Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เสนอ 6 มาตรการ Build Back Hat-Yai สร้างเศรษฐกิจใหม่ ไปให้ไกลกว่าฟื้นฟูเยียวยา

นายวีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยถึงแผนพลิกฟื้นหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ในฐานะที่เป็นคนหาดใหญ่ ผ่านวิกฤติน้ำท่วมใหญ่มา 4 ครั้ง ว่า สำหรับครั้งนี้ตนได้ลงพื้นที่ไปสังเกตการณ์และให้กำลังใจผู้ประสบภัย พร้อมกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคด้วย ซึ่งคนหาดใหญ่มักพูดกันว่าหาดใหญ่แย่ลงทุกครั้งหลังน้ำท่วม แต่ครั้งนี้ขอให้ไม่เป็นเช่นนั้น และที่สำคัญทุกองคาพยพต้องกับมาช่วยกันสร้างหาดใหญ่ให้กลับมาเป็นเส้นเลือดเศรษฐกิจหนึ่งของประเทศให้ได้

นายวีระพงษ์ กล่าวถึง การสร้างเศรษฐกิจใหม่ Build Back Hat-Yai ไปให้ไกลกว่าฟื้นฟูเยียวยา ว่า มีเรื่องสำคัญต้องลงมือทั้งหมด 6 มาตรการ

มาตรการที่หนึ่ง “สร้างแผนเปิดเมือง” การสร้างแผนเปิดเมืองที่ชัดเจน ทั้งด้านอาหาร น้ำ การรักษาพยาบาล ระบบสาธารณูปโภค การซ่อมแซม การทำความสะอาด รวมถึงการประกอบธุรกิจ

มาตรการที่สอง “สร้างความรวดเร็ว เยียวยา ครบจบในที่เดียว”การสร้างความรวดเร็ว เยียวยา ครบจบในที่เดียว โดยเฉพาะภาครัฐต้องทำให้การเบิกจ่ายง่าย รวดเร็ว และเป็นต้นทุนต่อประชาชนน้อยที่สุด ควรมีแอปพลิเคชันหรือศูนย์กลางการติดต่อที่ทำให้ประชาชนกรอกข้อมูลเพียงครั้งเดียว แล้วรอรับบริการภาครัฐ หรือเงินช่วยเหลือตามสิทธิได้ ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนตั้งหลักได้เร็วขึ้นด้วย

มาตรการที่สาม “สร้างความชัดเจน แยกเงินให้ชัด” ภาครัฐร่วมกับเอกชนจัดทำฐานข้อมูลเดียว ที่ระบุช่องทางช่วยเหลือต่างๆ อย่างครบถ้วน โดยสามารถแยกตามกลุ่มเป้าหมาย ประชาชนที่บ้านเรือนหรือธุรกิจเสียหาย จะรู้ได้ว่าสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเท่าไหร่

มาตรการที่สี่ “สร้างความเชื่อมั่น ฟื้นฟูการท่องเที่ยว” รัฐบาลต้องรีบสร้างความเชื่อมั่นว่ามาเที่ยวหาดใหญ่ปลอดภัย ผ่านมาตรการที่ชัดเจน ซึ่งสามารถทำโปรโมชั่นเสริมในช่วงฟื้นฟู จะทำให้ได้ประโยชน์ 2 เด้ง ทั้งดึงนักท่องเที่ยวและทำให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น

มาตรการที่ห้า “สร้าง SMEs ใหม่ สร้างงานที่ดี” ธุรกิจขนาดกลางและย่อม เป็นหัวใจเศรษฐกิจหาดใหญ่ ภาคใต้ควรใช้โอกาสนี้สนับสนุนการปรับตัวของธุรกิจให้รวดเร็ว ตรงจุด ให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ธุรกิจเข้ากับมาตรการช่วยเหลือทางการเงิน คือ ต้องเป็นสูตรเงินบวกคำปรึกษาถึงพลิกฟื้นธุรกิจให้ฟังได้

และมาตรการที่หก “สร้างหาดใหญ่ให้รองรับภัยพิบัติได้ดีขึ้น” รัฐบาลควรทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่

ทั้งนี้ ตนหวังว่าจะได้เห็นนโยบายที่เป็นรูปธรรมและตรงจุดจากภาครัฐในเร็ววัน และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประสบภัยทุกคน

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 30/11/2568

เผยธุรกิจจัดหาและรับเหมาแรงงานสร้างรายได้แตะ 9.7 หมื่นล้านบาท

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการวิเคราะห์สถิติ จดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลและผลการนำส่งงบการเงินล่าสุด ประจำเดือนตุลาคม 2568 พบว่า ‘ธุรกิจจัดหาและรับเหมาแรงงาน (Outsource)’ มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านจำนวนผู้ประกอบการ รายได้ และผลกำไร สอดคล้องกับตลาดที่มีความต้องการแรงงานทักษะและประสบการณ์เฉพาะด้าน ซึ่งการจ้างคนทำงานในรูปแบบ Outsource จะช่วยลดปัญหาขาดแคลนพนักงาน รวมถึงลดต้นทุนการจ้างงาน และช่วยให้องค์กรเกิดการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่ดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว

ธุรกิจกลุ่มนี้ครอบคลุมการให้บริการจ้างงานชั่วคราวและการจัดหาทรัพยากรมนุษย์ แบ่งลักษณะงานออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ 1) งานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทางธุรกิจ อาทิ บัญชี บริการลูกค้า 2) งานเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การดูแลระบบเครือข่าย และการพัฒนาแอปพลิเคชัน และ 3) งานทรัพยากรบุคคล เช่น การสรรหาและการฝึกอบรมพนักงาน

ประเทศไทยมีนิติบุคคลในธุรกิจจัดหาและรับเหมาแรงงาน (Outsource) 2,958 ราย ทุนจดทะเบียน 9,834 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 153 ราย คิดเป็น 5.45% เมื่อเทียบกับเดือนตุลาคม 2567 โดยช่วง 10 เดือนของปี 2568 (ม.ค.-ต.ค.68) มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 266 ราย ทุนจดทะเบียน 411 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38 ราย คิดเป็น 16.67% ทั้งนี้ หากวิเคราะห์ไป 3 ปีย้อนหลัง (2565-2567) จะมีค่าเฉลี่ยการจัดตั้งธุรกิจใหม่อยู่ที่ 266 รายต่อปี โดยธุรกิจฯ เกือบทั้งหมดมีขนาดเล็ก (S) 2,679 ราย คิดเป็น 90.57% ขนาดกลาง (M) 220 ราย คิดเป็น 7.44% และขนาดใหญ่ (L) 59 ราย คิดเป็น 1.99%

ด้านผลประกอบการของธุรกิจ Outsource มีทิศทางเติบโตต่อเนื่อง โดยปี 2567 อยู่ที่ 97,271 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4,103 ล้านบาท คิดเป็น 4.40% เมื่อเทียบกับปี 2566 ขณะที่กำไรสุทธิในช่วงปี 2565-2567 เฉลี่ยปีละกว่า 2,472 ล้านบาท โดยปี 2567 มีกำไร 2,643 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.80 ล้านบาท คิดเป็น 1.88% เมื่อเทียบกับปี 2566

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนว่า กลุ่มธุรกิจ Outsource เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดแรงงานยุคใหม่ เพราะเป็นตัวช่วยที่เข้ามาแก้ปัญหาด้านบุคลากรให้กับธุรกิจได้อย่างตรงจุด การจ้างพนักงานที่มีทักษะเฉพาะตามที่องค์กรต้องการเข้ามาเสริมทีมในการทำงาน หรือขยายงานให้กว้างออกไป ทำให้องค์กรสามารถมุ่งเน้นภารกิจหลักได้เต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ดี ธุรกิจอาจต้องเผชิญความท้าทายด้านการหมุนเวียนพนักงาน หรือการลาออกที่ส่งผลให้การทำงานไม่มีความต่อเนื่อง รวมไปถึงการรักษาความลับหรือความปลอดภัยของข้อมูลองค์กรที่ต้องธุรกิจต้องวางรูปแบบการทำงานอย่างรอบคอบ

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเชื่อว่าธุรกิจจัดหาและรับเหมาแรงงานจะยังคงเติบโตแข็งแกร่งต่อเนื่อง และมีบทบาทสำคัญในการยกระดับศักยภาพองค์กรไทย เพิ่มความคล่องตัวในการทำงาน และช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ สอดคล้องกับการคาดการณ์ของอุตสาหกรรม Business Process Outsource ซึ่งประเมินว่าธุรกิจดังกล่าวจะขยายตัวเฉลี่ยกว่า 9% ต่อปี ไปจนถึงปี 2030 โดยปี 2567 มีมูลค่าเศรษฐกิจรวม 303 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเฉพาะกลุ่มบริการทางการเงิน ไอที และโทรคมนาคม ที่เป็นปัจจัยหนุนสำคัญต่อการเติบโตของธุรกิจนี้

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 29/11/2568

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ เรียกร้องต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในภาวะวิกฤติมหาอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ออกจดหมายเปิดผนึก "ข้อเรียกร้องต่อการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในภาวะวิกฤติมหาอุทกภัยพื้นที่ภาคใต้" ระบุว่าจากวิกฤติมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ทำให้ประชาชน ผู้ประกอบธุรกิจ ลูกจ้าง ภาคราชการที่ให้บริการแก่ประชาชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง องค์กรภาคเอกชนและกลุ่มบรรเทาสาธารณภัยได้เร่งระดมให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างสุดกำลัง

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ ได้ติดตามสถานการณ์อุทกมหาภัยในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง โดยเฉพาะจังหวัดสงขลา จากสถิติแรงงานข้ามชาติในพื้นที่สงขลา ปัตตานี และ สตูลมีแรงงานข้ามชาติ ประมาณ 55,208 คน มีแรงงานข้ามชาติในจังหวัดสงขลาจำนวน 41,602 คน จังหวัดปัตตานี 6,148 คน จังหวัดยะลาจำนวน 3,837 คน และจังหวัดสตูล 3,621 คน จากสถานการณ์น้ำท่วมรุนแรงในรอบ 25 ปีทำให้เมืองหาดใหญ่และจังหวัดชายแดนภาคใต้เสียหายกระทบต่อเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว เกษตรกรรม และภาคธุรกิจ โรงงาน 715 แห่งหยุดการทำงาน พื้นที่เกษตรเสียหายกว่า 3.7 หมื่นไร่ ขนส่งสินค้าและการเดินทางถูกตัดขาด ความเสียหายประเมินสูงถึงวันละ 1,000–1,500 ล้านบาท

โดยเบื้องต้นพบว่าแรงงานข้ามชาตินอกจากต้องการความช่วยเหลือฉุกเฉินเพื่อความปลอดภัยในชีวิตและปัจจัยยังชีพจากฝ่ายบรรเทาสาธารณภัยแล้ว ยังพบข้อกังวลที่เกี่ยวข้องกับเอกสารของแรงงานข้ามชาติที่สูญหายหรือชำรุดในช่วงภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือเดินทาง ใบอนุญาตทำงาน ที่จะต้องยืนยันสถาะบุคคลของแรงงาน บัตรประกันสุขภาพเพื่อรับการบริการทางสาธารณสุข และเอกสารเพื่อติดต่อราชการ

เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติจึงเรียนมาเพื่อส่งข้อเรียกร้องมายังท่านในการเร่งพิจารณาแนวทางการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ประสบภัยพิบัติ ดังนี้

ข้อเสนอเร่งด่วน

1. ประกาศรับสมัครอาสาสมัครที่เป็นแรงงานข้ามชาติ ร่วมกับกลุ่มบรรเทาสาธารณภัย ในการติดตามให้การช่วยเหลือแรงงาน ในภาษาที่แรงงานข้ามชาติสามารถสื่อสารได้

2. ประกาศนโยบายช่วยเหลือฉุกเฉินแก่แรงงานข้ามชาติที่ไม่สามารถเดินทางไปทำงานให้ถือเป็นวันหยุดโดยไม่คำนวนหักเป็นวันหยุดตามสิทธิที่กฎหมายกำหนด เพื่อเสริมสร้างกำลังใจให้แก่แรงงานที่ประสบภัยสามารถรับมือกับวิฤติโดยมิพักต้องกังวลถึงผลกระทบจากการหยุดงานซึ่งอาจจะมีผลต่อการพิจารณาสิทธิพิเศษตามนโยบายของนายจ้าง (หากมี)

3. แรงงานข้ามชาติจำนวนมากเป็นแรงงานอัตราจ้างรายวัน กล่าวคือจะได้รับค่าจ้างเฉพาะในวันที่ทำงานจริงเท่านั้น ดังนั้นในห้วงวิฤตินี้จึงไม่สามารถไปทำงานและมีเงินค่าจ้างได้ เพื่อบรรเทาความเดือนร้อนของแรงงานข้ามชาติในการชำระเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม กระทรวงแรงงานควรพิจารณาผ่อนผันการใช้เงินสมทบฝ่ายนายจ้าง-ลูกจ้างเป็นการชั่วคราวอย่างน้อยเป็นเวลา 3 เดือน นับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

4. สำนักงานประกันสังคมเร่งประชาสัมพันธ์สิทธิประโยชน์จากกองทุนที่ลูกจ้างสามารถใช้สิทธิในเนื่องจากภาวะวิฤตินี้โดยเร็วและควรต้องมีภาษาของแรงงานข้ามชาติอย่างน้อย 2 ภาษา คือภาษาเมียนมาและภาษากัมพูชา โดยเฉพาะสิทธิกรณีว่างงาน เป็นต้น

5. หลังวิฤตการณ์ครั้งนี้แน่นอนว่าจะต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูโดยเฉพาะที่พักอาศัยและอาจจะยังไม่สามารถกลับเข้าไปทำงานตามปกติได้ในระยะเวลาอันสั้น เพื่อเป็นเร่งการบำบัดฟื้นฟูกระทรวงแรงงานควรพิจารณาออกนโยบายการสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างให้แรงงานทุกคนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่เลือกปฎิบัติรวมถึงลดเงื่อนไขการพิจารณาเพื่อให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงได้โดยสะดวกรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

6. กระทรวงแรงงานควรพิจารณาจัดสรรเงินกองทุนบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวเพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองแรงงานข้ามชาติในการบรรเทาสาธารณะภัยและต้องประชาสัมพันธ์ให้แรงงานข้ามชาติเข้าถึงข้อมูลและเข้าถึงกองทุนโดยเร็ว

7. กระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางานและสำนักงานจัดหางานจังหวัดต้องจัดทำศูนย์ประสานงานการออกเอกสารแทนใบอนุญาตทำงานให้แก่แรงงานข้ามชาติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม รวมทั้งมีมาตรการผ่อนผันการอยู่ในประเทศไทยเป็นการชั่วคราว โดยให้เอกสารแทนใบอนุญาตทำงานเป็นเอกสารแสดงตนแทนหนังสือเดินทางและการตรวจลงตราวีซ่าเพื่อรองรับสถานการณ์เอกสารหนังสือเดินทางสูญหายตามระยะเวลาที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยตามสิทธิของแรงงานข้ามชาติ หรืออย่างน้อย 1 ปี เนื่องจากปัจจุบันการดำเนินการจัดทำเอกสารแทนหนังสือเดินทางจากประเทศต้นทางยังเป็นไปโดยความยากลำบาก

8. กระทรวงแรงงานควรพิจารณาและออกนโยบายเร่งด่วนเพื่อขยายระยะเวลาการผ่อนผันให้แรงงานข้ามชาติสัญชาติพม่ากลุ่มที่กำลังดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานและการตรวจลตราวีซ่าตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 ซึ่งกำหนดให้ต้องต่อใบอนุญาตทำงานให้เสร็จภายใน 13 ธันวาคม 2568 ซึ่งปัจจุบันยังติดปัญหาในเรื่องการยื่นขอต่อใบอนุญาตทำงานผ่านระบบ E-workpermit ที่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ โดยผ่อนผันให้สามารถอยู่และทำงานในราชอาณาจักรออกไปเป็นการชั่วคราวอย่างน้อย 3 เดือน นับตั้งแต่วันที่ 13 ธันวาคม 2568 ถึง13 มีนาคม 2569

ที่มา: Migrant Working Group, 28/11/2568

กกจ.ดันแรงงานไทยไปต่างประเทศ จับมือเอกชนขยายตลาดงาน-ดูแลคุณภาพชีวิต

นายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน (กกจ.) มอบนโยบายด้านการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศ ประจำปี 2569 โดยมีผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติ น.ส.ทิพวรรณ ธงศรี ผู้อำนวยการกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ และ นายบัญชา ยืนยงจงเจริญ รองอธิบดีกรมการกงสุล เข้าร่วมพร้อมเป็นวิทยากรพิเศษบรรยายให้ความรู้แก่ผู้รับอนุญาตจัดหางานเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ กว่า 300 คน ณ ห้องแกรนด์บอลรูม รัชดา ชั้น 3 โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพมหานคร

นายสมชาย กล่าวว่า กระทรวงแรงงานภายใต้การกำกับดูแลของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มีนโยบายสำคัญในการส่งเสริมให้ “คนไทย ต้องมีงานทำ”ควบคู่กับการสร้างโอกาสให้แรงงานไทยมีงานทำในต่างประเทศ เพื่อเพิ่มรายได้ สร้างความมั่นคงให้แก่แรงงานไทยและครอบครัว โดยได้เร่งผลักดันนโยบายเร่งด่วน (Quick Big Win) ตั้งเป้าจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศกว่า 50,000 อัตรา ภายใน 4 เดือน ยกระดับแรงงานไทยให้เป็นแรงงานที่มีคุณภาพ พัฒนาทักษะใหม่ (New Skills) โดยเร่งขยายตลาดแรงงานต่างประเทศและสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ – เอกชน เพื่อรองรับความต้องการแรงงานในตำแหน่งที่ขาดแคลน ซึ่งการส่งเสริมการไปทำงานต่างประเทศเป็น 1 ใน 5 นโยบายหลักของกระทรวง ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากบริษัทจัดหางานในการผลักดันการจัดส่งแรงงาน พร้อมทั้งขยายตลาดแรงงานในประเทศที่มีทักษะสูง ติดตามสภาพการทำงานและความปลอดภัยของแรงงาน ตลอดจนพัฒนาทักษะและความสามารถด้านภาษาของกำลังแรงงานให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงานต่างประเทศ

นายสมชาย กล่าวว่า กกจ. มีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนและส่งเสริมแรงงานไทยให้ไปทำงานในต่างประเทศ ในปี 2568 ได้จัดส่งแรงงานไทย จำนวนมากกว่า 110,000 คน พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 30.33 หรือ 33,379 คน เดินทางไปทำงานในต่างประเทศผ่านบริษัทจัดหางาน ถือว่าภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศ กกจ.จึงได้เตรียมแผนเร่งรัดขับเคลื่อนการส่งคนหางานไปทำงานต่างประเทศให้ได้ตามเป้าหมาย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ที่ส่งออกแรงงานได้ เพื่อให้การจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในต่างประเทศเป็นธรรมและคุ้มครองสิทธิแรงงานไทย เป็นการสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการจัดส่งแรงงานไทยไปต่างประเทศกับนานาชาติได้อีกทางหนึ่ง โดยมุ่งหวังให้คนหางานได้รับประโยชน์สูงสุด ทั้งจากการมีงานทำที่ดี มีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถสร้างรายได้ส่งกลับประเทศไทยไม่น้อยกว่า 200,000 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งนำความรู้และเทคโนโลยีที่ได้จากการทำงานในต่างประเทศมาพัฒนาประเทศไทยต่อไป

“ทั้งนี้ คนหางานที่สนใจต้องการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ สามารถติดต่อได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทุกจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน” นายสมชาย กล่าว

ที่มา: มติชนออนไลน์, 27/11/2568

รัฐบาลไทย–ILO–อียู เปิดเวทีเสวนานโยบายระดับชาติ ต่อยอดความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ควบคู่มาตรฐานแรงงานที่เข้มแข็งของไทย

ท่ามกลางความไม่แน่นอนและความผันผวนของการค้าโลก การประสานนโยบายการค้ากับหลักการงานที่มีคุณค่า (Decent Work) เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว โดยประเด็นดังกล่าวเป็นข้อสรุปจากเวทีเสวนานโยบายระดับชาติที่จัดขึ้น ณ กรุงเทพมหานคร

เวทีเสวนาดังกล่าวจัดขึ้นเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2568 ภายใต้หัวข้อ “งานที่มีคุณค่า และความพร้อมด้านการค้า: การเสริมศักยภาพของประเทศไทยสู่ความสามารถในการแข่งขันในยุคที่การค้ากำลังเปลี่ยนแปลง” โดยกิจกรรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลไทย องค์การแรงงานระหว่างประเทศ และสหภาพยุโรป (EU) และมีผู้เข้าร่วมจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรฝ่ายนายจ้าง องค์กรฝ่ายลูกจ้าง คณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย นักวิชาการ และภาคประชาสังคมรวมกว่า 60 คน เข้าร่วมกิจกรรม

การเสวนามุ่งเน้นประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเชื่อมโยงการค้า มาตรฐานแรงงานและความยั่งยืน การบูรณาการหลักการเปลี่ยนผ่านที่ยุติธรรมให้เข้ากับโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy) ของไทย และแนวโน้มของข้อบทเกี่ยวกับแรงงานในการตกลงการค้าเสรี (FTAs)

นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า “ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถในการปรับตัวต่อความไม่แน่นอนของการค้าโลก และพร้อมที่จะใช้ประโยชน์จากโอกาสใหม่ ๆ

เพื่อพัฒนาการค้าของไทยให้เติบโตพร้อมแข่งขันได้และมีความเป็นธรรม โดยจำเป็นต้องบูรณาการนโยบายการค้า

การจ้างงาน นโยบายทางสังคม และมาตรฐานแรงงานให้สอดประสานกัน เวทีเสวนาครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวสำคัญสู่ความสอดคล้องด้านนโยบายและความมั่งคั่งร่วมกัน”

นางเสี่ยวเหยียน เฉียน ผู้อำนวยการสำนักงานประจำเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และสำนักงานประจำประเทศไทย กัมพูชา และสปป.ลาว องค์การแรงงานระหว่างประเทศกล่าวว่า “ประเทศไทยได้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจควบคู่กับงานที่มีคุณค่าและความเป็นธรรมทางสังคม องค์การแรงงานระหว่างประเทศขอชื่นชมบทบาทของกระทรวงแรงงาน รวมถึงการสนับสนุนจากสหภาพยุโรปที่ช่วยผลักดันเวทีเสวนาในครั้งนี้ร่วมกัน เรากำลังวางรากฐานเพื่อให้ขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าของไทยขับเคลื่อนด้วยงานที่มีคุณค่าและการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง”

ขณะที่นายอันเดรียส โรทเกอร์ หัวหน้าทีมปฏิบัติการด้านเครื่องมือทางนโยบายต่างประเทศ (FPI) ประจำเอเชียและแปซิฟิก ของสหภาพยุโรปกล่าวว่า “เวทีการเสวนาครั้งนี้สะท้อนความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรป องค์การแรงงานระหว่างประเทศ และรัฐบาลไทย โดยสหภาพยุโรปภูมิใจที่ได้สนับสนุนความพยายามของไทยสู่การเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืน เราเชื่อว่าประโยชน์ของการค้าเสรีจะมีพลวัตจริงเมื่อมีการเคารพสิทธิแรงงาน มีความครอบคลุม และการคุ้มครองความเป็นอยู่ที่ดีของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง”

นอกจากนี้ภายในงานมีการจัดประชุมเชิงลึกรายหัวข้อ อาทิ การลดอุปสรรคในการสร้างความสามารถในการแข่งขันทางการค้า การเปลี่ยนผ่านอย่างยุติธรรม แนวโน้มในมิติด้านเศรษฐกิจ และตลาดแรงงานที่เชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขัน โดยผู้เชี่ยวชาญจากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ หน่วยงานรัฐ และองค์กรพันธมิตรจากภาคประชาสังคมได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิบัติตามหลักการงานที่มีคุณค่า ซึ่งจะมีส่วนช่วยเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเวทีโลกและดึงดูดการลงทุนที่มีคุณภาพ

ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมการเสวนาแสดงความมุ่งมั่นร่วมกันในการเสริมสร้างความสอดคล้องของนโยบายการค้าและนโยบายแรงงาน โดยองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ร่วมกับสหภาพยุโรปจะสานต่อความร่วมมือกับรัฐบาลไทย องค์กรฝ่ายนายจ้าง และองค์กรฝ่ายลูกจ้าง เพื่อติดตามข้อเสนอแนะ รวมถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาความร่วมมือทางเทคนิค และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชีย–แปซิฟิก

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 25/11/2568

Jobsdb by SEEK เผยเทรนด์สำคัญในตลาดแรงงานไทยตลอดปี 2568 Gen Z และ AI กำลังพลิกตลาดงานไทย

ปี 2568 เป็นอีกปีที่ตลาดแรงงานไทยมีการมีความเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง Jobsdb by SEEK ในฐานะแพลตฟอร์มหางานออนไลน์ชั้นนำของประเทศไทย ได้รวบรวมเทรนด์สำคัญที่เกิดขึ้นและมีผลต่อภาพรวมของตลาดงานในประเทศไทย ตั้งแต่ความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของพนักงาน ผลกระทบจากเทคโนโลยี AI ไปจนถึงภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นของประกาศงานหลอกลวง เพื่อเป็นการทบทวนโอกาสและมอบมุมมองที่ชัดเจนให้แก่ผู้ประกอบการและผู้หางานให้สามารถรับมือกับทั้งโอกาสและความท้าทายในการก้าวเข้าสู่ปี 2569

คุณดวงพร พรหมอ่อน กรรมการผู้จัดการ Jobsdb by SEEK ประเทศไทย กล่าวว่า “ในปี 2568 นี้ เรามองว่าหลายองค์กรในไทยสังเกตเห็นว่า Gen Z ที่เติบโตมาในโลกดิจิทัลเริ่มเข้ามามีบทบาทกับตลาดงานมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ส่งผลให้องค์กรต่าง ๆ ต้องปรับตัวให้ยืดหยุ่นขึ้น ทั้งด้านโครงสร้างองค์กรและวิถีการทำงานให้คนทุกเจเนอเรชันสามารถทำงานด้วยกันอย่างราบรื่น

ขณะเดียวกันเทคโนโลยี AI ก็เป็นอีกเทรนด์หลักที่ตลาดงานไทยให้ความสำคัญ ถือเป็น ‘โอกาสสำคัญ’ ที่จะผลักดันให้แรงงานไทยพัฒนาทักษะเพิ่มเติม (Upskill) และเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskill) และยังมีปัญหาประกาศงานหลอกลวง (Job Scam) ที่ต้องเฝ้าระวังในสภาวะตลาดแรงงานที่แข่งขันสูงเช่นนี้

ในฐานะที่ Jobsdb by SEEK เป็นแพลตฟอร์มหางานออนไลน์ชั้นนำ เราจึงอยากเน้นย้ำเทรนด์สำคัญที่น่าจับตาเหล่านี้ เพื่อช่วยผู้ประกอบการและแรงงานไทยเห็นโอกาสและความท้าทายทั้งหมดเพื่อเตรียมพร้อมเดินหน้าสู่ตลาดแรงงานในปี 2569 ได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

แรงงาน Gen Z คือพลังสำคัญแห่งอนาคต และองค์กรควรสนับสนุนการทำงานร่วมกันของคนหลากหลายเจนฯให้ราบรื่นที่สุด

คนทำงานวัย Gen Z เป็นกลุ่มที่กำลังได้รับความสนใจจากหลากหลายองค์กรไทยในปีนี้ ทั้งในมิติของการตัดสินใจสมัครงาน การทำงานร่วมกับเจนฯอื่นๆ และการมีเป้าหมายที่แตกต่างไปจากเดิม การเติบโตมาในยุคดิจิทัลทำให้ Gen Z ให้ความสำคัญกับงานที่มีความหมาย และมองหาโอกาสที่จะได้เติบโตในสายอาชีพมากกว่าความมั่นคงแบบเดิม ทั้งสนับสนุนการทำงานแบบไฮบริด และคาดหวังในสวัสดิการที่ยืดหยุ่น อีกทั้งยังมองว่าการย้ายงานบ่อยไม่ใช่เรื่องเสียหายอีกต่อไป หากว่างานไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง เพื่อตอบโจทย์สิ่งที่คนทำงานรุ่นใหม่มองหา องค์กรควรริเริ่มปรับตัวโดยรับฟังความเห็นที่แตกต่าง และการพัฒนาทักษะเพื่อทำงานร่วมกันอย่างยั่งยืน ขณะเดียวกัน Gen Z ควรเปิดใจเรียนรู้ในเนื้องานและการทำงานร่วมกับทีม พร้อมปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของแต่ละองค์กรเพื่อให้สามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพสูงสุด

Jobsdb by SEEK มองว่าองค์กรที่เข้าใจและปรับตัวโดยเพิ่มความยืดหยุ่น สนับสนุนสวัสดิการด้านสุขภาพกายและสุขภาพจิต และจัดกิจกรรมเทรนนิ่งหรือคอร์สเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ จะช่วยเสริมภาพลักษณ์องค์กรให้ไม่ล้าหลัง

นอกจากนี้องค์กรยังสามารถผลักดันให้คนทำงานทุกเจเนอเรชันสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น ผ่านแนวทางการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างรุ่น เช่น reverse mentoring, การปรับรูปแบบการทำงานที่ยืดหยุ่นระหว่าง remote และ hybrid หรือการสื่อสารภายในที่เปิดกว้างและรับฟังเสียงพนักงานทุกกลุ่มอย่างแท้จริง

ในปีนี้เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้คนและองค์กรมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนอาจเกิดเป็นกระแสความกังวลว่าจะกลายเป็นภัยคุกคามต่อคนทำงาน

อย่างไรก็ตาม Jobsdb by SEEK มองว่าเทคโนโลยี AI ไม่ได้เข้ามาแย่งงานคน แต่เป็นเครื่องมือที่เข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้สามารถสืบค้นและวิเคราะห์ข้อมูลได้รวดเร็วและครอบคลุมยิ่งขึ้น

โดยข้อมูลจาก Jobsdb by SEEK พบว่า 65% ของผู้ประกอบการเริ่มพิจารณาให้ทักษะด้าน AI เป็นหนึ่งทักษะเสริมที่นำมาใช้ประกอบการจ้างงาน นอกจากนี้ ยังมีองค์กรกว่า 34% ที่นำ AI มาใช้ในกระบวนการสรรหาเพื่อคัดเลือกผู้สมัครที่เหมาะสมและแม่นยำยิ่งขึ้น

การเข้ามามีบทบาทของกลุ่ม Gen Z เทคโนโลยี AI และสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนไปล้วนเป็นตัวแปรสำคัญที่ผลักดันให้องค์กรไทยเร่งปรับตัวสู่รูปแบบการจ้างงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น

โดยข้อมูลจาก Hiring, Compensation & Benefits (HCB) Report ประจำปี 2568 ระบุว่า การเพิ่มสัดส่วนการจ้างงานแบบ Part-time และสัญญาจ้าง ควบคู่กับการจ้างงานประจำ สะท้อนถึงวิธีการบริหารทรัพยากรบุคคลให้สอดคล้องกับตลาดแรงงานยุคใหม่ โดยรูปแบบการจ้างงานเช่นนี้จะช่วยเพิ่มตัวเลือกให้ผู้สมัคร และรองรับความต้องการใหม่ๆ ของตลาดได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ทำให้ภาพรวมของตลาดแรงงานไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราการว่างงานต่ำเพียง 1% และตำแหน่งงานที่มีความต้องการสูง ได้แก่ งานสายธุรการ, ฝ่ายบุคคล (HR), ฝ่ายบัญชี และฝ่ายขายองค์กร (B2B)

ในปี 2568 นี้ องค์กรไทยเริ่มหันมาใส่ใจกับสวัสดิการและ Employee Value Proposition (EVP) มากขึ้น เพื่อสนับสนุนคุณภาพชีวิตพนักงานในทุกมิติ เช่น วันลาพิเศษ ห้องให้นมบุตร และเบี้ยเลี้ยงการศึกษา พร้อมนโยบายปรับเงินเดือน และมีโบนัสเพื่อรักษากำลังใจของพนักงานและดึงดูดให้บุคลากรคุณภาพทำงานได้ในระยะยาว นับว่าปีนี้เป็นปีแห่งการปรับกลยุทธ์และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรเพื่อตอบโจทย์แรงงานยุคใหม่และเสริมศักยภาพการแข่งขันในตลาดงานได้อย่างยั่งยืน

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องของตลาดงาน อีกหนึ่งความท้าทายที่ไม่หายไปคือประกาศงานหลอกลวงจากเหล่ามิจฉาชีพ Jobsbd by SEEK พบว่ารูปแบบการหลอกลวงของประกาศงานมักแฝงมาเพื่อชักนำผู้หางานให้เข้าสู่กิจกรรมผิดกฎหมายโดยไม่รู้ตัว เช่นเดียวกับกลุ่มมิจฉาชีพที่พัฒนากลยุทธ์การหลอกลวงให้แนบเนียนยิ่งขึ้น โดยส่วนใหญ่จะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียเป็นพื้นที่การประกาศจ้างงาน เนื่องจากขาดระบบตรวจสอบที่น่าเชื่อถือ

ในฐานะแพลตฟอร์มหางานออนไลน์ชั้นนำ Jobsdb by SEEK จึงพัฒนา SEEKPass ฟีเจอร์ด้านความปลอดภัยเพื่อยืนยันตัวตนและปกป้องข้อมูลส่วนตัวผู้ใช้งาน พร้อมเสริมมาตรการคัดกรองการประกาศงานที่เข้มงวดขึ้น เพื่อสร้างตลาดงานออนไลน์ที่เชื่อถือได้และปลอดภัยสำหรับทุกคนในประเทศไทย โดยแนะนำให้ผู้สมัครใช้เฉพาะเว็บไซต์หางานที่ได้รับการรับรอง หลีกเลี่ยงการติดต่อผ่านแอปแชทส่วนตัว และกรอกเฉพาะข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการสมัครงานเท่านั้น พร้อมตั้งค่าความเป็นส่วนตัวและใช้รหัสผ่านที่ปลอดภัย หากพบลักษณะของงานที่น่าสงสัย เช่น ค่าตอบแทนสูงเกินจริง ไม่มีรายละเอียดงานที่ชัดเจน ให้ถือว่าเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติ และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทันทีเพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของประกาศงานหลอกลวง

แม้ปี 2568 จะเป็นปีแห่งการปรับกลยุทธ์และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กร ข้อสรุปจาก Jobsdb by SEEK ชี้ให้เห็นว่า องค์กรไทยกำลังปรับตัวเชิงรุกต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาดและเศรษฐกิจ ด้วยการนำกลยุทธ์การจ้างงานแบบยืดหยุ่นมาใช้ ขยายสวัสดิการให้ครอบคลุม และผนวกทักษะใหม่ที่มีความสำคัญ เช่น ความสามารถทางด้าน AI (AI literacy) เข้ามา อีกทั้งยังเตรียมพร้อมเพื่อแข่งขันในตลาดงานที่เติบโตอย่างรวดเร็ว

เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2569 Jobsdb by SEEK ยังคงมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศการทำงานที่ปลอดภัยและเชื่อถือได้ รวมถึงสนับสนุนการเชื่อมโยงระยะยาวระหว่างองค์กรและแรงงานไทย และเพื่อตอกย้ำการเป็นแพลตฟอร์มหางานชั้นนำ Jobsdb by SEEK จะเดินหน้าแบ่งปันข้อมูลใหม่ ๆ และเทรนด์งานที่กำลังจะเกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการและบุคลากรในทุกระดับ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง การขยายองค์ความรู้ และการส่งเสริมทัศนคติแบบ Growth Mindset เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นใจ

ที่มา: ข่าวสด, 25/11/2568

เครือข่ายคนทำงาน วอน กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา ผลักดันร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับพรรคประชาชน

นายวิรัตน์ รักษ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา รับหนังสือจากนายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน และคณะผู้แทนเครือข่ายคนทำงาน เพื่อขอให้วุฒิสภาสนับสนุนร่างแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน 3 ฉบับ ที่เสนอโดย สส.พรรคประชาชน

โดย ผู้แทนเครือข่ายคนทำงาน กล่าวว่าา การแก้ไขปัญหาความยากจน หนี้สิน และความเหลื่อมล้ำจะไม่ประสบผลสำเร็จหากละเลยต้นตอของปัญหาอย่างการกดค่าแรงและการจ้างงานที่ไม่เป็นธรรม การผ่านร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับนี้จะสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้แก่ผู้ใช้แรงงานกว่า 40 ล้านคนพร้อมครอบครัว ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญที่สุดของประเทศ และยกระดับสวัสดิการให้สอดคล้องกับหลักการงานที่มีคุณค่า ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ สำหรับร่างกฎหมายฉบับแรกที่เสนอโดยนายเซีย จำปาทอง และคณะนั้น มุ่งแก้ไขปัญหาความมั่นคงในการทำงาน โดยกำหนดให้จ้างงานเป็นรายเดือนทั้งหมดเว้นแต่ลักษณะงานเฉพาะ ปรับหลักเกณฑ์ค่าจ้างขั้นต่ำให้สอดคล้องกับค่าครองชีพจริง และเพิ่มบทลงโทษนายจ้างที่ทำสัญญาอำพราง ส่วนร่างกฎหมายฉบับที่สองที่เสนอโดยนายจรัส คุ้มไข่น้ำ และคณะ มุ่งแก้ไขเรื่องระยะเวลาทำงานและวันหยุด โดยลดชั่วโมงทำงานมาตรฐานเหลือไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หรือ 35 ชั่วโมงสำหรับงานอันตราย พร้อมเพิ่มวันหยุดประจำสัปดาห์เป็นไม่น้อยกว่า 2 วัน โดยห่างกันไม่เกิน 5 วัน และเพิ่มวันลาพักผ่อนประจำปีเป็นไม่น้อยกว่า 10 วันทำงานสำหรับลูกจ้างที่ทำงานครบ 120 วัน ขณะที่ร่างกฎหมายฉบับที่สามที่เสนอโดยนางวรรณวิภา ไม้สน และคณะ มุ่งส่งเสริมคุณภาพชีวิตและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยกำหนดให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างอย่างเท่าเทียมไม่เลือกปฏิบัติ เพิ่มสิทธิลาดูแลครอบครัวปีละไม่เกิน 15 วันทำงาน กำหนดให้มีสถานที่ให้นมบุตรหรือบีบเก็บน้ำนมอย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที และกำหนดให้การลาเนื่องจากมีประจำเดือนเดือนละไม่เกิน 3 วันนับเป็นวันลาป่วย ทางเครือข่ายคนทำงาน จึงขอให้วุฒิสภาให้การสนับสนุนหลักการของร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานทั้ง 3 ฉบับนี้

ด้าน ประธาน กมธ. กล่าวว่า จะนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อประธานวุฒิสภา เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป ซึ่งหากร่างกฎหมายผ่านวาระ 3 ของสภาผู้แทนราษฎรแล้ว จะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภา เพื่อพิจารณาตามกระบวนการ โดยวุฒิสภา มีกรอบระยะเวลา 60 วัน ในการพิจารณาให้แล้วเสร็จ ซึ่งในระหว่างที่สภาผู้แทนราษฎรกำลังพิจารณาในวาระ 2 นั้น  กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา จะดำเนินการศึกษาคู่ขนานกับร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อเตรียมความพร้อม สำหรับการพิจารณาร่างกฎหมาย หากสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบแล้ว เพื่อให้กฎหมายดังกล่าวมีความทันสมัยและสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยมีเป้าหมายหลักในการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในที่สุด

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 24/11/2568

สปส.ยืนยัน ‘บอร์ดประกันสังคม’ ยังเลือกตั้งทางตรง เปิดรับฟังความเห็นร่างระเบียบปรับปรุง ธ.ค. 2568

กรณีคณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคม จะครบวาระการดำรงตำแหน่งในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 และมีข่าวว่า สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กำลังจะคิดเปลี่ยนวิธีสูตรเลือกตั้ง โดยเอาโมเดลเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มาอ้างอิง ไม่มีการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมโดยตรงอีกแล้วนั้น

น.ส.กาญจนา พูลแก้ว รักษาราชการแทนเลขาธิการ สปส.ชี้แจงว่า บอร์ดประกันสังคมได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจขึ้น เพื่อพิจารณายกร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. … ซึ่งมีการประชุมมาแล้ว จำนวน 15 ครั้ง กำหนดประชุมพิจารณาทบทวนร่างระเบียบ ครั้งสุดท้ายในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 หลังจากที่คณะอนุกรรมการยกร่างระเบียบเสร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไป สปส.จะเปิดให้มีการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบภายในต้นเดือนธันวาคม 2568 ผ่านระบบกลางทางกฎหมาย

“จากนั้น จะนำร่างระเบียบฯ เสนอต่อบอร์ดประกันสังคม เพื่อรับข้อเสนอแนะ ก่อนเสนอร่างระเบียบฯ ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสั่งการนำร่างเข้าสู่การประชุมของคณะกรรมการร่างกฎหมายของกระทรวงแรงงานในเดือนมกราคม 2569 และพิจารณาแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 จากนั้น สปส.จะเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ลงนามในร่างระเบียบฯ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อใช้บังคับในเดือนมีนาคม 2569 ต่อไป โดยการเลือกตั้งในปี 2569 ยังคงเป็นการเลือกตั้งโดยตรงด้วยการเข้าคูหาเลือกผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนได้ตามสิทธิของตน” น.ส.กาญจนา กล่าว

เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า นอกจากนี้ สปส.ได้จัดทำแผนการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม โดยได้จัดทำ info เผยแพร่ออกไปส่วนหนึ่งแล้ว และขอยืนยันว่า สปส.จะนำข้อเสนอแนะที่ได้รับจากการรับฟังความคิดเห็นไปพิจารณาดำเนินการเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ประกันตนต่อไป

ที่มา: มติชนออนไลน์, 24/11/2568

ขอเร่งแก้ปัญหาแรงงานพลัดถิ่นในพื้นที่คลองสามวา สะท้อนปัญหาความเหลื่อมล้ำ

นายเซีย จำปาทอง รองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือจากนางสาวพิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) กทม. พรรคประชาชน เพื่อขอให้เร่งแก้ไขปัญหาแรงงานพลัดถิ่น

นางสาวพิมพ์กาญจน์ ระบุว่า ปัญหาแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติและแรงงานไทยพลัดถิ่น เป็นภาพสะท้อนความเหลื่อมล้ำที่เห็นชัดในพื้นที่คลองสามวา บริเวณถนนสุเหร่าคลองหนึ่ง หรือซอยกีบหมู ที่ซึ่งแรงงานจำนวนมากต้องยืนรอขายแรงงานทุกรุ่งเช้า เพื่อแลกค่าจ้างรายวันภายใต้ความไม่แน่นอน หากฝนตกหรือไม่มีผู้ว่าจ้าง ก็ไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าว อีกทั้งยังต้องเผชิญความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ การถูกเอารัดเอาเปรียบ การรีดไถ และชีวิตที่ไร้สวัสดิการรองรับ ขณะที่หน่วยงานรัฐเพิกเฉยและขาดความจริงใจในการแก้ปัญหา สถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงทำให้แรงงานกลุ่มนี้ขาดความมั่นคง แต่ยังส่งผลให้พื้นที่รอบข้างถูกละเลยจนเกิดปัญหารอบด้าน ทั้งการจราจร สภาพแวดล้อม สวัสดิภาพ และอาชญากรรม ในฐานะผู้แทนเขตคลองสามวา ตนได้สะท้อนปัญหานี้ในสภาตลอดเวลากว่า 2 ปี และหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาแล้ว 3 ครั้ง แต่กลับได้รับเพียงเอกสารตอบกลับที่ห่างไกลจากความเป็นจริง หากกระทรวงแรงงานและรัฐบาลยังไม่เร่งแก้ไข ประชาชนย่อมตั้งคำถามว่า ปัญหาแรงงานไทยพลัดถิ่น แรงงานข้ามชาติ การรีดไถ ส่วยแรงงาน และการค้ามนุษย์ เป็นเพราะไม่ทราบ หรือทราบแต่ไม่คิดแก้ เพราะมีผลประโยชน์สีเทาเกี่ยวข้องอยู่หรือไม่ จึงเป็นเหตุผลที่ตนยื่นหนังสือเข้าสู่ คณะกมธ.การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร เพื่อใช้กลไกของกมธ.การแรงงาน ที่มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทุกพรรค เร่งแก้ปัญหานี้ และออกหนังสือเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงแรงงาน กรมการจัดหางาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กรุงเทพมหานคร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาชี้แจงและหาทางออกกับปัญหาเรื้อรังนี้ และตอบคำถามต่อหน้าตัวแทนประชาชนให้ชัดเจนว่าจะมีแนวทางแก้ปัญหาแรงงานอย่างไร

ขณะที่รองประธานคณะกมธ.การแรงงาน กล่าวว่า ตนจะนำเรื่องนี้ไปบรรจุวาระการประชุมของกมธ.การแรงงาน และจะเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงเหตุผลว่าที่ผ่านมาได้มีการดำเนินการหรือตรวจสอบข้อมูลในพื้นที่ และได้มีการดำเนินแก้ไขไปถึงขั้นตอนไหนแล้วอย่างไรบ้าง

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 24/11/2568 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง