Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ความตึงเครียดระหว่างไทย-กัมพูชา เรื่องเขตแดน กลับปะทุขึ้นอีกครั้ง แค่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงความขัดแย้งทางการทหาร และการเมืองระหว่างสองประเทศ แต่ลงลึกถึงระดับความเกลียดชังระหว่างประชาชนด้วยกัน ประจักษ์พยานที่เด่นชัด คือภาพการไล่ล่าแรงงานกัมพูชา แพร่กระจายตามโลกออนไลน์ สร้างความหวาดหวั่นต่อสวัสดิภาพชีวิต ซ้ำร้ายผู้นำกัมพูชายังออกมาประกาศกร้าวว่า ชาวกัมพูชาในไทย หากไม่เดินทางกลับอาจจะถูกยึดบ้านและที่ดินตกเป็นข้องรัฐ ยิ่งกลายเป็นชนวนเร่งความกลัว ผลคือ แรงงานกัมพูชาในไทยกลับบ้านกว่า 1 ล้านคน แม้ตัวเลขอย่างเป็นทางการจะรายงานเพียง 19,000 คน 

หลังเสียงปืนเงียบ แคมป์พักแรงงานประมงกัมพูชาที่เปลี่ยนไป 

ช่วงสายของวันเสาร์ปลายเดือนตุลาคม 3 เดือนหลังเหตุการณ์ปะทะทางการทหารตามแนวชายแดนระลอกแรกเงียบลง ไม่ไกลจากชุมชนชาวประมง ริมทะเลสัตหีบ จังหวัดชลบุรี รถตู้สีขาวของมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ( LPN) เลี้ยวเข้าสู่ห้องแถวสีเขียวอ่อนที่เรียงรายอยู่ราว 50 ห้อง ตรงกลางกลุ่มห้องเช่า มีสนามวอลเลย์บอลขึงผ้าใบ หญ้าที่รกชัฏบ่งบอกว่าสนามแห่งนี้ไม่มีการใช้งานมานาน

ทันทีที่ล้อรถตู้จอดสนิท เด็กๆ 5-6 คน วิ่งกรูกันเข้ามารอหน้ารถ แสดงถึงความคุ้นเคยกับคนในรถตู้เป็นอย่างดี หญิงสาวท้องแก่กุลีกุจอจัดที่จัดทางให้คนมาเยือนมีที่นั่ง หญิงชราจูงหลานออกมาจากที่พักเมียงมองดูว่าใครพากันมาที่นี่

เหตุผลเบื้องหลังที่กลุ่มเด็กยืนออกันก็เพื่อรอของฝาก หรือจะเรียกว่า รอรับของรับบริจาค ซึ่งเป็นของเด็กอื่นๆ มาอีกทีก็ว่าได้ ห้องเช่ากว่า 70 % ไร้ผู้เช่า ล็อคกุญแจแน่นหนา ฝุ่นเกรอะประตู ห้องที่ถูกปิดนี้เจ้าของคงจากไปเพียงชั่วครั้งชั่วคราวหรือไม่ก็รีบจากไปโดยด่วน เพราะข้าวของยังวางระเกะระกะที่หน้าห้องพัก รถเข็นเด็ก อ่างอาบน้ำ ตุ๊กตาเปรอะโคลน คือสัญลักษณ์ที่ยืนยันว่าที่นี่เคยมีเด็กอาศัยอยู่มากกว่านี้

ปฏิมา ตั้งปรัชญากูล ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) ที่เคยมาเยี่ยมชุมชนแห่งนี้อยู่เป็นนิตย์ถึงกับสะท้อนใจ เพราะแต่เดิมชุมชนแห่งนี้เคยมีสมาชิกแรงงานกัมพูชาหลายครอบครัวอยู่รวมกันเกือบ 300 คน ทว่าตอนนี้เหลือเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้น และห้องที่เคยมีคนอาศัยจาก 50 ห้อง เหลือไม่ถึง 10 ห้องที่ยังเปิดอยู่

แรงงานงานกัมพูชาที่นี่ทำงานเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมประมง ผู้ชายเป็นลูกเรือ ผู้หญิงรับทำงานสางอวน แปรรูปอาหารทะเล มีทั้งถูกกฎหมายตาม MOU (บันทึกข้อตกลงแรงงาน) และแบบที่เข้ามาผิดกฎหมาย

ก่อนเหตุความขัดแย้งชายแดน ในประเทศไทยมีแรงงานกัมพูชาจำนวนมาก ข้อมูลจากสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว ณ เดือนพฤษภาคม 2568 ระบุว่า มีแรงงานชาวกัมพูชาในไทย 512,184 คน ข้อมูลในเดือนกันยายน มีจำนวน 454,288 คน และคาดว่ามีแรงงานนอกระบบอีกกว่า 1-2 ล้านคน

ภาพของห้องเช่า เด็กๆ มารอรับของแจกจากเจ้าหน้าที่มูลนิธิ เบื้องหลังคือสภาพห้องที่ยังเก็บไม่เรียบร้อยของแรงงานที่เดินทางกลับกัมพูชา เพราะคิดว่าจะเป็นการจากไปเพียงชั่วคราว

ความกลัวบีบคั้น 2 ด้าน จากโซเซียลมีเดียถึงการยึดที่ดิน

ก่อนเกิดเหตุปะทะทางการทหารข่าวการไล่ล่าคนกัมพูชาโดยกลุ่ม ‘ไทยไม่ทน’ โดย ‘เต้ อาชีวะ’ แพร่กระจายมาถึงชุมชนแห่งนี้และถูกส่งต่อกันในกลุ่มแรงงานกัมพูชา ความหวาดกลัวระบาดเหมือนเนื้อร้าย บวกกับคำขู่จากผู้นำกัมพูชาอย่างฮุนเซน แรงงานหลายคนจึงเลือกตัดเนื้อร้ายทิ้งด้วยการจำใจเดินทางกลับ แต่ก็มีหลายคนที่ยังเลือกอยู่ต่อ โดยเฉพาะครอบครัวที่มีลูกเรียนอยู่ที่ไทย หวังใจว่าความเกลียดชังจะไม่สะพัดเข้ามาในโรงเรียน

“ตอนนั้นก็มีข่าวจากญาติส่งมาให้กลับประเทศ ข่าวทำร้ายพี่น้อง (กัมพูชา) ก็แรงมาก แต่เมษาหน้าลูกหนูก็จะคลอดแล้ว ท้องนี้ได้ลูกชาย ก็จะให้เขาโตที่นี่ เรียนที่นี่ คนอื่นกลับกันไปหมดแล้ว กลัวก็กลัวอยู่นะ แต่อยากให้ลูกได้เกิดที่นี่ ”

หญิงสาวสาวกัมพูชาอุ้มท้อง วัย 24  ปีเล่า เมื่อถูกถามว่าทำไมไม่กลับประเทศในช่วงที่เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น

แรงงานหญิงชาวกัมพูชาวัย 24 ปี ตัดสินใจไม่เดินทางกลับประเทศ เพราะต้องการให้ลูกเกิดและโตที่ไทย

หน้าร้อนปีหน้ากำลังจะมีเด็กเกิดใหม่ในห้องเช่าแห่งนี้ แต่คนเป็นแม่กลับดีใจได้ไม่เต็มที่นัก เพราะความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชายังสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ส่วนลูกคนแรกของเธอถูกส่งกลับไปพร้อมกับแม่ของเธอที่เคยมาอยู่ด้วยกันในห้องเช่าแห่งนี้ ตั้งแต่วันแรกที่ผู้นำกัมพูชาขู่ว่าจะยึดบ้านที่ดินและทรัพย์สินของทุกคนที่ไม่กลับประเทศ

เธอเล่าต่อว่า ถ้ากลับบ้านไป ไม่มีงาน จะพบความอดอยากที่ครอบครัวพยายามหลีกหนีมาตั้งแต่ครั้งยุคเขมรแดง เช่นเดียวกับอีกหลายครอบครัวที่เดินทางกลับไปพร้อมกัน จนชุมชนเงียบสงัด ในขณะที่พวกเธอต่างอยู่ด้วยความหวาดระแวง กลัวว่าจะมีคนมาทำร้าย

แต่โชคดีที่ผู้ใหญ่บ้านคนไทย ยืนยันว่า พวกเธออยู่ต่อได้ เหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต เธอกับสามีจึงตัดสินใจอยู่ต่อและส่วนมากคือครอบครัวที่ลูกหลานยังเรียนหนังสืออยู่ หรือเป็นคนกัมพูชาที่รุ่นหลังที่เกิดและโตในประเทศไทย ทำให้ไม่มีทักษะภาษากัมพูชาและไม่ใกล้ชิดกับวัฒนธรรม พวกเขาเลยตัดสินใจอยู่ที่นี่ต่อ

เด็กในสมการความขัดแย้ง

ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ซึมลึกไปถึงระดับประชาชน เกิดผลกระทบต่อแรงงานกัมพูชาและส่งผลถึงเด็กลูกหลานแรงงานกัมพูชา เมื่อบางกลุ่มของสมาชิกวุฒิสภา เสนอให้ตัดงบประมาณค่าเล่าเรียนของเด็กรหัส G (เด็กที่ไม่มีบัตรประชาชนไทย) โดยอ้างว่า เด็กเหล่านี้เป็นภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมาก 300,000 บาทต่อเด็ก 10 คน

ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ลงนามให้สัตยาบันในปี 2535 มีประเทศลงนามแล้วกว่า 195 ประเทศ โดยอนุสัญญานี้ถือเป็นพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระดับสากลที่รัฐต้องปฏิบัติตาม สิทธิเด็กนั้นเป็นสิทธิของเด็กทุกคนที่มีติดตัวมาตั้งแต่เกิด ไม่สามารถไปตัดทอนหรือจำกัดการใช้สิทธิอันชอบธรรมของเด็กหรือละเมิดสิทธิของเด็กได้

ปีการศึกษา 1/ 2568 กระทรวงศึกษาฯ ระบุว่ามีนักเรียนรหัส G ในโรงเรียนรัฐสังกัด สพฐ.

ทั่วประเทศ 184,029 คน  ในจำนวนนี้เป็นเด็กนักเรียนสัญชาติกัมพูชา 25,945 คน ในรั้วโรงเรียน สิทธิของเด็กนักเรียนทุกคนเท่ากัน ไม่ว่าจะมีเลขประจำตัวรหัสใด ทุกคนย่อมได้รับการศึกษาเท่ากันตามระบุในรัฐธรรมนูญ แต่ยามพ้นรั้วโรงเรียน สิทธิดังกล่าวเริ่มถูกสั่นคลอน

“เรา (LPN) ร่วมกับองค์กรอื่นในการช่วยเหลือเด็กข้ามชาติ ไม่ว่าจะมาจากการลี้ภัยสู้รบ หรือติดตามแรงงานต่างชาติเข้ามา ก่อนหน้านี้เป็นไปในทิศทางบวกมาก เด็กบางคนได้รับการศึกษา พวกเขาต่างกลับมาช่วยพัฒนาประเทศ พอเกิดเหตุการณ์ไทย-กัมพูชา รอบนี้ส่งผล กระทบไปถึงเด็ก ซึ่งเลวร้ายมาก” ผู้อำนวยการ มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน (LPN) กล่าว

เด็กชาวกัมพูชา ทำกิจกรรมระบายสี จากสมุดภาพของ LPN

ห้องเรียนที่ไม่เหมือนเดิม

ขณะที่ ‘ปฏิมา’ กำลังเตรียมขนมและชุดยารักษาโรค เพื่อแจกจ่ายให้ครอบครัวแรงงานชาวกัมพูชา เด็กสาวเสื้อเหลืองได้ออกจากมาจากห้องเช่า รีบตรงเข้ามาหาผู้เป็นแม่ของเธอที่กำลังคุยกันอยู่ แล้วยกมือไหว้ทีมงานมูลนิธิ “จำได้ไหม นี่น้องดาว” แม่ของเธอแนะนำ “จำได้ โตเป็นสาวแล้ว” ปฏิมายิ้มรับ

ดาว (นามสมมุติ) เกิดและโตที่ไทย แม่พบรักกับพ่อที่นี่ คลอดเธอที่ห้องเช่า เธอเข้าเรียนโรงเรียนไทยใกล้บ้านตั้งแต่ชั้นอนุบาล อ่านเขียนด้วยภาษาของรัฐไทย สัญชาติที่ประทับตราในหนังสือเดินทางนั้นไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไรเมื่อเทียบกับสังคมที่หล่อหลอมเธอมา แต่หากใครถามว่าเธอเป็นคนชาติอะไร เธอก็จะยืดอกรับว่าเป็นคนเขมร เธอโกหกเรื่องนี้ไม่ได้ เพราะรหัสนักเรียนที่ขึ้นต้นด้วย G คือการบอกว่าเธอไม่ใช่คนไทย แม้จะทำคะแนนสอบภาษาไทยผ่านเกณฑ์

ดาวเล่าว่า เพื่อนๆ ที่โรงเรียนเกลียดคนกัมพูชา แต่ไม่ได้เกลียดเธอ พวกเขาเกลียดประเทศของแม่ หลายครั้งที่เธอได้ยินคำด่า พูดจาเสียดสีเรื่องสัญชาติ “อีเขมร” คือคำผรุสวาทที่ออกมาบ่อยที่สุดจากปากของวัยรุ่นรักชาติ ดาวเลือกที่จะนิ่ง ไม่ตอบโต้ อยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเหมือนคนในครอบครัวเธอเป็นมา เพราะหากเธอเลือกลาออก เรื่องที่ใหญ่กว่านั้นอาจเกิดขึ้น คือการหลุดจากโรงเรียนกลางคัน และกลายเป็นแรงงานราคาถูกให้นายจ้างเอาเปรียบ

“หนูไม่อยากกลับ หนูไม่รู้จักใครที่เขมร หนูอ่านภาษาเขมรไม่ออก พูดไม่ได้ เพื่อนหนูอยู่ที่ไทยหมด ถ้ากลับไปหนูจะไม่มีเพื่อน ไม่ได้เล่นฟุตบอล ถ้าอยู่ที่นี่หนูยังมีเพื่อน ได้เรียนหนังสือ” ดาวตอบเมื่อถูกถามว่ามีความคิดจะกลับกัมพูชาไหม

ดาวชอบเตะฟุตบอล ในตอนนี้เธอเป็นตัวแทนของโรงเรียนและมีความฝันอยากติดทีมชาติไทย และเรียนต่อในระดับมัธยมปลายในโรงเรียนที่ไม่ไกลจากห้องเช่านี้มากนัก ด้วยเธอไม่มีใบแจ้งเกิด อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความขัดแย้งขณะนี้ทำให้แม่และเธอเกิดความกังวลยิ่งขึ้น

“เราต้องช่วยเขา (ดาว) ให้ได้เข้าโรงเรียน ม.ปลาย แต่ปัญหาของเขาคือ ไม่มีใบแจ้งเกิด แล้วพอตอนไปสมัครเรียน บางที่ก็จะไม่รับ เราต้องช่วยเขาทำ ออกหนังสือ แล้วพาไปแจ้งที่อำเภอ เพื่อที่จะนำมาเป็นหลังฐานเข้าเรียนต่อ”  ปฏิมาพูดถึงขั้นตอนการช่วยให้ดาวได้เข้าเรียน และความยากของเด็กต่างชาติในการเข้าเรียนโรงเรียนรัฐบาล

ก่อนที่จะเก็บของกลับขึ้นรถตู้ ปฏิมาและดาวแลกไลน์กัน เพื่อที่จะได้ส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ ใบรับรอง เตรียมการขอเอกสารรับรองใบแจ้งเกิด และเขาจะกลับมาอีกครั้งตอนที่พาดาวเข้าไปทำเอกสาร เพื่อสานต่อความฝันของดาว ภารกิจของเขายังไม่เสร็จสิ้น

ดาว นักเรียนชั้น ม.3 ที่มีความฝันเรียนต่อ ม.ปลายและเป็นนักฟุตบอลทีมชาติไทย แต่ด้วยเธอไม่มีใบแจ้งเกิดทำให้เกิดความกังวล

ชลบุรี-ระยอง ห้องเช่าที่ไม่ต่างกัน

หลังจากเสร็จภารกิจที่สัตหีบ รถตู้มูลนิธิ LPN มุ่งหน้าสู่ระยอง ปากน้ำระยองเป็นหมุดหมายต่อไป ‘ชุมชนมุสลิม’ เป็นคำที่เจ้าหน้าที่มูลนิธิเรียก

“เหลือกันแค่นี้แหละ ประมาณสามครอบครัว” ปฏิมาเล่าหลังจากเดินสำรวจรอบๆ ห้องเช่าสีชมพูราว 30 ห้องที่เงียบเหงา มีคนอาศัยอยู่เพียงไม่กี่คน

บ้านเช่านับสิบหลังร้างผู้คน เงียบสงัดจนได้ยินเสียงเข็มนาฬิกา เมียงมองอยู่พักใหญ่ ได้ยินเสียงเด็กวิ่งออกมาดูคนต่างถิ่นจึงพอมั่นใจได้ว่ามาถูกชุมชม

ภาพตรงหน้าไม่ต่างชุมชนที่แสมสาร อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ที่เราเพิ่งออกมามากนัก ห้องเช่าถูกล็อคจากภายนอก แตกต่างก็เพียงเหตุผลของการกลับบ้านเกิดชั่วคราวเพื่อถือศีลอดตามพิธีทางศาสนา แต่โชคร้ายเกิดความขัดแย้งขึ้นเสียก่อน - ด่านปิด หากจะเดินทางกลับต้องซื้อตั๋วเครื่องบินเท่านั้น ราคาต่อคนสูงถึงครึ่งหมื่น ครอบครัวที่พอจะจ่ายไหวก็กัดฟันเดินทางกลับเข้ามา เสียงเด็กๆ ที่ได้ยินส่วนใหญ่คือครอบครัวที่ตัดสินใจไม่เดินทางกลับ หากแต่ต้นทุนทางอคติของคนไทยบางกลุ่มที่พวกเขาต้องแบกรับก็สูงขึ้น

ห้องเช่าว่าง กลายมาเป็นที่ตากผ้า ก่อนหน้านี้ทุกห้องจะเต็มไปด้วยการพักอาศัยของแรงงานกัมพูชา

“เราก็กลัว บอกกันว่าไม่ต้องออกไปไหน มีคนถูกทำร้ายถึงบาดเจ็บ ตรงริมท่าเรือไม่ไกลมาก ช่วงนั้นหลายครอบครัวก็กลับ มีรถมารับถึงนี่ แต่เราไม่กลับ เพราะว่าลูกขอ ลูกอยากเรียนหนังสือต่อ” หญิงชาวกัมพูชา นั่งแกะหัวปลาฉิ้งฉ้าง หรือปลากระตักตากแห้งอยู่หน้าห้องเช่าเล่าให้ฟังว่าทำไมเธอถึงไม่กลับกัมพูชา

ไม่นานนักลูกชายที่ทำให้แม่ตัดสินใจอยู่ที่ประเทศไทยต่อก็เดินมา เต้ วัย 13 ปี ทักทายสวัสดีและพูดคุยกับปฏิมาซึ่งสอบถามเกี่ยวกับความเป็นอยู่และสถานการณ์ในโรงเรียน

เต้(นามสมมุติ) เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนไม่ไกลบ้านนัก เต้เป็นนักฟุตบอลโรงเรียน ช่วงเหตุการณ์ขัดแย้งรุนแรง ต้องซ้อมฟุตบอลถึงค่ำ แม่ของเต้เป็นห่วงความปลอดภัยมากและเคยขอให้เต้หยุดซ้อม แต่เต้ก็ยังไปซ้อมและทำผลงานให้โรงเรียนได้ดี เต้เล่าว่าเพื่อนในโรงเรียนไม่มีใครคิดไม่ดีหรือว่าอะไรเลย เพราะเต้คือเพื่อน

ปฏิมาชมกึ่งแซวเต้ว่า “เชื่อไหมแต่ก่อน ตอนที่เราเข้ามาผลักดันให้เด็กๆ ได้ออกไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนช่วงแรก ทุกคนมีความกลัว กลัวว่าจะโดนรังเกียจ โดนแกล้ง สารพัดความกลัว ก็มีเจ้าเต้ที่ในตอนนั้นยังเด็กอยู่เลย ประกาศออกมาเลยว่า ผมจะเป็นผู้นำเอง ถ้าใครรังแก หรือทำร้ายบอกผมได้” ทุกคนต่างยิ้มหัวเราะ แต่ใจกลับคิดว่า พลังงานเหล่านั้นจะยังคงอยู่ในวันที่ความเกลียดชังลามเร็วเหมือนไฟลามทุ่งหรือไม่

ปฏิมาเล่าว่า การผลักดันให้เด็กต่างชาติโดยเฉพาะลูกหลานแรงงานออกไปเรียนหนังสือ ขั้นตอนแรกและยากที่สุด คือพ่อแม่และเด็กมีความกลัว ไม่เข้าใจว่าสิทธิตรงนี้เป็นสิทธิที่เขาควรได้รับ

เด็กต่างชาติที่ไปถึงสิทธิเด็ก

บ้านหลังริมสุดของห้องเช่า ซาเล้งและเสื้อผ้าเด็กตากอยู่เต็มหน้าบ้าน ไม่นานนัก เด็กออกๆ  มาจากบ้าน เป็นเด็กผู้ชาย 2 คน เด็กผู้หญิงอีก 1 คน ผู้เป็นแม่เด็กตามออกมาดูว่ามีใครเข้ามาในพื้นที่ห้องเช่าที่เงียบเชียบแห่งนี้

“โรงเรียนบอกว่า ถ้าลูกพูดไทยไม่ได้ ก็เรียนที่นี่ไม่ได้ ฉันต้องเอาลูกใส่รถซาเล้งไปขอเขาเรียนที่อื่น ขับไปอีกสี่สิบนาที” หญิงกัมพูชาลูกสามเล่าให้ฟังถึงสิ่งที่เธอต้องเผชิญเมื่อพาลูกไปสมัครโรงเรียนใกล้ห้องเช่า

โรงเรียนไม่รับลูกของเธอทั้งที่เอกสารครบ และเธอก็มีบัตรสีชมพู เข้ามาทำงานอย่างถูกกฎหมาย สามีของเธอทำงานเป็นแรงงานประมง เธอรับจ้างในการแปรรูปสินค้าประมงและเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งสามด้วย

ในวันที่หลายคนกลับประเทศกัมพูชา เธอและสามีตัดสินใจว่าจะอยู่ที่ไทยต่อ เนื่องจากไม่มีที่ดินและทรัพย์สินให้รัฐบาลกัมพูชายึดตามคำขู่ ที่สำคัญเธอคิดถึงอนาคตของลูกๆ ว่าถ้ากลับไปจะอยู่กันอย่างไร เนื่องจากไม่มีงานรองรับ ไม่มีรายได้พอเลี้ยงชีพ

“ยังมีพื้นที่อีกมากที่เรา (LPN) และเครือข่ายเข้าไปไม่ถึง ที่จะให้คำแนะนำในการเข้าโรงเรียนของเด็ก โดยเฉพาะชาวกัมพูชา พวกเขาไม่ได้อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม จะอยู่ในเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน ทำให้ยากต่อการเข้าถึง สร้างเครือข่าย อีกอย่างที่เป็นปัญหาคือ ทางการไทย(ฝ่ายปกครอง - โรงเรียน) ยังไม่เข้าใจว่าเด็กมีสิทธิที่ต้องได้รับ ไม่ว่าจะเป็นสัญชาติใด” ปฏิมาสะท้อนการเขาถึงสิทธิของเด็กต่างชาติ

การประเมินข้อมูลจากการลงพื้นที่ มูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน คาดว่าทุกๆ แรงงานกัมพูชา 2 คนจะมีเด็ก 1 คน หากแรงงานกัมพูชาทั้งในระบบและนอกระบบมีประมาณ 3 ล้านคน เท่ากับว่าจะมีเด็กชาวกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยถึง 1.5 ล้านคน แต่ตัวเลขนักเรียนกัมพูชาที่เป็นทางการ โดยนักเรียนรหัส G มีจำนวน 25,945 คน เท่านั้น

‘บุญคุณและอคติ’ สิทธิเด็กที่ประเทศไทยก้าวไม่พ้น

การปฏิเสธรับเด็กข้ามชาติเข้าเรียนในโรงเรียนรัฐเกิดขึ้นเป็นปกติ หากคนที่ร้องขอไม่ใช่คนที่รู้กฎหมาย มากไปกว่านั้น การรับเด็กข้ามชาติเข้าเรียนกลายเป็นเรื่องของบุญคุณล้นพ้น ที่เมื่อเข้าไปเรียนแล้ว เด็กข้ามชาติกลายมาเป็นแรงงานชั้นดีในโรงเรียน บางคนถูกเรียกรับเงินค่าเรียน บ้างเป็นค่ารถ ค่าบริการของโรงเรียนตามแต่กรณี

“ถ้าจะนับว่าตอนนี้มีปัญหาอะไรเกี่ยวกับการผลักดันให้เด็กต่างชาติเข้าเรียนได้ตามสิทธิเด็กควรได้รับ เรื่องอคติยังเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันสลายให้ได้ บางครั้งมาพร้อมกับคำว่า ‘บุญคุณ’ อีกด้วย”

ปฏิมาชี้นิ้วไปที่เด็กชายคนหนึ่งเมื่อถูกถามเกี่ยวกับอคติต่อเด็กข้ามชาติในช่วงเวลานี้  เด็กชายวัย 14 ปี รูปร่างสูงใหญ่กว่าเด็กในวัยเดียวกัน พร้อมกับเล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ว่า

“พี่ถามเขาว่า เขาไปทำอะไรมาเสื้อนักเรียนขาดทุกวัน ผมก็บอกไปว่า ครูเขาใช้ให้ผมไปแบกหินแบกปูน โรงเรียนจะมีการแสดง เขาเลยให้เด็กพม่าไปขนของ ครูบอกว่าพวกผมทนแดด แข็งแรงครับ”

ปฏิมาเล่าต่อว่า เด็กชายคนนี้ เธอพาเข้าเรียนที่โรงเรียนรัฐบาล ในตอนแรกไม่ได้แปลกใจอะไร แต่สังเกตเห็นเสื้อขาดทุกวันจนต้องถาม ตอนแรกเด็กบ่ายเบี่ยงไม่ตอบ สุดท้ายก็ได้รู้ความจริง สะท้อนได้ว่าขนาดครูในโรงเรียนยังมองเด็กต่างชาติไม่เท่ากับเด็กไทยเลย ในขณะที่เด็กไทยได้เรียนเต็มคาบเรียน เด็กข้ามชาติบางคนกลับถูกใช้ให้ทำงานอื่นๆ และในบางกรณีมีการนำเด็กออกมาใช้แรงงานหาเงินให้กับทางโรงเรียนหรือผู้บริหาร เช่นกรณี ที่โรงเรียนแห่งหนึ่ง ผู้อำนายการโรงเรียนนำเด็กต่างชาติออกจากนอกโรงเรียนไปทำงานที่โรงงานผลิตกล่องกระดาษในเวลาเรียนหนังสือ ทำให้เด็กไม่ได้เรียนหนังสือ ถึงแม้ผู้ปกครองจะรับรู้ แต่ก็ต้องทำเป็นปิดตาข้างหนึ่ง เพราะอย่างน้อยเด็กๆ ยังอยู่ในรั้วโรงเรียน พวกเขากลัวว่าลูกๆ จะไม่ได้เรียนหนังสือ และถูกจับในรายที่ไม่มีเอกสารทำงาน

“มีคนบอกว่าเรา (ประเทศไทย) เดินทางมาไกลมาก นับจากวันที่เด็กข้ามชาติแทบจะไม่มีสิทธิเรียนหนังสือ หลายคนเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ราคาถูก จนทุกวันนี้รัฐไทยให้สิทธิการศึกษากับเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียม แม้เด็กไม่มีหลักฐานใดๆ เลยก็เข้าเรียนได้ แต่คุณเคยตั้งคำถามต่อไหมว่า การศึกษาที่มอบให้พวกเขานั้นเป็นการศึกษาที่เหมาะกับเด็กจริงๆ หมายถึงเด็กทุกคน เพราะหลายครั้งที่เด็กข้ามชาติเข้าโรงเรียนไปแล้วก็จบกัน ไม่ได้ไปตามดูต่อว่าเด็กได้เรียนหนังสือจริงไหม โรงเรียนปฏิบัติกับเด็กยังไง” ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน สะท้อนความรู้สึกอันอั้นตันใจกว่า 20 ปีที่ทำงานเกี่ยวกับเด็กต่างชาติให้เราฟัง

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่างานช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติของเธอลดความหดหู่ลงตามสิทธิมนุษยชนที่ก้าวหน้าขึ้น จากที่เคยไปรับศพแรงงานข้ามชาติที่ถูกฆ่าใส่ถังน้ำแข็ง  แรงงานเด็กเล็กที่ถูกล่วงละเมิดในอดีต ปัจจุบันปัญหาลดระดับลงเหลือเพียงเข้าไปช่วยดำเนินการด้านกฎหมายและเอกสารราชการเพื่อให้แรงงานเข้าถึงสิทธิที่ควรจะได้ โดยเฉพาะเด็กข้ามชาติ ที่รั้วการศึกษาควาจะเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีของพกเขา แต่อคติก็ยังบังตาคนในวงการการศึกษาที่มองว่าเด็กๆ เหล่านี้ไม่ควรได้สิทธิเท่าเทียมเด็กไทย

ปฏิมา ตั้งปรัชญากูล กำลังพูดคุยกับหญิงกัมพูชาแม่ลูกอ่อน ถึงสภาพความเป็นอยู่และปัญหาที่เกิดขึ้นหลังความขัดแย้งไทย กัมพูชา

รถตู้สีขาวของมูลนิธิเคลื่อนตัวออกจากแคมป์ห้องเช่าแรงงานประมงชาวกัมพูชาชุมชนมุสสิมด้วยความเงียบ ถึงแม้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา จะไม่ร้ายแรงเท่าเดิม แต่ความเกลียดชังได้ซึมลึกเข้าสู่ประชาชนทั้งสองประเทศ

การเดินทางด้วยรถยนต์เข้ามายังแคมป์ห้องเช่า ทั้งที่สัตหีบและปากน้ำระยอง หากเดินทางมาด้วยรถยนต์จากกรุงเทพฯ จะต้องผ่านพัทยา เมืองท่องเที่ยวชื่อดังของประเทศ ผ่านหาดจอมเทียนที่ชายหาดสวยติดอันดับโลก ย้อนกลับไปเมื่อ 35 ปีที่แล้ว ที่แห่งนี้ได้ให้กำเนิด ‘ปฏิญญาจอมเทียน’ ว่าด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All หรือ EFA) ในปี พ.ศ.2533 หนึ่งในปฏิญญาที่ทั่วโลกลงนาม พันธกิจข้อหนึ่งคือให้การศึกษาต่อเด็กอย่างเท่าเทียมไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด 

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

รายงานนี้ได้รับการสนับสนุนโดย กองบรรณาธิการ ‘โครงการห้องทดลองพัฒนาระบบนิเวศเครือข่ายการสื่อสารสาธารณะเพื่อสันติภาพ’

Lanner, Louder, The Isaan Record, The Motive, Sound Isan, Wartani, ประชาไท, สำนักข่าวชายขอบ,ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน), สถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

 



 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง