Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

กระทรวงการจ้างงานและแรงงานเกาหลีใต้ (MOEL) ประกาศว่าจะยกระดับการปราบปรามนายจ้างที่จงใจไม่จ่ายเงินค่าจ้างให้กับลูกจ้าง โดยจะปรับรูปแบบความผิดในข้อหานี้ให้กลายเป็น "อาชญากรรมร้ายแรงต่อสังคม" ซึ่งมีหลักฐานชี้ให้เห็นว่า กลุ่มแรงงานข้ามชาติในเกาหลีใต้มักจะเผชิญกับการถูกเบี้ยวค่าจ้างเช่นนี้มากเป็นพิเศษ

ในการสำรวจของกระทรวงการจ้างงานและแรงงานเกาหลีใต้ (MOEL) ระบุว่ามีกรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างเกิดขึ้นรวม 1,350 กรณีในปี 2025 โดยมีกรณีที่หนักเป็นพิเศษ 14 กรณีจนนำมาซึ่งการจับกุมตัวนายจ้าง นอกจากนี้ยังมีปฏิบัติการค้นหาในเรื่องนี้เพิ่มขึ้น 30% ในปีที่แล้ว เพราะมีความจำเป็นต้องเปิดโปงคนที่จงใจหาแสวงหาประโยชน์จากแรงงานข้ามชาติที่ยังไม่มีความเข้าใจเรื่องการคุ้มครองทางกฎหมายในเกาหลีใต้

ภายใต้ข้อกำหนดใหม่ของกระทรวงแรงงานเกาหลีใต้มีการระบุเพิ่มหน้าที่ของผู้ตรวจการแรงงาน ถ้าหากเจ้าหน้าที่พบว่ามีนายจ้างมีมูลเหตุให้ต้องสงสัยว่าได้ทำการเบี้ยวค่าจ้าง และนายจ้างไม่ยอมปรากฏตัวหรือให้ความร่วมมือกับการสืบสวน ผู้ตรวจการสามารถออกหมายจับได้ทันที

ในจำนวนคดีเมื่อปี 2025 ที่นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างทั้ง 1,350 กรณีนี้ มีอยู่ 644 กรณีที่มีการออกหมายจับ มีกรณีเข้าตรวจค้น 144 กรณี และมีการออกหมายขัง 14 กรณี

กรณีตัวอย่างในเดือน เมษายน 2025 ที่มีการจับกุมเจ้าของฟาร์มหมูในจังหวัดช็อลลาใต้ จำเลยเป็นผู้ที่ถูกดำเนินคดีข้อหาทำร้ายร่างกายแรงงานข้ามชาติและไม่ยอมจ่ายเงินค่าจ้างและค่าชดเชยให้ลูกจ้างรวม 260 ล้านวอน (ราว 5.6 ล้านบาท) อัยการกล่าวหาว่าเจ้าของฟาร์มแห่งนี้โกงค่าจ้างลูกจ้างรวม 62 ราย โดยอาศัยเรื่องสถานะผู้อพยพที่มีความไม่มั่นคงมาเป็นเครื่องมือกดข่มให้ลูกจ้างไม่กล้าโต้แย้งแล้วก็ไม่ยอมจ่ายค่าจ้างให้

กรณีดังกล่าวนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งในอีกหลายกรณีจำนวนมากที่มีการอาศัยภาวะเปราะบางของแรงงานผู้อพยพมาเป็นจุดที่นายจ้างใช้เอาเปรียบ

มีการยกตัวอย่างอีกกรณีหนึ่งคือกรณีที่นายจ้างเบี้ยวค่าจ้างรวม 910 ล้านวอน (ราว 19.7 ล้านบาท) ต่อลูกจ้างมากกว่า 100 ชีวิต ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้พิการที่บกพร่องทางสติปัญญารวมอยู่ด้วย นอกจากนี้นายจ้างรายดังกล่าวยังได้ทำการฉ้อโกงเงินจากระบบจ่ายเงินชดเชยค่าจ้างของรัฐบาลเป็นวงเงินประมาณ 60 ล้านวอน (ราว 1.3 ล้านบาท) จนนำมาซึ่งการสั่งคุมขังนายจ้างรายนี้

อีกกรณีหนึ่งเป็นตัวอย่างการเอาเปรียบแรงงานผู้สูงอายุ มีนายจ้างที่จ้างงานหญิงสูงอายุ 10 ราย ให้เป็นพนักงานทำความสะอาด เขาถูกจับกุมเนื่องจากเบี้ยวค่าจ้างและค่าชดเชยรวม 89 ล้านวอน (ราว 1.9 ล้านบาท) เจ้าหน้าที่ทางการเกาหลีใต้มองว่ากรณีนี้มีลักษณะเป็นการกระทำผิดร้ายแรงเพราะหลังจากนั้นจำเลยยังคงเบี้ยวค่าจ้างแรงงานรายอื่นๆ ต่อไปและพยายามไม่จ่ายค่าชดเชยให้กับแรงงานก่อนหน้านี้

คิมยังฮุน รัฐมนตรีกระทรวงแรงงานเกาหลีใต้กล่าวว่า การทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้างทำให้แรงงานได้รับผลกระทบต่อสภาพชีวิตความเป็นอยู่ ทางการเกาหลีใต้จึงต้องเข้าไปช่วยเหลือคุ้มครองอย่างเร่งด่วนพร้อมกับจัดระบบจ่ายเงินชดเชยค่าจ้าง แล้วก็นำตัวนายจ้างมาดำเนินคดีทางอาญาจนถึงที่สุด

คิมยังฮุนกล่าวอีกว่า ทางการจะทำคดีและเผยแพร่เนื้อหาการจับกุมในคดีเหล่านี้ต่อไป เพื่อให้สังคมมีแนวคิดในระดับรากฐานว่าการที่นายจ้างไม่ยอมจ่ายค่าจ้างนั้นเป็นเรื่องยอมรับไม่ได้ไม่ว่าจะในกรณีใดก็ตาม

การยกระดับการคุ้มครองแรงงานดังกล่าวนี้ เกิดขึ้นไม่นานหลังจากที่รัฐบาลเกาหลีใต้เพิ่มความพยายามในการคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ เมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2025 ผู้ตรวจการของกระทรวงแรงงานได้ไปเยือนตามสถานกักกันผู้อพยพตามจังหวัดต่างๆ เพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้อพยพเหล่านี้ ถ้าหากผู้ตรวจการพบว่าผู้อพยพเหล่านี้ถูกเบี้ยวค่าจ้าง ทางกระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้ก็จะสามารถให้ปล่อยตัวผู้ต้องขังเหล่านี้ได้เป็นการชั่วคราวเพื่อให้พวกเขาสามารถติดตามคดีและเรียกร้องค่าจ้างที่ควรได้รับจากนายจ้างได้

นอกจากนี้แล้ว ทางกระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้ยังได้แก้ไขกฎหมายภายใต้บัญญัติควบคุมการเข้าเมือง ที่แต่เดิมกฎหมายนี้บังคับให้ข้าราชการรายใดก็ตามที่พบเจอแรงงานข้ามชาติที่ไม่มีเอกสารต้องรายงานให้ทางการทราบโดยทันที กลายเป็นการกดดันแรงงานข้ามชาติไม่ให้สามารถร้องเรียนเรื่องที่ถูกโกงค่าจ้างได้ เพราะจะทำให้พวกเขาเสี่ยงถูกรายงาน และถูกจับกุมส่งตัวกลับประเทศ

 

เรียบเรียงจาก

Tags : ข่าว, ต่างประเทศ, แรงงาน, สิทธิมนุษยชน, 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง