Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มช. จัดเวทีเสวนาและส่งมอบนโยบายในหัวข้อ “เปลี่ยนงานวิจัยเป็นนโยบาย: มรดกภูมิปัญญาด้านสิ่งแวดล้อมชาติพันธุ์กับทางรอดจากวิกฤตโลกรวน” หวังชี้ให้เห็นความล้มเหลวของนโยบายการอนุรักษ์แบบ “บนลงล่าง” (Top-down) พลิกมุมมองใหม่ดึงเอา “ทุนวัฒนธรรม” และภูมิปัญญาการจัดการป่าที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของชาวบ้านมาเป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบนโยบายสิ่งแวดล้อม เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุ ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือแรงต้านจากโครงสร้างเดิมที่มองป่าแบบปลอดคน ต้องปฏิรูปแนวคิดให้เป็นป่าที่โอบรับมนุษย์ เปลี่ยนสถานะของคนในชุมชนจาก “ผู้บุกรุก” ให้กลายเป็น “ผู้ร่วมจัดการ” มีหน้าที่และสิทธิที่ชัดเจนตามกฎหมาย ขณะที่ ดร.อชิชญา อ๊อตวงษ์ มองว่าความเหลื่อมล้ำทางมลพิษมักซ้อนทับอยู่กับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสถานะทางเชื้อชาติ การสร้างความเป็นธรรมทางภูมิอากาศจึงไม่ใช่แค่การสั่งห้ามเผา แต่ต้องดึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ทุนใหญ่ไปจนถึงสถาบันการเงินเข้ามารับผิดชอบร่วมกัน

 

20 ม.ค. 2569 ภาควิชาสังคมศาสตร์กับการพัฒนา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จัดเวทีเสวนาและส่งมอบนโยบายในหัวข้อ “เปลี่ยนงานวิจัยเป็นนโยบาย: มรดกภูมิปัญญาด้านสิ่งแวดล้อมชาติพันธุ์กับทางรอดจากวิกฤตโลกรวน” ขึ้นเมื่อวันที่ 14 ม.ค. ที่ผ่านมา ที่สวนอัญญา จังหวัดเชียงใหม่ หัวใจสำคัญของเวทีนี้คือการชี้ให้เห็นถึงรอยร้าวและความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของนโยบายการอนุรักษ์แบบ “บนลงล่าง” (Top-down) ที่ภาครัฐพยายามใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกดทับวิถีชีวิตดั้งเดิม นโยบายที่มุ่งเน้นการขับไล่คนออกจากป่าไม่เพียงแต่จะสร้างความไม่มั่นคงในสิทธิที่ดินทำกินของกลุ่มชาติพันธุ์ แต่ยังบั่นทอนความร่วมมือระหว่างรัฐและชุมชน จนกลายเป็นอุปสรรคสำคัญในการรับมือกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศและปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี

เพื่อทลายทางตันดังกล่าว งานวิจัยชุดนี้ได้นำเสนอทางออกผ่านแนวคิด “มรดกสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน” (Everyday Environmental Heritage: EEH) ซึ่งเป็นการพลิกมุมมองใหม่ด้วยการดึงเอา “ทุนวัฒนธรรม” และภูมิปัญญาการจัดการป่าที่หยั่งรากลึกในวิถีชีวิตของชาวบ้าน มาเป็นเครื่องมือหลักในการออกแบบนโยบายสิ่งแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนสถานะของกลุ่มชาติพันธุ์จาก “ผู้บุกรุก” ให้กลายเป็น “ผู้พิทักษ์” ที่มีอำนาจและศักดิ์ศรีตามกฎหมายอย่างแท้จริง

เมื่อ “มรดกวัฒนธรรม” คือเครื่องมือจัดการโลกเดือด

จากผลการศึกษาในพื้นที่นำร่อง จังหวัดเชียงใหม่ งานวิจัยได้นิยามมรดกสิ่งแวดล้อมในชีวิตประจำวัน (Everyday Environmental Heritage: EEH) ว่าเป็นแนวคิดเชิงนโยบายที่เชื่อมโยงระหว่าง “ปฏิบัติการทางวัฒนธรรม” และ “การดูแลระบบนิเวศ” เข้าด้วยกัน โดยพิสูจน์ให้เห็นว่าวิถีชีวิตดั้งเดิมไม่ใช่เรื่องล้าหลัง แต่เป็นปฏิบัติการที่เปลี่ยน “ทุนทางวัฒนธรรม” ให้เป็นเครื่องมือจัดการสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนและเป็นธรรม

ในพื้นที่วิจัยพบว่ามีปฏิบัติการที่ฝังอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม ตัวอย่างเช่น พิธีกรรมเกษตร มีการทำนาที่เชื่อมโยงกับพิธีกรรมเพื่อสร้างระบบความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัว อาหาร และธรรมชาติ การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ คือการสกัดสีจากวัตถุดิบในป่าโดยไม่ใช้สารเคมีซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-friendly) มีการทำแนวกันไฟ ซึ่งเป็นปฏิบัติการที่ผนวกเอาความรู้ ภูมิปัญญา และทักษะการจัดการไฟที่ส่งต่อกันรุ่นต่อรุ่น รวมไปถึง ป่าศักดิ์สิทธิ์และพิธีบวชป่า ที่มีการใช้ความเชื่อเรื่อง “คือติ/ดงเซ้ง” และสัญลักษณ์ทางศาสนามาปกป้องผืนป่า

3 ปฏิบัติการต้นแบบทลายช่องว่างนโยบายด้วยพลังชุมชน

งานวิจัยชิ้นนี้ไม่เพียงแต่นำเสนอทฤษฎี แต่ยังได้ทดลองกิจกรรมนำร่องเพื่อพิสูจน์ว่า “วิถีชุมชน” และ “นโยบายรัฐ” สามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่

  1. ฉลากต้นกำเนิดสินค้า (Origin Labeling) เป็นการยกระดับผลิตภัณฑ์ชุมชนสู่ตลาดพรีเมียมด้วยการบอกเล่าเรื่องราวการดูแล “มรดกสิ่งแวดล้อม” สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าไปพร้อมกับการสร้างความภาคภูมิใจในการรักษาป่า
  2. การจัดการแนวกันไฟโดยชุมชน (Community-Based Firebreak Management) เป็นการเปลี่ยนบทบาทชุมชนจากผู้รับคำสั่งสู่ “ผู้บริหารจัดการไฟ” ด้วยตนเอง ซึ่งผลลัพธ์เชิงประจักษ์พิสูจน์ให้เห็นว่าคุ้มค่าต่อการลงทุน โดยได้รับคะแนนประเมินประสิทธิผลจากผู้เข้าร่วมสูงกว่า 90% และสามารถลดจุดความร้อน (Hotspot) ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  3. เยาวชนและสื่อมรดกใหม่ (Youth Media) เป็นการสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่สวมบทบาท “นักสื่อสารทางวัฒนธรรม” โดยใช้สื่อดิจิทัลเป็นเครื่องมือถ่ายทอดภูมิปัญญาและคุณค่าของผืนป่าสู่โลกภายนอก

ผลสัมฤทธิ์ของทั้ง 3 ปฏิบัติการนี้พิสูจน์ให้เห็นว่า แม้ในสภาวะที่ชาวบ้านต้องเผชิญกับความกดดันทางจิตใจและความไม่มั่นคงในสิทธิที่ดินจากกฎหมายอุทยานฯ แต่ปฏิบัติการเหล่านี้กลับเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยรักษาความผูกพันระหว่างคนกับระบบนิเวศ และรักษาระดับต้นทุนทางสังคม (Social Capital) ของชุมชนให้ยังคงเข้มแข็ง พร้อมที่จะเป็นพันธมิตรในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ศึกชิงนิยามกระจายอำนาจ เมื่ออากาศสะอาดต้องแลกด้วยการรื้อโครงสร้างส่วนกลาง

ในมิติของกลไกทางกฎหมาย ความเข้มข้นของการขับเคลื่อนนโยบายปรากฏชัดในชั้นกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งเป็นการปะทะกันทางความคิดครั้งสำคัญระหว่างฝ่ายที่ยึดถือการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางกับฝ่ายที่ต้องการส่งคืนอำนาจให้ท้องถิ่น โดยมีประเด็นแหลมคมอยู่ที่การกำหนดตัวประธานคณะกรรมการจัดการมลพิษระดับจังหวัด ซึ่งฝ่ายราชการพยายามผลักดันให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ถืออำนาจสั่งการตามจารีตเดิม ขณะที่ภาคประชาชนและพรรคประชาชนยืนยันว่าตำแหน่งนี้ต้องเป็นของนายก อบจ. ผู้ซึ่งมาจากการเลือกตั้งและต้องรับผิดชอบต่อเสียงของประชาชนในพื้นที่โดยตรง

ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องบทลงโทษและการควบคุม ‘ดร.อชิชญา อ๊อตวงษ์’ ในฐานะอดีตกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด เน้นย้ำความสำคัญของการผลักดันกฎหมายหลักอย่าง ร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ควบคู่ไปกับกฎหมายเปิดเผยข้อมูลการปล่อยมลพิษ (PRTR) เพื่อแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ พร้อมชี้ว่าความท้าทายหลังการเลือกตั้งคือการทบทวนร่างกฎหมายที่ค้างอยู่

“ที่ผ่านมาเราคุ้นเคยกับกฎหมายที่จ้องจะควบคุมปราบปราม แต่ไม่มีทางเลือกหรือแรงจูงใจให้ประชาชนเลย โจทย์ของเราคือการทำให้ การเผาไม่ใช่เรื่องผิดโดยอัตโนมัติ แต่ความผิดจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อคุณทำผิดกติกาที่เราตกลงร่วมกัน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างวิถีชีวิตดั้งเดิมกับการจัดการมลพิษให้ปรากฏขึ้นจริงในตัวบทกฎหมาย”

ขณะที่ เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ระบุว่าการใช้งานวิจัยเชิงประจักษ์เป็นฐานในการผลักดันกฎหมาย จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยรับรองสิทธิชุมชนในการจัดการป่าอย่างยั่งยืน และเปิดทางให้รัฐรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถสนับสนุนงบประมาณลงสู่พื้นที่ได้อย่างถูกต้องตามระเบียบกฎหมาย เขายังกล่าวถึงความจำเป็นในการรื้อถอนวัฒนธรรมอำนาจนิยมที่ฝังรากลึกในหน่วยงานรัฐ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการกระจายอำนาจการดูแลทรัพยากรสู่ท้องถิ่นในอนาคต

“ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดคือแรงต้านจากโครงสร้างเดิมที่มองป่าแบบปลอดคน เราต้องปฏิรูปแนวคิดให้เป็นป่าที่โอบรับมนุษย์ เปลี่ยนสิ่งที่ชุมชนทำอยู่ในชีวิตประจำวันให้มีสถานะทางกฎหมายรองรับ ไม่ใช่ปล่อยให้อยู่ในรูปของนโยบายหลวมๆ หรือความเมตตาแบบอะลุ่มอล่วยซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดสิทธิที่มั่นคงแก่ชาวบ้านเลย”

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล 

กลไกกฎหมายใหม่นี้ยังได้พยายามทลายกำแพงที่เคยปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านรูปแบบที่จับต้องได้ ตั้งแต่การเปิดพื้นที่ให้สัดส่วนภาคประชาชนในคณะกรรมการจังหวัดมีอำนาจตัดสินใจร่วม ไปจนถึงการยกระดับสถานะของอาสาสมัครเฝ้าป่าให้กลายเป็น “ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน” ภายใต้สังกัดท้องถิ่น เพื่อให้คนหน้างานที่ต้องเผชิญเพลิงไฟป่ามีความมั่นคงผ่านสวัสดิการและประกันชีวิตที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงแรงงานอาสาที่ถูกละเลยในยามบาดเจ็บหรือสูญเสีย นอกจากนี้ยังมีการวางระบบร้องเรียนมลพิษที่สามารถติดตามสถานะได้ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และการบังคับให้รัฐต้องยอมรับข้อมูลแจ้งเตือนภัยจากเซ็นเซอร์ของชุมชนและนักวิชาการหากได้ตามมาตรฐาน ซึ่งเป็นการทลายการผูกขาดข้อมูลและอำนาจการแจ้งเตือนภัยที่รัฐเคยถือครองอยู่ฝ่ายเดียว

ความท้าทายที่มากไปกว่านั้นคือการขยายขอบเขตความรับผิดชอบไปยังห่วงโซ่อุปทานที่อยู่เบื้องหลังมลพิษ โดยร่างกฎหมายใหม่พยายามนิยาม “ผู้ก่อมลพิษ” ให้กว้างกว่าคนจุดไฟเผาในป่า แต่ให้ครอบคลุมไปถึงผู้ประกอบธุรกิจการเกษตรที่รับซื้อผลผลิตจากการเผาป่า รวมถึงสถาบันการเงินที่ปล่อยสินเชื่อให้แก่โครงการที่ก่อมลพิษโดยไม่มีมาตรการประเมินความเสี่ยง การกดดันให้ทุนใหญ่และกลไกการเงินต้องร่วมรับผิดชอบ (Corporate Accountability) นี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ตกเป็นภาระของเกษตรกรรายย่อยเพียงลำพัง และสร้างแรงจูงใจให้เกิดตลาดสีเขียวที่เอื้อต่อวิถีชีวิตดั้งเดิมของกลุ่มชาติพันธุ์ในระยะยาว

โรดแมป 4 ปี ปฏิรูปที่ดินเขตป่า จากผู้บุกรุกสู่ผู้ร่วมจัดการที่มีสิทธิตามกฎหมาย

ในมิติของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเรื่องที่ดินทำกินซึ่งยืดเยื้อมานาน ‘เลาฟั้ง’ ได้นำเสนอนโยบายเชิงรุกที่มุ่งหมายจะรื้อโครงสร้างความไม่เป็นธรรมผ่านโรดแมป 4 ปี เพื่อคืนความมั่นคงให้กับชุมชนในเขตป่า โดยหัวใจสำคัญคือการตัดวงจรความยุ่งยากซับซ้อนของการพิสูจน์สิทธิรายแปลงที่มักใช้เวลานานนับทศวรรษ เปลี่ยนมาเป็นการออก “เอกสารรับรองสิทธิรายชุมชน”ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่นำร่อง 1,000 แห่งภายในปีแรก และขยายผลให้ครบกว่า 23,000 ชุมชนทั่วประเทศภายในหนึ่งวาระรัฐบาล

โดยเลาฟั้งอธิบายให้เห็นภาพความแตกต่างว่า “สิทธิรายแปลง” แบบเดิมนั้น รัฐต้องใช้เจ้าหน้าที่รังวัดที่ดินทุกตารางนิ้วทีละแปลงเพื่อออกเอกสารสิทธิ ซึ่งในพื้นที่เขตป่าที่มีความทับซ้อนสูง กระบวนการนี้มักติดขัดข้อกฎหมายและใช้เวลานานนับทศวรรษจนชาวบ้านเสียสิทธิในระหว่างรอ แต่สำหรับ “เอกสารรับรองสิทธิรายชุมชน” จะมีลักษณะเป็น “ใบรับรองสิทธิในระดับกลุ่มพื้นที่”(Collective Rights) ซึ่งระบุขอบเขตพื้นที่อยู่อาศัยและทำกินโดยรวมของทั้งหมู่บ้านตามผังชุมชนที่มีอยู่เดิม

ในทางกฎหมาย เอกสารนี้จะมีสถานะเป็นใบอนุญาตรับรองสิทธิการใช้ประโยชน์เบื้องต้นที่ออกโดยหน่วยงานท้องถิ่นร่วมกับกรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ชุมชนมีความคุ้มครองทางกฎหมายทันที ไม่ถูกจับกุมในข้อหาบุกรุก และสามารถเข้าถึงบริการสาธารณะของรัฐได้โดยไม่ต้องรอการพิสูจน์สิทธิรายบุคคลให้เสร็จสิ้นและยังย้ำถึงความรวดเร็วของโมเดลนี้ว่า

“เราจะตัดปัญหาความยุ่งยากทั้งหมดออกไป สิทธิของประชาชนเนี่ยก็จะเกิดตั้งแต่ตอนที่เราออกเอกสารรับรองสิทธิรายชุมชนให้ ส่วนการทำรายแปลงอันนี้เป็นเรื่องระหว่างชุมชนกับท้องถิ่น... สิทธิของคุณเนี่ยเกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่เราอนุญาตให้แล้ว”

แนวทางนี้จะช่วยให้ชาวบ้านได้รับสิทธิการอยู่อาศัยและสิทธิทำกินที่ถูกกฎหมายในทันที โดยมีท้องถิ่นเข้ามาเป็นตัวกลางร่วมกับชุมชนในการทำผังรายแปลงและโซนนิ่งการใช้ที่ดินตามความเหมาะสมของสภาพพื้นที่ เช่น การกำหนดพื้นที่ต้นน้ำห้ามปลูกพืชเชิงเดี่ยวหรือห้ามการก่อสร้างอาคารสูงในเขตท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ควบคู่ไปกับการวางระบบสนับสนุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การเงิน และการตลาด เพื่อให้ผู้ที่ได้รับสิทธิสามารถรักษาที่ดินไว้ได้จริงและไม่หลุดมือไปสู่กลุ่มทุน

สําหรับมาตรการกำกับดูแลที่รัดกุมเพื่อป้องกันปัญหาที่ดินเปลี่ยนมือไปสู่กลุ่มนายทุน เลาฟั้งให้รายละเอียดว่า

“เราไม่ได้ห้ามเปลี่ยนมืออย่างเด็ดขาด แต่เราจะอนุญาตให้เปลี่ยนมือได้ภายในสมาชิกของชุมชนเองเท่านั้น เพื่อรักษาความมั่นคงของที่ดินไว้กับคนที่ต้องการใช้ประโยชน์จริง และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาการกว้านซื้อที่ดินจากคนนอกชุมชนที่จะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่”

ท้ายที่สุดเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปนี้คือการเปลี่ยนสถานะของคนในชุมชนจาก “ผู้บุกรุก” ให้กลายเป็น “ผู้ร่วมจัดการ” (Co-management) ที่มีหน้าที่และสิทธิที่ชัดเจนตามกฎหมาย โดยจะมีการใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมและระบบมอนิเตอร์แบบเรียลไทม์เข้ามาช่วยในการติดตามการเปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่า เพื่อสร้างความโปร่งใสและยุติข้อพิพาทเรื่องการขยายพื้นที่ทำกินทับซ้อนป่าอนุรักษ์ ซึ่งการมีกติกาที่ชัดเจนและมีกฎหมายรับรองวิถีชีวิตดั้งเดิม จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ทั้งคนและป่าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมั่นคง

ดร.อชิชญา อ๊อตวงษ์

เสียงจากยอดดอยถึงอำนาจรัฐ ความเป็นธรรมที่ต้องเริ่มจากการ “มองเห็นคน”

ท่ามกลางการถกเถียงเรื่องตัวเลขงบประมาณและมาตราในกฎหมาย เสียงสะท้อนจากคนในพื้นที่กลับชี้ให้เห็นถึงรอยร้าวลึกทางประวัติศาสตร์และอคติทางชาติพันธุ์ที่ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญของการอนุรักษ์ โดยเฉพาะความรู้สึกที่ถูกตีตราว่าเป็นผู้ร้ายทำลายป่า ทั้งที่รักษาผืนดินมาหลายชั่วอายุคน ‘พ่อหลวงบรรพต’ จากบ้านแม่สาน้อย สะท้อนถึงบาดแผลและความเจ็บปวดจากปัญหาที่สั่งสมมานานว่าบรรพบุรุษของเขาอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ก่อนปี 2400 แต่เมื่อรัฐประกาศอุทยานทับพื้นที่ในปี 2525 วิถีชีวิตที่เคยปกติกลับกลายเป็นความผิดฐานบุกรุกในสายตากฎหมายทันที ซึ่งสิ่งนี้สะท้อนว่านโยบายสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาไม่ได้ให้เกียรติรากเหง้าและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเพียงพอ

ประเด็นเรื่องมลพิษทางอากาศยังเป็นอีกหนึ่งจุดพิสูจน์ความเหลื่อมล้ำ กิตติศักดิ์ ตัวแทนภาคประชาชน ตั้งคำถามถึงนิยามความยุติธรรมในร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด ว่าหากกฎหมายเหมารวมเอา “ไร่หมุนเวียน” ซึ่งเป็นระบบเกษตรที่มีการจัดการไฟอย่างประณีตไปรวมกับมลพิษจากอุตสาหกรรมหรือการเผาป่าในสเกลใหญ่ ย่อมถือเป็นความไม่เป็นธรรมอย่างยิ่งต่อคนกลุ่มเล็กที่พยายามรักษาภูมิปัญญา สอดคล้องกับทัศนะของ ดร.อชิชญา อ๊อตวงษ์ มองว่าความเหลื่อมล้ำทางมลพิษมักซ้อนทับอยู่กับความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสถานะทางเชื้อชาติ การสร้างความเป็นธรรมทางภูมิอากาศจึงไม่ใช่แค่การสั่งห้ามเผา แต่คือการดึงผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่ทุนใหญ่ไปจนถึงสถาบันการเงินเข้ามารับผิดชอบร่วมกัน

ท้ายที่สุด พ่อหลวงสุรินทร์ จากบ้านหนองหอยเก่า ได้ย้ำเตือนถึงหัวใจของการแก้ปัญหาว่า “ถ้าท้องไม่อิ่ม ป่าก็ไม่อยู่” การออกกฎหมายไล่กวดคนเดือดร้อนไม่สามารถนำไปสู่ความยั่งยืนได้ หากรัฐไม่เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นผู้ควบคุมมาเป็นผู้สนับสนุนอาชีพทางเลือกที่สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม

เวทีเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้จากงานวิจัยไปสู่การปฏิบัติจริงในระดับนโยบาย โดยข้อเสนอทั้งหมดจะถูกรวบรวมและนำเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้ภูมิปัญญาชาติพันธุ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ในการรับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้การบูรณาการกฎหมาย 3 ฉบับ (ชาติพันธุ์, อากาศสะอาด, และโลกร้อน) ให้กลายเป็นกลไกที่ “เห็นหัวใจคนเฝ้าป่า” และคืนอำนาจลงสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง