Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กมธ.แรงงาน วุฒิสภา ศึกษา “สูตรบำนาญ Care” และโมเดลธนาคารแรงงาน พร้อมยกระดับสวัสดิการผู้ประกันตน

นายวิรัตน์  รักษ์พันธ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระพิจารณา แผนการจัดหางานผู้สูงอายุและปรับปรุงระบบประกันสังคม โดยเชิญอธิบดีกรมการจัดหางานเข้าร่วมหารือเกี่ยวกับภารกิจด้านผู้สูงอายุ งบประมาณที่กรมการจัดหางานได้รับสำหรับการจัดหางานให้ผู้สูงอายุ แผนงานและโครงการในปีงบประมาณ 2566-2569 ที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรายละเอียดโครงการบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ รวมถึงผลตอบรับจากสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการและข้อเสนอแนะต่อแนวทางการจัดหางานในสังคมผู้สูงอายุ

นายวิรัตน์ ประธาน กมธ. กล่าวด้วยว่า ที่ประชุม กมธ. ได้ติดตามการทำงานของคณะอนุ กมธ.ด้านการประกันสังคม ในการพิจารณาการปรับสูตรคำนวณบำนาญชราภาพสำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 หรือ “สูตรบำนาญชราภาพ Care” รวมทั้งการจัดตั้งธนาคารแรงงาน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยรังสิต และผู้บริหารจากธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) มาให้ข้อมูล นอกจากนี้ อนุ กมธ. ด้านการประกันสังคม ได้เตรียมลงพื้นที่จังหวัดราชบุรี ในวันพุธที่ 24 ธ.ค.68 เพื่อรับฟังความคิดเห็นใน 4 ประเด็นหลัก คือ หลักเกณฑ์การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม การปรับปรุงโครงสร้างองค์กรสำนักงานประกันสังคมให้ออกนอกระบบ ธนาคารแรงงาน (ประกันสังคม) และโรงพยาบาลประกันสังคม

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 21/12/2568

สำนักงานประกันสังคมยืนยันยกเลิกผลิตปฏิทินประจำปี 2569 แล้ว

สำนักงานประกันสังคมเปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมยืนยันการยกเลิกผลิตปฏิทินประกันสังคม ประจำปี 2569 สำหรับปี 2570 คณะกรรมการประกันสังคม ซึ่งเป็นคณะกรรมการไตรภาคี ได้มีการพิจารณาและอนุมัติกรอบวงเงินในการดำเนินการไว้ ในภาพรวม ซึ่งยังไม่ได้มีการดำเนินการแต่อย่างใด เช่นเดียวกับในปี 2569 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ การดำเนินการ สำนักงานประกันสังคม และคณะกรรมการประกันสังคม จะได้พิจารณาโดยคำนึงถึงความคุ้มค่าและประโยชน์สูงสุดของนายจ้าง และผู้ประกันตนเป็นสำคัญ

นางนิยดา เสนีย์มโนมัย โฆษกสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยเกี่ยวกับการผลิตปฎิทินประจำปีของสำนักงานประกันสังคม โดยยืนยันว่าการจัดจ้างผลิตปฏิทินประจำปี 2569 ได้ประกาศยกเลิกการจัดจ้างเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ เหตุผลที่สำนักงานประกันสังคมดำเนินการจัดทำปฏิทินอย่างต่อเนื่องมาหลายปี มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้เป็นสื่อประชาสัมพันธ์อีกช่องทางหนึ่งในการสร้างการรับรู้สิทธิประโยชน์ และแจ้งช่องทางการติดต่อข้อมูลข่าวสารกับสำนักงานประกันสังคม

การมีสื่อที่เข้าถึงผู้ประกันตนได้หลากหลายช่องทาง ทั้งสื่อวิทยุ โทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ โซเชียลมีเดีย และสื่ออื่นๆ จะทำให้สามารถสื่อสารข้อมูลได้อย่างทั่วถึงทุกกลุ่มที่มีความแตกต่าง ซึ่งนายจ้าง/ผู้ประกันตนบางกลุ่ม ยังมีความต้องการใช้สื่อสิ่งพิมพ์รูปแบบเดิมที่เข้าถึงได้โดยตรง เช่น ปฏิทิน เนื่องจากการใช้ประโยชน์ปฏิทินในชีวิตประจำวันจะทำให้ผู้ประกันตนรับรู้ข้อมูลสิทธิประโยชน์ได้อย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องใช้ระบบการค้นหาทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งอาจไม่มีความถนัด ความสะดวก และความชอบของสมาชิก

สำนักงานประกันสังคมยึดมั่นในการให้ความสำคัญกับลูกจ้าง นายจ้าง และความหลากหลายในการเข้าใจและเข้าถึงการให้บริการของสำนักงานได้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่ม และเพื่อให้การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร สิทธิประโยชน์ และการให้บริการต่าง ๆ แก่นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน และประชาชน ได้ทุกช่องทางการสื่อสารและง่ายต่อการค้นหา เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อลูกจ้างและนายจ้าง

ที่มา: การเงินการธนาคาร, 20/12/2568

เตือนผู้กู้ยืม กยศ. กว่า 100,000 ราย เร่งชำระ ปิดบัญชีตามยอดหนี้ ภายในเดือนธันวาคม 2568 หากพ้นกำหนดจะถูกดำเนินคดี

นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้ดำเนินการฟ้องร้องดำเนินคดีผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ในปี 2559 และศาลได้พิพากษาให้ชำระหนี้แล้วจำนวนกว่า 100,000 ราย โดยขณะนี้ผู้กู้ยืมเงินกลุ่มดังกล่าวยังไม่ได้ชำระหนี้ให้เสร็จสิ้นตามคำพิพากษา นั้น

นางสาวอัยรินทร์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา กยศ. ได้มีการแจ้งให้ผู้กู้ยืมเงินและผู้ค้ำประกันทราบทั้งทางจดหมาย ทางโทรศัพท์ และได้ดำเนินการตามขั้นตอนการติดตามหนี้มาโดยตลอด แต่ผู้กู้ยืมเงินก็ยังไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาของศาล หรือไม่ได้มีการติดต่อกลับมายัง กยศ. และระยะเวลาได้ล่วงเลยมา 9 ปีแล้ว จนในที่สุด กยศ. มีความจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย โดยเตรียมออกหมายบังคับคดีผู้กู้ยืมเงินกลุ่มดังกล่าวแล้ว

“หากผู้กู้ยืมเงินไม่ต้องการให้ กยศ. ดำเนินการบังคับคดีตามกฎหมาย โดยการยึดหรืออายัดทรัพย์สินของผู้กู้ยืมเงินและ/หรือผู้ค้ำประกัน ขอให้ผู้กู้ยืมเงินชำระหนี้ปิดบัญชีตามยอดหนี้ที่ปรากฏในแอป กยศ.Connect หรือหากผู้กู้ยืมเงินไม่สามารถชำระหนี้ปิดบัญชีตามคำพิพากษาได้ สามารถเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ที่ www.studentloan.or.th ภายในเดือนธันวาคม 2568 ทั้งนี้ ขอให้ผู้กู้ยืมเงินกลับมาชำระหนี้เนื่องจากเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีประชาชนและจำเป็นต้องนำมาหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องต่อไป” นางสาวอัยรินทร์ ย้ำ

ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 20/12/2568

ก.แรงงาน เร่งรับมือปัญหาขาดแคลนแรงงานต่างด้าว

นายมงคล สงคราม รองอธิบดีกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ชี้แจงมาตรการรับมือปัญหาการขาดแคลนแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะแรงงานสัญชาติกัมพูชาที่เดินทางกลับภูมิลำเนา ส่งผลกระทบต่อสถานประกอบการไทยในหลายพื้นที่

รองอธิบดีกรมการจัดหางาน ระบุว่า กระทรวงแรงงานได้เฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งในส่วนของแรงงานและผู้ประกอบการ โดยมีมาตรการดูแลด้านการว่างงาน การเคลื่อนย้ายแรงงาน และการให้ความช่วยเหลือแรงงานที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผู้ที่พักอาศัยอยู่ในศูนย์พักพิง

ด้านการเยียวยา กระทรวงแรงงานได้บูรณาการหน่วยงานในสังกัด อาทิ สำนักงานประกันสังคม ดูแลสิทธิประโยชน์กรณีว่างงาน ค่าชดเชย และสิทธิด้านประกันสังคม ขณะที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ติดตามการจ่ายค่าจ้าง ค่าจ้างค้างจ่าย และการหยุดงานของลูกจ้างในช่วงสถานการณ์พิเศษ

นอกจากนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดฝึกอาชีพภายในศูนย์พักพิง เพื่อให้แรงงานและผู้ได้รับผลกระทบมีทักษะอาชีพเพิ่มเติม สามารถนำไปประกอบอาชีพได้เมื่อสถานการณ์คลี่คลาย

ขณะเดียวกัน กรมการจัดหางานได้จัดหาตำแหน่งงานรองรับแรงงานในพื้นที่ปลอดภัย และประสานการเคลื่อนย้ายแรงงานให้เหมาะสมกับสถานการณ์ พร้อมย้ำว่า กระทรวงแรงงานมีความห่วงใยทั้งแรงงานและผู้ประกอบการ และพร้อมให้ความช่วยเหลืออย่างเต็มที่

สำหรับการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 3 ล้านคน กระทรวงแรงงานได้กำชับนายจ้างให้ดูแล ควบคุม และกำกับแรงงานให้อยู่ภายในสถานประกอบการอย่างเหมาะสม พร้อมขอความร่วมมือไม่ให้มีการแสดงออกหรือกระทำการที่อาจก่อให้เกิดความไม่สงบหรือความขัดแย้งในสังคม

ทั้งนี้ หากแรงงานหรือผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

ที่มา: สำนักข่าวไทย, 18/12/2568

ลูกจ้างเจ็บ-ตาย จากไซต์งานก่อสร้างสมุทรปราการถล่มได้รับความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน

จากรณี เกิดอุบัติเหตุโครงนั่งร้านในไซต์งานก่อสร้างพื้นที่ ต.แพรกษา อ.เมือง จ.สมุทรปราการ พังถล่ม มีลูกจ้างบาดเจ็บ 4 ราย และเสียชีวิต 1 ศพ เมื่อวันที่ 7 ธ.ค.ที่ผ่านมานั้น นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) สั่งการให้ นางสาวปรียาภัทร์ ไตรเมธีลักษณ์ ประกันสังคม จ.สมุทรปราการ นำคณะลงพื้นที่ตรวจสอบและช่วยเหลือทันที

ทั้งนี้ ผู้ได้รับบาดเจ็บ 4 ราย. ประกอบด้วย 1. นาย SOTH SEM อายุ 44 ปี สัญชาติกัมพูชา กระดูกขาซ้ายหัก รักษาที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ 2. นาย THAN WIN AUNG อายุ 34 ปี สัญชาติเมียนมา กระดูกซี่โครงอ่อนบาดเจ็บแพทย์ให้กลับบ้าน 3. นาย TIN HETE PHYO อายุ 27 ปี สัญชาติเมียนมา กระดูกไหปลาร้าทั้งสองข้างหักและกระดูกซี่โครงทิ่มปอด รักษาที่โรงพยาบาลสมุทรปราการ และ 4. นาย MOE ARKAR อายุ 20 ปี สัญชาติเมียนมาบาดเจ็บกล้ามเนื้อ แพทย์ให้กลับบ้าน ส่วนผู้เสียชีวิต 1 ศพ คือ นาย MYINT CHO สัญชาติเมียนมา ส่งชันสูตรที่โรงพยาบาลรามาจักรีนฤบดินทร์ และดำเนินการตามกระบลวนการกฎหมายต่อไป

เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวว่า ลูกจ้างที่ประสบอันตรายจากการทำงานจะได้รับความคุ้มครองจากกองทุนเงินทดแทน ได้แก่ ค่ารักษาพยาบาล 65,000–1,000,000 บาท หากรักษาในโรงพยาบาลของรัฐจะได้รับค่ารักษาเท่าที่จ่ายจริงจนสิ้นสุดการรักษา ค่าทดแทนการขาดรายได้ ร้อยละ 70 ของค่าจ้างรายเดือนไม่เกิน 1 ปี ค่าทดแทนกรณี สูญเสียอวัยวะหรือสมรรถภาพการทำงาน ตามสัดส่วน กรณีทุพพลภาพ ได้รับค่าทดแทนร้อยละ 70 ของค่าจ้างต่อเดือนตลอดชีวิต โดยสำนักงานประกันสังคม จ.สมุทรปราการ ได้ประสานให้นายจ้างเร่งดำเนินการยื่นแบบขึ้นทะเบียนลูกจ้างและแบบแจ้งการประสบอันตรายจากการทำงาน (กท.16) ต่อสำนักงานประกันสังคม จ.ปทุมธานีแล้ว นอกจากนั้น  ยังได้มอบหมายให้ นางสาวปรียาภัทร์ นำคณะลงพื้นที่เยี่ยมอาการผู้บาดเจ็บ ณ โรงพยาบาลสมุทรปราการ เพื่อให้กำลังใจและชี้แจงสิทธิประโยชน์กองทุนเงินทดแทนแก่ลูกจ้างและนายจ้าง โดยย้ำว่าแรงงานทุกสัญชาติที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องจะได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอย่างครบถ้วนและสำนักงานประกันสังคม พร้อมดูแลอย่างต่อเนื่อง

ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 18/12/2568

กลุ่มอดีตพนักงานการท่าเรือฯ กว่า 2,000 คน ร้องกระทรวงคมนาคม ถูกเบี้ยวเงินบำเหน็จ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เสียหายกว่า 2 พันล้านบาท

17 ธันวาคม 2568 ที่กระทรวงคมนาคม ได้มีตัวแทนจาก กอ.รมน.พากลุ่มผู้เสียหาย อดีตพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย เดินทางมาเพื่อทวงถามความคืบหน้า ต่อผู้อำนวยการ การท่าเรือแห่งประเทศไทย กรณี ไม่ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญหลังเกษียณอายุ และถูกชักชวนเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หลังบ่ายเบี่ยง การเจรจา นานกว่า 8 ปี มีอดีตพนักงานการท่าเรือ ตกเป็นผู้เสียหาย นับพันคน รวมมูลค่า ความเสียหายกว่า 2,000 ล้านบาท

ตัวแทนภาคประชาชน กอ.รมน.เล่าสาเหตุ ที่มายังกระทรวงคมนาคมวันนี้ เนื่องจากมีผู้เสียหาย ซึ่งเป็นอดีตพนักงานการท่าเรือแห่งประเทศไทย ที่ไม่ได้รับเงิน บำเหน็จบำนาญ ถูกทอดทิ้ง หลังเกษียณ และมีการชักชวนให้เข้ากองทุนฯ แต่กลับไม่ได้รับเงินหลังเกษียณ

นายสุรินทร์ อรุณศรี อดีตพนักงานการท่าเรือแผนกสินค้าเพื่อการส่งออก กองปฏิบัติการสินค้า 3 ท่าเรือกรุงเทพฯ กล่าวว่า วันนี้ทางการท่าเรือได้มีการนัด เพื่อสรุปประเด็นที่ได้รับปากไว้ตั้งแต่ วันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมาว่า จะปฏิบัติตามมติคณะกรรมการฝ่ายบริหารปี 2560 โดยระบุว่า ให้นำเงินเดือนสุดท้ายของพนักงานที่เกษียณ และคำนวณเพิ่มไปจนถึงอายุ 76 ปี และบวกค่าบำเหน็จตกทอดอีก 30 เท่า

โดยทาง อทร. ได้มีการรับปากว่าขอเวลา 30 วัน จะจ่ายเงินดังกล่าวให้ แต่จนถึงขณะนี้ ผู้อำนวยการการท่าเรือ ก็ยังไม่ปฏิบัติตาม แต่วันนี้ท่านผู้อำนวยการก็ไม่ได้มาด้วยตนเองตามนัด แต่กลับส่งคนอื่นมาแทน รวมผู้เสียหาย ที่เข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพมีทั้งหมด 2,300 คน รวมระยะเวลา กว่า 8 ปี ที่การท่าเรือบ่ายเบี่ยงมาโดยตลอด

ผู้เสียหาย กล่าวอีกว่า หากรวมมูลค่าที่ต้องจ่าย ให้กับผู้เสียหายทั้งหมดกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งกองทุนดังกล่าว มีงบประมาณอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ว่าไปอยู่ที่ไหน

ทั้งนี้มองว่า การท่าเรือไม่ปฏิบัติตามที่กระทรวงการคลังกำหนดไว้ จนทำให้เกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น และหากการท่าเรือบริสุทธิ์ใจ ก็อยากให้ออกมาชี้แจง รายละเอียดการจ่ายเงินว่า จ่ายในส่วนใดมาบ้าง เรื่องจะได้จบ และที่พยายามบ่ายเบี่ยง หรือหลีกเลี่ยงเพราะยังไม่ได้จ่าย

ภายหลังการประชุม นายสุรินทร์ ให้ข้อมูลว่า การท่าเรือแห่งประเทศไทย ให้นับตั้งแต่วันแรกที่เข้ากองทุน แล้วนำยอดจำนวนเงินเดือนแรก มาคิดแล้วสรุปยอดเงินที่จะต้องจ่ายให้พนักงานออกมา ซึ่งนายสุรินทร์เห็นว่า เป็นการคำนวณที่ไม่ถูกต้อง เพราะการคิดคำนวณ ควรจะเอายอดของเงินเดือน เดือนสุดท้ายในการทำงานมาคิด ถึงจะถูกต้อง หากยังเป็นเช่นนี้อยู่ ตนเองก็จะเดินหน้าร้องเรียนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป เพราะกลุ่มสมาชิกทั้งหมดกว่า 2,000 คนยังไม่ได้รับความเป็นธรรม

ที่มา: Nation Online, 17/12/2568

ขบ.-กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน"ติวเข้มผู้ขับรถขนส่งทั่วไทย ยกมาตรฐานแก้ปัญหาขาดแคลน

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และผู้ประกอบการขนส่ง จัดพิธีเปิดโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ขับรถขนส่งเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน และพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ระหว่างกรมการขนส่งทางบก กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นการผนึกกำลังพัฒนาศักยภาพผู้ขับรถขนส่งเพื่อลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืนพร้อมผลิตนักขับรถมืออาชีพป้อนระบบโลจิสติกส์ไทยให้เข้มแข็งและแข่งขันได้

นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพผู้ขับรถขนส่งเพื่อยกระดับความปลอดภัยทางถนน ระหว่าง กรมการขนส่งทางบก และ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน มุ่งพัฒนาศักยภาพผู้ขับรถทั้งรถโดยสารและรถบรรทุก ให้มีทักษะความรู้ความสามารถความรับผิดชอบ และพฤติกรรมขับขี่ปลอดภัย ผลิตพนักงานขับรถที่มีคุณภาพ ลดปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถในภาคการขนส่ง เน้นการส่งเสริมอาชีพพนักงานขับรถเพื่อให้มีความพร้อมในการปฏิบัติหน้าที่เข้าสู่ระบบขนส่งของประเทศยกระดั[มาตรฐานความปลอดภัยทางถนนและลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุ รวมทั้งพัฒนาศักยภาพบุคลากร ‘ผู้ขับรถที่มีคุณภาพ’ ต้องมีทั้งทักษะ ความสามารถ และจิตสำนึก เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับผู้ขับรถขนส่งของไทยให้เป็นที่ยอมรับและรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาการขนส่งสินค้าทางถนนด้วยรถบรรทุก สนับสนุน ส่งเสริมระบบมาตรฐานคุณภาพบริการขนส่งด้วยรถบรรทุก (Q Mark) และการส่งเสริมสวัสดิภาพการขนส่งทางบกของประชาชนอันจะส่งผลให้ผู้ประกอบการขนส่งทั้งรถโดยสารและรถบรรทุกสามารถยกระดับมาตรฐานการบริการ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อย่างยั่งยืน

ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการยกระดับฝีมือแรงงานไทย โดยผ่านกลไกของ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ได้ร่วมลงนามในครั้งนี้ว่า ความร่วมมือนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมพนักงานขับรถให้ทันสมัย สอดคล้องกับเทคโนโลยีและยานยนต์สมัยใหม่ เพื่อให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง โดยกระทรวงแรงงานพร้อมสนับสนุนการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานให้กับพนักงานขับรถ ทั้งรถบรรทุกและรถโดยสาร เพื่อเป็นการการันตีคุณภาพและสร้างความก้าวหน้าในวิชาชีพ (Career Path) ให้กับผู้ขับรถ ช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนพนักงานขับรถที่มีคุณภาพในภาคการขนส่ง และเตรียมความพร้อมบุคลากรเพื่อรองรับการขยายตัวของระบบเศรษฐกิจในอนาคต

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 16/12/2568

ราชกิจจาฯ ออกกฎใหม่ ปรับเพดานค่าจ้าง ม.33 สูงสุด 23,000 บาท

เว็บไซต์ ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่กฎกระทรวง กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตนตามมาตรา 33 พ.ศ.2568

กฎกระทรวงดังกล่าว ระบุว่า อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 7 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 และมาตรา 46 วรรคห้า แห่งพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติประกันสังคม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2542 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานออกกฎกระทรวงไว้ ดังต่อไปนี้

ข้อ 1 กฎกระทรวงนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นไป

ข้อ 2 ให้ยกเลิกกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2538) ออกตามความในพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533

ข้อ 3 ค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ละคน ให้กำหนดเป็นจำนวน ดังต่อไปนี่

(1) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2569 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2571 จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกินเดือนละ 17,500 บาท

(2) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2572 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2574 จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกินเดือนละ 20,000 บาท

(3) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2575 เป็นต้นไป จำนวนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1,650 บาท และไม่เกินเดือนละ 23,000 บาท

ให้ไว้ ณ วันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2568

ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

สำหรับเหตุผลในการประกาศกฎกระทรวงดังกล่าว คือ โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงค่าจ้าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคมของผู้ประกันตนตามมาตรา 33 แต่ละคน ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับประโยชน์ทดแทนเพิ่มขึ้นตามฐานในการคำนวณเงินสมทบเข้ากองทุนประกันสังคม จึงจำเป็นต้องออกกฎกระทรวงนี้

ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 15/12/2568

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง