กมธ.การแรงงาน วุฒิสภา ดันแผนแรงงานปี 69 พัฒนาระบบนิเวศผู้สูงอายุ เชื่อมนวัตกรรมท่องเที่ยวเชิงอาหาร
นายนิรุตติ สุทธินนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน และประธานคณะอนุ กมธ.ด้านการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมพิจารณาความคืบหน้าการดำเนินงานของคณะอนุ กมธ.ด้านการจัดหางานและพัฒนาฝีมือแรงงาน วุฒิสภา ในปี 2568 พร้อมทั้งแผนการดำเนินงานสำหรับปี 2569
โดยการดำเนินงานของคณะอนุ กมธ. ในปี 2568 ได้มุ่งเน้นการพิจารณาใน 4 ประเด็นหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว การพัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์มด้านแรงงาน อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (S-Curve) และการบริหารจัดการแรงงานในสังคมผู้สูงอายุ และได้กำหนดกิจกรรมสำคัญ คือ การศึกษาดูงานในพื้นที่ 3 จังหวัด การจัดสัมมนา การตรวจสอบเรื่องร้องทุกข์และการจัดทำรายงานการพิจารณาศึกษาที่สำคัญ 2 ฉบับ คือ ร่างกรอบแนวคิดดิจิทัลแพลตฟอร์มการพัฒนาแรงงานแห่งชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างการรอเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา และแนวทางการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว กรณีศึกษาจังหวัดระนอง ซึ่งรอเสนอต่อที่ประชุม กมธ.เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
สำหรับแผนงานในปี 2569 จะมุ่งเน้นไปที่การบริหารจัดการระบบนิเวศการทำงานผู้สูงอายุประเทศไทยโดยศึกษากรณีการใช้นวัตกรรมการท่องเที่ยวเชิงอาหารเป็นแนวทางหลัก พร้อมกันนี้ได้มีการเสนอให้แต่งตั้งคณะทำงานเพิ่มเติม เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาด้านแรงงานในสังคมผู้สูงอายุโดยเฉพาะ
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 17/1/2569
ประกันสังคมรับฟังความเห็น ‘ระเบียบเลือกตั้งบอร์ด สปส.’ แหล่งข่าวชี้หากคอมเมนต์เยอะ อาจปรับแก้
จากกรณีนายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน ออกมาเคลื่อนไหวในประเด็นที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้าไม่เห็นชอบต่อร่างกฎกระทรวงแรงงาน ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม ในหลายประเด็น โดยการประชุมคณะกรรมการประกันสังคม หรือบอร์ดประกันสังคม ครั้งล่าสุดเมื่อ 13 มกราคมที่ผ่านมา ทีมประกันสังคมก้าวหน้า 6 คน ได้สงวนสิทธิการเห็นชอบต่อร่างระเบียบการเลือกตั้งดังกล่าว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มกราคม ผู้สื่อข่าวได้ติดต่อไปที่กระทรวงแรงงานและสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อสอบถามข้อเท็จ โดยได้คำตอบว่า ในการประชุมเมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา มีการรายงานความคืบหน้าการปรับปรุงแก้ไขระเบียบการเลือกตั้ง โดยบอร์ประกันสังคมรับทราบแล้ว นอกจากนั้น ยังรับทราบประเด็นการเปิดรับฟังความเห็นต่อร่างระเบียบเลือกตั้งดังกล่าวเป็นเวลา 30 วัน ตั้งแต่วันที่ 15 มกราคม-16 กุมภาพันธ์ ซึ่งเท่าที่สอบถามกับกองกฎหมาย ขั้นตอนหลังจากปิดรับฟังความเห็น ก็จะมีการสรุปข้อมูลเพื่อนำเข้าบอร์ดประกันสังคมอีกครั้งว่ามีผลอย่างไร ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขจุดใดหรือไม่
เมื่อถามถึงระเบียบการเปิดรับฟังความเห็นต้องใช้เวลาอย่างน้อยกี่วัน เนื่องจากวันที่ 15 กุมภาพันธ์ บอร์ดประกันสังคมชุดปัจจุบันจะหมดวาระ และจะกระทบต่อการออกประกาศหรือไม่ แหล่งข่าวระบุว่า ตามระเบียบคืออย้างน้อย 15 วัน ส่วนเรื่องบอร์ดประกันสังคมที่จะหมดวาระนั้น สามารถรักษาการต่อได้ โดยการจะเห็นชอบพิจารณาออกระเบียบใดๆ ก็สามารถทำได้ตามอำนาจ เข้าใจว่าจะเหมือนการมีรัฐบาลรักษาการ ที่หากเป็นการพิจารณาเห็นชอบเรื่องทั่วไป ไม่ได้เป็นเรื่องที่มีผลผูกพันต่อเนื่องก็สามารถทำได้ อย่างที่เคยเกิดขึ้นในการรักษาของบอร์ดประกันสังคมที่ผ่านมา ก็มีการพิจารณางบประมาณทั่วไปได้ตามปกติ
อย่างไรก็ตาม ตามที่ฝ่ายกฎหมายสอบถามจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ระบุว่า การรับฟังความเห็นนั้น ไม่ได้เพื่อการเอาผลโหวตว่าแพ้หรือชนะ แต่เป็นการรับฟังว่าควรปรับแก้อย่างไร หรือสามารถดำเนินต่อไปได้
“ไม่ใช่ว่าเสียงส่วนใหญ่บอกว่าเห็นด้วย แต่มีข้อปรับปรุงอะไร ก็ต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติม แต่เรื่องของการปรับแก้ ก็ไม่ได้เป็นการแก้ทั้งหมด อย่างเรื่องร่างระเบียบเลือกตั้งที่ไม่เห็นด้วยเยอะคือ การให้ผู้ประกันตน 1 คน ออกเสียงได้ 1 เสียง ซึ่งในแบบสอบถามก็จะมีการให้ตอบด้วยว่า ถ้าเห็นด้วย เห็นด้วยเรื่องใด ถ้าไม่เห็นด้วย จะมีข้อแนะนำอย่างไร” แหล่งข่าวกล่าว
เมื่อถามต่อถึงระบบการเปิดรับฟังความเห็นจะเกิดปัญหาอีกหรือไม่ และมีการเก็บข้อมูลประชาชนเพื่อไปวิเคราะห์อย่างไร จะเกิดปัญหาอย่างตอนที่รับฟังความเห็นเรื่องปฏิทินหรือไม่ แหล่งข่าวกล่าวว่า ระบบการรับฟังความเห็นจะใช้คนละระบบกัน แต่ก็มีการนำข้อกังวลจากครั้งก่อนมาปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยการเข้าไปตอบความเห็นจะไม่ต้องบันทึกเลขบัตรประชาชน ต่อมาเรื่องการรับผลโหวต เมื่อนำข้อมูลมาสรุป ก็ต้องวิเคราะห์ว่าคำตอบนั้นเกิดขึ้นจากคนคนเดียวกันหรือไม่ ถ้าเกิดจากคนเดียว ตอบหลายครั้ง ก็จะมีการรวมกันแล้วนับเป็น 1 คำตอบ
อย่างไรก็ตาม คาดว่าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมจะเกิดขึ้นภายหลังการเลือกตั้งใหญ่ในเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งจะมีความชัดเจนช่วงเดือนเมษายน โดยคณะกรรมการการเลือกตั้งประกันสังคมจะมีการประชุมกัน โดยเบื้องต้นคาดว่าจะได้เลือกตั้งจริงๆ หลังเดือนพฤษภาคม
“หากมีคอมเมนต์เรื่องระเบียบเยอะก็จะมีการปรับแก้ไข หรือทำร่างใหม่ ถ้าทันก็อาจทำใหม่ แต่ไม่ทัน เพราะอาจจะเกิดการรักษาการของบอร์ดนานไปก็แก้ไขระเบียบเดิมได้ ทำได้ทั้ง 2 ทาง ทั้งนี้ ต้องรอผลประชาพิจารณ์ก่อน” แหล่งข่าวกล่าว
ที่มา: มติชนออนไลน์, 16/1/2569
กยศ. ชวนผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ให้มาทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์
ดร.นันทวัน วงศ์ขจรกิตติ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา เปิดเผยว่า “กยศ. มีผู้กู้ยืมเงินที่ค้างชำระหนี้ตามสัญญาหรือตามคำพิพากษาของศาลจำนวนมาก โดยในปี 2569 หากผู้กู้ยืมเงินไม่ชำระหนี้ตามสัญญาหรือตามคำพิพากษา กยศ. จะต้องฟ้องคดีจำนวนกว่า 100,000 ราย และบังคับคดีอีกกว่า 80,000 ราย จึงขอเชิญชวนผู้กู้ยืมเงินเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ เพื่อช่วยลดภาระให้ผู้กู้ยืมเงินสามารถวางแผนและชำระหนี้ได้อย่างเหมาะสม โดยได้รับประโยชน์ ดังนี้
• ปลดภาระผู้ค้ำประกันทันทีเมื่อทำสัญญา
• ผ่อนชำระหนี้ได้นานสูงสุดถึง 15 ปี
• ผ่อนชำระเงินคืนเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันภายในวันที่ 5 ของทุกเดือน
• เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นโดยไม่ผิดเงื่อนไขตามสัญญา กยศ. จะให้ส่วนลดเบี้ยปรับที่เกิดขึ้นก่อนทำสัญญาทั้งหมด 100%
หากผู้กู้ยืมเงินผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาโดยไม่ผิดนัดชำระหนี้ พร้อมจะงดการฟ้องคดีและบังคับคดีทันที ผู้กู้ยืมเงินสามารถทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว และลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางได้ที่เว็บไซต์ www.studentloan.or.th โดยสามารถยืนยันตัวตนและการลงนามอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง และ ThaID ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้กู้ยืมเงินได้กลับมาชำระหนี้ รวมถึงลดจำนวนผู้กู้ยืมเงินที่อาจจะต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องคดีหรือบังคับคดี และ กยศ. จะนำเงินที่ได้รับชำระคืนไปหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่รุ่นน้องได้อย่างต่อเนื่องต่อไป”
ที่มา: สำนักข่าวไทย, 15/1/2569
ชวนโหวตคว่ำหลังประกันสังคม ชงแก้ระเบียบเลือกตั้งจากเดิมผู้ประกันตน เลือกบอร์ดได้ 7 คน เหลือเลือกได้แค่ 1 คน หวั่นผลักดันนโยบายไม่ได้ ค้านก็ยาก
น.ส.รักชนก ศรีนอก อดีต สส.กทม. พรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กถึงกรณีประกันสังคมเตรียมแก้ระเบียบการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมใหม่ ระบุว่า ท่ามกลางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมากมาย ประกันสังคม ได้ฉวยใช้ช่วงเวลาที่สังคมกำลังโฟกัสกับเรื่องเครนถล่ม ติดต่อกัน และองคาพยพสีส้มกำลังเสียหาย ประกาศทำประชาพิจารณ์ ระเบียบเลือกตั้งรูปแบบใหม่ของ ‘บอร์ดประกันสังคม’ พวกเราพยายามขวางแล้วแต่ไม่ไหวจริงๆ
นี่คือปฏิบัติการ อย่างเป็นทางการของอำนาจเก่าในบอร์ด เพื่อเอาทีมประกันสังคมก้าวหน้า ออกจากประกันสังคม โดยอ้างเปลี่ยนระเบียบการเลือกตั้งบอร์ด จากเดิม ผู้ประกันตน 1 คน เลือกฝั่งลูกจ้างได้ทั้งทีม 7 คน เปลี่ยนเป็น ผู้ประกันตน 1 คน เลือกฝั่งลูกจ้างได้คนเดียว
ซึ่งถ้าใช้ทุกสรรพกำลังขวาง ก็มีโอกาสสูงมากๆ ที่ทีมประกันสังคมก้าวหน้า จะกลับเข้าไปในบอร์ดได้แค่ 1-2 คน และการผลักดันนโยบายที่ก้าวหน้าก็จะจบแค่นี้ เพราะไม่ว่าจะโหวตอะไรก็แพ้ เสียงจะเบาลง
เพราะเนื่องจากเดิม เสียงในบอร์ดที่จะเป็น 1 ใน 3 แบ่งเป็น 3 ฝ่าย ฝ่ายราชการ ฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายลูกจ้าง เวลาโหวตอะไรยังพอสู้ได้ ยังมีความหนักแน่น ขวางได้ เพราะเสียงไม่ได้ต่างกันมาก แต่ถ้าเปลี่ยนใหม่ เราจะเหลือเสียงแค่ 1 ใน 21 และฝ่ายลูกจ้าง ก็จะแบ่งเป็น 7 ฝ่าย 7 ทีม
ดังนั้นฝันไปเถอะว่าจะขวางอะไรในประกันสังคมได้ ถ้าเค้าแจกกล้วยทีมที่เหลือสำเร็จหรือเอาคนของตัวเองเข้ามา เราก็หัวเดียวกระเทียมลีบ ประกันสังคมเค้าเปิดหน้าสู้กันแล้ว เค้าไม่มีอะไรจะเสียแล้ว เพราะ 2 ปีที่ผ่านมา เราทำคนอดอยากปากแห้งไปเยอะทีเดียว
ต้องช่วยกันคว่ำ ให้สำเร็จเท่านั้น ปล. แถมประกันสังคมยังออกระเบียบให้ตัวเองสามารถตัดเอาบางความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจคนในสำนักงานออกได้ด้วย เรียกง่ายง่ายว่าเอากันทุกทางอะ
โดย ไอซ์ รักชนก ได้คอมเมนต์อีกว่า ให้ทุกคนคลิก “ไม่เห็นด้วย” ทั้งหมดทุกข้อ และเหตุผล “ให้ใช้กติกาเดิมปี 2566”
ขอความร่วมมือประชาสัมพันธ์ให้นายจ้าง ลูกจ้าง ผู้ประกันตน องค์กร /สภา /สมาคม/เครือข่ายแรงงานต่างๆ /ประชาชนทั่วไป และบุคลากรในสังกัดสำนักงานประกันสังคม
ร่วมแสดงความคิดเห็นต่อ ร่างระเบียบกระทรวงแรงงานว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเลือกตั้งผู้แทนฝ่ายนายจ้างและผู้แทนฝ่ายผู้ประกันตนเป็นกรรมการในคณะกรรมการประกันสังคม พ.ศ. …. ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. – 14 ก.พ. 69
ช่องทางแสดงความคิดเห็น มีดังนี้
1) เว็บไซต์สำนักงานประกันสังคม : https://forms.gle/9ygXBgHg9RUA1JZPA
2) ระบบกลางทางกฎหมาย : https://law.go.th/listeningDetail?survey_id=NjQyMURHQV9MQVdfRlJPTlRFTkQ=
3) มุมรับฟังความคิดเห็น ณ สปส.จังหวัด/สาขา/พื้นที่ : https://forms.gle/c1VEDrTCnAaeEkgc9
ผลสำรวจอเด็คโก้พบ 72% ของคนทำงานไทยไม่มีแผนเปลี่ยนงานในอีก 12 เดือนข้างหน้า เนื่องจากต้องการความมั่นคงในอาชีพ
ผลสำรวจ Thailand Career & Work Trend 2025-2026 จากอเด็คโก้ พบว่า 72% ของคนทำงานยังไม่มีแผนเปลี่ยนงานใน 12 เดือนข้างหน้า มีเพียง 23% ที่บอกว่ากำลังหางานใหม่อย่างจริงจัง ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากปี 2567 ที่มีผู้มองหางานใหม่ถึง 40% สะท้อนความระมัดระวังและความต้องการความมั่นคงมากขึ้นในการทำงาน
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ผลักดันให้คนลาออกยังคงชัดเจน ได้แก่ ความก้าวหน้าในอาชีพที่จำกัด (47%), ค่าตอบแทนไม่สอดคล้อง (34%), และสมดุลชีวิตและการทำงานที่ไม่ดี (34%) แรงกดดันเหล่านี้เด่นชัดในกลุ่มผู้บริหารระดับกลางและระดับสูง ซึ่งเผชิญภาระงานและความคาดหวังที่สูงขึ้น ท่ามกลางความท้าทายของสภาพเศรษฐกิจและการแข่งขันสูง
ในด้านรูปแบบการทำงาน งานประจำแบบเต็มเวลา (Full-time) ยังคงเป็นตัวเลือกหลักของแรงงานถึง 69% สะท้อนความต้องการรายได้ที่มั่นคงและสวัสดิการที่ชัดเจน ในสภาพเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน ในขณะเดียวกัน ความเปิดรับงานไม่ประจำยังอยู่ในระดับสูง โดย 90% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าพร้อมพิจารณางานฟรีแลนซ์ งานสัญญาจ้าง หรือโครงการระยะสั้น หากค่าตอบแทนจูงใจเพียงพอ แม้จะยังมีความกังวลเรื่องความไม่มั่นคงของรายได้และสวัสดิการที่ลดลงก็ตาม โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ที่มองหาประสบการณ์ที่หลากหลาย และ Baby Boomers ที่มองหางานระยะสั้นและความยืดหยุ่นในช่วงบั้นปลายอาชีพ
รมว.แรงงาน สั่งทูตแรงงาน ติดตามสถานการณ์ความไม่สงบในอิหร่านอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นแรงงานไทยยังปลอดภัย ไม่ต้องอพยพ
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ได้กำชับให้ ฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ดูแลแรงงานไทยในอิหร่านอย่างใกล้ชิด เบื้องต้นพบ แรงงานไทย จำนวน 38 คน ยังปลอดภัยจากสถานการณ์การประท้วงรัฐบาล และ อยู่ระหว่างประสานงานหากมีความจำเป็นต้องอพยพ
นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้ ฝ่ายแรงงาน ฯ ได้ประสานแจ้งเตือนแรงงานไทยให้เพิ่มความระมัดระวังในการเดินทาง และหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีการชุมนุมประท้วง ไม่เข้าร่วมการชุมนุมต่อต้านดังกล่าว ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย พร้อมทั้งแจ้งให้ติดตามข่าวสารจาก สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน/ ฝ่ายแรงงาน ฯ กรุงอาบูดาบี รวมทั้งหน่วยงานของทางการอิหร่านอย่างใกล้ชิด ซึ่งไม่มีรายงานแรงงานไทยเข้าไปมีส่วนร่วม หรือได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ทั้งนี้ หากแรงงานไทยในอิหร่าน ต้องการความช่วยเหลือสามารถติดต่อได้ที่ ฝ่ายแรงงานประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงอาบูดาบี ผ่านช่องทาง WhatsApp โดยสามารถแจ้งประสานแจ้งผ่านหัวหน้าแรงงานไทย และล่ามของบริษัท หรือ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเตหะราน โทร. (+98) 912 500 7933 หรือ (+98) 912 159 8699
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย, 14/1/2569
สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงานร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสภาวะการทำงานเยี่ยงทาสสมัยใหม่ของบุคลากรสาธารณสุข
สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ทำจดหมายเปิดผนึก ถึง คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เรื่อง ร้องเรียนการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสภาวะการทำงานเยี่ยงทาสสมัยใหม่ของบุคลากรสาธารณสุข ระบุว่า
เหตุการณ์อันน่าสลดใจจากการจากไปของพยาบาลท่านหนึ่ง ผู้ซึ่งอุทิศตนเพื่อผู้ป่วยจนวาระสุดท้าย มิใช่เหตุการณ์เดียวที่เพิ่งเกิดขึ้น หากแต่เป็นเพียงหนึ่งในร่องรอยของการกดขี่บุคลากรสาธารณสุขที่ดำเนิน ต่อเนื่องมากว่าทศวรรษอย่างไม่รู้จบ
สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ขอเป็นตัวแทนบุคลากรสาธารณสุขทุกอาชีพ ส่งสารร้องเรียนต่อ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เพื่อตีแผ่สภาวะการทำงานอันเลวร้ายของ บุคลากรสารณสุข ไม่ใช่เพียงพยาบาล แต่รวมถึง บุคลากรทุกคน ไม่ว่าจะเป็น เทคนิคการแพทย์ รังสีเทคนิค แพทย์ เวรเปล เภสัชกร ผู้ช่วยพยาบาล และอื่นๆ อีกนับร้อยชีวิต ที่กำลังถูกลิดรอนความเป็นมนุษย์ ดังนี้:
1. เวลาทำงานที่กดขี่เกินขีดจำกัดมนุษย์ บุคลากรจำนวนมากต้องแบกรับภาระงานถึง 100 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ หลายครั้งต้องทำงานติดต่อกันเกิน 72 ชั่วโมงโดยไม่ได้นอนหลับพักผ่อน เฉกเช่นเดียวกับพยาบาลที่ต้อง ควงเวร เช้า-บ่าย-ดึก อย่างต่อเนื่อง แม้จะมีแนวทางปฏิบัติกำหนดไว้ แต่ในความเป็นจริง บุคลากรจำนวนมาก ยังคงถูกบีบคั้นให้ทำงานเกิน 80 ชั่วโมงต่อสัปดาห์อยู่เป็นเรื่องปกติ
2. การไร้ซึ่งกลไกปกป้องและอำนาจต่อรอง คนทำงานไม่สามารถรวมตัวเพื่อเรียกร้องสิทธิได้ เนื่องจาก พระราชกฤษฎีกาการรวมกลุ่มยังไม่มีผลบังคับใช้ ทำให้ไร้อำนาจต่อรองโดยสิ้นเชิง ทำได้เพียงก้มหน้า รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาเท่านั้น
3. การจ้างงานอันไม่เป็นธรรม ในโรงพยาบาลรัฐเต็มไปด้วยการจ้างงานแบบ "ลูกจ้างรายคาบ", "ลูกจ้างทั่วไป" หรือการ outsource ส่งผลให้บุคลากรไร้ความมั่นคง ไร้การคุ้มครองและในหลายกรณี ได้รับค่าตอบแทนที่ "ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ" ต่อเดือน
สภาพการณ์ทั้งหมดนี้ เข้าข่ายนิยามของ “ทาสสมัยใหม่” (Modern Slavery) อย่างสมบูรณ์ บุคลากรถูกละเลยและละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างรุนแรงมาตลอด เพื่อแบกรับระบบสุขภาพของประเทศไทย ภายใต้วาทกรรมคำว่า “เสียสละ” ขัดต่อ มาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคล ย่อมได้รับความคุ้มครอง”
สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน ขอเรียกร้องให้องค์กรของท่าน เข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ เพื่อคืนเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของบุคลากรสาธารณสุข ให้กลับมามีความเป็นมนุษย์อย่างแท้จริง และปลดปล่อย พวกเราออกจากวงจรความเป็นทาสสมัยใหม่นี้
พวกเรา ไม่ใช่แค่เครื่องจักรผลิตสุขภาพ แต่เป็นคนที่มีหัวใจ มีผู้ซึ่งเป็นที่รักรอคอยอยู่ที่บ้าน และมีเกียรติยศศักดิ์ศรีในความเป็นมนุษย์ เฉกเช่นเดียวกับประชาชนทุกคน
ที่มา: สหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน, 14/1/2569
สปส. เร่งช่วย ลูกจ้าง-ผู้ประกันตน จากกรณีระเบิดปั๊มน้ำมัน-ร้านสะดวกซื้อ ชายแดนใต้
จากกรณี กลุ่มก่อความไม่สงบ ลอบวางเพลิงร้านสะดวกซื้อ และ ลอบวางระเบิดบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. รวม 11 จุด ในพื้นที่ จ.ยะลา จ.ปัตตานี และ จ.นราธิวาส เมื่อกลางดึก วันที่ 11 มกราคม 2569 ส่งผลให้มี ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ได้รับบาดเจ็บ จากเหตุการณ์ดังกล่าว
น.ส.กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เปิดเผยว่า สปส. มีความห่วงใยต่อผู้ประกันตนที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ โดยเฉพาะบริเวณปั๊มน้ำมัน ปตท. ต.กะรุบี อ.กะพ้อ จ.ปัตตานี และปั๊มน้ำมัน ปตท. สาขาแว้ง ต.ปาลุกา จ.นราธิวาส รวม 5 ราย
พร้อมสั่งการให้ สปส. จ.ปัตตานี และ สปส. จ.นราธิวาส เร่งเข้าให้การช่วยเหลือดูแล และอำนวยความสะดวกด้านสิทธิประโยชน์ จากกองทุนประกันสังคม และกองทุนเงินทดแทน อย่างเต็มที่และครบถ้วนโดยทันที
เลขาธิการ สปส. กล่าวว่า สปส.มีความพร้อมในการดูแลลูกจ้างผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายทุกกรณี โดยเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ได้มอบหมายให้ น.ส.กัทลีวัน เรืองน้อย ประกันสังคม จ.ปัตตานี และ นายสันติ อารัชกุล ประกันสังคม จ.นราธิวาสลงพื้นที่เยี่ยม ให้กำลังใจ ผู้ประกันตน ที่ได้รับบาดเจ็บ ที่โรงพยาบาล (รพ.) กะพ้อ และ รพ.แว้ง พร้อมให้คำแนะนำเกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ กรณีประสบอันตราย เนื่องจากการทำงานจากกองทุนเงินทดแทน ซึ่งครอบคลุมค่ารักษาพยาบาล 65,000–1,000,000 บาท
น.ส.กาญจนา กล่าวเพิ่มเติมว่า สปส.ห่วงใยต่อเหตุการณ์ลอบวางเพลิงและลอบวางระเบิดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และยืนยันว่า กองทุนเงินทดแทนมีความพร้อมในการดูแลให้ความช่วยเหลือ ลูกจ้าง ผู้ประกันตน ที่ได้รับบาดเจ็บให้ได้รับสิทธิประโยชน์โดยเร็วที่สุด
พยาบาลเสียชีวิตในเวร สะท้อนภาระงานหนัก หนุนเร่งคลอด พ.ร.บ.คุ้มครองบุคลากรสาธารณสุข
จากกรณี พว.ยุภารักษ์ สุขวรรณดี อายุ 30 ปี พยาบาลวิชาชีพประจำหอผู้ป่วยอายุรกรรมหญิง 2 เสียชีวิตจากภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะปฏิบัติงานเวรดึกนั้น
เมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2569 ผศ.ดร.วิวัฒน์ เหล่าชัย กรรมการอำนวยการสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ให้สัมภาษณ์กับ Hfocus ถึงกรณีดังกล่าวว่า ก่อนอื่นขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อการสูญเสียครั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงเป็นความโศกเศร้าของครอบครัวหรือเพื่อนร่วมงานเท่านั้น แต่เป็นการสูญเสียของทั้งวิชาชีพพยาบาล และเป็นบาดแผลทางใจของระบบสาธารณสุขไทย
"น้องอีฟไม่ได้จากไปในฐานะเพียงบุคลากรคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ตามบทบาท แต่จากไปในฐานะ “มนุษย์” ผู้ทุ่มเทดูแลชีวิตผู้อื่นด้วยหัวใจของความเป็นพยาบาล จนถึงวันสุดท้ายของชีวิตตนเอง เหตุการณ์นี้สะท้อน “ความเสียสละที่เงียบงัน” ของพยาบาลจำนวนมาก ที่ยังคงทำงานแม้ในวันที่ร่างกายไม่พร้อม เจ็บป่วย หรืออ่อนล้า" ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าว
กรณีดังกล่าวจึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวของพยาบาล โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเวรบ่ายและเวรดึก ซึ่งต้องเผชิญภาระงานหนัก ทรัพยากรสนับสนุนน้อย จำนวนบุคลากรลดลง ไม่มีผู้บริหารหรือหัวหน้าหอผู้ป่วยอยู่ในพื้นที่ ทำให้พยาบาลต้องทำหลายบทบาทพร้อมกัน ทั้งดูแลผู้ป่วย ประสานงาน ตัดสินใจในภาวะฉุกเฉิน รับมือญาติ และดูแลความปลอดภัยของผู้ป่วย โดยแทบไม่มีเวลาพักผ่อนสำหรับตนเอง
ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวอีกว่า แม้น้องอีฟจะมีอาการอ่อนเพลียและเจ็บป่วย แต่ยังเลือกปฏิบัติหน้าที่ต่อไป ไม่ทิ้งเวร ไม่ทิ้งผู้ป่วย และไม่ทิ้งเพื่อนร่วมงาน ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของพยาบาลไทยจำนวนมากที่เลือก “อดทน” แทนการพักผ่อน จนความเหนื่อยล้า ความเครียด และปัญหาสุขภาพสะสม กลายเป็นเรื่องปกติของวิชาชีพ
อย่างไรก็ตาม ความเสียสละเช่นนี้ไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องธรรมดา หรือเป็นต้นทุนที่ระบบใช้แลกกับการให้บริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง สิ่งที่พยาบาลต้องการไม่ใช่เพียงคำชื่นชม คำขอบคุณ หรือการแสดงความอาลัยหลังการสูญเสีย แต่คือ การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบอย่างจริงจังและยั่งยืน
ทั้งนี้ ระบบสาธารณสุขจำเป็นต้องทบทวนการดูแลบุคลากรอย่างจริงจัง ตั้งแต่การจัดอัตรากำลังที่เหมาะสม ชั่วโมงการทำงานที่ปลอดภัย ระบบพักเวรและการลาป่วยที่เป็นจริง กลไกดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ รวมถึงการเฝ้าระวังสุขภาพเชิงรุก โดยเฉพาะบุคลากรที่ทำงานเวรบ่ายเวรดึก
"พยาบาลไม่ใช่ทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป แต่เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต ครอบครัว และขีดจำกัด หากระบบไม่ปกป้องผู้ดูแล ย่อมทำให้คุณภาพชีวิตของบุคลากรในระบบสาธารณสุขเปราะบาง และอาจนำไปสู่การสูญเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่า" ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าว
เมื่อถามว่าเห็นด้วยหรือไม่กับ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข ที่ สว.วีระพันธ์ ผลักดันอยู่ ผศ.ดร.วิวัฒน์ กล่าวว่า เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะมองว่าควรมีสวัสดิการและการคุ้มครองบุคลากรทางการแพทย์ทุกระดับ ทั้งพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล และเจ้าหน้าที่ที่ทำงานดูแลผู้ป่วย พร้อมเปรียบเทียบว่าพยาบาลทำงานเพื่อผู้อื่นเช่นเดียวกับทหาร เพียงแต่เปลี่ยนอาวุธจากปืนเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์
สุดท้ายนี้ อยากเรียกร้องให้การสูญเสียของน้องอีฟเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เพื่อปกป้องคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย และสวัสดิการของพยาบาลอย่างเป็นรูปธรรม เพราะการดูแลและคุ้มครองพยาบาล คือการลงทุนเพื่อความมั่นคงและความยั่งยืนของระบบสาธารณสุขทั้งระบบ
รมว.แรงงาน แจ้งกฎหมายลาคลอด 120 วัน มีผลบังคับใช้แล้ว คู่สมรสใช้สิทธิลาได้ 15 วัน
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงปัญหาภาวะเด็กเกิดน้อย ที่เป็นปัญหาของหลายประเทศทั่วโลก ว่าหากไม่มีการดำเนิน การใดๆ ภายในปี 2643 ประเทศไทย จะเป็นหนึ่งใน 23 ประเทศของโลก ที่ได้รับผลกระทบ จากภาวะดังกล่าวมากที่สุด จำนวนประชากรที่ลดลงอย่างมาก จะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของแต่ละประเทศอย่างมากในอนาคต
ในส่วนของกระทรวงแรงงาน ได้มีการผลักดันพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2568 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่ผ่านมา
ถือเป็นการยกระดับและปฏิรูปกฎหมายแรงงานครั้งสำคัญของประเทศไทย โดยเพิ่มวันลาคลอดบุตรจาก 98 วันเป็น 120 วัน และให้ นายจ้าง จ่ายค่าจ้างในระหว่างลาคลอดบุตร เท่ากับค่าจ้างในวันทำงานไม่เกิน 60 วัน
น.ส.ตรีนุช กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังอนุญาตให้สามารถลาดูแลบุตรป่วย เพิ่มสิทธิลาได้อีก 15 วัน ในกรณี บุตรเจ็บป่วย พิการ หรือมีความผิดปกติ โดยได้รับค่าจ้าง ร้อยละ 50 คู่สมรสสามารถลาช่วยภรรยาคลอดบุตร เป็นครั้งแรกในกฎหมายไทย
โดยให้สิทธิคู่สมรสลาได้ 15 วัน โดยได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน และให้กฎหมายนี้คุ้มครองลูกจ้างจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าลูกจ้างทั่วไป ทั้งค่าแรง วันหยุด และสิทธิการลา
“ได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มอบหมายให้ สวัสดิการฯ แรงงานทั่วประเทศ เร่งทำความเข้าใจกับ ผู้ประกอบการ นายจ้าง ในการปฏิบัติตามสิทธิลาคลอดตามกฎหมายใหม่ อย่างเคร่งครัดต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว
