อสร้าง การออกระเบียบ และกำหนดระยะเวลาการบริหารสัญญาให้ชัดเจน การเข้ามาของต่างชาติโดยการลงทุนผ่านนอมินี การแก้ไขปรับปรุงสัญญางานก่อสร้าง ทั้งงานภาครัฐ และงานเอกชนให้เป็นสากลและให้มีความเป็นธรรม การปรับปรุงราคากลาง และการคิดต้นทุนที่ครบถ้วนและเหมาะสมตาม TOR การจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อกำกับดูแล และยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้าง เป็นต้น
โฆษกรัฐบาล กล่าวว่า นายกฯได้รับประเด็นปัญหา และข้อเสนอของทั้ง 4 สมาคมฯ เพื่อหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎ ระเบียบ หรือประกาศที่เกี่ยวข้องต่างๆ ที่ไม่ใช่การแก้หรือตรากฎหมายขึ้นใหม่ เพราะตรากฎหมายใหม่ต้องใช้เวลา รวมถึงการดำเนินการการจ่ายค่า K ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการ อุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ทั้งรายเล็กและขนาดกลาง โดยรัฐบาลพร้อมสนับสนุนให้มีการจัดตั้งองค์กรกลางเพื่อกำกับดูแล และยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้าง เพื่อให้ไม่เกิดความเหลื่อมล้ำในการปฏิบัติ และมีบรรทัดฐานที่ถูกต้องให้กับผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกร และการก่อสร้างที่ได้มาตรฐานให้กับประเทศไทย
ที่มา: มติชนออนไลน์, 6/11/2568
คาดปี 2580 ไทยขาดแคลนแรงงานภาคการดูแลกว่า 250,000 คน
รายงานฉบับใหม่ของ ILO ซึ่งเผยแพร่เนื่องในวันการดูแลและสนับสนุนสากล (International day for Care and Support)คาดการณ์ว่าความต้องการแรงงานในเพื่อการดูแลที่บ้านให้กับผู้สูงอายุในประเทศไทยจะเพิ่มสูงขึ้นตามอัตราการสูงวัยของประชากร การศึกษานี้เสนอให้มีการลงทุนมากขึ้นในระบบการดูแลในระดับชุมชน และการสร้างงานที่มีคุณค่าให้กับแรงงานในภาคเศรษฐกิจใส่ใจทั้งแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติ
ประเทศไทยมีแนวโน้มความต้องการการดูแลภายในบ้านแก่ผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก รายงานฉบับใหม่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ไอแอลโอ) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2580 ประเทศไทยจะมีความต้องการที่จะจ้างงานแรงงานเพื่อการดูแลที่บ้านให้กับผู้สูงอายุมากขึ้นกว่า 250,000 คน โดยในจำนวนนี้จะเป็นแรงงานข้ามชาติประมาณ 55,000 คน
รายงาน “Care at home: การคาดการณ์ความต้องการแรงงานไทยและแรงงานข้ามชาติเพื่อการดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน” พบว่า เมื่อโครงสร้างครอบครัวเปลี่ยนไปและการดูแลผู้สูงอายุโดยสมาชิกในครอบครัวแบบที่ไม่ต้องเสียค่าจ้างจะลดลง ความต้องการในการจ้างแรงงานแบบมีค่าตอบแทนเพื่อการดูแลผู้สูงอายุอยู่ที่บ้านจะเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 70 ใน 12 ปีข้างหน้า
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 6/11/2568
กกร. ชี้แรงงานเปราะบาง อัตราว่างงานแตะ 2.1% สูงสุดรอบ 2 ปี
ดร.พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าไทย เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ร่วมกับ นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธาน ส.อ.ท. และนายกอบศักดิ์ ดวงดี เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย เพื่อสรุปภาพเศรษฐกิจและข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาล
กกร. ประเมินว่า แม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มขยายตัวดีกว่าคาด ล่าสุด IMF คาดเศรษฐกิจโลกปี 2568 โต 3.2% หนุนจากเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ยังเติบโตดี แต่ไทยกลับได้รับประโยชน์จำกัด เนื่องจากโครงสร้างการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวมีสัดส่วน Local Content ต่ำ จึงไม่ส่งต่อเป็นมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจเท่าที่ควร
ด้านคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2568 กกร. ยังคงกรอบประมาณการเดิม GDP โตเพียง 1.8–2.2% แม้การส่งออกคาดโตสูงถึง 9.5–10.5% แต่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ รวมถึงทองคำ ขณะที่การนำเข้าขยายตัวสูงถึง 10.2% กระทบต่อดุลการผลิตในประเทศ ขณะเดียวกันเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับต่ำเพียง -0.1% ถึง 0.1%
กกร. ชี้ว่า ตลาดแรงงานยังเปราะบาง โดยอัตราว่างงานในกองทุนประกันสังคมไตรมาส 2/68 แตะ 2.1% สูงสุดรอบ 2 ปี กลุ่มแรงงานอุตสาหกรรมและเด็กจบใหม่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันระหว่างประเทศและสงครามการค้า ขณะที่แรงงานนอกระบบสูงขึ้นจากช่วงโควิด กดทับผลิตภาพแรงงานและกำลังซื้อ
