Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ที่มาภาพ https://prachatai.com/journal/2024/07/110064

จากที่ผมไปนั่งฟังการไต่สวนพยานคดี 112 ของอานนท์ นำภา ครั้งล่าสุด เมื่อปลายสัปดาห์นี้ (และครั้งอื่นๆ ก่อนหน้านั้น) ภาพที่เห็นตรงหน้าเหมือนว่ากระบวนการไต่สวนของศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ คำปราศรัย พยาน หลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับคดี และ “แฟร์” กับทั้งฝ่ายโจทก์และจำเลย โดยให้สิทธิเท่าเทียมในการแสดงพยานหลักฐานได้เต็มที่

แต่เมื่อไปฟัง “คำพิพากษา” ของศาลในคดี 112 ของอานนท์ที่ผ่านมาทุกคดี เหมือนว่าข้อเท็จจริง พยาน หลักฐาน และหลักการประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชน หลักเสรีภาพในการพูดที่จำเลยและพยานจำเลยนำมาอ้างเพื่อสนับสนุนว่า “การวิจารณ์ตรวจสอบประมุขของรัฐโดยสุจริต เพื่อประโยชน์สาธารณะ ย่อมทำได้เป็นเรื่องปกติ” กลับไม่มีน้ำหนักในคำวินิจฉัยของศาล

ส่วนความเห็นของพยานโจทก์ที่สนับสนุนว่าคำพูด, คำปราศรัย, หรือข้อความบางข้อความที่จำเลยโพสต์ “เข้าข่าย” ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 มักจะมีน้ำหนักให้ศาลรับฟังได้มากกว่า แม้ว่าความเห็นเช่นนั้นจะเป็นความเห็นที่เพ่งเล็งความหมายของบางคำพูด บางข้อความว่า “ผิด” โดยจงใจตัด “บริบท” แวดล้อมในการพูด หรือการใช้ข้อความเช่นนั้นของจำเลยออกไป ทั้งๆ ที่บริบทของการใช้คำพูดหรือข้อความเป็นส่วนประกอบสำคัญที่จะทำให้เราเข้าใจได้ว่า “ความหมายที่แท้จริง” ของคำพูดหรือข้อความเช่นนั้นคืออะไร เกี่ยวข้องกับประโยชน์สาธารณะอย่างไร และจำเลยมี “เจตนารมณ์” ในการพูดเพื่อให้สังคมเห็นความสำคัญของการปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ให้มีความเป็นอารยะมากขึ้น อย่างสอดคล้องกับความก้าวหน้าของประชาธิปไตยอย่างไร

นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาในรายละเอียดของกระบวนการไต่สวน ยังมีปัญหาสำคัญว่าเป็นกระบวนการที่ “แฟร์” แก่ฝ่ายจำเลยหรือไม่ เช่น ทำไมศาลจึงยกคำร้องขอประกันตัวอานนท์นับครั้งไม่ถ้วน ทำไมเมื่อใน “บางกรณีสำคัญ” ที่จำเลยและทนายจำเลยร้องขอพยานเอกสารและพยานบุคคลที่มีความจำเป็นในการไขข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคำปราศรัยพาดพิงสถาบันกษัตริย์ เพื่อนำมาใช้สนับสนุนว่าจำเลยไม่ได้ “กล่าวเท็จ” ตามข้อกล่าวหาของฝ่ายโจทก์ แต่ศาลก็ไม่อนุญาตให้เบิกพยานเช่นนั้นตามการร้องขอของจำเลย อีกทั้งบางครั้งศาลก็สั่งให้ “พิจารณาลับ” จนจำเลยต้องประท้วงหลายครั้งตามที่เป็นข่าว เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความยากลำบากในการต่อสู้เพื่อให้ตนเองได้รับความยุติธรรม ผมได้เห็นความมุ่งมั่นยืนหยัดต่อสู้ของอานนท์อย่างสุดความสามารถ แม้จะยังมองไม่เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ว่าจะชนะคดี แต่ความมุ่งมั่นและสมาธิในการต่อสู้ของเขาน่าจะมาจาก “ความเชื่อมั่นและศรัทธา” ในอุดมการณ์ประชาธิปไตยที่เขาย้ำอยู่เสมอ ดังที่เขาเขียนจดหมายถึงลูกในวันเกิดครบรอบ 3 ขวบ ตอนหนึ่งว่า

“พ่อเฝ้าดูเจ้าขาลและพี่ปราณค่อยๆ เจริญเติบโตตามวัยทีละช่วงจากในนี้ เฝ้าภาวนาให้ความโหดร้าย ป่าเถื่อนของสังคมนี้จางหายไปเสียที เฝ้ารอวันที่คนในสังคมนี้จะมีวุฒิภาวะ การเฝ้ารอของพ่อเต็มไปด้วยความหวังเช่นนั้น ความหวังและความฝันที่ระคนกันไปกับความห่วงหาอาดูรลูกๆ และคิดถึงเพื่อนมิตรทุกคน...สิ่งที่พ่อทำได้ตอนนี้ คือการยืนหยัดให้มั่นคงในจุดยืน ในความคิด ความฝัน นี่อาจเป็นของขวัญเดียวในวันเกิดของลูกที่พ่อทำได้ในปีนี้ (และปีต่อๆไป) (ดู https://www.facebook.com/photo/?fbid=32456641270617192&set=a.163415147033223)

ผมคิดว่าการสื่อสารของอานนท์ในการปราศรัย การให้สัมภาษณ์ การเขียนจดหมายถึงลูกนั้น “จริง” ตรงไปตรงมา เป็นธรรมชาติ ไม่มีการปั้นแต่งให้ดูหล่อ มันคือการเปลือยความเป็นมนุษย์ให้เราเห็นอย่างซื่อๆ เขาเปิดเผยภาพความรักความผูกพันกับลูกในเฟซบุ๊ค อุ้มลูกไปม็อบ อุ้มลูกในศาล ราวกับว่าชีวิตครอบครัวกับชีวิตการต่อสู้ทางการเมืองกลมกลืนไปด้วยกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ความปกติที่เขาปั้นแต่งขึ้น แต่เพราะสังคมการเมืองอยู่ในภาวะผิดปกติ จึงทำให้การต่อสู้เป็นวิถีชีวิตปกติที่กลมกลืนไปด้วยกันทั้งในชีวิตครอบครัวและชีวิตสาธารณะทางสังคมการเมือง

น้อยมากที่คนเราจะทำได้เช่นนั้น เพราะเราต่างมี “ข้อจำกัด” เช่นความห่วงลูก ครอบครัว การงาน สถานะทางสังคม ชื่อเสียง ความสุขสบาย อิสรภาพ และอื่นๆ ที่ทำให้เรา “กลัว” หรือไม่อยากเจ็บตัวจากการต่อสู้กับอำนาจที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ในข้อจำกัดมากมายที่เรามี การมี “ลูกแรกเกิด” หรือลูกที่ยังเล็ก นับเป็นข้อจำกัดใหญ่สุดที่ทำให้เรากลัว กังวล ห่วงหน้าพะวงหลังมากที่สุด แต่อานนท์กลับทำให้ความรักลูกและครอบครัวกับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยร่วมทางไปด้วยกัน และหลอมรวมความหวังจะเห็นความเติบโตงดงามของลูกๆ กับความหวังจะเห็นสังคมมีวุฒิภาวะ มีเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความยุติธรรมเป็นหนึ่งเดียวกัน นี่คือสิ่งที่เราเห็นได้ชัด แต่ไม่ใช่เราเห็นเพื่อจะ “อวย” และอานนท์ก็ย่อมไม่ต้องการให้เราอวย เขาบาลานซ์ชีวิตและความฝันส่วนตัวกับชีวิตการต่อสู้และความฝันเพื่อส่วนรวมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อเป็นพลังหล่อเลี้ยงการยืนหยัดต่อสู้ของตนเอง คำถามคือ เราได้เห็นแล้วสะท้อนคิดอย่างไร

ความฝัน ความหวังแบบอานนท์ที่อยากเห็นลูกๆ เติบโตอย่างงดงาม อยากเห็นสังคมมีวุฒิภาวะ มีเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความยุติธรรม ไม่ใช่ความฝัน ความหวังเดียวกันของเราทุกคนหรอกหรือ ในความเป็นมนุษย์ยุคนี้เราทุกคนต่างมีความฝัน ความหวังกันแบบนี้ไม่ใช่หรือ จะมีใครสักกี่คนเล่าที่กล้ายืนยันว่าตนเองมีความฝัน ความหวังอยากเห็นลูกๆ เติบโตอย่างอัปลักษณ์ ในสังคมที่ไร้วุฒิภาวะภายใต้อำนาจเผด็จการโบราณล้าหลัง ไร้เสรีภาพในการใช้ชีวิตส่วนตัวและชีวิตสาธารณะทางสังคมการเมือง ใครบ้างในยุคนี้ที่โดยใจจริงแล้วไม่ต้องการมีชีวิตอยู่ในสังคมที่มีความเป็นประชาธิปไตย และความยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น

ในอีกด้านหนึ่ง เราต่างก็มี “ข้อจำกัด” เช่น ความจำเป็นต้องอยู่รอดของครอบครัวที่มีภาระต่างๆ มากมาย ความวิตกกังวล ความกลัว และความต้องการอื่นๆ นอกเหนือจากเรื่องชีวิตและคุณค่าสาธารณะทางสังคมการเมือง อันเป็นอีกด้านของความเป็นมนุษย์ของเราทุกคนเช่นกัน แต่ปัญหาคือเรา “ดีล” กับข้อจำกัดต่างๆ เหล่านั้นอย่างไร และดีลกับความหวัง ความฝันที่อยากเห็นชีวิตและสังคมดีขึ้นอย่างไร

ผู้พิพากษาที่นั่งบนบัลลังก์ ก็ย่อมมีความเป็นมนุษย์เหมือนอานนท์ และผู้พิพากษาย่อมรู้ดีที่สุดว่าอานนท์กำลังใช้ความกล้าหาญทางศีลธรรมของตนเองยืนยันเสรีภาพในการพูด เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมให้เป็นประชาธิปไตย และมีความยุติธรรมมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์กับประชาชนทุกฝ่ายที่มีความคิดเห็นต่างกัน แต่ผู้พิพากษาดีลกับความกลัวและความกล้าของตัวเองอย่างไร จะยอมปล่อยให้ความกลัวต่ออำนาจบางอย่างอยู่เหนือความกล้าหาญในการวินิจฉัยตัดสินคดีอย่างยุติธรรมบนพื้นฐานของหลักนิติรัฐที่ยึดโยงกับหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยหรือไม่

เมื่อผมโพสต์ในเฟซบุ๊คว่า “การใช้เสรีภาพในการวิจารณ์ตรวจสอบสถาบันกษัตริย์ของอานนท์ ด้วยเจตนารมณ์อยากเห็นสังคมมีเสรีภาพ เป็นประชาธิปไตยและมีความยุติธรรมมากขึ้น ไม่มีความสมเหตุสมผลใดๆ เลยที่เขาควรถูกศาลตัดสินจำคุกร่วม 30 ปี” มีบางคนเข้ามาคอมเมนต์ว่า “รู้สึกเสียใจที่ศาลตัดสินจำคุกอานนท์เพียง 30 ปี จะน่ายินดีมากกว่าหากราชอาณาจักรไทยจะลงโทษจำคุกเขาตลอดชีวิต”

ไม่ว่าคนที่คอมเมนต์แบบนี้ หรือพวกที่หัวเราะเย้ยหยันการต่อสู้ของคนแบบอานนท์จะเป็น IO หรือเป็นใครก็ตาม เขาก็ย่อมมี “ความเป็นมนุษย์” เช่นกัน ความเห็นที่เขาแสดงออก ก็คือผลของการดีลกับความเป็นมนุษย์ของตนเองแล้ว และผลการดีลของเขา ก็คือการไม่เคารพความเป็นมนุษย์ผู้มีเหตุผล เสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเองของตนและคนอื่น โดยเขายอมทำตามความเป็นมนุษย์ในด้านที่เป็นอารมณ์ความรู้สึกโกรธหรือเกลียดชังคนที่คิดต่างจากตนเอง

ในอีกด้านหนึ่ง เราก็เข้าใจได้ว่าทำไมนักการเมือง พรรคการเมืองตอนเป็นฝ่ายค้านถึงแสดงความเห็นปกป้องสิทธิของนักกิจกรรมทางการเมืองที่โดนคดี 112 เช่น ออกมาเรียกร้องสิทธิประกันตัว เป็นต้น แต่พอเป็นรัฐบาลแล้ว (หรือเป็นฝ่ายค้านก็ตาม) จึงไม่ได้ต่อสู้อย่างเต็มที่ในการนิรโทษกรรม 112 นั่นก็เพราะเป็นเรื่องธรรมดาของ “ความเป็นมนุษย์” ที่มีความกลัว ความกังวล หรือห่วงความมั่นคงของสถานะ อำนาจ เงินเดือน สวัสดิการ และค่าตอบแทนอื่นๆ ที่ตนได้รับในตำแหน่ง ส.ส. และตำแหน่งอื่นๆ ก็เลยจำเป็นต้องเอาตัวรอดไว้ก่อน เรื่องการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมและอิสรภาพของนักโทษ 112 เอาไว้ทีหลัง นี่ก็คือผลของการดีลกับความเป็นมษย์ของตนเองว่าจะยอม “เสี่ยง” หรือไม่ หรือจะยอมเสี่ยงได้แค่ไหนในสถานการณ์ความเป็นจริงทางการเมืองที่อยู่ใต้อำนาจรัฐพันลึก

คำตอบแบบฮาวทูว่าจะทำอย่างไรตามกระบวนการรัฐสภา 1, 2, 3...แล้วจึงจะนิรโทษกรรมได้สำเร็จ และแก้โครงสร้างให้เป็นประชาธิไตยได้สำเร็จ มันเป็นคำตอบที่ฝ่ายต้องการนิรโทษกรรม 112 และต้องการแก้โครงสร้างมีกันอยู่แล้ว แต่ป็นคำตอบฮาวทูที่ไม่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติจริงได้ เพราะในรัฐพันลึกมีแต่คำตอบฮาวทูของฝ่ายอนุรักษ์นิยมเท่านั้นที่ถูกใช้ปฏิบัติได้จริงในรูปแบบการทำรัฐประหาร การเขียนรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ การตั้งองค์กรอิสระรักษาอำนาจ การนิรโทษกรรมให้ฝ่ายตัวเอง และ ฯลฯ

ดังนั้น การต่อสู้ทางการเมืองจึงมีประเด็นปัญหาพื้นฐานมากกว่าคำตอบแบบฮาวทู นั่นคือประเด็น “ความเป็นมนุษย์” ของเรา และเราดีลกับความเป็นมนุษย์ของตนเองและของกันและกันอย่างไร

ทำไมคนแบบอานนท์ เมื่อดีลกับความเป็นมนุษย์ของตนเองแล้วจึงกลายเป็นความฝัน ความหวังที่อยากเห็นชีวิตของลูกๆ เติบโตงดงามในสังคมที่มีวุฒิภาวะ มีเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความยุติธรรมมากขึ้น และความฝัน ความหวังเช่นนั้นกลายเป็นพลังหล่อเลี้ยงการต่อสู้ของตนเอง ขณะที่คนอีกประเภทหนึ่งเมื่อดีลกับความเป็นมนุษย์ของตนเองแล้วกลับแสดงออกเป็นความเกลียดชัง เย้ยหยัน และสะใจที่เห็นคนแบบอานนท์ติดคุก

การเมืองในสภา ก็ไม่ใช่เรื่องของระบบโครงสร้าง หรือกฎหมาย “อย่างเพียวๆ” เพราะมี “คน” ที่เป็นนักการเมืองทำหน้าที่ต่อสู้ขับเคลื่อนประเด็นสาธารณะต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นมนุษย์ของประชาชนด้วย และเขาเหล่านั้นก็มีความเป็นมนุษย์และดีลกับความเป็นมนุษย์ของตนเองตลอดเวลาด้วยว่าตนเองจะยินยอมรับใช้อำนาจรัฐพันลึก หรือกล้าหาญต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของนักโทษ 112 แค่ไหน อย่างไร

ที่พูดแบบนี้ไม่ใช่ผมเน้น “ตัวบุคคล” หรือคาดหวังจะเห็น “คนดี” มาแก้ปัญหาอะไรแบบนั้น แต่เราปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ว่าระบบอำนาจนิยมของรัฐพันลึก หรือระบบที่มีเสรีภาพ ประชาธิปไตย และความยุติธรรมตามหลักนิติรัฐที่เราวาดหวัง ก็ล้วนแต่สะท้อนออกมาจากความเป็นมนุษย์ของเรา มันไม่ใช่แค่ตัวระบบกำหนดให้เรามีความเป็นมนุษย์แบบใดแบบหนึ่ง แต่เพราะเรามีความเป็นมนุษย์แบบใดแบบหนึ่ง หรือสมาทานคุณค่าความเป็นมนุษย์ในความหมายใดเป็นพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว จึงสะท้อนเป็นตัวระบบโครงสร้างที่มีหน้าตาแบบนั้นๆ ออกมา

เมื่อผมนั่งมองอานนท์ยืนหยัดต่อสู้ในศาล เขาไม่มีอาวุธชนิดใดที่ใช้ได้เลย ไม่ว่าบทบัญญัติรับรองสิทธิเสรีภาพในรัฐธรรมนูญ หลักเสรีภาพในการพูด สิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย พยาน หลักฐานต่างๆ ที่หยิบมาใช้ ล้วนแต่ถูก “อาวุธอำนาจนิยม” ของรัฐพันลึกทำลายหมด สิ่งเดียวที่ทำให้คนแบบอานนท์ยืนหยัดต่อสู้อยู่ได้ คือความเชื่อมั่นและศรัทธาใน “ความเป็นมนุษย์” ผู้มีเหตุผลเป็นของตนเอง มีเสรีภาพ และศักดิ์ศรีในตัวเอง และมีความฝันอยากเห็นชีวิตลูกๆ เติบโตงดงามในสังคมที่มีวุฒิภาวะ เสรีภาพ ประชาธิปไตย และมีความยุติธรรมตามที่ควรจะเป็น

ความเป็นมนุษย์ในความหมายแบบที่อานนท์ยืนหยัดนั่นเอง คือรากฐานของการออกแบบระบบโครงสร้างสังคมการเมืองที่น่าอยู่มากขึ้น และความเป็นมนุษย์เช่นนั้นก็มีอยู่ในเราทุกคน จึงเป็นเรื่องตลกร้ายที่ยังมีคนในประเทศนี้เย้ยหยันการต่อสู้ของอานนท์ และยังมีพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนปฏิเสธการนิรโทษกรรม 112 เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นสร้างระบบสังคมการเมืองที่เคารพความเป็นมนุษย์ของเราทุกคนให้เป็นจริง! 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง