เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส. พรรคประชาชน ตั้งคำถามทุนจีนรุกป่าปลูกทุเรียน เป็นเพราะชาวบ้านเห็นแก่เงินหรือกรมป่าไม้ไร้ประสิทธิภาพ ชี้ มีนายทุนไทยรวบรวมที่ดินผืนใหญ่ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2564 และขายให้นายทุนจีน เรียกร้องจัดการปัญหาทุจริตในกรมป่าไม้ ปรับแก้ มติ ครม. 26 พ.ย. 2561 ให้เท่าทันสังคมปัจจุบันมากขึ้น เร่งทำเอกสารรับรองสิทธิเพื่อควบคุมและบริหารจัดการที่ดินในเขตป่า ให้การเปลี่ยนมือและการใช้ที่ดินอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ เข้มงวดกับบริษัทเอกชนต่างชาติไม่ให้ถือครองที่ดินในเขตป่า
3 มี.ค. 2568 เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส. พรรคประชาชน สัดส่วนเครือข่ายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ตั้งคำถามทุนจีนรุกป่าปลูกทุเรียน เป็นเพราะชาวบ้านเห็นแก่เงินหรือกรมป่าไม้ไร้ประสิทธิภาพ จากกรณีปรากฏเป็นข่าวในหลายสื่อว่าทุนจีนกว้านซื้อที่ดิน คทช. หรือบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อปลูกทุเรียน ในฐานะที่ตนเองเป็นคนหนึ่งที่ขับเคลื่อนนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินทับซ้อนเขตป่าในสภารู้สึกสะเทือนใจไม่น้อยที่มีเสียงสะท้อนว่าประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ป่าที่ได้รับจากนโยบายแก้ไขปัญหาของรัฐไปขายแลกเงิน
เลาฟั้งยืนยันว่า การขายที่ดินที่ได้รับจากนโยบายแก้ไขปัญหาของรัฐบาลเป็นความผิด แต่ต้องมองให้เห็นปัญหาโครงสร้างระบบก่อน โดยเลาฟั้งสรุปไว้ว่า จากข่าวที่ออกมามีการรายงานว่า ชาวบ้านได้ คทช. จากนโยบายแก้ไขปัญหาที่ดินของรัฐบาลมาแล้วเอาไปขายต่อให้นายทุนจีน แต่ข้อเท็จจริงปรากฎว่ามีนายทุนไทยไปรวบรวมและกว้านซื้อที่ดินรวมกันเป็นผืนใหญ่ตั้งแต่ก่อนปี พ.ศ. 2564 เป็นช่วงเวลาก่อนจัด คทช. แล้วค่อยนำไปขายต่อให้แก่นายทุนจีน แม้ต่อมาเมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดดำเนินการส่งมอบเอกสาร คทช. ชาวบ้านที่ขายไปก่อนหน้านั้นแล้วไม่ได้ไปแสดงตัว และนายทุนที่ซื้อไปก็ไม่ได้ไปแสดงตนเพื่อรับ คทช. เช่นกัน

เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล
ความจริงปัญหาการขายที่ดินที่ยังไม่มีเอกสารสิทธิให้นายทุนต่างชาติเกิดขึ้นกระจายไปหลายที่มากแล้ว โดยเฉพาะขายให้นายทุนจีนปลูกทุเรียนหรือทำล้งทุเรียน ส่วนใหญ่เกิดขึ้นที่ภาคตะวันออกและภาคใต้ในพื้นที่ระยอง จันทบุรี ตราด สงขลา นครศรีธรรมราช กระบี่ และยะลา หากแต่ยังไม่เป็นข่าวดังเท่านั้น
เลาฟั้งระบุว่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนปัญหาใหญ่ 2 ประการ คือ
1. กลไกภายใต้ระบบราชการของกรมป่าไม้ไม่สามารถรับมือกับปัญหานายทุนรุกพื้นที่ป่าได้ ไม่ว่าจะเป็นนายทุนไทยหรือนายทุนจีน
2. การที่รัฐบาลไม่สามารถจัดทำระบบกำกับที่ดินในเขตป่าที่มีประสิทธิภาพและสังคมยอมรับได้ ทำให้รัฐไม่สามารถรับมือกับปัญหาการบุกรุกพื้นที่ป่าและปัญหาที่ดินหลุดมืออย่างเป็นระบบได้
เลาฟั้งขยายความให้เห็นรูปธรรมของปัญหาดังกล่าว ดังนี้
1. พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ยังไม่ตอบโจทย์ นโยบายที่รัฐบาลใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหา เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่มติ ครม. 26 พ.ย. 2561 ต่อมาก็มี พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ออกมารองรับ หากแต่การดำเนินการมีความคืบหน้าน้อย กล่าวคือ แม้เนื้อหาของ พ.ร.บ. คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ ถือได้ว่าเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่ดีสำหรับให้รัฐบาลออกนโยบายหรือมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดินของราษฎรทับซ้อนกับที่ดินของรัฐ แต่ปัญหาคือนโยบายหารือมาตรการของรัฐบาลที่ใช้เป็นแนวทางแก้ไขปัญหา ในมติ ครม. 26 พ.ย. 2561 (หรือที่เรียกว่า คทช.) ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน และไม่สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคม
นอกจากนี้ยังพบว่า ฝ่ายราชการทำงานล่าช้ามาก โดยปริมาณที่ดินทับซ้อนกับเขตป่าสงวนแห่งชาตทั่วประเทศมีทั้งหมด 12.5 ล้านไร่ มีผู้เดือดร้อนอย่างน้อย 19,576 หมู่บ้าน แต่รัฐตั้งเป้าหมายดำเนินการเพียง 5.5 ล้านไร่ ถึงกระนั้นปัจจุบันสามารถส่งมอบที่ดิน คทช. ให้ชาวบ้านได้เพียงประมาณ 85,000 ราย ใน 378 พื้นที่ เนื้อที่ 698,142 ไร่ คิดเป็นเพียงร้อยละ 5 ของพื้นที่เป้าหมายทั้งหมดเท่านั้น
2. กลไกบริหารจัดการที่ดินทับซ้อนกับเขตป่าไร้ประสิทธิภาพ แม้กรมป่าไม้จะทำงานมานาน แต่ระบบฐานข้อมูลแนวเขตที่ดินรายแปลงหรือรายชุมชนไม่มี บางพื้นที่มีไม่ครบ สำหรับพื้นที่ที่ได้จัดทำแล้วส่วนใหญ่แผนที่แนวเขตไม่ถูกต้อง อีกทั้งสาระบบเอกสารไม่ได้ถูกจัดการอย่างเป็นระบบ หน่วยงานที่รับผิดชอบไม่มีความพร้อม ทำให้ไม่สามารถจัดทำเอกสารหรือจดทะเบียนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนให้แก้ราษฎรได้ นอกจากยังไม่มีกลไกตรวจสอบ กำกับ ติดตามการใช้ประโยชน์ที่ดินให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หรือตรวจสอบการรุกล้ำแนวเขตที่ดิน แต่จะต้องรอให้คนร้องเรียนมา หรือรอคำสั่งให้เดินทางลงที่ไปตรวจสอบ
3. ระบบตรวจสอบการรุกล้ำพื้นที่ป่าไม้ไร้ประสิทธิภาพ กลไกระบบราชการของกรมป่าไม้มีประสิทธิภาพน้อย ทำให้ไม่สามารถป้องกันและปราบปรามการบุกรุกพื้นที่ป่าได้จริง ตลอดเวลาที่ผ่านมากรมป่าไม้และกรมอุทยานจะอ้างเสมอว่าไม่มีกำลังคนพอ ไม่มีเงินงบประมาณดำเนินการ หากเกิดปัญหาก็อ้างไม่มีอำนาจ ทั้งที่ในแต่ละปีได้รับการจัดสรรงบประมาณจำนวนมาก ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 เป็นต้นมาได้รับงบประมาณรวมกันประมาณปีละ 15,000 ล้านบาทต่อปี
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
เลาฟั้งข้อเสนอแนวทางในการแก้ปัญหานายทุนจีนรุกที่ป่าปลูกทุเรียน
1. ต้องจัดการปัญหาการทุจริตในองค์กรของกรมป่าไม้ให้ได้เสียก่อน
2. ต้องปรับปรุงเนื้อหาของมติ ครม. 26 พ.ย. 2561 ใหม่ ให้มีเนื้อหาที่เป็นธรรม สอดคลองและเท่าทันกับเศรษฐกิจและสังคมของชนบทไทยและตลาดโลก ซึ่ง พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ศ. 2562 มาตรา 10 (4) ให้อำนาจแก่รัฐบาลอยู่แล้ว
3. ต้องเร่งจัดทำเอกสารรับรองสิทธิเพื่อควบคุมและบริหารจัดการที่ดินในเขตป่า และตั้งกลไกบริหารงานและจัดทำสาระบบที่ดิน เช่น การออกเอกสารหลักฐาน การโอนเปลี่ยนมือตามเงื่อนไข การอนุญาต เป็นต้น เพื่อให้การทำหลักฐาน การเปลี่ยนมือและการใช้ที่ดินอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ
4. เข้มงวดกับบริษัทเอกชนสัญชาติอื่นไม่ให้ถือครองที่ดินในเขตป่าซึ่งกฎหมายห้ามไว้ และห้ามมิให้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมซึ่งเป็นอาชีพต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวทำ
