รายงานพิเศษจากสื่อ Labor Notes ชี้ปี 2025 คือปีที่แนวรบของชนชั้นแรงงานสหรัฐฯ ปรากฏชัดที่สุด ภายใต้การกวาดล้างผู้อพยพ การฉีกสัญญา และการปราบปรามสหภาพแรงงานจากรัฐและทุนขนาดใหญ่ แต่ในความมืดนั้นเอง พลังการจัดตั้งจากฐานราก การนัดหยุดงาน และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันข้ามเชื้อชาติ ได้เผยศักยภาพใหม่ของขบวนแรงงานในการท้าทายอำนาจมหาเศรษฐีและกำหนดอนาคตของตนเอง
ภาพจาก: Jenny Brown/Labor Notes
ลางร้ายเริ่มปรากฏขึ้นตั้งแต่ก่อนที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคม 2025 โดยคนทำงานในโรงงานแปรรูปสัตว์ปีกรายงานว่าหัวหน้างานเริ่มนำวาทกรรมต่อต้านผู้อพยพมาใช้เพื่อแบ่งแยกพนักงาน เช่น การอนุญาตให้พนักงานผิวขาวเข้าห้องน้ำได้แต่กลับปฏิเสธพนักงานฮิสแปนิก ซึ่งเรื่องนี้ มากาลี ลิคอลลี (Magaly Licolli) จากศูนย์แรงงาน Venceremos ได้ให้ความเห็นว่า ยิ่งคนทำงานเกิดความกลัวที่จะรวมตัวกัน นายจ้างก็ยิ่งมีโอกาสสร้างสภาพการทำงานที่ย่ำแย่ลงได้มากขึ้น
กลยุทธ์การเหยียดเชื้อชาติเพื่อแบ่งแยกและปกครองนี้มีส่วนทำให้การจัดตั้งสหภาพแรงงานในหลายที่พ่ายแพ้ เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เมื่อนายจ้างที่คลังสินค้า Amazon ในรัฐนอร์ทแคโรไลนาพยายามแบ่งแยกพนักงานผิวดำออกจากพนักงานฮิสแปนิกในช่วงที่มีการลงคะแนนเสียงจัดตั้งสหภาพแรงงาน ต่อมาในเดือนมีนาคม 2025 เลโล ฮัวเรซ (Lelo Juarez) ผู้นำคนทำงานเกษตรจากสหภาพแรงงานอิสระ Familias Unidas por la Justicia กลายเป็นนักเคลื่อนไหวกลุ่มแรกๆ ที่ถูกจับกุม ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้กระตุ้นให้สหภาพแรงงานเริ่มระดมพลเพื่อตอบโต้ทันที
การจับกุมที่รุนแรงขึ้น

ภาพจาก: Immigration And Customs Enforcement (ICE)
การกวาดล้างโดยหน่วยตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (Immigration and Customs Enforcement - ICE) เร่งตัวขึ้นอย่างมากตามโควตาการจับกุม 3,000 คนต่อวัน โดยคำกล่าวอ้างของรัฐบาลที่ว่าจะมุ่งเป้าเฉพาะ "คนไม่ดี" กลายเป็นคำลวง เพราะในความเป็นจริงใครก็ตามที่มีรูปลักษณ์หรือสำเนียงเหมือนผู้อพยพต่างก็ตกเป็นเป้าหมาย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือกรณี คิลมาร์ อาเบรโก การ์เซีย (Kilmar Abrego Garcia) พนักงานฝึกหัดจากสหภาพแรงงานช่างโลหะแผ่น (Sheet Metal, Air, Rail and Transportation Workers - SMART) สาขา Local 100 ที่ถูกจับและส่งไปคุมขังในเอลซัลวาดอร์ จนกระทั่งแรงกดดันอย่างหนักจากสหภาพของเขาจึงสามารถบังคับให้รัฐบาลสหรัฐอเมริกานำตัวเขากลับมาได้
ในเดือนมิถุนายน 2025 สหภาพพนักงานบริการ (Service Employees International Union - SEIU) ได้ลุกขึ้นประท้วงทั่วประเทศ หลังจากที่ เดวิด ฮัวร์ตา (David Huerta) ผู้นำสหภาพแรงงานในแคลิฟอร์เนียถูกจับกุมขณะพยายามปกป้องสมาชิกจากการบุกค้นในลอสแอนเจลิส โดยเขาถูกทำร้ายด้วยสเปรย์พริกไทยจนต้องเข้าโรงพยาบาลและถูกตั้งข้อหาสมคบคิด ขณะเดียวกันสหภาพแรงงานช่างเครื่อง (International Association of Machists and Aerospace Workers - IAM) ก็ได้ต่อสู้จนสามารถช่วยเหลือ แม็กซิโม ลอนโดนิโอ (Maximo Londonio) สมาชิกที่ถูกควบคุมตัวให้ได้รับอิสรภาพในที่สุด
การตอบโต้ของสหภาพแรงงาน
กลุ่มแรงงานได้ปรับตัวและตอบโต้ผ่านการฝึกอบรม "รู้สิทธิ์ของคุณ" โดยเฉพาะสหภาพแรงงาน Starbucks Workers United และการประท้วงที่หน้าศูนย์กักกัน ขณะที่สหภาพแรงงานช่างทาสี (International Union of Painters and Allied Trades - IUPAT) ได้เน้นสร้างความสามัคคีในกลุ่มสมาชิกเพื่อต่อต้านการแบ่งแยกเชื้อชาติ ส่วนกลุ่มครูในชิคาโก และลอสแอนเจลิสได้พัฒนาระบบตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อเฝ้าระวังหน่วย ICE ในพื้นที่โรงเรียน พร้อมทั้งลงพื้นที่เคาะประตูบ้านเพื่อแจ้งสิทธิให้ประชาชนทราบ
ในภาคส่วนอื่นๆ ช่างไฟฟ้าในนอร์ทแคโรไลนาได้ติดป้ายเขตหวงห้ามเพื่อจำกัดไม่ให้หน่วย ICE เข้าถึงสถานที่ทำงานได้โดยง่าย ส่วนพนักงานรัฐบาลกลางในนิวยอร์ก ชิคาโก และซีแอตเทิล (Seattle) ก็ได้รวมตัวประท้วงการบุกค้นในที่ทำงานและการจับกุมในศาล แม้จะอยู่ภายใต้ภัยคุกคาม แต่พนักงานกลุ่มผู้อพยพยังคงยืนหยัด โดยในเดือนมิถุนายน 2025 สมาชิกสหภาพแรงงาน Teamsters กว่า 160 คนได้นัดหยุดงานที่ Mauser Packaging Solutions ในชิคาโก เพื่อเรียกร้องอุปกรณ์ความปลอดภัยและสั่งห้ามบริษัทอนุญาตให้หน่วย ICE เข้าพื้นที่หากไม่มีหมายศาล
การฉีกสัญญาและการนัดหยุดงานที่ดำเนินต่อ
พนักงานรัฐบาลกลางต้องเผชิญกับการโจมตีจากรัฐบาลอย่างหนัก เมื่อมีการยกเลิกสัญญาสหภาพแรงงานของพนักงานรัฐกว่า 1 ล้านคน ฝ่ายเดียว ซึ่งรวมถึงการยกเลิกการหักค่าสมาชิกและกระบวนการร้องทุกข์ทั้งหมด โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยการขนส่ง (Transportation Security Officers - TSO) กว่า 47,000 คน ที่ถูกยกเลิกสัญญาและถูกจำกัดสิทธิการลาป่วย ซึ่งพนักงานมองว่าหากไม่มีสหภาพแรงงาน ความเน่าเฟะในระบบจะกลับมาอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม สหภาพแรงงานรัฐบาลกลางอย่าง AFGE และ NTEU ได้ดำเนินการฟ้องร้องและสร้างเครือข่ายระหว่างหน่วยงานเพื่อยกระดับการต่อสู้ทางการเมือง
แม้จะมีการปิดหน่วยงานรัฐเพื่อหยุดการนับสถิติ แต่ในปี 2025 มีคนทำงานออกมานัดหยุดงานสูงถึง 183,000 คน ซึ่งมากกว่าปีที่ผ่านมาหลายเท่า ตั้งแต่กลุ่มคนงานร้านขายของชำ Kroger ไปจนถึงแม่บ้านโรงแรม Hilton ในฮิวสตัน (Houston) ที่นัดหยุดงานนาน 40 วันจนได้รับค่าแรงขั้นต่ำ 20 ดอลลาร์ นอกจากนี้ คนทำงานหนังสือพิมพ์และคาสิโนในหลายรัฐต่างก็ชนะการเจรจาหลังจากการต่อสู้อย่างยาวนาน รวมถึงบาริสต้าของ Starbucks กว่า 12,000 คน ที่คว้าสัญญาฉบับแรกได้สำเร็จ
การปฏิรูปจากข้างล่างและการเคลื่อนไหวระดับสากล
ในพื้นที่ที่ผู้นำสหภาพแรงงานไม่เข้มแข็งพอ คนทำงานได้จัดตั้งกลุ่มปฏิรูปจากระดับล่างขึ้นมาเองในหลายอุตสาหกรรม เช่น พนักงานไปรษณีย์และช่างไฟฟ้า โดยมีการนัดหยุดงานที่ยาวนานหลายเดือนจนสามารถคว้าชัยชนะเรื่องค่าจ้างและสภาพการทำงานที่ดีขึ้น นอกจากนี้ คนทำงานในสหรัฐฯ ยังได้รับแรงบันดาลใจจากการนัดหยุดงานครั้งใหญ่ในต่างประเทศ เช่น การประท้วงของคนทำงาน 100,000 คน ในนิวซีแลนด์ และการนัดหยุดงานทั่วไปของผู้คน 2 ล้านคน ในอิตาลีเพื่อสนับสนุนสันติภาพในกาซา
ในช่วงกลางปี 2025 มีการรวมตัวของนักศึกษาและอาจารย์ใน 170 มหาวิทยาลัยเพื่อปกป้องสิทธิของผู้อพยพและเสรีภาพในการพูด จนกระทั่งถึงวันแรงงานสากล ที่มีการจัดชุมนุมกว่า 1,300 ครั้ง ทั่วสหรัฐอเมริกา ภายใต้แนวคิด "คนทำงานเหนือมหาเศรษฐี" (Workers over Billionaires) ซึ่งถือเป็นการระดมพลที่ใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2006 โดยมีการนัดหมายให้สัญญาแรงงานหลายฉบับหมดอายุพร้อมกันในปี 2028 เพื่อสร้างอำนาจต่อรองที่สูงขึ้นในอนาคต
การเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจและบทสรุป

ผู้ชุมนุมประท้วง "No Kings Day" ในวันเสาร์ที่ 18 ตุลาคม 2025 | ภาพจาก: Nick de la Canal/WFAE
พลังของการประท้วงพุ่งสู่จุดสูงสุดในเดือนมิถุนายนและตุลาคม 2025 โดยมีการเดินขบวน "No Kings, No Billionaires" ที่มีผู้เข้าร่วมสูงถึง 7 ล้านคนทั่วประเทศ กลายเป็นวันประท้วงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ พลวัตที่เปลี่ยนไปนี้ส่งผลต่อสนามเลือกตั้ง เมื่อนิวยอร์กซิตี้และซีแอตเทิลตัดสินใจเลือกนายกเทศมนตรีที่มีภูมิหลังเป็นนักจัดตั้งแรงงานและนักสังคมนิยม ซึ่งชูนโยบายเพื่อปากท้องของประชาชนเป็นหลัก
บทสรุปสถานการณ์แรงงานในสหรัฐฯ ปี 2025 แสดงให้เห็นว่าแนวรบระหว่างชนชั้นแรงงานกับกลุ่มมหาเศรษฐีนั้นชัดเจนขึ้นกว่าเดิม เมื่อทรัพย์สินของเหล่ามหาเศรษฐีพุ่งสูงขึ้นอย่างมหาศาลสวนทางกับชีวิตความเป็นอยู่ของคนทำงาน ท่ามกลางการต่อสู้ครั้งสำคัญนี้ ความสามัคคีของคนทำงานในที่ทำงานกลายเป็นอาวุธที่สำคัญที่สุด และเป็นโอกาสให้ผู้นำแรงงานรุ่นใหม่ได้แสดงความกล้าหาญเพื่อกำหนดอนาคตของตนเองต่อไป
ที่มา:
2025 in Review: Stark Battle Lines, Big Potential (Jenny Brown, Labor Notes, 18 December 2025)