ภาคการเงิน ต้นทางจากสมาคมธนาคารไทย รายงานความคืบหน้าแนวทางแก้หนี้ครัวเรือนผ่านกลไก Debtor Centric โดยรวมศูนย์บริหารหนี้รายย่อยผ่าน SAM และ JV AMC รองรับลูกหนี้ 3.4 ล้านราย และยอดหนี้รวม 122,000 ล้านบาท พร้อมวางระบบข้อมูลศักยภาพลูกหนี้เพื่อช่วยกลับคืนสู่กลไกตลาด
ขณะเดียวกัน ที่ประชุมรับทราบความคืบหน้าโครงการ “Reinvent Thailand” ผลักดัน 6 อุตสาหกรรมสำคัญ ได้แก่ เกษตร–อาหาร, ยานยนต์, อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ, การแพทย์–สุขภาพ, ท่องเที่ยว และค้าปลีก โดยใช้แนวคิดสร้างความแข็งแรงทั้ง Supply Chain และโมเดล “พี่ช่วยน้อง” ให้ธุรกิจใหญ่ประคอง SMEs ควบคู่การปฏิรูปกฎเกณฑ์เพื่อรองรับการแข่งขัน
อย่างไรก็ดี กกร. แสดงความกังวลต่อ ร่างกฎหมายใหม่ ที่ยังไม่มีการประเมินผลกระทบ (RIA) อย่างรอบด้าน ได้แก่ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, ร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด และร่าง พ.ร.บ.โรงงาน ซึ่งอาจสร้างภาระต้นทุนสูงให้ภาคธุรกิจ โดยเฉพาะ SMEs และบั่นทอนความเชื่อมั่นนักลงทุน กกร. จึงเรียกร้องให้ปรับปรุงกฎหมายด้วยกระบวนการ RIA มาตรฐานสากล เปิดรับฟังทุกฝ่ายอย่างรอบคอบ
ในเวลาเดียวกัน กกร. สนับสนุนความพยายามของรัฐบาลในการยกระดับระบบราชการ ผ่านร่าง พ.ร.บ.ยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย และร่าง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกฯ ฉบับใหม่ รวมถึงการเดินหน้า “Regulatory Guillotine” เพื่อลดกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ โดย กกร. จะทำงานร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เพื่อผลักดันให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
กกร. ยังกล่าวถึงปัจจัยภายนอกที่ต้องติดตาม ได้แก่ การเจรการค้าระหว่างไทย–สหรัฐฯ รวมถึง คำพิพากษาศาลฎีกาสหรัฐฯ ว่าด้วยอำนาจประธานาธิบดีในการจัดเก็บภาษี ซึ่งอาจส่งผลต่อภูมิทัศน์การค้าและเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
กกร. เห็นว่า หวังฐบาลเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 2569 เร่งมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ส่งเสริม SMEs และนโยบาย Made in Thailand ตาม Quick Big Win จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยปี 2568 ให้ใกล้เคียงระดับ 2.5% เหมือนปีก่อนหน้า
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 5/11/2568
สธ.–แรงงาน ผนึกเชื่อม “ใบรับรองแพทย์ดิจิทัล” สู่ระบบ e-Self Service หนุนผู้ประกันตน ม.40 เบิกสิทธิเร็ว ลดภาระเจ้าหน้าที่
วันที่ 5 พ.ย. 2568 ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และผู้บริหารระดับสูงของทั้งสองกระทรวง ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ "การเชื่อมโยงข้อมูลบริการด้านสาธารณสุข บน Digital Health Platform และข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล (DSA)" ระหว่าง นายแพทย์สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และ พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน
นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รักษาราชการแทนปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวเปิดว่า ตามที่กระทรวงสาธารณสุขมีนโยบายมุ่งพัฒนาและยกระดับระบบสุขภาพดิจิทัล โดยมี Digital Health Platform ของกระทรวงสาธารณสุข เป็นกลไกหลักในการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจากโรงพยาบาลในทุกระดับอย่างบูรณาการ และเป็นเครื่องมือที่สำคัญช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย ตัวอย่างเช่น การนัดหมายออนไลน์เพื่อใช้บริการที่โรงพยาบาล, ระบบการแพทย์ทางไกล, การดูประวัติข้อมูลสุขภาพ, ปรึกษาชน, การขอใบรับรองแพทย์ดิจิทัล โดยมีเป้าหมายเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ที่จะได้รับบริการที่ดีและรวดเร็ว มีประสิทธิภาพสูงสุดในระบบ
ความร่วมมือในวันนี้เป็นอีกก้าวสำคัญในการบูรณาการความร่วมมือข้อมูลสุขภาพดิจิทัลระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงาน ซึ่งท่านผู้บริหาร 2 กระทรวง กำหนดให้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ในการเชื่อมโยงข้อมูลบริการด้านสาธารณสุข และข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคล โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 จำนวน 12 ล้านคน ระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงแรงงาน โดยเน้นข้อมูลใบรับรองแพทย์ดิจิทัล บน Digital Health Platform ของกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเข้ากับระบบเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์ทดแทนผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Self Service เพื่อใช้สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพการให้บริการ ลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารงาน สิทธิประโยชน์ ตามพระราชบัญญัติประกันสังคม 2533 ทั้งหมดนี้จะดำเนินการภายใต้แนวทางการปฏิบัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA และมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ที่เข้มงวด
นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือ และ Data sharing agreement ในครั้งนี้ เป็นเครื่องมือพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นของ 2 กระทรวงหลัก ที่ดูแลสุขภาพและสวัสดิการของชาติ ในการขับเคลื่อนตามหลักการรัฐบาลดิจิทัลอย่างแท้จริง เพราะข้อมูลด้านสุขภาพ และข้อมูลด้านสิทธิประโยชน์สังคม จำเป็นต้องได้รับการบูรณาการเข้าด้วยกัน ภายใต้หลักการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลที่เข้มงวด
ความร่วมมือนี้ จะส่งผลให้ การเชื่อมโยงข้อมูลใบรับรองแพทย์ดิจิทัลของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 สามารถเข้าถึงสิทธิเบิกจ่ายประโยชน์ทดแทน ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย ลดความจำเป็นในการเดินทาง ลดการใช้เอกสารด้านกระดาษ ลดภาระงานของเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย ซึ่งเป็นการสร้างประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการสิทธิ ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงสวัสดิการได้อย่างเป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นและความสะดวกสบายให้กับประชาชน กระทรวงสาธารณสุขขอมุ่งมั่นที่จะส่งมอบบริการที่รวดเร็ว ตรงจุด และปลอดภัย เพื่อการมีสุขภาพที่ดีของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง
พ.ต.ท. วรรณพงษ์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือ และข้อตกลงการแบ่งปันข้อมูลส่วนบุคคลในครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงปฏิบัติ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบสุขภาพของประเทศ กับระบบการเบิกจ่ายผลประโยชน์ทดแทนของผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ซึ่งจะช่วยให้กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม สามารถเข้าถึงข้อมูลใบรับรองแพทย์ดิจิทัลได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว ปลอดภัย ลดภาระเอกสารของผู้ประกันตน และยกระดับสิทธิ์ ประสิทธิภาพการให้บริการภาครัฐให้ก้าวนำยุคสมัยรัฐบาลดิจิทัล
ความร่วมมือในครั้งนี้ ยังสะท้อนถึงการบูรณาการระบบการทำงานของทั้งสองกระทรวงอย่างแท้จริง โดยใช้มาตรฐานข้อมูลเดียวกันและอยู่ภายใต้การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเข้มงวด ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และความปลอดภัยในการให้บริการของภาครัฐ รวมทั้งเป็นการปรับกระบวนการบริหารงานของเจ้าหน้าที่ อันจะนำไปสู่ประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารจัดการข้อมูล และช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการบริการของประชาชนได้อย่างเป็นรูปธรรม
เป้าหมายสูงสุดของความร่วมมือในวันนี้ ไม่ได้อยู่แต่ความสำเร็จของระบบเทคโนโลยี แต่คือการสร้างความเชื่อมั่น และความสะดวกสบายให้กับผู้ประกันตนและประชาชนผู้รับบริการ กระทรวงแรงงานขอมุ่งมั่นที่จะพัฒนาระบบบริการให้มีความรวดเร็ว ถูกต้อง และปลอดภัย เพื่อให้สอดคล้องกับยุคสมัยที่เทคโนโลยีต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างแท้จริง
นายพัฒนา กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขมุ่งมั่นขับเคลื่อนยกระดับมาตรฐาน และคุณภาพระบบสาธารณสุขของประเทศด้วยการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ เป็นเครื่องมือในการสนับสนุนการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน และในปีนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้สานต่อนโยบายดังกล่าวผ่านนโยบาย "หมอไม่ล้า ประชาชนไม่รอ" เชื่อมต่อทุกบริการผ่านเทคโนโลยี ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยเพิ่มความสะดวก รวดเร็วในการทำงานในการให้บริการ ลดภาระงานของบุคลากร ตลอดจนยกระดับการให้บริการทางการแพทย์
การเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในระดับประเทศในครั้งนี้ นำไปสู่การเชื่อมโยงข้อมูลใบรับรองแพทย์ดิจิทัล ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดอย่างเป็นรูปธรรม ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางของกลุ่มผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ลดภาระการจัดเก็บเอกสาร ที่สำคัญการลดภาระและยังเป็นการลดภาระของเจ้าหน้าที่ทั้งสองฝ่าย โดยดำเนินการภายใต้ Data Sharing Agreement อย่างรัดกุม ภายใต้หลักการความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลอย่างสูงสุด เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าข้อมูลจะถูกนำไปใช้อย่างปลอดภัยและเป็นประโยชน์อย่างแท้จริง
การลงนามในครั้งนี้ เป็นหนึ่งในหลายกระบวนการที่ทำในเรื่องของการเชื่อมโยงฐานข้อมูล ที่กระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมมือกับหลายหน่วยงาน อาทิเช่น กระทรวง DE, กทม., แล้วก็โรงเรียนแพทย์ต่าง ๆ ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งไม่เพียงแต่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการข้อมูลเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดูแลประชาชนทุกคนอย่างเท่าเทียม มุ่งมั่นที่จะสร้างสุขภาพที่ดี ควบคู่ไปกับคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ใช้แรงงานทุกคน
นางสาวตรีนุช กล่าวว่า เป็นอีกก้าวหนึ่งในการขับเคลื่อนในเรื่องของ Digital Government หรือรัฐบาลดิจิทัล ซึ่งจะไปพัฒนาในระบบในด้านของแรงงานของผู้ประกันตนให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และปลอดภัยยิ่งขึ้น สำหรับการเชื่อมโยงในเบื้องต้น เป็นเรื่องของการรับรองแพทย์ดิจิทัล ซึ่งก็เป็นการยกระดับในเรื่องของการบริการให้กับภาครัฐ ลดข้อจำกัดในการดำเนินการ และค่าใช้จ่าย ตลอดจนลดขั้นตอนในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ทั้ง 2 ฝ่าย ที่จะทำให้มีความสะดวก รวดเร็ว ให้กับผู้ประกันตนและประชาชน ทำให้ผู้ประกันตน และประชาชน ได้เข้าถึงสวัสดิการอย่างสะดวก รวดเร็วมากยิ่งขึ้น
การร่วมมือในครั้งนี้ เป็นการเชื่อมโยงในเรื่องของใบรับรองแพทย์ ที่ผ่านระบบ Digital Health Platform ซึ่งจะเชื่อมโยงกับระบบ E-service ของระบบประกันสังคม กระทรวงแรงงาน ซึ่งใน 1 ปี ได้ทราบว่า มีผู้ประกันตน และพี่น้องประชาชนมาใช้บริการในเรื่องของใบรับรองแพทย์กว่า 500,000 รายการ ซึ่งระบบในวันนี้จะอำนวยความสะดวก และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ประกันตนในการเบิกจ่ายทดแทน
การลงนามในครั้งนี้ เป็นภาพสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทั้ง 2 กระทรวง ในการที่จะจัดระบบข้อมูลที่อยู่ภายใต้หลักธรรมาภิบาล โดยคำนึงถึงความปลอดภัย โปร่งใส และคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของพี่น้องประชาชนอย่างเคร่งครัด
ก.แรงงาน ประชุมทีมประชาสัมพันธ์ เร่งสื่อสารขับเคลื่อนนโยบายสู่ประชาชน
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ประธานคณะทำงานด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะทำงานฯ โดยมี นางสาวบุณณดา สุปิยพันธุ์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) นางสาวกรจิรัฏฐ์ พงจันทร์ศธร ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย คณะที่ปรึกษารัฐมนตรี ประชาสัมพันธ์จากทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมแสงสิงแก้ว ชั้น 5 อาคารกระทรวงแรงงาน และการประชุมผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
สำหรับการประชุมดังกล่าว ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาแนวทางการขับเคลื่อนงานด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงสื่อสารถึงประชาชนมากที่สุด
ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 5/11/2568
JobThai เผยคีย์เวิร์ดคนหางาน 'หยุดเสาร์-อาทิตย์' และ 'จบใหม่' มาแรง
ภาพรวมตลาดแรงงานไทยช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 (มกราคม–กันยายน) ข้อมูลโดย จ๊อบไทย (JobThai) ผู้ให้บริการหางาน สมัครงาน ออนไลน์ จากฐานข้อมูลการเปิดรับสมัครงานและการสมัครงานทั่วประเทศ พบว่าตลาดแรงงานไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง มีการเปิดรับสมัครงานรวมกว่า 1,758,029 อัตรา เพิ่มขึ้น 2.18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ในช่วงเวลาเดียวกัน มีการสมัครงานผ่าน JobThai รวมกว่า 17.5 ล้านครั้ง โดยวันจันทร์เป็นวันที่มีการสมัครงานมากที่สุด และช่วงเวลา 11.00–12.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ผู้สมัครนิยมสมัครงานมากที่สุด
แสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการจ๊อบไทย www.jobthai.com เปิดเผยว่า จากการรวบรวมและวิเคราะห์ฐานข้อมูลความต้องการแรงงานและพฤติกรรมความต้องการของผู้สมัครงานทั่วประเทศของผู้ใช้งานจ๊อบไทยพบสถิติที่น่าสนใจ ดังนี้
จากข้อมูลของ JobThai พบว่า 5 อุตสาหกรรมหลัก ที่มีความต้องการแรงงานมากที่สุดในปีนี้ ได้แก่
- ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม (168,556 อัตรา) – แม้เศรษฐกิจโดยรวมชะลอตัว แต่การบริโภคยังเป็นสิ่งสำคัญและเป็นอุตสาหกรรมใหญ่ของประเทศ รวมถึงไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่ยังนิยมการรับประทานอาหารนอกบ้านและบริการเดลิเวอรี ทำให้ยังเป็นอุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานสูงที่สุด
ธุรกิจค้าปลีก (148,706 อัตรา) – โดยเฉพาะกลุ่มร้านสะดวกซื้อและซูเปอร์มาร์เก็ต ที่ยังคงจ้างงานต่อเนื่อง รวมถึงร้านค้าปลีกสินค้าแฟชั่น สุขภาพ และความงาม ที่เติบโตจากเทรนด์รักสุขภาพในทุกช่วงวัย
ธุรกิจยานยนต์ (118,150 อัตรา) – ได้แรงหนุนจากนโยบายภาครัฐที่ดึงดูดการลงทุนด้านรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ทำให้เกิดการจ้างงานในกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วน และตัวแทนจำหน่าย
ธุรกิจบริการ (116,222 อัตรา) – โดยเฉพาะบริการเอาท์ซอร์สซิ่ง (Outsourcing) เช่น งานบริการลูกค้า, งานจัดหางาน, IT Service และนอกจากนี้ยังมีงานบริการสุขภาพ
ธุรกิจก่อสร้าง (96,980 อัตรา) – ได้แรงหนุนจากโครงการก่อสร้างของภาครัฐที่ยังเดินหน้าต่อเนื่อง แม้ภาคเอกชนจะชะลอตัว
ขณะเดียวกัน ธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์ กลายเป็นดาวรุ่งของตลาดแรงงาน โดยมีตำแหน่งงานเปิดรับกว่า 92,138 อัตรา เพิ่มขึ้น 30% จากปีก่อน สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะฐานการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำคัญของโลก แม้จะเผชิญแรงกดดันจากนโยบายภาษีการค้าระหว่างประเทศ
ผู้บริหารจ๊อบไทย กล่าวต่ออีกว่า สำหรับ 5 สายงานที่องค์กรเปิดรับมากที่สุด อันดับหนึ่ง งานขาย คิดเป็น 21.38% อันดับสอง งานช่างเทคนิค คิดเป็น 9.53% อันดับสาม งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ คิดเป็น 9.03% อันดับสี่ งานวิศวกรรม คิดเป็น 5.84% อันดับห้า งานธุรการ/จัดซื้อ คิดเป็น 5.71% ของอัตราการเปิดรับในแต่ละเดือนรวมกัน
ด้าน 5 สายงานที่มีผู้สมัครมากที่สุด พบว่า งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ มีการสมัครสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่งคิดเป็น 13.55% อันดับสองงานธุรการ/จัดซื้อ คิดเป็น 11.99%% อันดับสามงานวิศวกรรม คิดเป็น 9.54% อันดับสี่งานทรัพยากรบุคคล คิดเป็น 7.96% อันดับห้างานขาย คิดเป็น 7.86% ของผู้สมัครทั้งหมด
ในมิติของทักษะการทำงาน พบว่า องค์กรต้องการคนทำงานที่มีทักษะความรู้ด้าน AI และความสามารถในการใช้เครื่องมือ AI สูงขึ้น โดยเฉพาะสายงานดังนี้ 1. งานคอมพิวเตอร์/ไอที ได้แก่ ChatGPT, Machine Learning, TensorFlow, PyTorch, OpenCV, Natural Language Processing (NLP), Large Language Models (LLM) 2. งานการตลาด ได้แก่ ChatGPT, Gemini, Claude, Midjourney 3. งานออกแบบ/กราฟิก ได้แก่ ChatGPT, Gemini, Midjourney 4. งานวิศวกรรม ได้แก่ Computer Vision, ChatGPT, Machine Learning, Deep Learning 5. งานทรัพยากรบุคคล ได้แก่ ChatGPT, Gemini
“ไลฟ์สด / TikTok” เป็นคีย์เวิร์ดที่มาแรงติดอันดับคำค้นยอดนิยมขององค์กร สะท้อนเทรนด์ธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการบุคลากรด้านคอนเทนต์ไลฟ์สดและสตรีมเมอร์เชิงพาณิชย์มากขึ้น
ส่วนคำค้นหายอดนิยมจากฝั่งผู้สมัครกลับสะท้อนอีกมุมหนึ่งของตลาดแรงงาน คือ “หยุดเสาร์–อาทิตย์ / นักศึกษาจบใหม่ / ไม่มีประสบการณ์ / ฝึกงาน”
แสงเดือน กล่าวเสริมอีกว่า JobThai ยังได้จัดทำแบบสำรวจ สำรวจ "การนำเทคโนโลยี AI เข้ามาใช้งานภายในองค์กรและการทำงาน" จากกลุ่มตัวอย่างคนทำงานกว่า 2,600 คน และ HR กว่า 600 องค์กรทั่วประเทศ พบว่า 49.42% ขององค์กรไทย ได้นำ AI เข้ามาใช้ในงานบางส่วนแล้ว 63.93% ของคนทำงาน เคยใช้ AI เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในงานค้นคว้า เขียนสรุปเนื้อหา และสร้างคอนเทนต์ Gen Z เป็นกลุ่มที่ใช้ AI มากที่สุดถึง 67.5% รองลงมาคือ Gen Y (64.16%) และ Gen X (55.11%) นอกจากนี้ 64.89% ขององค์กร มองว่า AI ควรถูกใช้เป็น “ผู้ช่วยเสริมประสิทธิภาพ” มากกว่าจะมา “แทนคนทำงาน” มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่มองว่า AI จะเข้ามาแทนตำแหน่งงานซ้ำซากหรืองานที่ใช้ทักษะต่ำ
ผลสำรวจของ JobThai ยังชี้ว่า คนทำงาน 74.29% มีทัศนคติเชิงบวกต่อการใช้ AI โดยเห็นว่า AI ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น เร็วขึ้น และเปิดโอกาสให้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ขณะเดียวกัน 69.71% มองว่า AI มีส่วนทำให้คนตกงานบ้างในบางสายงาน แต่เป็นแรงกระตุ้นให้ต้องพัฒนา “ทักษะใหม่” แทนที่จะหลีกเลี่ยง
นางสาวแสงเดือน กล่าวสรุปว่า เทคโนโลยีที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกของการทำงานในทางที่ดีและท้าทาย รวมถึงในอนาคตเทคโนโลยีต่าง ๆ จะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน สิ่งสำคัญคือคนทำงานต้องเรียนรู้และปรับตัวตลอดเวลา ทั้งในด้านทักษะดิจิทัลและ Soft Skills เช่น การสื่อสาร การคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์ พร้อมแนะนำให้ภาคธุรกิจปรับแนวทางการทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการของพนักงานรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการส่งเสริมการทำงานแบบ Hybrid Work, การพัฒนาทักษะการใช้ AI เชิงลึก, การลงทุนในเทคโนโลยี และการปรับระบบสวัสดิการให้เหมาะสม เพื่อรักษาและจูงใจบุคลากรที่มีคุณภาพให้อยู่กับองค์กรระยะยาว
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 5/11/2568
รมว.แรงงานเล็งดึงแรงงานศรีลังกา ชดเชยกัมพูชาที่ขาดหายจากเหตุปัญหาชายแดน
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน ได้เปิดให้แรงงานมาลงทะเบียน โดยเฉพาะแรงงานต่างด้าวเพื่อทดแทนแรงงานที่ขาดหายไป ที่เกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบชายแดนที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้ขึ้นกับกระทรวงมหาดไทยที่จะพิจารณาในเรื่องของความเปราะบางระหว่างประเทศของบางกลุ่มอยู่ ซึ่งคาดว่า จะเรียบร้อยในเร็วๆ นี้
ทั้งนี้ ในหลักการได้มีการพูดคุยกันแล้ว ทั้งในเรื่องของการต่ออายุ สำหรับแรงงานที่อยู่ในเมืองไทย ที่อาจจะบัตรหมดอายุ ก็กำลังดำเนินการอยู่
ส่วนจะมองแรงงานจากประเทศใดที่จะมาทดแทนแรงงานกัมพูชานั้น น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า เป็นแรงงานจากประเทศศรีลังกา นอกจากนี้ กำลังพิจารณาอีกหลายที่ ซึ่งจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด
ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 4/11/2568
'ศิริกัญญา' ปาฐกถาแรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง เน้นสร้างระบบสวัสดิการแรงงานยุคใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านของโลกการทำงาน
คณะกรรมาธิการ(กมธ.)การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับคณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา มูลนิธิพิพิธภัณฑ์แรงงานไทย และมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย จัดสัมมนาในหัวข้อ แรงงานไทยท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองต่อสถานการณ์แรงงานไทยในยุคที่โลกการทำงานกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยภายในงาน นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(สส.)แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ The Future of Work อนาคตของงาน สวัสดิการแรงงานยุคใหม่ในโลกที่เปลี่ยนเร็วกว่าเรา โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเร่งปรับระบบสวัสดิการแรงงานให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและรูปแบบการจ้างงานที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงการคุ้มครองแรงงานนอกระบบและแรงงานอิสระ เพื่อให้แรงงานทุกกลุ่มมีความมั่นคงและคุณภาพชีวิตที่ดี
การสัมมนาครั้งนี้ยังมีกิจกรรมอภิปรายกลุ่มในหัวข้อ บทสะท้อนจากนักสหภาพสองรุ่น ผลกระทบต่อความเข้มแข็งของขบวนการแรงงานภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลง โดยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ นายสาวิทย์ แก้วหวาน ประธานสมาพันธ์สมานฉันท์แรงงานไทย และนางสาวดวงสมพงษ์ หวังลาภ กรรมการสหภาพคนทำงาน ซึ่งได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับบทบาทของขบวนการแรงงานในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและสังคมอัตโนมัติ ทั้งนี้ การจัดสัมมนามีเป้าหมายเพื่อระดมความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการพัฒนาและคุ้มครองแรงงานให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ทั้งด้านวิธีการผลิต ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจ้างงาน รวมถึงการรวมกลุ่มของแรงงานในทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ ผู้เข้าร่วมสัมมนาประกอบด้วยสมาชิกรัฐสภา ผู้แทนจากหน่วยงานราชการ ตัวแทนสหภาพแรงงาน ผู้ประกอบการ ผู้บริหารทรัพยากรบุคคล นักวิชาการด้านแรงงานและเศรษฐศาสตร์ นักวิจัย นักศึกษา สื่อมวลชน และประชาชนทั่วไปที่ให้ความสนใจ
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 3/11/2568
อดีตแม่บ้านสำนักงานกองสลากฯ ร้องตรวจสอบถูกเลิกจ้างไม่เป็นธรรม
นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา พร้อมด้วย พันตำรวจโทสุริยา บาราสัน รองประธานคณะกรรมาธิการฯ คนที่สอง และนายเทวฤทธิ์ มณีฉาย กรรมาธิการและที่ปรึกษาฯ รับหนังสือร้องเรียนจากนางสาววรรณา ไกรทัศน์ อดีตพนักงานจ้างเหมาบริการกองสลาก และคณะ ร้องขอตรวจสอบการจ้างงานและการเลิกจ้างพนักงานเหมาบริการของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชน และขัดต่อกฎหมายแรงงาน
นางสาววรรณา กล่าวว่า ตนต้องการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในหน่วยงานของรัฐ โดยเฉพาะรูปแบบการจ้างพนักงานเหมาบริการทำความสะอาดของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ซึ่งมักถูกใช้เป็นกลไกหลีกเลี่ยงการจ้างงานในระบบ เพื่อประหยัดงบประมาณ แต่กลับทำให้แรงงานกลุ่มนี้ขาดความมั่นคงในอาชีพ เนื่องจากสัญญาจ้างเป็นรายปี และเปลี่ยนบริษัทผู้รับเหมาบ่อยครั้ง ส่งผลให้เมื่อเปลี่ยนบริษัทต้องเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ไม่มีสิทธิลาพักร้อน ไม่มีค่าชดเชย และหากลาป่วยต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ทั้งนี้ พนักงานทำความสะอาดส่วนใหญ่เป็นแรงงานหญิงอายุ 40 ปีขึ้นไป ต้องทำงานหนักวันละหลายชั่วโมงแต่ได้รับเพียงค่าแรงขั้นต่ำ ไม่มีโอกาสพัฒนาอาชีพหรือเข้าถึงสวัสดิการพื้นฐานตามกฎหมายแรงงาน โดยเฉพาะในกรณีของตนและเพื่อนร่วมงานที่ถูกเลิกจ้างในช่วงรอยต่อการประมูลงานเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2567 และถูกติดป้าย ไม่ผ่านการประเมินงาน ในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 โดยไม่ทราบเหตุผล พร้อมถูกห้ามเข้าทำงานในพื้นที่สำนักงานฯ ทั้งที่ยังไม่เคยได้รับหนังสือชี้แจงอย่างเป็นทางการ โดยกว่า 1 ปีที่ผ่านมา ตนได้พยายามขอความช่วยเหลือจากหลายหน่วยงาน แต่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงขอให้คณะกรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา ช่วยตรวจสอบและให้ความเป็นธรรมกับพวกตนด้วย
ด้านนายวิรัตน์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้รับทราบถึงความเดือดร้อน ข้อร้องเรียนดังกล่าวสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐ ที่ยังมีช่องโหว่ในการคุ้มครองสิทธิแรงงาน อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ปฏิบัติงานจำนวนมาก ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการฯ จะดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง รวมถึงศึกษาสัญญาจ้าง ระเบียบ และแนวทางการจ้างเหมาบริการของหน่วยงานรัฐ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาลักษณะนี้ซ้ำในอนาคต
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 3/11/2568
สส.พรรคประชาชน ยืนยันไม่หนักใจ อดีต รมว.แรงงาน ฟ้องหมิ่น ปมประกันสังคมซื้อตึก Skyy9 สูงเกินจริง
วันที่ 3 พ.ย. 2568 ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ภายหลังศาลนัดตรวจหลักฐานคดีหมายเลขดำ อ.740/2568 ที่นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.รักชนก หรือไอซ์ ศรีนอก สส.กทม. และนายสหัสวัส คุ้มคม สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) ร่วมกันเป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา พร้อมเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท
กรณีที่ทั้งสองร่วมกันแถลงข่าวกล่าวหาว่าสมัยที่นายสุชาติดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่สำนักงานประกันสังคมเข้าซื้อตึก Skyy9
โดยการตรวจหลักฐานวันนี้ ทั้ง น.ส.รักชนก และนายสหัสวัส ยังคงให้การปฏิเสธ และศาลได้นัดวันสืบพยานโจทก์ครั้งแรกในวันที่ 17 พ.ย. 2569 และในวันที่ 18-20 พ.ย. จะเป็นการสืบพยานจำเลย ทั้งนี้วันนี้ทั้งคู่ต้องยื่นขอปล่อยชั่วคราวเนื่องจากเข้าสู่กระบวนการของศาลและมาปรากฏตัวต่อศาลครั้งแรกในคดีนี้
ต่อมาเวลา 14.50 น. นายสหัสวัสให้สัมภาษณ์ว่า ในการตรวจหลักฐานวันนี้ทั้งตนและน.ส.รักชนก ยังให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ตนยืนยันว่าสิ่งที่พวกตนทำเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของสาธารณะในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ซึ่งมีการทำบัญชีพยานเอกสารรวมถึงพยานบุคคลที่มีทั้งนักวิชาการ ข้าราชการ แต่ตนยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าเป็นใครบ้าง
เมื่อถามว่าคดีนี้มีความหนักใจหรือไม่ นายสหัสวัส กล่าวว่า ตนและน.ส.รักชนกไม่หนักใจคดีนี้ เพราะอย่างที่บอกไปสิ่งที่ทำนั้นเป็นการทำเพื่อตรวจสอบฝ่ายบริหารตามหน้าที่ของ สส. และนายสุชาติ ถือว่าเป็นบุคคลสาธารณะสามารถตรวจสอบได้
ด้าน น.ส.รักชนก กล่าวว่า คดีนี้ตนกับนายสหัสวัสถูกฟ้องในฐานะที่พวกตนไปแถลงข่าวว่าตึก Skyy9 ที่ประกันสังคมลงทุนมูลค่า 7,000 ล้านบาท แต่มูลค่าจริงๆ อยู่ที่ 3,000 ล้านบาท เรื่องนี้จริงๆ มีคณะกรรมการสอบสวนที่ตั้งขึ้นมาโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล และผลก็ออกมาชัดเจนว่าการลงทุนครั้งนี้มีความผิดพลาด ซึ่งการลงทุนจริงๆ จะต้องอยู่ที่ประมาณ 3,800 ล้านบาทเท่านั้น และมีความเร่งรีบผิดปกติ รวมถึงมีการบิดเบือนข้อเท็จจริง
น.ส.รักชนก กล่าวต่อว่า ทั้งตนและนายสหัสวัสก็ได้ยื่นเรื่องไปที่ ป.ป.ช., ก.ล.ต. และนำเรื่องเข้ากรรมาธิการติดตามงบจำนวน 4 ครั้งจนพบข้อมูลเพิ่มเติมว่ามีการบิดเบือนข้อมูลว่ามีใบ Certification ซึ่งจริงๆ แล้วไม่มี และนำข้อมูลส่วนนี้ไปโก่งราคา เมื่อข้อเท็จจริงมาถึงขนาดนี้ ตนจึงต้องถามกลับไปยังป.ป.ช. และก.ล.ต.ว่าความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว พวกตนทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้แล้ว แต่ถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นคนผิดถูกลงโทษเลย
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า เรื่องนี้ถูกตั้งคณะกรรมการในกระทรวงแรงงานอีกครั้งนึง ปรากฏว่าประธานสอบเรื่องนี้ถูกล็อบบี้ให้ลาออกไป 2 คนแล้ว ตอนนี้ยังไม่มีประธานสอบหาคนผิดเลย ตนทำตามหน้าที่ฝ่ายค้านตัวเล็กๆ แล้ว หลังจากนี้ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล
น.ส.รักชนก กล่าวอีกว่า ตนอยากให้ทุกฝ่ายให้กำลังใจกลุ่มประกันสังคมก้าวหน้าที่นำข้อมูลเหล่านี้มาเปิดเผย ถ้าไม่มีกลุ่มนี้ก็ไม่มีใครทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นในประกันสังคม และอยากให้ทุกคนจับตาดูเรื่องนี้ ตนยืนยันว่าที่ทำไปทั้งหมดเป็นการทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนและผู้ประกันตน 24 ล้านคน และผู้ประกันตนที่ได้รับทราบข้อมูลคงจะได้รู้ว่าใครพยายามที่จะรักษาผลประโยชน์ ใครพยายามที่จะยืดเรื่องนี้ออกไป
เมื่อถามว่ามองว่าการฟ้องครั้งนี้เป็นการฟ้องปิดปากเพื่อไม่ให้ดำเนินการต่อหรือไม่ น.ส.รักชนก กล่าวว่า ตนไม่บอกว่ากรณีนี้เป็นการฟ้องปิดปากหรือไม่ สื่อมวลชนและประชาชนรวมถึงผู้ประกันตนน่าจะทราบว่าเป็นอย่างไร
เมื่อถามว่าทางนายสุชาติมีหลักฐานความบริสุทธิ์ที่จะมาต่อสู้ว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง น.ส.รักชนก กล่าวว่า ส่วนนี้ก็ต้องให้นายสุชาตินำเอกสารและความจริงทั้งหมดเข้ามาต่อสู้ ส่วนในอนาคตถ้าเกิดแพ้คดีขึ้นมาค่าเสียหายที่นายสุชาติเรียกนั้นก็ต้องเรียนตามตรงว่าเงินจำนวน 50 ล้านบาทนั้น ตนน่าจะไม่มีมาจ่ายแน่นอน แต่ตนมองว่าในอนาคตหากตนแพ้คดี ผู้ประกันตนก็ทราบแล้วว่ามีบางสิ่งเกิดขึ้นกับเงินในกองทุนประกันสังคม
เมื่อถามว่าการซื้อตึกดังกล่าว มีความเชื่อมโยงกับนักการเมืองหรือไม่ นายสหัสวัส กล่าวว่า อย่างที่พวกตนได้แถลงไปที่หน้าตึก Skyy9 ก็มีความชัดเจนในระดับหนึ่ง และตนคิดว่าการที่มาขึ้นศาลในรอบนี้เมื่อศาลเรียกพยานเอกสาร และพยานหลักฐานต่างๆ เข้ามานั้นจะมีอะไรชัดเจนมากขึ้นแน่นอน
นายสหัสวัส กล่าวอีกว่า ก่อนหน้านี้ประธานการตรวจสอบของกระทรวงแรงงานได้ลาออกไป 2 คน จึงอยากฝากไปถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่อย่าง น.ส.ตรีนุช เทียนทอง ว่าเมื่อไหร่จะตั้งประธานกรรมการคนใหม่เพื่อมาตรวจสอบเรื่องตึก Skyy9 สักที ถ้าสามารถดำเนินการเรื่องนี้อย่างเร็วก็จะเป็นประโยชน์เกี่ยวกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก
