Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

วันนี้ (25 มี.ค.) ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรถกญัตติแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพลังงาน - 'เอกนัฏ' จี้ ก.พลังงาน เปิดข้อมูล "โรงกลั่น-ปั๊ม" แก้ตื่นตระหนก - 'วีระยุทธ' แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤติน้ำมัน ทำงานโปร่งใส–อุดหนุนขั้นบันได–แจกคูปองช่วยเกษตรกร - 'กรณ์' ชี้ข้อมูลย้อนแย้ง โรงกลั่นมีน้ำมันแต่ไม่ถึงปลายทาง พิสูจน์ว่า "ไอ้โม่ง" มีจริง แนะทางแก้ให้เก็บธรรมเนียมลาภลอย-ลดภาษีสรรพสามิต เพื่อลดราคาน้ำมันทันที - 'จาตุรนต์' ระบุแม้มีน้ำมันสำรองแต่ประชาชนเข้าถึงไม่ได้ พร้อมแสดงความกังวลต่อการเดินทางช่วงสงกรานต์ เรียกร้องรัฐบาลเร่งบริหารจัดการ - 'ทวี' เสนอให้ศึกษาแนวทางปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ลดภาระค่าครองชีพ และปรับโครงสร้างหนี้ประชาชน ชี้วิกฤตสู้รบตะวันออกกลางกระทบคนไทยทุกครัวเรือน พร้อมเสนอปรับภาษีน้ำมัน-โครงสร้างไฟฟ้า และใช้ทรัพยากรในประเทศเพิ่มความมั่นคงพลังงาน

25 มีนาคม 2569 ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในที่ประชุม โดยมีวาระการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับพลังงาน ทั้งนี้ บรรดาพรรคการเมืองเสนอญัตติด่วนด้วยวาจา

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางรับมือวิกฤตการณ์จากสงครามตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทย เนื่องจากผลกระทบดังกล่าวทำให้ประชาชนชาวไทย ประสบความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ในระหว่างที่รอรัฐบาลชุดใหม่เข้าปฏิบัติหน้าที่ จึงขอใช้โอกาสนี้เปิดโอกาสให้สส. ซึ่งเป็นตัวแทนของปวงชนชาวไทย ร่วมกันหารือและนำเสนอแนวทางเพื่อหาทางออกให้กับประเทศในยามวิกฤต

จากนั้น นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.พรรคประชาชน เสนอญัตติด่วนด้วยวาจา เพื่อให้สภาฯ พิจารณาเรื่องวิกฤตน้ำมัน โดยระบุว่า ขณะนี้ไม่มีใครโต้แย้งว่าปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่คนไทยกำลังเผชิญไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย แต่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของระบบเศรษฐกิจไทย ที่ช่วยให้ประชาชนจำนวนมากสามารถประกอบอาชีพเลี้ยงครอบครัวได้ในแต่ละวัน ทั้งไรเดอร์ พ่อค้าแม่ค้า ชาวประมง และเกษตรกรในช่วงฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งจำเป็นต้องใช้น้ำมันในการขับเคลื่อนเครื่องมือทำมาหากิน

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติด้วยวาจา ให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาหามาตรการ และแนวทางในการแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจโดยรวม โดยระบุว่า ปัจจุบันความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าและการขนส่งน้ำมันและก๊าซ ทำให้เกิดความผันผวนด้านราคา ซึ่งสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ยังมีนายจาตุรนต์ สายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ และ สส. อีกหลายคน เสนอญัตติด้วยวาจา เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหา ผลกระทบจากการสู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นประเด็นในลักษณะเดียวกัน ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในครั้งนี้ด้วย โดยมอบหมายให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ครั้งที่ 3/2569 แทน

'เอกนัฏ' จี้ ก.พลังงาน เปิดข้อมูล "โรงกลั่น-ปั๊ม" แก้ตื่นตระหนก

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายญัตติด่วนด้วยวาจาในการแก้ไขปัญหาพลังงานว่า ตนเห็นด้วยที่สมาชิกทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่านค้านจะเสนอญัตติในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นปัญหาที่ประชาชนได้รับความเดือดร้อนถ้วนหน้า ภาพที่ประชาชนต้องต่อแถวหน้าปั๊ม ไม่มีน้ำมันให้เติม และได้รับเสียงสะท้อนว่าปั๊มน้ำมันได้รับโควต้าน้ำมันน้อยกว่าปกติ สวนทางกับการให้ข้อมูลจากรัฐบาล จึงขอให้ ศบก. เก็บข้อมูลทุกอย่างตลอดเส้นทางตั้งแต่โรงกลั่นไปจนถึงปั๊มน้ำมัน และนำมาเปิดเผย พร้อมตั้งคำถามไปยังกระทรวงพลังงานว่าทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า กระทรวงพลังงานก็ก่อตั้งมาตั้งนานแล้ว ควรมีข้อมูลทุกอย่าง แต่ทำไมจึงไม่สามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาเปิดเผยต่อสาธารณะได้ เพราะนี่คือยาที่จะรักษาโรคตื่นตระหนกของประชาชนในวันนี้ได้ จะได้รู้ว่าวันนี้น้ำมันอยู่ที่ไหน เพราะเมื่อไม่รู้ก็เกิดความตื่นตระหนก

ตนคิดว่า เมื่อรัฐบาลใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ให้มีการนำส่งข้อมูลแล้ว ทุกหน่วยงานรวมถึงเอกชน ซึ่งโรงกลั่นใหญ่ในประเทศไทยมีอยู่เพียง 6 แห่ง ก็คงไม่อยากให้ประชาชนมาด่าฟรี จึงควรเสนอข้อมูล ว่ามีการกลั่นน้ำมันเท่าไหร่ ไปถึงปั๊มเท่าไหร่ รัฐบาลก็จะทำงานง่ายขึ้น ตนหวังว่าเราจะไม่ต้องใช้ยาแรงไปกว่าการขอให้ส่งข้อมูลและมีการประกาศราคาหน้าโรงกลั่น

และเมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ประชาชนและหน่วยงานก็ช่วยกันตรวจสอบ หากพบว่ามีผู้ประกอบการรายใดที่แสวงหาผลประโยชน์ที่ไม่ควรจะได้ ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายเล็กก็ต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด และตนอยากเตือนว่าหากสถานการณ์บานปลายแบบนี้ หากอำนาจตามพ.ร.ก.ที่มีอยู่ยังไม่สามารถดำเนินการได้ ก็ขอให้มีการใช้มาตรการที่เข้มข้นกว่านี้

นายเอกนัฏ กล่าวต่อว่า ขอให้ช่วยกันตัดสินใจ ว่าเราจะอยู่กับภาพในจินตนาการหรืออยู่กับความเป็นจริง ขณะนี้กองทุนน้ำมันฯ เหมือนเป็นสิ่งที่สะกดจิตคนไทยทั้งประเทศ ให้ตกในความเชื่อว่าวันนี้น้ำมันมีใช้ในราคาถูก ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น บางประเทศอย่างสิงคโปร์ พุ่งไปถึงลิตรละ 80 บาท การใช้เงินไปชดเชยจากกองทุนน้ำมันเหมือนเป็นการเอาเงินจากอนาคตมาใช้จ่ายในวันนี้ และในที่สุดก็ต้องใช้คืนอยู่ดี จึงควรทบทวนกลไกกองทุนน้ำมัน ว่าควรชดเชยอย่างไร

นอกจากนี้ยังส่งข้อความไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ ขอให้มีเจตจำนงทางการเมือง ในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพราะที่ผ่านมามีคนเก่งมากมายขาดแต่คนกล้า และเตือนว่าอยากฟังเพียงข้อมูลที่เจ้าหน้าที่เสนอมา มากกว่าข้อมูลจากประชาชน และขอให้เชื่อประชาชน ตั้งสติ ตั้งใจทำงานให้ดี

'วีระยุทธ' แนะรัฐบาลเปลี่ยน 3 แนวทางกู้วิกฤติน้ำมัน ทำงานโปร่งใส

นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคและผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวว่าน้ำมันเป็นเสมือน “เส้นเลือดใหญ่” ของระบบเศรษฐกิจไทย ช่วยให้คนไทยจำนวนมากสามารถทำมาหากินเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นไรเดอร์ คนขับรถ คนขายของ ชาวประมง หรือเกษตรกรในช่วงเก็บเกี่ยว เมื่อน้ำมันดิบกว่า 60% ที่ไทยใช้ต้องนำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ สงครามในตะวันออกกลางจึงกระทบเส้นเลือดใหญ่เศรษฐกิจไทยโดยตรง

การพาประเทศไทยฝ่า “วิกฤตโลกป่วน” ต้องอาศัยภาวะผู้นำที่สูงกว่าช่วงเวลาปกติ เพราะต้องมีทั้งความเข้าใจเศรษฐกิจโลก ความกล้าตัดสินใจ และที่สำคัญที่สุดคือ ความเห็นอกเห็นใจคนตัวเล็กตัวน้อย โดย วีระยุทธเสนอว่ามี 3 เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการทำงานเพื่อกู้วิกฤตครั้งนี้

1. เปลี่ยนจากการจัดการวิกฤตแบบปิด เป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด

การทำงานของรัฐบาลภายใต้ “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง” หรือ ศบก. ที่มีคุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมต.คมนาคม เป็นผู้อำนวยการ มีคุณเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมต.คลัง เป็นรองผู้อำนวยการ ที่ผ่านมามีการทำงานเป็นวงปิดมากเกินไป พูดคุยเฉพาะกับกลุ่มธุรกิจใหญ่เป็นหลัก

อย่างวันที่ 15 มี.ค. ที่ผ่านมา ศบก. ก็เรียกเฉพาะบริษัทน้ำมันขนาดใหญ่ 5-6 ราย เข้ามาสอบถามว่ามีน้ำมันเหลือไหม พอบริษัทใหญ่บอกว่ามีน้ำมันพอ คุณพิพัฒน์กับคุณเอกนิติก็ออกมาแถลงต่อว่าไม่ขาดแคลน ไม่ต้องกังวล แต่กลุ่มอื่นๆ ที่เดือดร้อนกลับไม่เคยถูกเชิญมาให้ข้อมูล ไม่ว่าจะปั๊มขนาดเล็ก ชาวนา ชาวประมง กลุ่มขนส่ง จนสุดท้ายคนกลุ่มนี้ต้องรวมตัวกันไปหาสื่อมวลชน หรือไม่ก็ต้องเดินทางเข้ามาเรียกร้องถึงกรุงเทพฯ เอง ดังที่เห็นในกรณีสภาเกษตรกรแห่งชาติและสหพันธ์ขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยในวันที่ 18 มี.ค.

อย่างไรก็ดี นอกจากกลุ่มใหญ่ๆ ที่รวมตัวกันแน่นอยู่แล้ว กลุ่มอื่นๆ ที่เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยกระจัดกระจายหรือต้องทำมาหากินรายวันอย่างไรเดอร์ เกษตรกร ชาวประมง ย่อมไม่มีเวลาและเงินทองพอที่จะเดินทางมากรุงเทพฯ จึงควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาลและศบก. ที่ต้องเดินเข้าไปหาแต่ละกลุ่ม ไปทำความเข้าใจว่าพวกเขาเดือดร้อนกันอย่างไร จึงจะเรียกว่าเป็น “การทำงานแบบเปิด” เปิดหู เปิดใจ รับฟัง  

อีกเรื่องที่สะท้อนการทำงานแบบปิดของ ศบก. คือเรื่องข้อมูล เพราะที่คนไทยตื่นตระหนกทุกวันนี้ก็เพราะรัฐบาลไม่ได้ตอบสิ่งที่ประชาชนสงสัย ในขณะที่รัฐบาลย้ำแต่ว่า “ไทยมีน้ำมันสำรองเป็น 100 วัน” “เยอะสุดในอาเซียน” สิ่งที่ประชาชนอยากรู้คือ “แล้วทำไมไปปั๊มแล้วน้ำมันหมด” “แล้วตกลงเติมน้ำมันได้ที่ไหน” ดังนั้น จะลดความตื่นตระหนกของประชาชนได้ รัฐบาลก็ต้องเปิดข้อมูลให้ประชาชนเห็นชัดๆ ไปเลย ว่าปั๊มใกล้บ้านของเขาปั๊มไหนที่ยังมีน้ำมันเหลือ แต่ละคนจะได้วางแผนชีวิตและการทำมาหากินได้

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้กระทรวงพลังงานสั่งให้ “สำนักงานพลังงานจังหวัด” จัดทำสรุปตารางสถานะสถานีบริการเป็นรายวัน แต่ประชาชนจะเข้าถึงข้อมูลได้ก็ต้องเข้าไปที่ Facebook เองและพิมพ์ค้นหา “สำนักงานพลังงานจังหวัด” ตามด้วยชื่อจังหวัดตนเอง ซึ่งจากการตรวสอบก็พบว่าหลายจังหวัดไม่สามารถหาเพจสำนักงานพลังงานได้ด้วยซ้ำ หรือบางจังหวัดที่มีข้อมูล ก็มีการอัปเดตเพียงครั้งเดียวต่อวัน เช่นเวลา 8.00 น. แต่ระหว่างวันไม่มีการอัปเดตข้อมูลเลย

ล่าสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานประกาศว่าได้พัฒนาระบบหลังบ้านขึ้นมาใหม่ภายใต้ชื่อแอปพลิเคชัน Fuel Now ซึ่งจะมีการเปิดให้ดาวน์โหลดตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค. แต่จนถึงปัจจุบันที่กำลังอภิปราย ก็ยังไม่พบแอปพลิเคชันนี้ในระบบ จนทำให้ประชาชนทั่วไปหันไปทำข้อมูลกันเอง ดังที่พบในเพจ pumpradar.com แต่เพราะเป็นการส่งข้อมูลกันเองของประชาชนจึงไม่ครอบคลุมทุกพื้นที่และทุกเวลา

เพื่อความโปร่งใสและสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลและ ศบก. เปลี่ยนแนวทางการบริหารจัดการวิกฤตแบบปิดมาเป็น “การจัดการวิกฤตแบบเปิด” ด้วยการเปิดรับฟังเสียงให้รอบด้าน เปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ และกล้าจับคนผิดมาลงโทษ

2. เปลี่ยนจากการตรึงราคา เป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง

เรื่องใหญ่ที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนเรื่องที่สองคือ แนวทางในการอุดหนุนราคาน้ำมัน

วีระยุทธชี้ว่าความโกลาหลหน้าปั๊มน้ำมันที่ผ่านมา เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลประกาศล่วงหน้าว่าจะ “ตรึงราคา” เป็นเวลา 15 วัน พอประกาศตรึงราคาแต่กำหนดเวลาไว้แบบนั้น จึงทำให้เกิด “ความอยากซื้อมากกว่าปกติ” ของผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรม พร้อมกับ “ความอยากขายน้อยกว่าปกติ” ของผู้ค้าส่งค้าปลีก จนน้ำมันหน้าปั๊มไม่พอขาย รัฐบาลจึงไม่ควรโทษประชาชน แต่ควรยอมรับว่าการตรึงราคาแบบกำหนดวันตายตัวเป็นสาเหตุสำคัญของความโกลาหลที่เกิดขึ้น

ทั้งนี้ นอกจากการอุดหนุนแบบกำหนดวันตรึงราคาแล้ว รัฐบาลยังสามารถใช้แนวทางอื่นๆ ได้อีก เช่นการ “อุดหนุนแบบขั้นบันได” โดยการวางกรอบว่าหากราคาน้ำมันโลกอยู่ในช่วงราคานี้ รัฐบาลจะอุดหนุนเท่าใด เพื่อให้ราคาในประเทศสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่ไม่กระชากหรือสูงเกินไปจนสร้างความเดือดร้อนรุนแรง

นอกจากการอุดหนุนแบบขั้นบันไดแล้ว รัฐบาลยังสามารถ “อุดหนุนเฉพาะจุด” ยิงตรงไปช่วยให้ถึงกลุ่มผู้เปราะบาง กลุ่มรายได้น้อย เกษตรกร ชาวประมง หรือกลุ่มที่เป็นต้นน้ำที่จะส่งผลกระทบส่วนอื่นๆ เช่น ภาคขนส่ง รถสาธารณะ ซึ่งจำเป็นต้องประสานฐานข้อมูลจากหลายหน่วยงานเพื่อใช้ตัดสินใจ

วีระยุทธย้ำว่า ในเวลาวิกฤตเช่นนี้ รัฐบาลต้องนำเครื่องมืออื่นๆ ที่มีในมือมาวางบนโต๊ะให้หมด แล้วเลือกผสมผสานใช้งานให้เหมาะกับสถานการณ์ เพราะนอกจากกองทุนน้ำมันแล้ว รัฐบาลยังสามารถปรับลด “ภาษีสรรพสามิต” เหมือนที่ช่วยน้ำมันเขียวในภาคประมง รวมถึงการเก็บ “ภาษีลาภลอย” จากโรงกลั่นหรือธุรกิจที่ได้รับกำไรส่วนเกินจากปัจจัยภายนอก โดยไม่ได้ลงทุนเพิ่ม

สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รัฐบาลต้องสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่าใช้หลักการอะไรในการตัดสินใจ ใครจะได้ ใครจะเสีย และจะเป็นการเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุขในสังคมได้อย่างไร

3. เปลี่ยนจากโครงการธงเขียวเพื่อประชาสัมพันธ์ เป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนและแจกคูปองแบบทั่วถึง

ภาคเกษตรเป็นกลุ่มต่อไปที่ต้องเผชิญแรงกระแทกจากสงครามตะวันออกกลาง เพราะเรานำเข้าปุ๋ยจากตะวันออกกลางถึงประมาณ 1 ใน 3 ของการนำเข้าปุ๋ยทั้งหมด

วีระยุทธชี้ว่าโครงการ “ปุ๋ยธงเขียว” ซึ่งล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น “​ธง​เขียว​พลัส” เป็นกระบวนท่ามาตรฐานของรัฐบาลที่เน้นการประชาสัมพันธ์ ทั้งที่ในทางปฏิบัติช่วยเกษตรกรได้ในวงจำกัดมากๆ เพราะปุ๋ยธงเขียวที่กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ นำมาขายราคาพิเศษในปีงบประมาณที่ผ่านมามีจำนวน 97,000 กระสอบ คิดเป็นปริมาณราว 5 ล้านกิโลกรัม แต่เนื่องจากไทยเป็นประเทศเกษตกรรมจึงมีความต้องการใช้ปุ๋ยในแต่ละปีถึง 5.6 ล้านตัน โครงการปุ๋ยธงเขียวจึงเข้าถึงเกษตรกรเพียง 1 ใน 1,000 หรือคิดเป็น 0.1% ของความต้องการใช้ทั้งหมด เปรียบได้กับการเติมหยดน้ำในทะเลทราย เพราะปุ๋ยส่วนที่เหลือก็มีราคาแพงเหมือนเดิมหรือแพงขึ้นกว่าเดิมเสียอีก

รัฐบาลจำเป็นต้องตั้งหลักใหม่ว่าจะช่วยเกษตรกรได้ดีที่สุดและกว้างที่สุดได้อย่างไร โดยพรรคประชาชนเสนอว่าควรเดิน 2 ขาไปพร้อมกัน ด้านหนึ่ง รัฐบาลยังต้องเข้าไปมอนิเตอร์เพื่อดูแลราคาทั้งซัพพลายเชนปัจจัยการผลิตภาคเกษตรให้เป็นธรรม ตั้งแต่ต้นทางการนำเข้าจนถึงการจัดจำหน่ายและการเก็บเกี่ยว ไม่ให้เกิดการโก่งราคาหรือกักตุนเพื่อทำกำไรเกินควรระหว่างวิกฤต

อีกขาหนึ่งคือการแจก “คูปองปุ๋ย” ให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปลดราคาปุ๋ยรวมถึงปัจจัยการผลิตอื่น เพราะเรามีฐานข้อมูลเกษตรกรอยู่แล้ว รู้ประเภทพืชที่แต่ละครอบครัวปลูก รู้ขนาดไร่ รู้พื้นที่ว่าอยู่ไหน จึงสามารถปรับการแจกคูปองตามจังหวะการเก็บเกี่ยวพืชผลได้ ทั้งยังควบคุมงบประมาณที่จะใช้ในแต่ละช่วงเวลาได้

โดยสรุปแล้ว วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนแนวทางการทำงาน 3 เรื่องเพื่อกู้วิกฤตน้ำมันครั้งนี้ โดยเปลี่ยนจากจัดการปัญหาแบบปิดของ ศบก. มาเป็นการเปิดรับฟัง เปิดข้อมูล ลงโทษคนผิด เปลี่ยนจากการใช้กองทุนเพื่อตรึงราคาน้ำมัน มาเป็นการอุดหนุนแบบขั้นบันไดและช่วยกลุ่มเปราะบาง ร่วมกับมาตรการทางภาษีอย่างสรรพสามิตและลาภลอย และเปลี่ยนจากการทำโครงการธงเขียวที่ช่วยเกษตรกรได้จำกัด มาเป็นการดูแลทั้งซัพพลายเชนการผลิตและแจกคูปองแบบทั่วถึง

วีระยุทธกล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดสำหรับคนไทยเวลานี้คือความรู้สึกว่ารัฐบาลและผู้นำประเทศไม่ได้อยู่เคียงข้างพวกเขาในยามวิกฤต การเรียกความเชื่อมั่นให้กลับมาได้จึงต้องอาศัยการทำงานด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการเชิญชวนให้ประชาชนที่ยังประสบความเดือดร้อนจากวิกฤตน้ำมันส่งเสียงผ่านมายังพรรคประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่เสียงไปไม่ถึงรัฐบาลอย่างเกษตรกร ชาวประมง ไรเดอร์ แรงงาน รวมถึงผู้ประกอบการภาคท่องเที่ยวและขนส่ง

'กรณ์' ชี้ข้อมูลย้อนแย้ง โรงกลั่นมีน้ำมันแต่ไม่ถึงปลายทาง พิสูจน์ว่า "ไอ้โม่ง" มีจริง

นายกรณ์ จาติกวนิช สส.พรรคประชาธิปัตย์ เสนอญัตติด้วยวาจา ว่า ขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณามาตรการและแนวทางในการแก้ไขปัญหาผลกระทบวิกฤติพลังงานที่สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวมในปัจจุบัน สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางมีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเข้าถึงการค้าและช่องทางการขนส่งน้ำมันและก๊าซ ทำให้เกิดการผันผวนของราคาและส่งผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนการผลิตในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทย

นายกรณ์ ระบุว่า จริงอยู่ที่ต้นตอปัญหาคือการสู้รบในตะวันออกกลาง แต่ความวุ่นวายในประเทศไทยมาจากการบริหารจัดการ และแก้ปัญหาที่ล้มเหลวของรัฐบาล ครั้งนี้โชคดีที่เป็นการอภิปรายญัตติ ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งตนเชื่อว่าระดับความเดือดร้อนของประชาชนวันนี้ หากเป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจ สส.ฝั่งรัฐบาลหลายคนต้องลำบากใจที่จะไว้วางใจการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะประชาชนเขตพื้นที่ฝ่ายรัฐบาลลำบากเช่นเดียวกันกับฝ่ายค้าน

นายกรณ์ อภิปรายต่อว่า ปัจจุบันมีความล้มเหลวต่อการบริหารจัดการและการแก้ปัญหา กับประเด็นที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ฐานะว่าที่รมว.พลังงาน บอกถึงข้อมูลที่ย้อนแย้งระหว่างปริมาณการกลั่นน้ำมันที่มากเกินใช้แต่ละวัน แต่ไม่มีน้ำมันขายให้ประชาชนเป็นสิ่งยืนยันว่าไอ้โม่งมีจริง ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลขาดคือการติดตามข้อมูลน้ำมันทุกหยด นอกจากนั้นแล้วโครงสร้างราคาน้ำมันมีปัญหาเป็นเหตุให้น้ำมันขาดแคลน รวมไปถึงปัญหาการบริหารจัดการกองทุนน้ำมัน

จากการที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี บอกว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากความตื่นตระหนกเพราะบริหารล้มเหลว และกักตุนขอให้ดูที่ไอ้โม่ง ตนขอให้เอาจริง ไม่เช่นนั้นสุ่มเสี่ยงจะคิดว่ารัฐบาลกับไอ้โม่งเป็นพวกเดียวกัน

นายกรณ์ กล่าวต่อว่าเป็นความชัดเจนของรัฐบาลที่ส่งสัญญาณปล่อยลอยตัวน้ำมันตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ระบุ เหตุผลสำคัญคือการไม่ตรวจสอบสต๊อกน้ำมันก่อนวิกฤติสงคราม ทำให้มีการกักตุนเก็งกำไร คือความล้มเหลวการบริหารจัดการ นอกจากนั้นปล่อยให้โรงกลั่นขายน้ำมันที่มีค่าการกลั่นสูง 3 เท่า ทั้งนี้ตนมองว่าสิ่งที่เป็นภาระเป็นปัญหาของประชาชน เกิดจากรัฐบาล วันนี้รัฐบาลส่งสัญญาณให้ประชาชนประหยัด แต่ตนขอให้รัฐบาลริเริ่มการประหยัด เพื่อนำไปสู่การปรับลดภาระภาษีของประชาชน

“นายกฯ พูดถึงการลอยตัวราคาน้ำมัน แต่ไม่คิดจะลดภาษีให้ประชาชน อ้างว่าจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ประชาชนมีความจำเป็นเช่นกันและมากกว่าหากหวังประชาชนประหยัด รู้ว่าประชาชนเดือดร้อน รัฐบาลต้องมีส่วนร่วม โรงกลั่นต้องมีส่วนร่วม โดยพรรคมีข้อเสนอ กำไรเกินควรในช่วงวิกฤติควรแบ่งปันเป็นธรรมเนียมลาภลอยเพื่อลดภาระให้ประชาชนในกองทุนน้ำมัน รวมถึงลดภาษีสรรพสามิต ลด 6 บาท โดย2ข้อเสนอนี้จะทำให้น้ำมันมีราคาละลง ลิตรละ 9 บาท และรัฐบาลดำเนินการได้ทันที” นายกรณ์ อภิปราย

นายกรณ์ ระบุว่า ในวันที่ 1 พ.ค. 69 ตนเชื่อว่าค่าไฟฟ้าต้องปรับขึ้นแน่นอน ซึ่งเกิดจากกลไกตลาด ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนสูตรการซื้อไฟฟ้าที่เอื้อให้นายทุนที่ทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น หากต้นทุนค่าแก๊ซเพิ่มสูงขึ้น ภาวะที่ต้นทุนค่าแก๊ซสูงขึ้นเชื่อว่าประชาชนจะไม่ยอมรับเพราะเป็นการทิ้งภาระ ทั้งนี้ ทุกๆ รัฐบาลมีวิกฤติของตนเอง ปัจจุบันคือสงครามตะวันออกกลาง สิ่งที่ประชาชนคาดหวังคือไม่เอาวิกฤติเป็นข้ออ้าง แต่ต้องหาทางบริหารจัดการเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อนมากในวิกฤต ตนขอวิงวอนให้เร่งแก้ปัญหาพูดความจริงกับประชาชน อย่าผลักให้ข้าราชการระดับสูงออกมาชี้แจงแทน ทั้งงนี้ รมว.ที่เกี่ยวข้อง อย่าแอบ อย่าซ่อน อย่าหนี ประชาชนต้องการฟังคำอธิบาย ซึ่งเป็นความไว้วางใจ คลายความตื่นตระหนกที่จะตามมา

'จาตุรนต์' ระบุแม้มีน้ำมันสำรองแต่ประชาชนเข้าถึงไม่ได้ พร้อมแสดงความกังวลต่อการเดินทางช่วงสงกรานต์ เรียกร้องรัฐบาลเร่งบริหารจัดการ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) เสนอญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤตการณ์การสู้รบในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง โดยระบุว่า จากการลงพื้นที่ของตนพบว่าปั๊มน้ำมันบางแห่งไม่มีน้ำมันจำหน่ายมาหลายวัน และยังมีการแจ้งข้อมูลว่าปัญหาเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ สะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายจาตุรนต์กล่าวว่า แม้รัฐบาลจะชี้แจงว่ามีน้ำมันสำรองเพิ่มจาก 60 วัน เป็น 90 วัน และ 103 วัน แต่ในความเป็นจริงประชาชนกลับไม่สามารถเข้าถึงน้ำมันได้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับปัญหาการกระจายน้ำมันและการกำกับดูแลที่ต้องมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีการทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์ จากส่วนต่างราคาน้ำมันที่อยู่ประมาณ 20 บาท เนื่องจากมีการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน ทำให้เกิดแรงจูงใจในการกักเก็บน้ำมัน ทั้งนี้ ชี้ว่าการมีน้ำมันสำรองในระบบ แต่ประชาชนไม่มีน้ำมันใช้ เป็นปัญหาเดียวกันที่ต้องเร่งแก้ไข หากไม่มีการบริหารจัดการที่ดี จะไม่สามารถรับมือกับวิกฤตที่รุนแรงกว่านี้ได้

นายจาตุรนต์ระบุว่า วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นต่อไปคือราคาน้ำมันและก๊าซที่อาจเพิ่มขึ้นถึง 50% ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานสูงขึ้น เกิดเงินเฟ้อ และกระทบต่อประชาชน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ระบุว่า หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้น 10% จะทำให้เงินเฟ้อโลกเพิ่มขึ้น 0.4% และผลผลิตโลกลดลง 0.1-0.2% ซึ่งความรุนแรงขึ้นอยู่กับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางกว่า 58% นอกจากนี้ ยังแสดงความกังวลต่อการเดินทางและการขนส่งในช่วงเทศกาลสงกรานต์ รวมถึงภาคการท่องเที่ยว โดยตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายการเลิกตรึงราคาน้ำมันของนายกรัฐมนตรีที่ยังไม่มีความชัดเจน พร้อมชี้ว่าทั้งการอุดหนุนต่อเนื่องและการปล่อยตามกลไกตลาดล้วนส่งผลกระทบต่อประชาชน สำหรับแนวทางแก้ไข เห็นว่าต้องดำเนินการทั้งระยะสั้นและระยะยาว ครอบคลุมช่วง 3 เดือน 6 เดือน และ 1 ปี โดยต้องกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน เสริมระบบสำรอง พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ลดการพึ่งพาน้ำมันในการขนส่งและการผลิต และเร่งส่งเสริมพลังงานสะอาด ขณะเดียวกัน ระบุว่ากองทุนน้ำมันติดลบจำนวนมาก และรัฐบาลยังต้องดูแลผู้ได้รับผลกระทบในหลายอาชีพ ท่ามกลางข้อจำกัดทางการคลัง จึงจำเป็นต้องมุ่งช่วยเหลือกลุ่มที่เดือดร้อน และส่งเสริมอาชีพที่สร้างรายได้ให้ประชาชนและประเทศ

นายจาตุรนต์ยังเสนอให้ดูแลภาคเกษตรและอาหาร ซึ่งไทยมีศักยภาพเป็นผู้ผลิต รวมถึงธุรกิจด้านสุขภาพ การดูแลผู้สูงอายุ และพลังงานสะอาด เพื่อรองรับโอกาสทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์โลก ท้ายที่สุด แสดงความหวังว่าการพิจารณาญัตติในสภาจะครอบคลุมทุกประเด็นอย่างจริงจัง และนำข้อเสนอไปสู่การดำเนินการของรัฐบาล โดยย้ำว่ารัฐบาลรักษาการยังสามารถดำเนินมาตรการในภาวะวิกฤตได้ พร้อมตั้งคำถามถึงการสื่อสารข้อเท็จจริงให้ประชาชนรับทราบ และแนวทางพาประเทศผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปให้ได้

'ทวี' เสนอให้ศึกษาแนวทางปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน ลดภาระค่าครองชีพ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง สส.แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ เสนอญัตติด่วนต่อสภาผู้แทนราษฎร ขอให้พิจารณาศึกษาแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงาน แก้ไขวิกฤตค่าครองชีพ และปรับโครงสร้างหนี้ของประชาชน จากผลกระทบสถานการณ์สู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางอย่างเร่งด่วน โดยระบุว่า วิกฤตดังกล่าวส่งผลกระทบต่อประชาชนทุกครัวเรือนในประเทศไทย ทั้งที่ต้นตอของปัญหาอยู่ห่างไกลจากประเทศ พร้อมอ้างถึงรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 56 ที่กำหนดให้รัฐต้องดูแลโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปโภคในสัดส่วน 51% เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคงในการดำรงชีวิตของประชาชน แต่ปัจจุบันกลับพบว่าหลักนิติธรรมไม่ได้รับการยึดถืออย่างเคร่งครัด

พันตำรวจเอก ทวี สะท้อนปัญหาเรื่องน้ำมัน โดยตั้งข้อสังเกตถึงบทบาทของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่มีความไม่ชัดเจนระหว่างสถานะรัฐและเอกชน พร้อมยกตัวอย่างในอดีต เช่น ช่วงปี พ.ศ. 2554 ในสมัย นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มีการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเป็นศูนย์ และช่วงวิกฤตโควิด-19 ในสมัย พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ลดภาษีสรรพสามิตเหลือ 5 บาทต่อลิตร ขณะที่ปัจจุบันภาษีสรรพสามิตรวมเกือบ 9 บาท ทั้งนี้ เสนอให้ลดภาษีสรรพสามิตและภาษีที่นำเข้ากองทุนต่าง ๆ เพื่อลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ซึ่งครอบคลุมค่าไฟ ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าที่อยู่อาศัย และค่าพลังงาน โดยระบุว่าประชาชนจำนวนมากมีรายได้ไม่พอกับรายจ่ายถึง 70% ขณะเดียวกันยังสะท้อนปัญหาหนี้สิน โดยเห็นว่าควรปรับโครงสร้างหนี้ ไม่ใช่นำหนี้ใหม่ไปชำระหนี้เก่า นอกจากนี้ ยังเสนอแนวทางสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยยกตัวอย่างประเทศอินโดนีเซียที่ใช้น้ำมันผสมไบโอดีเซลในสัดส่วนสูง พร้อมระบุว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการใช้น้ำมันปาล์มเป็นพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยให้เงินหมุนเวียนอยู่ในประเทศ

ในประเด็นไฟฟ้า พันตำรวจเอก ทวี ระบุว่าโครงสร้างการผลิตไฟฟ้าของไทยไม่เป็นไปตามสัดส่วน 51 ต่อ 49 โดยปัจจุบันรัฐผลิตเพียง 30% และอีก 70% เป็นการซื้อจากเอกชน พร้อมยกตัวอย่างต้นทุนไฟฟ้าจากเหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง และพลังงานน้ำจากเขื่อนบางลาง จังหวัดยะลา ที่มีต้นทุนต่ำ แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนประเด็นก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ระบุว่ามีการนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมมากกว่าภาคครัวเรือนและการผลิตไฟฟ้า ทั้งที่ต้นทุนต่ำ โดยเห็นว่าหากปรับโครงสร้างการใช้ก๊าซ จะสามารถลดค่าไฟฟ้าได้อีกประมาณ 50 สตางค์ต่อหน่วย และทำให้ค่าไฟฟ้าไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ขณะเดียวกัน ยังกล่าวถึงปัญหาปุ๋ยเคมี โดยระบุว่าประเทศไทยนำเข้าปุ๋ยปีละประมาณ 6 ล้านตัน มูลค่าเกือบแสนล้านบาท ส่วนใหญ่มาจากตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งสถานการณ์สงครามอาจส่งผลกระทบต่อราคา จึงเสนอให้ศึกษาการจัดตั้งปุ๋ยแห่งชาติ ท้ายที่สุด ยังอ้างผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่สะท้อนว่าประชาชนต้องการให้แก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยขอให้ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ กระทรวงการคลัง เร่งแก้ไขปัญหาดอกเบี้ยและฟื้นฟูลูกหนี้อย่างเป็นรูปธรรม


ที่มาเรียบเรียงจาก: Thai PBS | สำนักข่าวไทย [1] [2] [3] | สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา [1] [2]





 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง