ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกเร่งขับเคลื่อนสู่การยุติเอดส์ปี 2030 ไทย-เวียดนามถูกยกเป็นตัวอย่างประเทศที่มีความก้าวหน้า พร้อมชูหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและบริการนำโดยชุมชนเป็นกุญแจสำคัญ
กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข สถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย และโครงการเอดส์แห่งสหประชาชาติ (UNAIDS) จัดการประชุมระดับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกว่าด้วยสถานการณ์เอชไอวีและการดำเนินงานรับมือ ณ ห้องประชุมนราธิป กระทรวงการต่างประเทศ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อแลกเปลี่ยนสถานการณ์และกำหนดทิศทางความร่วมมือของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ก่อนการประชุมระดับสูงว่าด้วย HIV/AIDS ของสหประชาชาติ (UN High-Level Meeting on HIV/AIDS) ในเดือนมิถุนายน 2569
การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้กรอบยุทธศาสตร์เอดส์โลกปี 2026–2031 “UNITED towards ending AIDS” โดยมีผู้แทนจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม องค์การระหว่างประเทศ และภาคีการพัฒนาเข้าร่วม เพื่อสะท้อนบทเรียน ความท้าทาย และแนวทางเร่งรัดการยุติเอดส์อย่างยั่งยืนในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก
ภายในงาน Ms. Winnie Byanyima, UNAIDS Executive Director and Under Secretary General of the United Nations ได้กล่าวผ่านวิดีโอ เน้นย้ำว่า แม้หลายประเทศจะมีความก้าวหน้าอย่างมาก แต่โลกยังจำเป็นต้องเร่งการลงทุนด้านการป้องกัน การลดความเหลื่อมล้ำ และการคุ้มครองสิทธิ เพื่อให้สามารถยุติเอดส์ได้ภายในปี 2030
ในการเสวนาระดับภูมิภาค ที่ประชุมได้ร่วมกันสะท้อนว่า “การยุติเอดส์” ไม่ใช่เพียงเป้าหมายด้านสาธารณสุข แต่เป็นเรื่องของความยั่งยืน ความเป็นธรรม และการเข้าถึงบริการของทุกคน โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศกำลังเผชิญข้อจำกัดด้านงบประมาณและการเปลี่ยนแปลงของบริบทโลก
ที่ประชุมยังเห็นพ้องว่า ประเทศที่มีความก้าวหน้าในการควบคุม HIV เช่น ไทยและเวียดนาม สามารถมีบทบาทสำคัญในการแบ่งปันบทเรียนและรูปแบบการดำเนินงานให้แก่ประเทศอื่นในภูมิภาค โดยเฉพาะแนวทางการบูรณาการบริการ HIV เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UHC) การลงทุนจากงบประมาณภายในประเทศ และการสนับสนุนบริการที่นำโดยชุมชน (community-led services)
นพ.สุเมธ องค์วรรณดี ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้นำเสนอประสบการณ์ของประเทศไทยในหัวข้อ การบูรณาการบริการ HIV เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อสร้างความยั่งยืนในการรับมือ HIV โดยเน้นว่า ระบบ UHC ของไทยเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการตรวจ ป้องกัน และรักษา HIV ได้อย่างต่อเนื่องและเท่าเทียม พร้อมสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและเครือข่ายชุมชนอย่างใกล้ชิด
ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความก้าวหน้าสูงในการยุติเอดส์ โดยปัจจุบัน 95% ของผู้ติดเชื้อ HIV ทราบสถานะของตนเอง 92% ของผู้ที่ทราบสถานะได้รับการรักษา และ 98% ของผู้ที่รักษาสามารถกดปริมาณไวรัสได้สำเร็จ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยระดับโลก นอกจากนี้ ประเทศไทยยังสามารถพึ่งพางบประมาณภายในประเทศในการตอบโต้ HIV ได้มากกว่า 90%
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมสะท้อนร่วมกันว่า ความท้าทายสำคัญของภูมิภาคในระยะต่อไป คือการลดการติดเชื้อรายใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน การลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ และการทำให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงบริการป้องกันและรักษาได้โดยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
ผู้เข้าร่วมประชุมยังย้ำว่า เอเชีย-แปซิฟิกมีศักยภาพสูงในการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรม การผลิตยา และการพัฒนารูปแบบบริการสุขภาพที่เข้าถึงประชาชน หากประเทศในภูมิภาคร่วมกันขยายบทเรียนความสำเร็จ ทั้งด้านการเงินการคลังสุขภาพ การทำงานร่วมกับชุมชน และการสร้างระบบบริการที่ยั่งยืน ก็จะช่วยเร่งความก้าวหน้าสู่การยุติเอดส์ได้ทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
