Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เสนอผลักดันบรรจุครูชาวไทยภูเขาเป็นข้าราชการ สร้างขวัญกำลังใจปฏิบัติงาน

นายสมทบ ถีระพันธ์ รองประธานคณะอนุกรรมาธิการการส่งเสริมการเรียนรู้ การศึกษาเอกชน การศึกษาพิเศษ และความเท่าเทียมทางการศึกษา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม วุฒิสภา เปิดเผยผลการดําเนินงานคณะอนุ กมธ. ภายหลังเข้าร่วมประชุมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการจัดการส่งเสริมการเรียนรู้ ณ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยที่ประชุมได้วิเคราะห์แนวทางการยกระดับบุคลากรและการจัดการศึกษาในพื้นที่สูงที่มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูและความไม่มั่นคงในสถานการณ์จ้างงาน โดยพบข้อเสนอสำคัญ คือ ควรมีการพิจารณาบรรจุครูศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา ซึ่งปัจจุบันเป็นพนักงานราชการหรือลูกจ้างชั่วคราว ให้เข้าสู่ตำแหน่งข้าราชการครูกรณีความจําเป็นหรือมีเหตุพิเศษ เพื่อสร้างขวัญและกําลังใจ นอกจากนี้ ควรมีการขอรับการจัดสรรอัตราเกษียณอายุราชการจากหน่วยงานที่มีครูเกินเกณฑ์ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อนํามาจัดสรรให้กับศูนย์การเรียนรู้ชุมชนที่มีความจําเป็นเร่งด่วน เพื่อรักษาบุคลากรให้อยู่ในพื้นที่ รวมทั้งควรสร้างมาตรการจูงใจและสวัสดิการเชิงพื้นที่ที่ชัดเจน อาทิ เบี้ยเสี่ยงภัย ค่าครองชีพพิเศษ บ้านพักครู และสร้างระบบการก้าวหน้าทางอาชีพที่เป็นขั้นบันได ควบคู่ไปกับการส่งเสริมศักยภาพการสร้างรายได้แก่ชุมชน โดยให้ความรู้เชิงปฏิบัติการด้านการขายสินค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่มรายได้จากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 23/11/2568

ก.แรงงาน เตรียมตั้งศูนย์แก้ขาดแคลนแรงงานกัมพูชา - สกัด Scammer

พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ที่อาจส่งผลต่อภาคแรงงานในระยะยาว โดยเฉพาะการขาดแคลนแรงงาน ซึ่งหากไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทันเวลา อาจส่งผลให้ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจหลังโควิดชะลอตัว ภาคเอกชนอาจเผชิญต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้น และความเสี่ยงต่อการย้ายฐานการผลิต

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เห็นถึงความสำคัญ จึงได้สั่งการให้กระทรวงแรงงาน เร่งปรับยุทธศาสตร์ โดยจัดตั้ง ศูนย์ติดตามและแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วนด้านแรงงานร่วมกับเจ้าที่ฝ่ายความมั่นคง ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดูแลปัญหาการขาดแคลนแรงงานกัมพูชา รวมถึงแรงงานสัญชาติอื่นที่ได้รับผลกระทบ โดยมีปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นผู้อำนวยการศูนย์เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนได้ด้วยตนเอง ซึ่งสอดคล้องตามนโยบายของนางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากการสู้รบไทย-กัมพูชา

โดยปลัดกระทรวงแรงงาน ระบุว่าศูนย์ฯ นี้จะรองรับกลุ่มแรงงานกัมพูชาที่ใบอนุญาตกำลังจะหมดอายุ 31 มีนาคม 2569 จำนวน 112,994 คน ที่จะได้รับผลกระทบ

ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์นี้ยังทำหน้าที่สกัดกั้น ป้องกัน และปราบปรามภัย Scammer ซึ่งปัจจุบันพบว่าปัญหาขบวนการ Scammer เชื่อมโยงกับมิติด้านแรงงาน ที่ล่อลวงคนไทยไปทำงานผิดกฎหมายในต่างประเทศ โดยศูนย์ดังกล่าวจะทำงานเชิงรุก ทั้งด้านการคุ้มครองแรงงาน ป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อหรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น การค้ามนุษย์ การบังคับใช้แรงงาน การหลอกเปิดบัญชีม้า และรูปแบบอาชญากรรมยุคใหม่ โดยมีแนวทางแก้ไข ด้วยการสร้างระบบป้องกัน ให้ความรู้ใช้เทคโนโลยี ตรวจสอบนายหน้า สกัดกั้น ปราบปราม บล๊อกเพจปลอม ตรวจแรงงานผิดกฎหมาย คุ้มครองเหยื่อ ออกแบบการทำงานร่วมกันระหว่างตำรวจ cyber กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สนามบิน และหน่วยที่เกี่ยวข้อง พร้อมขับเคลื่อนการปฏิบัติงานแบบบูรณาการร่วมกับ และหน่วยด้านความมั่นคง เพื่อให้การแก้ปัญหาแรงงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และทันต่อสถานการณ์

สำหรับมาตรการแก้ปัญหา Scammer ด้านแรงงาน แบ่งเป็นแนวทางสำคัญ ได้แก่ ยกระดับความรู้ดิจิทัลให้แรงงาน ตรวจสอบสัญญาจ้างข้ามประเทศก่อนเดินทาง บังคับใช้กฎหมายจัดหางานอย่างเข้มงวด ส่งเสริมบทบาทสหภาพแรงงานร่วมตรวจสอบการหลอกลวง ตลอดจนบูรณาการข้อมูลแรงงาน–นายจ้าง บนระบบกลาง ป้องกันการแอบอ้าง

"ในการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ควบคู่กับการป้องกันและปราบปรามสแกมเมอร์ เรามี แนวคิด 2 ข้อ คือ 1. ต้องป้องกันไม่ให้แรงงานของเราต้องกลายเป็นเหยื่อ ซึ่งได้มอบหมายให้แต่ละกรมฯ ไปสร้างการรับรู้และออกแบบภารกิจ หน้าที่ว่าจะเข้าไปทำอย่างไรได้บ้าง เช่น กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ที่มีหน้าที่ออกตรวจในพื้นที่ ก็ต้องไปร่วมสร้างการรับรู้ในเรื่องนี้ โดยการหาข้อมูลของผู้ที่ได้รับผลกระทบ 2. ต้องไม่ร่วมมือกับผู้กระทำผิดคือ ไม่หลงเชื่อหรือจงใจเปิดบัญชีม้า ให้คนอื่น เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ และมีรายได้ดี แล้วสมัครใจไปทำงานกับกลุ่มเหล่านี้ " ปลัดกระทรวงแรงงานกล่าว

ซึ่งหลังจากนี้ กระทรวงแรงงานจะนำผลการดำเนินงานของศูนย์ฯ เสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อให้ ครม. รับทราบสถานการณ์ และกำหนดแนวทางแก้ไขในแต่ละช่วงเวลาอย่างเป็นระบบต่อไป

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 22/11/2568

สนง.สถิติฯ เผยไตรมาส 3/2568 คนมีงานทำลดลง สะท้อนเศรษฐกิจชะลอตัว

ดร.เอกพงษ์ หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยสถานการณ์แรงงานในไตรมาส 3 ปี 2568 พบมีจำนวนประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไป 59.49 ล้านคน เป็นผู้ที่อยู่ในกำลังแรงงาน 40.20 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 67 และที่เหลืออยู่นอกกำลังแรงงานประมาณ 19.29 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 32.4 จากกำลังแรงงานรวม 40.20 ล้านคน มีผู้ว่างงาน จำนวน 3.1 แสนคน ผู้รอฤดูกาล จำนวน 4.0 หมื่นคน และเป็นผู้มีงานทำ จำนวน 39.85 ล้านคน โดยแบ่งเป็นผู้มีงานทำในภาคเกษตรกรรม 11.86 ล้านคน ซึ่งลดลงร้อยละ 2.9 และผู้มีงานทำนอกภาคเกษตรกรรม 27.99 ล้านคน ภาพรวมเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 หรือประมาณ 1.6 แสนคน เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยเฉพาะกลุ่มกิจกรรมด้านบริการอื่นๆ ที่มีการขยายตัวในเกณฑ์สูงถึงร้อยละ 11.2 กลุ่มการขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าที่ยังคงมีการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.9และอีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือ กลุ่มการผลิตที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกันมีหลายอุตสาหกรรมที่มีผู้มีงานทำลดลง ด้วยปัจจัยทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมมีภาวะชะลอตัว ทำให้บริษัทลดการจ้างงาน มีการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ลดความต้องการแรงงานเพื่อควบคุมต้นทุน รวมทั้งการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ของภาคเอกชนที่ลดลง ซึ่งส่งผลต่อความต้องการแรงงาน โดยเฉพาะกลุ่มการก่อสร้าง และ กลุ่มกิจกรรมอสังหาริมทรัพย์เป็นกลุ่มที่มีคนทำงานลดลงเป็นจำนวนมาก

โดยภาพรวมแล้ว ประเทศไทยยังคงมีความมั่นคงในด้านกำลังแรงงาน เพราะมีอัตราการมีงานทำอยู่ในระดับสูง และอัตราการว่างงานยังอยู่ในระดับต่ำ มีการเคลื่อนย้ายของแรงงานภาคเกษตรกรรมไปสู่ภาคบริการและโลจิสติกส์ ซึ่งสะท้อนถึงเศรษฐกิจที่ยังคงเผชิญความท้าทาย แต่ก็ยังมีหลายภาคส่วนที่เติบโตและฟื้นตัวได้ในช่วงนี้ ซึ่งอาจต้องมีการพัฒนาด้านการฝึกทักษะและการส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่หดตัว เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ในระยะยาวข้อมูลสถานการณ์แรงงานสำคัญอย่างยิ่งต่อการติดตาม และประเมินสถานการณ์ตลาดแรงงานของประเทศ ภาครัฐใช้กำหนดนโยบาย วางแผนพัฒนากำลังคนและกำลังแรงงาน เพื่อให้ประเทศมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน พบกับข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.nso.go.th

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 21/11/2568

รมว.แรงงาน สั่งประกันสังคม ขยายสิทธิสุขภาพ มีสมดุลการเงินการคลัง ดึงอาชีพอิสระเข้ากองทุน

เมื่อวันที่ 20 พ.ย.256 ที่อิมแพค ฟอรัม เมืองทองธานี น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานประชุมวิชาการประกันสังคมประจำปี 2568 ภายใต้แนวคิด "ระบบประกันสังคมเพื่อสุขภาพและความมั่นคงที่ยั่งยืน"ว่า การประชุมในวันนี้มีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนระบบประกันสังคมไทยให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงและรองรับความท้าทายในอนาคต โดยได้กำหนด 3 เป้าหมายหลักได้แก่

1. สื่อสารสถานการณ์และอนาคตของระบบประกันสุขภาพในประกันสังคม

2. เปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อเสนอเชิงวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญที่มากประสบการณ์ เพื่อนำบทเรียนด้านการบริหารจัดการสิทธิประโยชน์ ความสมดุลทางการเงินการคลัง และนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การส่งเสริมสุขภาพเชิงป้องกัน และการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์

3. เสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านสุขภาพและการคลัง ระหว่างสำนักงานประกันสังคม (สปส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

น.ส.ตรีนุช กล่าวอีกว่า ประกันสังคมเป็น หัวใจสำคัญ ในการขับเคลื่อนกระทรวงแรงงาน เนื่องจากทำหน้าที่ดูแลสวัสดิการ สุขภาพ และสร้างความมั่นคงให้ผู้ประกันตนสามารถทำงานได้อย่างมั่นใจ และเพื่อรับมือกับความท้าทายเหล่านี้ ประกันสังคมจึงจำเป็นต้องทำงานเชิงรุก และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมิติทางการแพทย์ที่ต้องมีการสานต่อ ปรับปรุง และขยายสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ให้ครอบคลุมโรคภัยไข้เจ็บให้มากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งต้องนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ มาใช้เพื่อให้การรักษาพยาบาลเข้าถึงได้ง่ายและรวดเร็ว เช่น Telemedicine เพื่อให้ผู้ประกันตนสามารถเข้าถึงการแพทย์ได้สะดวก แม้จะอยู่บ้านหรือที่ใดก็ตาม

นอกจากนี้ ประกันสังคมยังต้องทำงานเชิงรุกในการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับ มาตรา 40 เพื่อดึงกลุ่มอาชีพอิสระซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเข้าสู่ระบบให้ได้มากที่สุด เพิ่มสมาชิกในกองทุน พร้อมทั้งต้องดำเนินการลงทุนของกองทุนด้วยความ โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ผู้สื่อข่าวถามว่าความร่วมมือด้านสุขภาพกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) มีการดำเนินการอย่างไร น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคม มีความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข มาตลอด รวมถึงภาคเอกชน ล่าสุดมีการดำเนินการ “ใบรับรองแพทย์อิเล็กทรอนิกส์” อำนวยความสะดวกแกผู้ประกันตน โดยสำนักงานประกันสังคมจะมีระบบเชื่อมข้อมูลกับสถานพยาบาล ซึ่งเริ่มดำเนินการแล้วตั้งแต่ต้นเดือน พ.ย.2568 ที่ผ่านมา

น.ส.ตรีนุช กล่าวถึงประเด็นการจัดทำปฏิทินประกันสังคม ว่า เรื่องปฏิทินนั้น เป็นความห่วงใยหลายภาคส่วน ขณะนี้คงต้องยุติโดยปริยาย เพราะมีผู้อุทธรณ์ และเมื่อดูไทม์ไลน์การผลิตที่ต้องใช้ต้นปี 2569 จึงไม่ทัน เพราะกว่าจะผลิตออกมาน่าจะช่วงเดือน มี.ค.หรือเม.ย. ซึ่งคิดว่า ไม่น่าเกิดประโยชน์ใดๆ ดังนั้น จึงต้องยุติไปก่อน

ที่มา: Hfocus, 20/11/2568

กมธ. การแรงงาน วุฒิสภา ติดตามข้อร้องเรียนการจ้างและเลิกจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการของหน่วยงานรัฐที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายแรงงาน

นายวิรัตน์  รักษ์พันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระพิจารณาเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบการจ้างงานและการเลิกจ้างพนักงานจ้างเหมาบริการของหน่วยงานของรัฐที่อาจละเมิดสิทธิมนุษยชนและขัดต่อกฎหมายแรงงาน กรณีการเลิกจ้างพนักงานทำความสะอาดในฐานะลูกจ้างของบริษัทใหม่ผู้ชนะการประมูล ได้ติดประกาศแจ้งไม่ต่อสัญญาจ้างพนักงานดังกล่าว เนื่องจากไม่ผ่านการประเมินผลการปฏิบัติงาน ทั้งที่พนักงานกลุ่มดังกล่าวได้ปฏิบัติงานมาอย่างต่อเนื่องและไม่เคยถูกตักเตือนหรือมีประวัติการทำงานผิดวินัยแต่อย่างใด จึงมาร้องเรียนต่อ กมธ. การแรงงานขอให้ดำเนินการตรวจสอบและปกป้องสิทธิแรงงาน รวมถึงแก้ไขปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคนทำงานในหน่วยงานของรัฐ ทั้งนี้ กมธ. การแรงงานฯ มีมติให้คณะอนุ กมธ. ด้านสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน รวบรวมข้อมูลเบื้องต้นและเสนอความเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการสอบหาข้อเท็จจริงของ กมธ.การแรงงานฯ เพื่อพิจารณาข้อร้องเรียนดังกล่าวต่อไป

ประธาน กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา กล่าวถึงเรื่องร้องเรียนขอให้ตรวจสอบความมั่นคงการนำเข้าแรงงานสำหรับโครงการนำเข้าแรงงานตามข้อตกลงระหว่างสาธารณรัฐประชาชนบังกลาเทศและประเทศไทย เพื่อหารือถึงความเป็นไปได้ในการจัดทำข้อตกลงทวิภาคี และขอความอนุเคราะห์ให้พิจารณาและให้การสนับสนุนโครงการนำเข้าแรงงานดังกล่าวในมุมมองด้านความมั่นคงแห่งชาติ การให้คำแนะนำที่จำเป็นแก่บริษัทฯ และคู่มือที่เกี่ยวข้องของไทย เพื่อให้กระบวนการรับและการจัดหางานมีความปลอดภัย โปร่งใส และได้รับการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ การอำนวยความสะดวกในการประสานงานระหว่างหน่วยงานด้านความมั่นคงและการตรวจคนเข้าเมืองของไทยที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อจัดตั้งกรอบการทำงานที่คล่องตัวและปลอดภัยสำหรับการเข้าพำนักและส่งกลับแรงงานบังกลาเทศ ทั้งนี้ กมธ.การแรงงานฯ เห็นว่า ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องกับอำนาจและหน้าที่ของกระทรวงแรงงาน จึงมีมติให้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังกระทรวงแรงงานเพื่อดำเนินการตามที่เห็นสมควรต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 19/11/2568

เจ้าหน้าที่เกษียณคุรุสภา วอน กมธ.การศึกษา สผ. ประสานไปยังคุรุสภาทบทวนยกเลิกระเบียบ ปี 57 หลังเสียสิทธิ์รับบำเหน็จรายเดือน

นายปรีดา บุญเพลิง กรรมาธิการและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษา สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากนายเทพฤทธิ์ ไชยเสน ตัวแทนกลุ่มเจ้าหน้าที่เกษียณ และคณะ เพื่อขอความเป็นธรรมกรณีคณะกรรมการคุรุสภายกเลิกระเบียบคณะกรรมการคุรุสภาว่าด้วยเงินบำเหน็จรายเดือนและเงินช่วยเหลืออื่น พ.ศ. 2557 ซึ่งกระทบสิทธิผู้รับบำเหน็จรายเดือนจำนวน 31 คน

โดย นายเทพฤทธิ์ กล่าวว่า ตามที่คณะกรรมการคุรุสภา ได้ออกระเบียบคณะกรรมการฯ ว่าด้วยเงินตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่เงินตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่กรณีพิเศษ และเงินช่วยเหลืออื่นของพนักงานเจ้าหน้าที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ซึ่งออกจากงาน พ.ศ. 2568 และยกเลิกระเบียบคณะกรรมการคุรุสภาว่าด้วยเงินบำเหน็จรายเดือนและเงินช่วยเหลืออื่น

พ.ศ. 2557 ส่งผลให้สิทธิที่เคยได้รับตามกฎหมายเดิมถูกตัดออกอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่ผู้รับบำเหน็จรายเดือนยังคงมีสิทธิอยู่ในระยะเวลารับสิทธิตลอดชีวิต โดยระเบียบใหม่กำหนดให้จ่ายบำเหน็จรายเดือนเฉพาะผู้ที่ออกงานก่อนปีงบประมาณ 2567 จนกว่าจะได้รับเงินชดเชย ซึ่งขัดกับสิทธิพื้นฐานที่กำหนดไว้ในระเบียบ พ.ศ. 2557 โดยเปลี่ยนรูปแบบรายได้ตลอดชีวิตเป็นการให้เงินชดเชยครั้งเดียว แทนสิทธิเดิมถือเป็นการลดสิทธิ การรอนสิทธิ ซึ่งผู้รับบำเหน็จไม่เคยรับทราบล่วงหน้าและไม่ได้มีส่วนร่วมในการพิจารณา ส่งผลให้สูญเสียสิทธิการรับบำเหน็จรายเดือนตลอดชีวิต เสียสิทธิบำเหน็จตกทอดให้ทายาท สูญเสียหลักประกันระยะยาว และเสี่ยงต่อปัญหาความไม่มั่นคงในชีวิตหลังเกษียณ ซึ่งเป็นผลกระทบโดยตรงและร้ายแรง อีกทั้งยังกระทบเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกองทุนบำเหน็จกองทุนตามระเบียบ พ.ศ. 2557 ที่ถูกออกแบบให้เป็นระบบดูแลผู้เกษียณจนกว่าจะถึงแก่ความตาย เป็นหลักประกันให้ครอบครัวผ่านบำเหน็จตกทอด การยกเลิกสิทธิเหล่านี้เป็นการสวนทางกับเจตนารมณ์เดิมของคุรุสภาและหลักการคุ้มครองผู้ปฏิบัติงาน จึงขอให้ กมธ.ประสานไปยังคุรุสภาพิจารณาทบทวนการยกเลิกระเบียบ พ.ศ. 2557 ซึ่งเป็นฐานสิทธิของผู้รับบำเหน็จและคุ้มครองสิทธิของผู้รับบำเหน็จให้ได้รับสิทธิตามเจตนารมณ์เดิม พร้อมจัดให้มีการหารือผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อแก้ปัญหาอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และยึดหลักความถูกต้อง หลีกเลี่ยงการออกระเบียบย้อนหลัง ซึ่งกระทบต่อความมั่นคงในชีวิตของผู้ปฏิบัติหน้าที่มายาวนาน

ด้าน นายปรีดา กล่าวว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของ กมธ. เพื่อพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของมติยกเลิกระเบียบดังกล่าว และจะส่งเรื่องให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาทบทวนระเบียบที่ออกมา โดยขอให้ประชาชนติดตามการแก้ไขปัญหาครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 19/11/2568

ศาลปกครองสูงสุด สั่งเพิกถอนประกาศกระทรวงแรงงานที่อนุญาตให้นักบินต่างชาติทำการบินในเส้นทางบินภายในประเทศ เหตุออกโดยมิชอบ กระทบโอกาสในการประกอบอาชีพของคนไทย

ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง การอนุญาตให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าว ซึ่งจะเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ประจำหน้าที่นักบินประจำอากาศยานด้วยวิธีการเช่าพร้อมผู้ประจำหน้าที่ (Wet Lease) ตามกฎหมายว่าด้วยการเดินอากาศ ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2567 โดยให้นับแต่วันที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา

ทั้งนี้คดีดังกล่าว สมาคมนักบินไทย และนายกสมาคมนักบินไทย ได้ยื่นฟ้อง กระทรวงแรงงานกับพวกรวม 2 คน ขอให้ศาลฯมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเพิกถอนประกาศกระทรวงแรงงาน ดังกล่าว ที่ รมว.แรงงาน ออกตามที่บริษัทเอกชนผู้ประกอบธุรกิจในการเดินอากาศรายหนึ่งได้มีหนังสือถึง เพื่อขอความอนุเคราะห์พิจารณาการใช้ผู้ควบคุมอากาศยานต่างชาติทำการบินในเส้นทางบินภายในประเทศเป็นการชั่วคราว โดยอ้างว่า เนื่องจากภาครัฐบาลได้มีนโยบายกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศและสายการบินฯ มีแผนในการจัดหาอากาศยานแบบ A320 จำนวน 2 ลำ ด้วยวิธีการเช่าพร้อมผู้ประจำหน้าที่ (Wet Lease) มาใช้บริการในเส้นทางบินภายในประเทศเป็นการชั่วคราว

ส่วนที่ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศดังกล่าว ระบุเหตุผลว่า เมื่อพิเคราะห์ถึงบทบัญญัติตามมาตรา 7 วรรคสอง และมาตรา 14 พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 2560 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการออกประกาศที่พิพาทอันเป็นการยกเว้นให้คนต่างด้าวทำงานในราชอาณาจักรแล้ว แม้ว่าในเรื่องดังกล่าวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานจะมีอำนาจตามกฎหมายในการออกประกาศยกเว้นได้ก็ตาม แต่การใช้อำนาจตามกฎหมายเช่นว่านั้นจะต้องเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเรื่องที่มีความจำเป็นในการรักษาความมั่นคง การเศรษฐกิจของประเทศ หรือการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะตามนัย มาตรา 14 แห่งพระราชกำหนดดังกล่าว และจะต้องไม่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ โอกาสในการประกอบอาชีพและวิชาชีพของคนไทย การส่งเสริมภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ไทย และความต้องการแรงงานต่างด้าวที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศเท่านั้น

เมื่อการออกประกาศที่พิพาทในคดีนี้เป็นกรณีสืบเนื่องมาจากการที่บริษัทเอกชนผู้ประกอบธุรกิจในการเดินอากาศรายหนึ่งได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เพื่อขอความอนุเคราะห์พิจารณาการใช้ผู้ควบคุมอากาศยานต่างชาติทำการบินในเส้นทางบินภายในประเทศเป็นการชั่วคราว ซึ่งเห็นได้ว่ามิใช่เป็นกรณีพิเศษเฉพาะเรื่องตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ การออกประกาศที่พิพาทในคดีนี้จึงมีลักษณะเป็นการออกกฎที่ไม่ได้รักษาประโยชน์สาธารณะตามที่พ.ร.ก.กำหนดการจัดการการทำงานของคนต่างด้าว 2560บัญญัติไว้ แต่เป็นการรักษาประโยชน์สาธารณะด้านอื่น ซึ่งถือเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศดังกล่าวฯ

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 18/11/2568

16 สภาองค์การนายจ้าง ยื่นหนังสือคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 3 ฉบับ ของพรรคประชาชน

นายวิรัตน์ รักษ์พันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา พร้อม พันตำรวจโท สุริยา บาราสัน ประธานคณะอนุ กมธ.ด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ใน กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา และคณะ รับหนังสือคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่..) พ.ศ. .... จำนวน 3 ฉบับ จาก ดร.เนาวรัตน์ ทรงสวัสดิ์ชัย ประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) และคณะสภาองค์การนายจ้าง 16 องค์การ เนื่องจากเห็นว่าร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ มีข้อกฎหมายที่กระทบต่อสถานประกอบกิจการ

โดย ดร.เนาวรัตน์ กล่าวว่า ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับแรก เสนอโดย นายจรัส คุ้มไข่น้ำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) และคณะ ที่มีสาระสำคัญแก้ไขเพิ่มเติมให้ลดชั่วโมงการทำงานของลูกจ้าง จากเดิมทำงาน 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ปรับลดลงเป็น 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เนื่องจากทางผู้ประกอบการส่วนใหญ่ เห็นว่าจะส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาต่อต้นทุนแรงงานอย่างแน่นอน และกระทบต่อลูกจ้างด้วย เพราะเมื่อมีชั่วโมงการทำงานที่น้อยลง จะทำให้มีรายได้ลดลง รวมถึงเรื่องการแก้ไขเพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์จาก 1 วัน เป็น 2 วัน และเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติมสิทธิการลาพักผ่อนประจำปีของลูกจ้าง จากเดิม 6 วัน เป็น 10 วันต่อปี ทางผู้ประกอบการเห็นว่าจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง และสุดท้าย ผู้ประกอบการอาจหันไปใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำงานแทนแรงงาน ซึ่งจะทำให้แรงงานต้องตกงานเป็นจำนวนมาก ส่วนร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่สอง เสนอโดย น.ส.วรรณวิภา ไม้สน สส.บัญชีรายชื่อ ปชน. ที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องการลา เนื่องจากมีประจำเดือน เดือนละ 3 วันโดยไม่นับรวมกับวันลาป่วยประจำปี 30 วันที่มีอยู่แล้ว ทางผู้ประกอบการเห็นว่าเป็นการทำให้ต้นทุนของผู้ประกอบการสูงขึ้น รวมถึงเรื่องมุมนมแม่ ซึ่งโรงงานโดยทั่วไปจะมีไว้รองรับอยู่แล้ว แต่หากกำหนดขนาดห้องและอุปกรณ์ด้วย จะเป็นข้อจำกัดต่อผู้ประกอบการรายเล็กที่ไม่สามารถดำเนินการได้

นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่สาม เสนอโดย นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ ปชน. ซึ่งมีการกำหนดการจ้างงานเป็นรายเดือนทั้งหมดนั้น เห็นว่าเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนในการสัญญาจ้างมากเกินไป เพราะแต่ละอุตสาหกรรมมีการใช้แรงงานที่แตกต่างกัน ส่วนเรื่องการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำ ควรให้เป็นไปตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดว่าต้องพิจารณาเรื่องเงินเฟ้อ ความสามารถในการจ่าย เศรษฐกิจ และค่าครองชีพ ประกอบกัน รวมถึงการขึ้นค่าแรงให้กับแรงงานฝีมือ ควรให้คณะกรรมการไตรภาคีทั้งจากส่วนกลาง กับคณะกรรมการไตรภาคีระดับจังหวัด ร่วมกันพิจารณา

ด้าน ประธาน กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา กล่าวภายหลังรับหนังสือ ว่า ตามที่สภาผู้แทนราษฎร ได้รับหลักการร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พร้อมตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาร่างฯ นั้น ขณะนี้ในส่วนของวุฒิสภา ได้มอบหมายให้ กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา พิจารณาศึกษาคู่ขนานกับสภาผู้แทนราษฎร โดยหนังสือที่มายื่นคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 3 ฉบับดังกล่าว ตนจะส่งให้คณะอนุ กมธ.ด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ใน กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา พิจารณาศึกษาข้อมูลในเบื้องต้น ก่อนนำข้อมูลมาพิจารณาในที่ประชุม กมธ. พร้อมจะเชิญผู้แทน 16 สภาองค์การนายจ้างมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 18/11/2568

ปลดล็อก รย.17–รย.18 หนุน 'ไรเดอร์-ไดรเวอร์' 2 แสนรายเข้าระบบ

นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการแถลงข่าวความคืบหน้ามาตรการบรรเทาผลกระทบให้แก่กลุ่มผู้ขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมด้วยนางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายไชยชนก กล่าวว่า ภายหลังการรับหนังสือร้องเรียนจากไรเดอร์ และไดรเวอร์ เรื่อง “ประกาศเรื่องรถรับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ (รย.17 และ รย.18)” ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ขับขี่กว่า 200,000 ราย เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา กระทรวงดีอี และกระทรวงคมนาคม โดย ETDA และกรมการขนส่งทางบก(ขบ.) ได้เร่งประสานงาน สถาบันการเงิน และภาคเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบดังกล่าว และกำหนดเป็น 5 มาตรการสำคัญในการช่วยเหลือไรเดอร์และไดรเวอร์ทั่วประเทศ โดยมีกรอบระยะเวลาดำเนินการตั้งแต่วันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 - 28 กุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้

1. ลงทะเบียนผู้ขับขี่สำหรับจดทะเบียนรถรับจ้างสาธารณะผ่านแอปฯ โดย ETDA

- เปิดให้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://driververify.mdes.go.th (ล็อกอินผ่าน Thai ID) ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งเมื่อข้อมูลได้รับการยืนยันจากแพลตฟอร์ม จะได้รับ “ใบรับแจ้งลงทะเบียน” (QR Code) เพื่อใช้แสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทันที และผู้ขับขี่จะต้องดำเนินการจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะและทำใบขับขี่สาธารณะกับกรมการขนส่งทางบกให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

2.แก้ปัญหาไฟแนนซ์-ลีสซิ่ง-ประกันภัย

- กรมการขนส่งทางบก อนุญาตให้รถที่ติดไฟแนนซ์สามารถใช้สำเนาใบคู่มือจดทะเบียน ยื่นจดทะเบียนแทนเล่มจริงได้ ไปจนถึงวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569

- ขอความร่วมมือบริษัทลีสซิ่งทุกราย ลดค่าธรรมเนียมเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อ โดยขณะนี้ ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb) จะนำร่องเป็นรายแรก จากเดิม 1% ของยอดเงินคงเหลือตลอดสัญญา เหลือ 0.25% ต่อปี

- ให้สามารถใช้ประกันภัยชั้น 3 (ภาคสมัครใจ) ได้ ไม่จำเป็นต้องทำประกันสาธารณะชั้น 1 เพื่อลดค่าใช้จ่าย โดยได้ขอความร่วมมือกับบริษัทลีสซิ่งทุกราย ซึ่ง ทีเอ็มบีธนชาต หรือ ทีทีบี (ttb)) ให้การตอบรับเป็นรายแรก

3. ปลดล็อกเอกสาร-ขนาดเครื่องยนต์

- แก้ปัญหาภูมิลำเนาของผู้ขับขี่รถยนต์สาธารณะ โดยใช้เอกสารเฉพาะส่วนบุคคล เช่น บัตรนักเรียน-นักศึกษา เอกสารการทำงานในพื้นที่ กทม. ลดปัญหาการหาผู้รับรอง

- พิจารณาขยายขนาดเครื่องยนต์รถจักรยานยนต์สาธารณะ จากเดิม 125 ซีซี โดยจะร่วมหารือการปรับปรุงกฎหมาย ร่วมกับ กระทรวงสาธารณสุข สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สภาผู้บริโภค เพื่อกำหนดขนาดซีซีที่เหมาะสมต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 1 เดือน

4. พิจารณาแก้กฎหมายให้นำรถเช่ามาให้บริการสาธารณะผ่านแอปฯได้

กระทรวงดีอีได้หารือร่วมกับกระทรวงคมนาคม เบื้องต้นกระทรวงคมนาคมเห็นชอบในหลักการแก้ไขกฎกระทรวง และอยู่ระหว่างการดำเนินการของกรมการขนส่งทางบก

5. มาตรการมอบเงินสนับสนุนพิเศษ

กระทรวงดีอีประสานแพลตฟอร์มผู้ให้บริการมอบเงินสนับสนุนช่วยเหลือผู้ขับขี่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยมี Grab และ LINE MAN ให้การตอบรับและพร้อมสนับสนุนเงินพิเศษ ซึ่งผู้ขับขี่จะได้รับเงินสนับสนุนตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาทต่อคน

นอกจากนี้ยังมีแนวทางในการเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลแพลตฟอร์มผู้ให้บริการ หากพบผู้ให้บริการรายใดไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปล่อยปละละเลยให้รถที่ผิดกฎหมายและไม่ได้จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะมาให้บริการ กระทรวงดีอีพร้อมดำเนินการทันที

“กระทรวงดีอีให้ความสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว ซึ่งกลุ่มไรเดอร์ และไดรเวอร์ ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเร่งหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยปลดล็อกผู้ประกอบอาชีพขับขี่รถรับจ้างผ่านแอปฯ ให้สามารถเข้าสู่ระบบได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรม ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทุกภาคส่วนที่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่จนได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น โดยมีเป้าหมายเพื่อการสนับสนุนผู้ให้บริการภาคดิจิทัลให้ได้รับความเป็นธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย การควบคุมดูแลแพลตฟอร์มที่โปร่งใส และดูแลประชาชนผู้ใช้บริการให้ได้รับความมั่นคงปลอดภัยต่อไป” นายไชยชนก กล่าว

ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 17/11/2568

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง