เตือน “Polycrisis” อาจเร่งปัญหากองทุนประกันสังคมเกิดเร็วขึ้น
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก (WTO) และเลขาธิการการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ความคุ้มครองทางสังคมและการปฏิรูประบบเศรษฐกิจ” ภายในงานประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับกองทุนประกันสังคม เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ในเรื่องประกันคุ้มครองสังคมอยากให้ทุกฝ่ายมารร่วมกันทำงานให้ได้
ที่สหประชาชาติการคุ้มครองสังคมมี 3 รูปแบบ 1.การคุ้มครองสังคมในลักษระกสังคมเสงเคราะห์ ดูแลคนรายได้น้อย เปราบาง มีปัญหาสุขภาพ คุ้มครองสวัสดิการสังคม 2.การดูแลใช้แรงงาน ผู้ทำงาน และ 3.การเพิ่มความสามารถในการทำงานให้กับประชาชน ทั้ง 3 อย่างนี้ต้องไปด้วยกัน ซึ่งในระบบของการมีสังคมสูงวัย ผู้สูงวัยไม่ไช่เป็นภาระของระบบแต่สามารถเป็นสินทรัพย์ของระบบได้ดียิ่งและในหลายประเทศ โดยเฉพาะยุโรป ผู้สูงวัยทำงานยาวขึ้น และระบบผู้บริหารทั่วไปบางที่ไม่มีข้อจำกัดตราบที่มีสัญญายังทำงานอยู่
สิ่งที่สหประชาชาติให้ความสำคัญอยู่ในแผน SDGs 17 เป้า ซึ่งเป้าหมายที่สำคัญ มีเป้าหมายเรื่องเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่สหประชาชาติพยายามเสนอออกมาคือไม่พูดเรื่องความร่ำรวยอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของประชาชนด้วย จึงจะเป็นการเจริญเติบโตที่สมบูรณ์
"หวังว่ากระทรวงแรงงานและรัฐบาลจะดูแลเรื่อง SDGs 17 เรื่องให้ได้อย่างดีเมื่อพัฒนาแล้ว ต้องเหลือสิ่งแวดล้อม มีทรัพยาการเหลือให้คนรุ่นหลังด้วย ต้องพัฒนาแล้วคนอายุยืนยาว เด็กเจริญเติบโตมีโอกาสทำงานยืนยาวขึ้น ประสิทธิภาพดีขึ้น สุขภาพดีชึ้น ไม่ใช่แค่จีดีพีดีอย่างเดียว” ดร.ศุภชัยกล่าว
ดร.ศุภชัย กล่าวอีกว่า การวางแผนระยาวสำคัญมาก ถ้าไม่มีการเตรียมแผนรองรับไว้ก่อนจะเป็นปัญหาแน่นอน อย่างที่มีการบอกว่าหากไม่ทำอะไรตัวสมดุลระหว่างรายรับรายจ่ายกองทุนประกันสังคมในอีก 30 ปีข้างหน้าเมื่อถึงจุดสูงสุดแล้ว ก็จะเป็นจุดที่ขาลง ไม่มีทางดีขึ้น แต่สิ่งที่สำนักงานประกันสังคมกำลังดำเนินการคือยืดเวลาออกไปข้างหน้าหรือไม่ให้เกิดขึ้นแล้วแต่ให้อยู่ได้มีความยั่งยืนเลี้ยงตัวองได้อย่างถาวร
“ขอเตือนนิดเดียวว่าสถานการณ์กองทุนประกันสังคมที่มีการประเมินไว้ตัวเลข 30 ปี ก็ขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งโลกขณะนี้เป็นโลกของ Polycrisis มีวิกกฤติทุกรุปแบบ เพราะฉะนั้นจุดสูงสุดของกองทุนอาจจะไม่แน่นอนอย่างที่ประเมินไว้ จึงต้องคิดเผื่อด้วยว่าหากเกิดขึ้นในอีก 20-30 ปีข้างหน้าหรือ 30 ปีขึ้นไปจะเป็นอย่างไร” ดร.ศุภชัยกล่าว
ส่วนเรื่องความยั่งยืนของกองทุน จะต้องพยายามสร้างประสิทธิภาพการบริหารการลงทุน ซึ่งกองทุนคุ้มครองสังคมทุกประเทศ จะมีปัญหาไม่ทางใดทางหนึ่งตลอดเวลา ยกเว้น เมื่อแศรษฐกิจมีการพัฒนาที่ยั่งยื่นได้ อย่างกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย เนเธอร์แลนด์มีการคุ้มครองทางสังคมที่พร้อมสมบูรณ์ แต่มีการแก้ไข ปฏิรูปตลอดเวลา กฎระเบียบ ขยายเวลาคุ้มครอง ขยายโรคที่คุ้มครอง ซึ่งเป็นสังคมสูงวัยมาอยู่แล้ว ก็ต้องปรับอายุเกษียณไปเรื่อยๆ และไทยต้องทำแน่นอน และคนทำงานนานขึ้นต้องให้การกระตุ้นเป็นพิเศษเป็นการให้คุณค่าผู้สูงวัย
Polycrisis เป็นสิ่งที่จะต้องปฏิรูประบบเศรษฐกิจให้ทันเหตุการณ์มีสิ่งที่น่าเป็นห่วง ประกอบด้วย 1.การเข้ามาอย่างรวดเร็วของ Digitalization, ออโตเมชั่น และเอไอ ซึ่งเมื่อเข้ามาต้องช่วยมนุษย์ไม่ใช่เข้ามาทดแทนมนุษย์ ทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานไปอีกมาก จึงต้องแมชชิ่งระหว่างคนที่ผลิตออกมาได้และคนที่ต้องการในอนาคต ดังนั้น ต้องมองลักษณะสมดุลการจะเอาเอไอมาใช้ต้องมีคณะกรรมการร่วมกันระหว่างนายจ้างและลูกจ้างต้องเห็นพ้องกันว่าเข้ามาแล้วมาช่วยงานหรือจะมาทำให้คนตกงาน ถือเป็นปัญหาโดยตรงต่อกองทุนประกันสังคม 2.Geopolitics เอเชียตะวันออกเสถียรภาพจะไม่ดีอย่างที่เคยมี เพราะสหประชาชาติบอกว่าตัวเลขสะสมอาวุธอยู่ในเอเชียมาก เพราะฉะนั้น Geopolitics จะนำไปสู่geoeconomics แน่นอน จึงต้อง ต้องมีการเตรียมพร้อมอาหาร พลังงาน ยารักษาโรค ต้องพัฒนาคนในการดูแลเรื่องเหล่านี้
3.Demographic ซึ่งในแผนยุทธศาสตร์ 20 ปี มีการระบุเรื่องเศรษฐกิจชุมชนที่จะใช้ผู้สูงอายุได้อย่างดี ไปช่วยเชิดชูและทำเป็นระบบขึ้นมาทั้งประเทศ ถ้าผู้มีความสามารถเข้าไปให้ข้อมูลเพิ่มเติมได้ไม่ใช่แค่ผู้สูงอายุอย่างเดียว แต่ไปดึงGen Y, Gen Z ให้เข้าใจการมองโลกครบถ้วนทุกด้าน รักษาเสถียรภาพสังคมและเศรษฐกิจได้ 4.สิ่งแวดล้อม ภูมิศาสตร์ สภาพแวดล้อมทำงานต้องรักษาสิ่งแวดล้อม ปล่อยสิ่งเป็นพิษให้น้อยสุด และ 5.การเงิน กองทุนประกันสังคมมีเงินมาก การบริหารกองทุนโดยดูเรื่องการได้อัตราผลตอบแทนที่ดีขึ้นจำเป็นมาก แต่ทางกลับกันต้องมีความสมดุลระหว่างอัตราตอบแทนและความเสี่ยงต้องพิจารณาให้ดี เพราะภาวะเศรษฐกิจของโลกที่มีความผันแปรและมีวิกฤติของโลกที่ค่อนข้างมาก
การลงทุนที่อัตราผลตอบแทนสูงก็จะมีความเสี่ยงสูงด้วย ส่วนตัวมองว่าโอกาสหาอัตราผลตอบแทนสูงและมีความปลอดภัยอาจจะมีไม่มาก จึงอยากให้เน้นความปลอดภัยก่อน แต่ถ้ามีการวิเคราะห์การลงทุนอยากดีที่สุดแล้วทั้งด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม จะเห็นว่าการลงทุนต้องดูแลอย่างไร
ดร.ศุภชัย กล่าวอีกด้วยว่า ภาวะการทั่วไปทางด้านเศรษฐกิจ ที่มีผลกระทบต้อการใช้แรงงาน ด้านผู้มีงานทำต้องช่วยให้ดีที่สุด ให้มีปัญหาน้อยสุด ให้มีผลกระทบต่อประบบประกันน้อยที่สุด เช่น ทำแรงงานมีประสิทธิภาพ ที่ดีขึ้น โดยอยากเห็นแผนพัฒนากำลังคนระดับภาคและจังหวัดให้ชัดเจน ซึ่งเศรษฐกรุงเทพฯโต 10 เท่าของเมืองรอง ต้องลดตัวเลขนี้ลงมา เพราะฉะนั้น กระจายการอบรมลงไปในต่างจังหวัดให้สะท้อนกับสังคมที่แต่ละภูมิภาคต้องการ เช่น ภาคอีสานต้องเชื่อมโยงกับประเทศลุ่มแม่โขง ก็ต้องวางแผนไปด้านนั้น ไม่ใช่ทุกอย่างอยู่กรุงเทพแล้วส่งกลับไปภูมิภาค แต่จะต้องไปอยู่ต่างจังหวัดให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้ ด้านการบริหารเศรษฐกิจส่วนรวมของรัฐบาลนั้น เงินของประเทศ งบประมาณที่มีอยู่ไม่น้อยที่ใช้ไปในทางที่ไม่ก่อให้เกิดผลที่ดี เช่น กองทุนน้ำมันที่มีการให้เงินอุดหนุนเท่ากับมีการเผาผลาญน้ำมันทุกวันคืนไม่จำกัด แม้จำเป็นต้องใช้ แต่ต้องทำให้การเผาผลาญพลังงานฟอสซิลไม่มีการอุดหนุน หรือกองทุนประกันสังคม มีการลดเงินสมทบพื้นที่น้ำท่วม ซึ่งภาระแบบนี้จะมากขึ้น ทางกลับกันกองทุนต้องการค่อยๆขยับสัดส่วนเงินสมทบเข้ามามากขึ้นด้วย ดังนั้น บางครั้งต้องขัดใจประชาชนและยอมถูกโจมตี
“การบริหารภาพรวมต้องเป็นไปในทางเดียวกัน ต้องไม่มีผลกระทบเสียหาย เศรษฐกิจต้องยั่งยืนจึงจะทำให้ระบบประกันสังคมยั่งยืนได้” ดร.ศุภชัยกล่าว
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 27/11/2567
สว.ขอรัฐบาลคืนสิทธิรักษาพยาบาลให้กับลูกจ้างประจำหลังเกษียณอายุราชการ
นางวาสนา ยศสอน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่าตนได้รับหนังสือจากนายวิชาญ ชัยชมพู นายกสมาคมลูกจ้าง ส่วนราชการ และผู้รับบําเหน็จรายเดือน เพื่อขอให้รัฐบาลคืนสิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลหลังเกษียณอายุราชการ หรือผู้รับบําเหน็จรายเดือน ทั้งนี้ ลูกจ้างประจำขณะที่รับราชการจะมีสิทธิได้รับสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 เหมือนกับข้าราชการทุกประการ แต่เมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว ลูกจ้างประจำจะถูกเปลี่ยนสถานะเป็นผู้รับบําเหน็จรายเดือน และสิทธิสวัสดิการที่เคยได้รับก็จะถูกตัดสิทธิไปโดยทันที โดยเปลี่ยนไปใช้สิทธิจากกองทุนหลักประกันสุขภาพหรือบัตรทองแทนสิทธิเดิม ถือเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เดือน ก.ย.66 ลูกจ้างประจำมีจำนวน 45,493 คน และผู้รับบําเหน็จรายเดือนมีจำนวน 91,769 คน
เมื่อเปรียบเทียบสิทธิผู้รับเบี้ยหวัด กับสิทธิผู้รับบําเหน็จรายเดือน เช่น บําเหน็จตกทอด เงินบําเหน็จวัยเกษียณ สิทธิรักษาพยาบาล เงินช่วยค่าครองชีพ และการเสียชีวิต จะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง โดยค่าผันแปรของลูกจ้างประจำและผู้รับบําเหน็จรายเดือนในอนาคตจะมีจำนวนลดลงอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกจ้างประจำที่ยังไม่เกษียณอายุไม่มีการบรรจุทดแทนทุกกรณีตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2540- 2542 และอาจมีกรณีการเสียชีวิตระหว่างปี ซึ่งคาดว่า ผู้รับบําเหน็จรายเดือนจะมีจำนวนลดลง เพราะเป็นไปตามช่วงอายุ ประกอบกับผู้รับบําเหน็จรายเดือนบางคนไปใช้สิทธิค่ารักษาพยาบาลจากสามีภรรยา หรือบุตรที่ยังรับราชการ จึงทำให้ภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของรัฐลดลง ดังนั้น รัฐบาลควรให้ความสำคัญในการคืนสิทธิสวัสดิการการรักษาพยาบาลให้แก่ลูกจ้างประจำ หรือผู้รับบําเหน็จรายเดือน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเป็นการสร้างขวัญกําลังใจแก่ลูกจ้างประจำ และผู้รับบําเหน็จรายเดือนซึ่งเป็นบุคคลที่ช่วยเหลือทางราชการและเคยทำคุณประโยชน์แก่ระบบทางราชการเป็นระยะเวลายาวนาน ให้สามารถใช้ชีวิตช่วงวัยเกษียณอย่างมีความสุข
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 26/7/2567
'ไทยออยล์' ชี้แจงแรงงานประท้วงโรงกลั่นศรีราชา ยืนยันจ่ายเงินครบ เดินหน้า CFP
จากกรณีที่มีการรายงานข่าวปรากฏบนสื่อบางสื่อระบุว่า การรวมตัวชุมนุมเมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2567 ของ “สหพันธ์ผู้รับเหมาโรงกลั่น TOP, โครงการ CFP ศรีราชา” (“สหพันธ์”) บริเวณหน้าโรงกลั่นไทยออยล์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี “ส่งผลให้โครงการ CFP ต้องเลื่อนเปิดดำเนินการออกไปอย่างไม่มีกำหนด” และได้มีการรายงานข่าวบนสื่อออนไลน์ว่า บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) (“ไทยออยล์”) ได้จัดจ้างผู้รับเหมาหลัก คือ กิจการร่วมค้าระหว่าง Samsung E&A (Thailand) Co., Ltd., Petrofac South East Asia Pte. Ltd. และ Saipem Singapore Pte. Ltd. (เรียกรวมกันว่า “UJV – Samsung, Petrofac และ Saipem”) ที่มีปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างมากในการดำเนินงานโครงการ CFP จึงเป็นสาเหตุให้เกิดปัญหาการจ่ายเงินค่าตอบแทนล่าช้าให้กับผู้รับเหมาช่วงนั้น
ไทยออยล์ ขอชี้แจงว่า โครงการ CFP เป็นโครงการขยายโรงกลั่นน้ำมันที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง (Complex Refinery) เพิ่มขีดความสามารถในด้านการกลั่นน้ำมันและสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ซึ่งเป็นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ที่ใช้เงินลงทุนจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นต้องจัดจ้างบริษัทที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีบริษัทใดที่สามารถดำเนินการได้ ไทยออยล์ได้เริ่มทำการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ CFP มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557
โดยเริ่มการออกแบบกระบวนการผลิตและออกแบบทางวิศวกรรมเบื้องต้น ในปี 2558-2559 เพื่อให้ได้ข้อมูลเพียงพอในการออกหนังสือเชิญประกวดราคาผู้รับจ้างเหมาทำของ ออกแบบวิศวกรรม การจัดหา และการก่อสร้าง (EPC: Engineering, Procurement and Construction) โครงการ CFP และในปี 2559 ไทยออยล์ได้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมการประกวดราคา ตามกระบวนการจัดจ้างที่โปร่งใส สอดคล้องตามหลักบรรษัทภิบาล โดยมีหลักเกณฑ์ที่มีมาตรฐาน เช่น การวิเคราะห์งบการเงิน อัตราส่วนทางการเงิน ประสบการณ์ เป็นต้น
ซึ่งปรากฏว่า บริษัท 1. Petrofac International (UAE) LLC, 2. Samsung Engineering Co., Ltd., และ 3. Saipem S.P.A. ได้รับการคัดเลือกและได้ทำสัญญาจ้าง EPC ดังกล่าวกับไทยออยล์ ในปี 2561 ในนามของ The Consortium ประกอบด้วย PSS Netherlands B.V., (Offshore Contractor) และ UJV – Samsung, Petrofac และ Saipem (Onshore Contractor) โดยบริษัทแม่ของ The Consortium (PSS Netherlands B.V., (Offshore Contractor) และ UJV – Samsung, Petrofac และ Saipem (Onshore Contractor)) คือ 1. Petrofac Limited 2. Samsung Engineering Co., Ltd. และ 3. Saipem S.P.A. (“บริษัทแม่”) ได้ออกหนังสือค้ำประกันการปฏิบัติตามสัญญาของ The Consortium ทั้งหมด
ไทยออยล์ ได้ทราบข่าวมาจากผู้รับเหมาช่วงบางรายในช่วงเดือน เม.ย. 2567 ว่า UJV – Samsung, Petrofac และ Saipem ไม่จ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับบริษัทผู้รับเหมาช่วงบางรายตามกำหนด โดย UJV – Samsung, Petrofac และ Saipem อ้างว่าขาดสภาพคล่องในการดำเนินงาน ทั้งๆ ที่ไทยออยล์ได้มีการจ่ายค่าตอบแทนให้กับ UJV – Samsung, Petrofac และ Saipem อย่างครบถ้วนมาโดยตลอด และยังมีบริษัทแม่ที่สามารถให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ UJV – Samsung, Petrofac และ Saipem ได้
ไทยออยล์ ขอชี้แจงว่า การที่สหพันธ์รวมตัวชุมนุมบริเวณหน้าโรงกลั่นไทยออยล์ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 18 ต.ค. 2567 มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของไทยออยล์ ในบริเวณดังกล่าว แต่มิได้ส่งผลให้โครงการ CFP ต้องเลื่อนเปิดดำเนินการออกไปอย่างไม่มีกำหนดดังที่สื่อบางรายได้มีการรายงานข่าวแต่อย่างใด
ไทยออยล์ ขอยืนยันว่า ไทยออยล์ ได้มีการจ่ายค่าตอบแทนให้กับ UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem ตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา EPC อย่างครบถ้วนถูกต้องมาอย่างต่อเนื่อง แต่ UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem ยังไม่จ่ายค่าตอบแทนค้างจ่ายให้กับบริษัทผู้รับเหมาช่วง อย่างไรก็ดี ไทยออยล์ตระหนักถึงความเดือดร้อนของสหพันธ์ จากการไม่ได้รับค่าตอบแทนค้างจ่าย จาก UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem ซึ่งไทยออยล์ ได้พยายามอย่างเต็มที่ในการผลักดันให้ UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem ชำระค่าตอบแทนค้างจ่ายกับผู้รับเหมาช่วงตามสัญญาระหว่าง UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem กับผู้รับเหมาช่วงแต่ละรายมาโดยตลอด เช่น การยินยอมให้ UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem เรียกเก็บเงินค่าตอบแทนจากไทยออยล์ตามความสำเร็จของงานที่เกิดขึ้นจริง แทนการจ่ายตามการส่งมอบงานเมื่อแล้วเสร็จในแต่ละส่วนตามแผนงานที่ระบุไว้ในสัญญา ตั้งแต่กลางปี 2563 ถึงต้นปี 2567 รวมถึงการจ่ายค่าจ้างให้เร็วที่สุดภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญา เพื่อสนับสนุนสภาพคล่องทางการเงิน ตั้งแต่กลางปี 2565 ถึงกลางปี 2567 นอกจากนี้ ไทยออยล์ได้หารือและเรียกร้องให้ UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem ยินยอมให้ไทยออยล์หักค่าตอบแทนตามสัญญา EPC ตามมูลค่าที่ UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem มีสิทธิ์จะได้รับจากไทยออยล์ตามงวดงาน เพื่อชำระให้กับผู้รับเหมาช่วงโดยตรง แต่ UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem ยังไม่ให้ความยินยอม อย่างไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือต่อผู้รับเหมาช่วง ไทยออยล์ยังคงต้องคำนึงถึงว่า ไทยออยล์ มิได้เป็นคู่สัญญากับผู้รับเหมาช่วงโดยตรง จึงไม่สามารถก้าวล่วงดำเนินการใดๆ ในสัญญาระหว่างผู้รับเหมาช่วงและ UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem ได้ รวมถึง UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem ยังได้ระบุเป็นลายลักษณ์อักษรแจ้งไม่ให้ไทยออยล์เข้ามายุ่งเกี่ยวกับสัญญาระหว่าง UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem กับผู้รับเหมาช่วง
ไทยออยล์ ขอยืนยันว่า ไทยออยล์มีความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นตามหลักบรรษัทภิบาล และมุ่งหวังให้การดำเนินโครงการ CFP แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด โดยให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และไทยออยล์จะดำเนินการผลักดันให้ UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem ชำระค่าตอบแทนค้างจ่ายกับผู้รับเหมาช่วงตามสัญญาระหว่าง UJV - Samsung, Petrofac และ Saipem กับผู้รับเหมาช่วงแต่ละรายต่อไป
กมธ.การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับจะให้ความเป็นธรรมกับลูกจ้าง บ.คริสตัล เท็กซ์ไทล์ อินดัสตรีส์ ถูกเลิกจ้าง ไม่ได้รับเงินตามสิทธิ์
นายธีระชัย แสนแก้ว และ นายเซีย จำปาทอง รองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับการยื่นหนังสือจาก นางสาวอริสา ผันพิมาย ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้แรงงานรวม 12 คน ที่ขอให้คณะ กมธ. ช่วยเหลือกรณีถูกเลิกจ้าง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2567 แต่ไม่ได้รับเงินชดเชย เงินค่าบอกกล่าวล่วงหน้า และเงินอื่น ๆ ที่ลูกจ้างมีสิทธิ์ได้รับจากนายจ้างคือ บริษัทคริสตัล เท็กซ์ไทล์ อินดัสตรีส์ จำกัด อย่างไรก็ตาม กลุ่มแรงงานยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด สมุทรปราการแล้ว และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานมีหนังสือตอบกลับถึงการที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่ง ลงวันที่ 27 มิถุนายน 2567 สั่งให้บริษัทจ่ายเงินให้กับกลุ่มแรงงานดังกล่าวที่ยื่นคำร้องเป็นค่าจ้างที่สั่งให้ลูกจ้างหยุดงาน ค่าชดเชย และค่าจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้ารวมเป็นเงินกว่า 1.54 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดอัตราร้อยละ 15 ต่อปี จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้นายจ้างนำเงินไปจ่ายให้ลูกจ้าง ณ สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดสมุทรปราการ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบหรือถือว่าทราบ แต่กระทั่งถึงปัจจุบันนายจ้างยังไม่ดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าว และใช้วิธีการขอขยายระยะเวลาการวางเงินต่อศาลออกไปอีก ครั้งละ 30 วัน จำนวน 3 ครั้ง รวม 90 วัน ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 4 พฤศจิกายน นี้
ด้าน นายธีระชัย ระบุว่าจะนำเรื่องเข้าหารือกับคณะ กมธ. เพื่อนำไปสู่การเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูล ซึ่งคณะ กมธ. ต้องการจัดการปัญหา ให้กับกลุ่มแรงงานที่ได้รับผลกระทบ และเผยด้วยว่า กมธ. ได้รับเรื่องร้องเรียนในลักษณะดังกล่าวจากแรงงานหลายกลุ่มเกี่ยวกับการเลิกจ้างโดยไม่เป็นธรรมจึงขอยืนยันว่า กมธ. จะให้ความเป็นธรรม เพราะทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 25/10/2567
กมธ.การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องเรียนจากลูกจ้าง บ.เวนดิ้งพลัส ถูกเปลี่ยนสภาพการจ้าง กระทบรายได้
นายธีระชัย แสนแก้ว และ นายเซีย จำปาทอง รองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายตรัยวรรธน์ อิ่มใจ และ น.ส.นิตยา มีศรี สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน รับการยื่นเรื่องร้องเรียนจาก นายพิทักษ์ สุวัตถุดี และคณะ ที่ขอให้ช่วยเหลือกรณีถูกเปลี่ยนแปลงสภาพการจ้างจากนายจ้าง คือ บริษัท เวนดิ้ง พลัส จำกัด ในเครือสบายกรุ๊ป ผู้ประกอบการตู้เติมน้ำอัตโนมัติ ผู้ร้องเรียนเป็นพนักงานเติมสินค้า แต่ถูกย้ายแผนก ปรับลดตำแหน่งซึ่งมีผลต่อค่าตอบแทนลดลงกว่า 70% โดยถูกสั่งให้ไปช่วยงานในคลัง งานยกตู้กลับ งานติดตั้งตู้ และงานประกอบตู้ โดยบริษัทอ้างเหตุว่าประสบปัญหาจากผลประกอบการ แต่ลูกจ้างไม่ได้รับเงินค่าสึกหรอรถอัตราเดือนละ 15,000 บาท ค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 70 บาท และค่าคอมมิชชั่นจากการเติมสินค้า 1.3% ของยอดขายสินค้าที่ลูกจ้างเคยได้รับ รวมทั้งไม่มีการเจรจาใด ๆ เสมือนเป็นการบีบให้ลูกจ้างต้องลาออกจากงาน จากจำนวนเดิม 48 คน ปัจจุบันเหลือจำนวน 33 คน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมามีการประชุมปรึกษาหารือกรณีดังกล่าวระหว่างบริษัทกับฝ่ายลูกจ้างแล้ว 2 ครั้ง ซึ่งนายจ้างส่งตัวแทนที่ไม่มีอำนาจตัดสินใจมาร่วมประชุม จึงทำให้ปัญหานี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข
ด้าน นายธีระชัย และ นายเซีย รองประธานกมธ. การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ระบุรับเรื่องเพื่อนำไปสู่การพิจารณาหาแนวทางให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งชี้ว่าปัญหาดังกล่าวเป็นการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ซึ่งขณะนี้คณะกรรมาธิการมีการตั้งอนุกรรมธิการขึ้นมาเพื่อศึกษาเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขกฎหมายที่มีช่องว่าง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อผู้อยู่ในระบบแรงงาน
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 25/10/2567
เศร้าเผาศพ หนุ่มบุรีรัมย์ แรงงานไทยเหยื่อระเบิด ดับที่อิสราเอล แม่-เมีย ร่ำไห้ ยังทำใจไม่ได้
เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 25 ต.ค.2567 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่วัดหนองขอน ต.กันทรารมย์ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ นายจำเริญ แหวนเพ็ชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานพิธีฌาปนกิจศพนายนิสันต์ มีรัมย์ อายุ 42 ปี แรงงานไทยรายที่ 42 ที่เสียชีวิตจากการระเบิดของกระสุน ซึ่งตกค้างอยู่ในไร่แอปเปิล ทางตอนเหนือที่อิสราเอล เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ผ่านมา
โดยได้มีหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงาน นายอำเภอกระสัง ผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลกันทรารมย์ ข้าราชการ ญาติพี่น้อง และประชาชนจำนวนมาก เดินทางร่วมพิธีฌาปนกิจและไว้อาลัยเป็นครั้งสุดท้าย ท่ามกลางความโศกเศร้าเสียใจของครอบครัว โดยเฉพาะนางสาคร อายุ 70 ปี และนางพฤกษา มีรัมย์ อายุ 43 ปี แม่และภรรยาของนายนิสันต์ ที่ยังทำใจไม่ได้กับการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ต่างร้องไห้ด้วยความอาลัย
นางพฤกษา ภรรยา บอกว่า ความรู้สึกวันนี้ทั้งเสียใจที่ต้องสูญเสียสามีอันเป็นที่รักและเสาหลักครอบครัวไปอย่างไม่มีวันกลับโดยไม่ทันได้ร่ำลาสั่งเสีย แต่ก็ดีใจที่หน่วยงานราชการต่างๆ ไม่ทอดทิ้งครอบครัวที่ต้องขาดเสาหลัก ทั้งมาเยี่ยมให้กำลังใจและรับปากจะเร่งติดตามเงินค่าจ้างค้างจ่ายจากนายจ้าง รวมถึงสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ควรจะได้รับ เพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ยังต้องใช้ชีวิตต่อไป
ซึ่งเบื้องต้นที่ยังไม่ได้รับเงินสิทธิประโยชน์ใดๆ มีเพียงเงินช่วยเหลือในเบื้องต้น ทางครอบครัวก็ต้องไปหยิบยืมเงินเพื่อมาสำรองจัดงานศพก่อน ก็หวังว่าจะได้เงินจากนายจ้างและสิทธิประโยชน์กรณีสามีเสียชีวิตมาช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว ก็รับปากว่าจะเข้มแข็งเพื่อดูแลลูก 2 คน และแม่สามีที่อายุมากด้วย
ด้านนายจำเริญ แหวนเพ็ชร รรองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวภายหลังเป็นประธานพิธีฌาปนกิจศพว่า นายนิสันต์ มีรัมย์ ถือเป็นแรงงานไทยที่เสียชีวิตจากภัยสงครามในอิสราเอล ก็จะได้การช่วยเหลือเยียวยาตามสิทธิประโยชน์ ซึ่งหลังจากเสร็จงานศพแล้ว ทางหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ก็จะเร่งรวบรวมเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเร่งติดตามสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ควรจะได้รับ เยียวยาช่วยเหลือครอบครัวผู้สูญเสียให้เร็วที่สุด
อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นทางผู้ว่าราชการจังหวัด ก็ได้มอบหมายให้หน่วยงานต่างๆ มาเยี่ยมให้กำลังใจและมอบเงินช่วยเหลือในเบื้องต้นแล้ว ทั้งนี้ก็จะได้ประสานเร่งรัดสิทธิประโยชน์รวมถึงเงินสงเคราะห์ต่างๆ ที่จะสามารถช่วยเหลือครอบครัวในอีกทางหนึ่งด้วย
ตลาดซ่อมแซมบ้าน ‘เชียงใหม่-เชียงราย’ ดีมานด์พุ่ง ดันค่าแรงแพง แรงงานขาด
24 ต.ค. 2567 นายชินะ สุทธาธนโชติ นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงราย เปิดเผยว่า หลังน้ำท่วมคลี่คลาย ทำให้ตลาดซ่อมแซมบ้านใน จ.เชียงราย คึกคักขึ้น ขณะที่ราคาวัสดุก่อสร้างยังทรงตัว และมีแนวโน้มจะปรับลดราคาลดด้วย เพื่อช่วยผู้ถูกน้ำท่วม แต่ที่เห็นชัดเจนคือแรงงานหายากและปรับค่าแรงเพิ่มขึ้นมาประมาณ 10% จาก 300-350 บาทต่อวันเป็น 400 บาทต่อวัน สำหรับแรงงานไม่มีฝีมือ ขณะที่แรงงานมีฝีมือค่าแรงสูงเกิน 500-600 บาทต่อวันไปแล้ว
“ตลาดซ่อมแซมมาทดแทนตลาดอสังหาฯที่การซื้อขายยังซบเซาต่อเนื่อง ซึ่งจากการสอบถามร้านค้าวัสดุก่อสร้างที่เป็นผู้ประกอบการในท้องถิ่น เริ่มบ่นว่ายอดขายตกลง 20% ตามภาวะตลาดอสังหาฯที่ไม่มีการก่อสร้างโครงการใหม่” นายชินะกล่าว
นายสรนันท์ เศรษฐี นายกสมาคมอสังหาริมทรัพย์เชียงใหม่ เปิดเผยว่า สถานการณ์น้ำท่วมเชียงใหม่คลี่คลายแล้ว ทำให้บรรยากาศโดยรวมดีขึ้นและมีความต้องการซ่อมแซมบ้านเพิ่มขึ้น แต่ในแง่ของตลาดอสังหาฯโดยภาพรวมยังคงชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ จากการที่ธนาคารเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อทำให้มีอัตราการถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงในกลุ่มราคาต่ำ 3 ล้านบาท อยู่ที่ 60-70% และราคา 3-5 ล้านบาท อยู่ที่ 30-40% ประกอบกับผลจากน้ำท่วมที่ส่งผลให้โครงการบางโซนที่น้ำท่วม ลูกค้าจะมีการรีเช็กเพิ่มมากขึ้น ขณะที่โครงการอยู่โซนน้ำไม่ท่วม เช่น สันกำแพง สันทราย เป็นต้น ได้รับความสนใจมากขึ้น
“ตอนนี้ราคาวัสดุก่อสร้างหลังน้ำลดยังไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นอย่างเป็นนัยสำคัญตามดีมานด์ หลังจากที่ได้ตามขึ้นไปแล้ว 3-5% ตามภาวะเงินเฟ้อ ค่าแรง ในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมา” นายสรนันท์กล่าว
ที่มา: มติชนออนไลน์, 24/10/2567
รมว.แรงงาน เผยประกันสังคม จ่อลงทุน ตปท. หารายได้เพิ่ม ผุดไอเดียเหมาจ่ายซื้อประกันสุขภาพ
เมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จัดการประชุมฟังความคิดเห็นเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับกองทุนประกันสังคม SSO SUSTAINABLE FOR ALL โดยมี นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นางมารศรี ใจรังษี ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ผู้บริหารกระทรวงแรงงานแรงงาน คณะกรรมการประกันสังคม นักวิชาการ ผู้แทนพรรคการเมือง เข้าร่วม ณ ห้อง แซฟไฟร์ อาคารอิมแพค ฟอรั่ม เมืองทองธานี
โดยนายพิพัฒน์ กล่าวว่า ประเทศไทยเข้าสู่ยุคสังคมผู้สูงวัย แรงงานที่จะเข้าสู่ระบบการทำงานจะลดน้อยลง จากการคำนวณทางคณิตศาสตร์ คาดว่าอีก 30 ปีข้างหน้า กองทุนประกันสังคมจะเหลือเท่ากับศูนย์ ซึ่งการจัดงานในวันนี้สืบเนื่องมาจาก อดีต สส.พรรคก้าวไกล ได้ให้ตนไปตอบกระทู้ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ถึงการคาดการณ์ว่าในปี 2597 กองทุนประกันสังคม จะกลับไปเป็นศูนย์หรือถึงวาระที่ต้องล้มละลาย ครั้งนี้จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญและมีความรู้ในด้านการบริหารกองทุนจากหลายประเทศ เช่น เกาหลี สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เพื่อหาข้อมูล พร้อมเชิญพรรคการเมือง และนักคณิตศาสตร์ประกันภัย มาร่วมภายในงาน ภายหลังจากประชุมและเสวนาแล้วจะมีการสรุปต่อไป โดยเฉพาะในปี 2597 จะสิ้นสุดจริงหรือไม่ หรืออาจจะเกิดเร็วกว่านั้นก็ได้
การประชุมในวันนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำองค์ความรู้และแนวคิด จากการระดมสมองจากผู้เชี่ยวชาญ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ นักวิชาการ ตัวแทนพรรคการเมือง เพื่อนำมาทำแผนในการการพัฒนาสิทธิประโยชน์ การบริการทางการแพทย์ และการลงทุน ของกองทุน ประกันสังคมโดยมีแนวทาง 4 หัวข้อ ได้แก่ 1. การขยายความครอบคลุมหลักประกันสังคม ด้วยสิทธิประโยชน์ ที่เพียงพอ 2. อนาคตของระบบประกันสุขภาพ 3. การสร้างความยั่งยืนกองทุนประกันสังคม 4. แนวทางการบริหารเงินลงทุน เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพกองทุน เพื่อสร้างความยั่งยืนอยู่คู่ผู้ประกันตน
"สถานการณ์โควิด-19 เราต้องใช้เงินจากกองทุนไปเท่าไหร่ หลังจากนั้นก็มีสภาพเศรษฐกิจ และผู้ประกันตนมีมากน้อยแค่ไหน สังคมผู้สูงวัย สิ่งเหล่านี้ ในบอร์ดประกันสังคมกำลังหารือ แต่สุดท้ายจะทำประชาพิจารณ์ต่อไป ทุกสิ่งเป็นองค์ประกอบที่กระทรวงแรงงาน และประกันสังคม ต้องคำนึงถึงในทุกมิติ รัฐบาลยังไงก็ต้องดำเนิน หากกองทุนล้มละลายนั่นคือ ภาระที่หนักที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นการผลักภาระให้กับรัฐบาลในอนาคต ต้องทำตั้งแต่วันนี้" นายพิพัฒน์ กล่าว และระบุว่านอกจากนี้ ยังได้หารือกับปลัดกระทรวงแรงงานว่า ควรเชิญผู้รู้ในด้านการตลาด การลงทุน ที่ดูเรื่องนี้ได้ในระดับโลก ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ขณะนี้ลงทุนในประเทศไทยเกือบ 100% แต่ในอนาคตจะมีการลงทุนเพื่อปรับสัดส่วนออกไปสู่ต่างประเทศมากขึ้นจากเดิมลงทุน 70 กับ 30 ปรับลดสินทรัพย์ที่ไม่เสี่ยงจาก 70 เป็น 65 แล้วเพิ่มโอกาสเสี่ยงเป็น 35 เรื่องนี้ต้องเชิญผู้รู้ รวมถึงออกไปดีลกับหน่วยลงทุนต่างประเทศ ดูว่าเงินในปี 67-69 จะนำไปลงทุนที่ไหน โดยแผนการดำเนินการ 2568-2572 ต้องเพิ่มผลตอบแทนระยะยาวไม่น้อยกว่า 5%
สำหรับสถานการณ์กองทุนประกันสังคมในปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท สิ้นปีนี้น่าจะใกล้เคียง 2.7 ล้านบาท ดอกผลปีนี้น่าจะได้ประมาณ 6 หมื่นกว่าล้าน ให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนมาตรา 33 มาตรา 39 และมาตรา 40 จำนวนกว่า 24 ล้านคน แต่หลังจากนี้พยายามให้มีรายได้มากขึ้น ซึ่งเงินในการลงทุนมีทั้งส่วนที่ต้องรอให้ครบกำหนดของการลงทุนเสียก่อน ส่วนเป้าหมายการลงทุนจะต้องไม่น้อยกว่า 5% หากมีเงินที่สามารถลงทุนได้ก็ต้องนำไปลงทุนต่อ ซึ่งการลงทุนนั้นบอร์ดประกันสังคมอนุญาตว่า ไม่ต้องให้ลงทุนเพียงตราสารทุนอย่างเดียว อาจลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ต่อไป
เมื่อถามถึงข้อเสนอการเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 1,000 บาทต่อเดือน เป็น 3,000 บาทต่อเดือน สำหรับการเลี้ยงดูบุตรในชนบทนั้น นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ในปี 2568 ผู้ประกันตนจะได้รับเงินสงเคราะห์บุตร 1,000 บาทต่อเดือน จากเดิมที่ได้รับ 800 บาทต่อเดือน ส่วนกรณีการเสนอให้เป็น 3,000 บาทต่อเดือน เป็นเพียงข้อเสนอ มีคณะกรรมการศึกษาเรื่องนี้อยู่
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการจ่ายเงินให้กับโรงพยาบาลเอกชน คู่สัญญากับประกันสังคม โดยให้ที่อัตรา 12,000 บาทต่อ Adjusted RW รมว.แรงงาน กล่าวว่า ประกันสังคมมีงบประมาณ 1 ก้อน ถ้าเข้ามาอย่างสม่ำเสมอจะได้รับ 12,000 บาท ต้นปีถึงปลายปี แต่คนมาใช้บริการในช่วงต้นปีจำนวนมาก ส่งผลต่องบประมาณที่ Fix เอาไว้ ทำให้ถูกใช้เงินไปมาก ทำให้ช่วงปลายปีมีเงินเหลือไม่ถึง 12,000 บาท จึงมีการหารือกับปลัดกระทรวงแรงงาน และเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม ให้เข้าไปคุยว่า ขยับงบประมาณได้หรือไม่ เรื่องนี้นำเข้าบอร์ดประกันสังคมพิจารณาต่อไป เป็นสิ่งที่เสนอความคิดส่วนตน
อย่างไรก็ตาม หากสามารถนำเงินในส่วนนี้ไปซื้อประกันก็จบ โดยกองทุนประกันสังคมจะซื้อประกันสุขภาพ แทนที่จะจ่ายรายเคส แต่เราเหมาจ่าย ให้บริษัทประกันเป็นผู้รับผิดชอบต่อผู้ประกันตน แต่เรื่องนี้ต้องนำเข้าสู่คณะรัฐมนตรีและสภาฯ เพื่อแก้ พ.ร.บ.ก่อน แต่ถ้าเรามีจุดเริ่มต้นในการคิด ความสำเร็จในวันข้างหน้าก็เชื่อว่าน่าจะเป็นไปได้
"บอร์ดประกันสังคมเคยแนะนำว่า จะหาตัว Fixed Cost ได้หรือไม่ หากซื้อประกัน แล้วโยนให้ประกันรับผิดชอบ ซึ่งจะทำให้ประกันสังคมลดค่าใช้จ่ายในการออดิทได้ เพื่อให้จ่ายได้ในต้นทุนที่ถูกกว่า และรู้ว่ารายรับได้เท่าไหร่ เพื่อบริหารจัดการเงินที่มีอยู่ให้ดีที่สุด แต่เรื่องนี้เป็นข้อเสนอ ต้องมีการแก้กฎหมาย" นายพิพัฒน์ กล่าว
นอกจากนี้ นายพิพัฒน์ ยังได้กล่าวในการเสวนาหัวข้อ เพราะกองทุนเป็นของพวกเราทุกคน (SSO Sustainable for All) ตอนหนึ่งว่า มีเป้าหมายจะเพิ่มคนทำงานเข้ามาอยู่ในกองทุนประกันสังคมอีกประมาณ 16 ล้านคน ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานอิสระ แรงงานนอกระบบ เช่น คนขับแท็กซี่ เกษตรกร และรับงานไปทำที่บ้าน เพื่อทำให้จำนวนคนในกองทุนฯ เพิ่มจาก 24 ล้านคนเป็น 40 ล้านคน และกำลังหารือในการนำอาชีพที่กฎหมายปัจจุบันยกเว้นในกลุ่มคนต่างด้าว ให้เข้ามาสู่ระบบประกันสังคมด้วย เนื่องจากแรงงานต่างด้างที่ขึ้นทะเบียนปัจจุบันมีราว 3 ล้านคน ในจำนวนนี้ส่งเงินสมทบมาตรา 33 เพียง 1.5 ล้านคน อีกถึง 1.5 ล้านคนไม่ได้ส่งเงินสมทบประกันสังคม โดยเรื่องนี้สามารถแก้ไขกฎกระทรวง จึงดำเนินการได้เลย คาดว่าน่าจะประกาศในปี 2568 โดยประสานกระทรวงมหาดไทยในการออกบัตรสีชมพูให้กับกลุ่มที่เข้ามาทำงานในอาชีพที่เป็นข้อยกเว้นเดิม นำกลุ่มใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินแล้วให้จ่ายเงินสมทุบเข้าประกันสังคม เมื่อเจ็บป่วยก็ได้รับการดูแลรักษาพยาบาล จะทำให้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไม่ต้องแบกภาระค่ารักษาต่างด้าวที่เรียกเก็บไม่ได้อยู่ราว 2,000-3,000 ล้านบาทต่อปี
ครม.เคาะลดเงินสมทบประกันสังคม ม.33 และ ม.39 พื้นที่น้ำท่วม ถึงสิ้น มี.ค. 2568
22 ต.ค. 2567 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของนายจ้าง ผู้ประกันตนตาม มาตรา 33 และผู้ประกันตน มาตรา 39 และ ขยายกำหนดเวลาการยืนแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบกองทุนฯ ออกไป เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่น้ำท่วม
สำหรับการช่วยเหลือแรงงานและนายจ้างที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมครั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ออกเป็นร่างประกาศกระทรวง 2 ฉบับ มีรายละเอียดดังนี้
1.) การลดเงินสมทบกองทุนประกันสังคม
ครม.เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขให้ลดหย่อนการออกเงินสมทบของนายจ้าง และผู้ประกันตนในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรง พ.ศ. ....
มีสาระสำคัญเป็นการลดหย่อนการออกเงินสมทบกองทุนประกันสังคมของนายจ้าง ผู้ประกันตนตาม ม.33 และผู้ประกันตน ม.39 ในห้องที่ที่ประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรง โดยให้การลดหย่อนการออกเงินสมทบมีผลใช้บังคับในงวดเดือน ต.ค.2567 ถึงงวดเดือน มี.ค.2568 ดังนี้
มาตรา 33 : กรณีนายจ้าง ซึ่งขึ้นทะเบียนนายจ้าง และผู้ประกันตนตาม ม.33 ซึ่งขึ้นทะเบียนผู้ประกันตน นำส่งเงินสมทบ จากเดิมอัตราฝ่ายละ 5% เป็นอัตราฝ่ายละ 3% ของค่าจ้างผู้ประกันตน
มาตรา 39 : กรณีผู้ประกันตนตาม ม.39 ซึ่งมีทะเบียนผู้ประกันตนในท้องที่ที่กำหนดนำส่งเงินสมทบ จากเดิมอัตรา 9% เป็นอัตรา 5.90% ของค่าจ้างของผู้ประกันตน คิดเป็นจำนวนเงิน จากเดือนละ 432 บาท เป็นเดือนละ 283 บาท
2.) ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบ
ครม.เห็นชอบร่างประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง ขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบและการนำส่งเงินสมทบของนายจ้าง และผู้ประกันตนในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติ พ.ศ. ....
มีสาระสำคัญเป็นการขยายกำหนดเวลาการยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบของนายจ้างและการนำส่งเงินสมทบของนายจ้าง ม.47 ว.2 และการนำส่งเงินสมทบของผู้ประกันตนตาม ม.39 ในท้องที่ที่ประสบภัยพิบัติอย่างร้ายแรงจากวาตภัยและอุทกภัยรวม 42 จังหวัด เช่น จังหวัดกระบี่ กาญจนบุรี กาฬสินธุ์ เชียงราย เชียงใหม่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่นายจ้างและผู้ประกันตน ในงวดเดือน ก.ย.2567 ถึงงวดเดือน ธ.ค.2567
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 22/10/2567
ร่างแรงงานไทยเสียชีวิตในอิสราเอลรายที่ 42 ถึงไทย ญาติเตรียมฌาปนกิจที่บุรีรัมย์ 25 ต.ค.นี้
22 ต.ค. 2567 ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ สายการบินอิสราเอลแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ LY 081 นำร่าง นายนิสันต์ มีรัมย์ แรงงานไทยชาว จ.บุรีรัมย์ ที่เสียชีวิตจากเหตุกระสุนระเบิดในประเทศอิสราเอลเมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2567 ออกเดินทางจากกรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2567 เวลา 22.45 น. มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลาประมาณ 15.00 น.
ต่อมาเวลา 15.38 น. เจ้าหน้าที่ได้นำร่างของนายนิสันต์มาถึงอาคารคลังสินค้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ โดยร่างของผู้เสียชีวิตบรรจุอยู่ในโลงศพคลุมด้วยผ้าสีขาว ถูกลำเลียงออกไปโดยรถตู้ของสุริยา หีบศพ จำนวน 1 คัน เพื่อนำไปประกอบมีพิธีฌาปนกิจในวันที่ 25 ต.ค. 2567 เวลา 15.00 น. ณ วัดบ้านหนองขอน อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ ต่อไป
ในการนี้ นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายศักดินาถ สนธิศักดิ์โยธิน ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นผู้แทนกระทรวงแรงงานรับศพ และร่วมวางพวงหรีดแสดงความอาลัย ก่อนนำร่างผู้เสียชีวิตกลับไปบำเพ็ญกุศลและประกอบพิธีกรรมทางศาสนาใน จ.บุรีรัมย์ ภูมิลำเนาของนายนิสันต์ โดยมีคณะเจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานพร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดสีดำเข้าร่วมพิธี
นายศักดินาถ กล่าวว่า เบื้องต้นให้สำนักแรงงานประจำจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประจำจังหวัดรอรับร่างผู้เสียชีวิต โดยคาดว่าเคลื่อนศพไปถึง จ.บุรีรัมย์ในช่วงดึกของคืนวันนี้ (22 มิถุนายน 2567) ซึ่งทางญาติของผู้เสียชีวิตรอรับ
“จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า แรงงานเสียชีวิตขณะขับยานพาหนะ (ไม่ทราบประเภท) ทับจรวดที่ตกค้าง เกิดปะทุขึ้นมาโดนร่างทำให้เสียชีวิต ซึ่งทางฝ่ายแรงงาน ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล และกระทรวงแรงงานจะต้องหาสาเหตุที่แท้จริงต่อไปว่า แรงงานผู้เสียชีวิตเข้าไปทำงานในพื้นที่สีแดง (การสู้รบ) ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอลได้อย่างไร ส่วนแรงงานไทยที่ได้รับบาดแผลทางใจ (อาการช็อก) อีก 1 ราย นั้น ยังไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด” นายศักดินาถ กล่าวและว่า นายนิสันต์ นับเป็นแรงงานไทยรายที่ 42 ที่ได้รับอุบัติเหตุและเสียชีวิตจากการทำงานในประเทศอิสราเอล ส่วนยอดจำนวนผู้บาดเจ็บยังคงอยู่ที่ 17 ราย โดยนับจากวันที่ 7 ต.ค. 2566
ผู้ช่วยปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ส่วนล่าสุดที่มีรายงานว่า มีแรงงานไทยได้รับบาดเจ็บอีก 1 ราย ชื่อ นายขวัญชัย ชงกลาง ชาว จ.นครราชสีมา แรงงานไทยที่นิคมเกษตร Ayelet HaShahar ได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอกจากสะเก็ดระเบิดเพียงเล็กน้อยนั้น นายจ้างได้นำส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล และกลับที่พักเรียบร้อยแล้ว จึงไม่ได้นับอยู่ในยอดผู้บาดเจ็บ
“สำหรับมาตราการดูแลแรงงานไทยในอิสราเอล ทางกระทรวงแรงงานจะจัดส่งไปเฉพาะในพื้นที่ปลอดภัย (สีเขียว) เท่านั้น ไม่มีการโยกย้ายแรงงานไปพื้นที่อื่น และมีหลุมหลบภัยเพียงพอ ซึ่งเบื้องต้นยังไม่มีการชะลอส่งแรงงานไปทำงานในอิสราเอล” นายศักดินาถ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามถึงสิทธิประโยชน์หรือการเยียวยาดูแลแรงงานที่เสียชีวิต นายศักดินาถ กล่าวว่า กระทรวงแรงงานจะดูแลสิทธิประโยชน์แรงงานไทยในต่างประเทศ โดยจะประสานหน่วยงานด้านความปลอดภัยในอิสราเอล ซึ่งกรณีเสียชีวิตจากภัยสงคราม จะได้รับเงินค่าชดเชยประมาณ 79,000 บาท และครอบครัวผู้เสียชีวิต (ภรรยา-ทายาท) จะได้รับค่าชดเชยเป็นรายเดือนประมาณ 57,000 บาท จนกว่าภรรยาจะแต่งงานใหม่หรือเสียชีวิต อีกส่วนหนึ่งคือ กองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ของกรมการจัดหางาน (กกจ.) อยู่ระหว่างการพิจารณาตรวจสอบข้อมูล
สำหรับนายนิสันต์ มีรัมย์ แรงงานไทยผู้เสียชีวิตดังกล่าวมีอายุ 42 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.กันทรารมย์ อ.กระสัง จ.บุรีรัมย์ เดินทางไปทำงานเก็บผลไม้ที่นิคมเกษตรในคิบบุตซ์ ในเขตพื้นที่ทางเหนือของอิสราเอลติดชายแดนเลบานอน (พื้นที่สีแดงการสู้รบ) โดยนายนิสันต์ เดินทางไปอิสราเอลด้วยตนเองช่วงวันที่ 6 พ.ค. 2567 แต่ก็ได้รับอุบัติเหตุจากระเบิดตกค้างปะทุขึ้นมาขณะทำงานในไร่แอปเปิ้ล เป็นเหตุให้เสียชีวิต
ที่มา: มติชนออนไลน์, 22/10/2567
แรงงานไทยในอิสราเอลโดนลูกหลงขีปนาวุธเจ็บ 1 ราย สถานทูตฯ ดูแลใกล้ชิด
นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2567 มีการยิงขีปนาวุธจากฝั่งเลบานอนมายังพื้นที่กาลิลีตอนบนทางเหนือของอิสราเอลประมาณ 30 ลูก ส่งผลให้ นายขวัญชัย ชงกลาง แรงงานไทยที่นิคมเกษตร Ayelet HaShahar ได้รับบาดเจ็บบริเวณหน้าอกจากสะเก็ดระเบิด
ภายหลังเกิดเหตุ นายขวัญชัย ถูกนำตัวส่งไปยัง รพ. Ziv Medical Center ในบริเวณใกล้เคียง โดยแพทย์ได้เอกซ์เรย์บาดแผล และพบว่าถูกสะเก็ดระเบิดบริเวณที่มีกระดูก ทำให้บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย จึงได้ทำแผลและอนุญาตให้นายขวัญชัย กลับที่พักแล้ว
ทั้งนี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ได้โทรศัพท์พูดคุยกับนายขวัญชัย พบว่ายังมีขวัญและกำลังใจดี และทราบว่าในขณะนี้ยังไม่ต้องการย้ายสถานที่ทำงาน หรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติมแต่อย่างใด ซึ่งสถานเอกอัครราชทูตฯ จะติดตามสวัสดิภาพคนไทย และสถานการณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิดต่อไป
อิสราเอลส่งร่างแรงงานไทยกลับบ้าน
21 ต.ค. 2567 เวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของอิสราเอล นางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตฯ และฝ่ายแรงงาน เป็นผู้แทนฝ่ายไทยเข้าร่วมพิธีไว้อาลัยและส่งร่างนายนิสันต์ มีรัมย์ แรงงานไทยในอิสราเอลที่เสียชีวิตจากเหตุระเบิดตกค้างเมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่นิคมเกษตร Yir’on ทางเหนือของอิสราเอลติดชายแดนเลบานอน กลับประเทศไทย ณ ท่าอากาศยาน Ben Gurion กรุงเทลอาวีฟ โดยผู้แทนฝ่ายอิสราเอลประกอบด้วยนาย Moshe Arbel รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นาย Eyal Siso ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานประชากรและตรวจคนเข้าเมือง นาย Sagi Karni อธิบดีกรมเอเชียแปซิฟิก กระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ รวมทั้งนาย Asaf Shwartz นายจ้างของนายนิสันต์ฯ เข้าร่วมพิธี
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอิสราเอลได้จุดเทียนเคารพศพ ตามด้วยเอกอัครราชทูตฯ วางพวงหรีดเคารพศพ และกล่าวแสดงความเสียใจ และขอบคุณผู้ร่วมพิธีทุกคนที่สละเวลาเดินทางมาส่งร่างนายนิสันต์ฯ ในวันหยุดราชการของอิสราเอล ถือเป็นการให้เกียรติต่อผู้วายชนม์อย่างยิ่ง โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอิสราเอลได้กล่าวแสดงความเสียใจในนามของรัฐบาลอิสราเอล และย้ำว่าได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอิสราเอลตรวจสอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก รวมทั้งให้คำมั่นว่าจะดูแลแรงงานไทยในอิสราเอลเป็นอย่างดี และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิสราเอล
นายจ้างได้กล่าวว่า พร้อมที่จะดูแลครอบครัวนายนิสันต์เป็นอย่างดี โดยนายนิสันต์เป็นคนที่ขยันทำงานและเป็นที่รักของทุกคน จึงขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับการเสียชีวิตของนายนิสันต์ ในนามของตนเองและสมาชิกของนิคมเกษตรทุกคน
ร่างนายนิสันต์จะถูกส่งมายังประเทศไทยด้วยเที่ยวบินของสายการบิน El Al เที่ยวบินที่ LY 081 ถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในวันที่ 22 ต.ค. 2567 เวลา 14.00 น. โดยพิธีศพจะจัดขึ้นที่ จ. บุรีรัมย์ ภูมิลำเนาของนายนิสันต์ต่อไป
