Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สว.มยุรี ขอกระทรวงสาธารณสุข - สำนักงาน ก.พ.เร่งบรรจุบุคลากรสาธารณสุขกลุ่มตกหล่นจากโควิด-19 เป็นข้าราชการ

นางมยุรี โพธิแสน สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด - 19 ระหว่างปี 2562 – 2565 บุคลากรสาธารณสุขในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทและเสียสละเป็นที่ประจักษ์ โดยในปี 2563 กระทรวงสาธารณสุข ได้มีประกาศคัดเลือกเพื่อบรรจุบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์โควิด -19 อาทิ เภสัชกรปฏิบัติการ พยาบาลวิชาชีพปฏิบัติการ นักเทศนิคการแพทย์ปฏิบัติการ นักวิชาการสาธารณสุขปฏิบัติการ โดยคำนึงถึงความรู้ความสามารถของบุคคล ความเสมอภาค ความเป็นธรรมและประโยชน์ของทางราชการ ซึ่งเป็นเรื่องที่นำยินดีและสร้างขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม ยังมีบุคลากรสาธารณสุขในกลุ่มลูกจ้าง กลุ่มพนักงานราชการอีกจำนวนหนึ่งที่ได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานการณ์ดังกล่าว แต่กลับไม่ได้รับการพิจารณาบรรจุเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษ ทั้งที่ในการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุขในกลุ่มที่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการฯ และกลุ่มที่ยังไม่ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษ เป็นไปตามคำสั่งมอบหมายและกรอบการปฏิบัติงานเป็นอย่างเดียวกัน

จากนั้น ในปี 2564 มีกระแสข่าวว่ากระทรวงสาธารณสุขจะมีการพิจารณาคัดเลือก เพื่อบรรจุเข้ารับรารับราชการ เป็นกรณีพิเศษ รอบที่ 2 ซึ่งบุคลากรสาธารณสุขที่รอการบรรจุเข้ารับราชการจาก 4 ภาค จึงได้มีหนังสือขอความเป็นธรรม เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2566 เพื่อขอให้กระทรวงสาธารณสุขพิจารณาคัดเลือกเพื่อบรรจุเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษ รอบที่ 2 และได้รับคำตอบว่าอยู่ระหว่างการจัดสรรตำแหน่ง แต่จนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีความคืบหน้าแต่อย่างใด นอกจากนี้ในเดือนตุลาคม 2567 สมาชิกวุฒิสภาผู้ปรึกษาหารือปัญหาดังกล่าว ยังได้รับหนังสือขอความเป็นธรรม จากบุคลากรสาธารณสุขที่รอการบรรจุเข้ารับราชการจากจังหวัดยโสธร ในประเด็นเรื่องเดียวกันนี้ ดังนั้น ตนจึงขอให้กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) เร่งพิจารณาจัดสรรตำแหน่งและบรรจุบุคลากรในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานในสถานการณ์โควิด - 19 และตกหล่นจากการพิจารณาโนรอบที่ 1 เมื่อปี 2563 เพื่อให้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการเป็นกรณีพิเศษโดยเร็วที่สุดด้วย ทั้งนี้ เพื่อความเป็นธรรมแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ซึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความทุ่มเทและเสียสละ

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 3/11/2567

รมว.ต่างประเทศ เผยไทยประท้วงอิสราเอล นำแรงงานไทยเข้าพื้นที่เสี่ยงภัย หลังแรงงานเสียชีวิต-บาดเจ็บ

นายมาริษ​ เสงี่ยมพงษ์​ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ​ กล่าวถึงเหตุยิงจรวดเข้าไปในเขตประเทศอิสราเอล และทำให้คนไทยเสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บ 1 ราย โดยแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ​ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศ ไม่ได้นิ่งนอนใจตั้งแต่เริ่มมีความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง กระทรวงการต่างประเทศ พยายามอย่างยิ่งที่จะชะลอการเดินทางของแรงงานไทยไปยังภูมิภาคดังกล่าว และกระทรวงการต่างประเทศ รวมถึงสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ เข้าใจดีว่าการเข้าไปทำงานของแรงงานไทยเพราะต้องการมีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีกว่า​ แต่อยากจะขอความร่วมมือทุกภาคส่วนรวมทั้งประชาชนดาวไทยว่า​ ณ​ ขณะนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางไม่ใช่สถานการณ์ธรรมดา แต่มีความขัดแย้งรุนแรง ดังนั้นขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายและประชาชนไม่เดินทางไปยังประเทศอิสราเอลและภูมิภาคตะวันออกกลาง

เมื่อเกิดเหตุเสียชีวิตของแรงงานไทย ​สถานทูตได้ทำการประท้วงไปยังหน่วยราชการของอิสราเอล เนื่องจากพื้นที่ที่แรงงานไทยเสียชีวิตนั้น เป็นพื้นที่ที่ทางการอิสราเอลประกาศเป็นพื้นที่ทางทหาร แต่มีความพยายามของนายจ้างชาวอิสราเอลที่นำแรงงานเข้าไปทำงานเป็นการชั่วคราวระยะสั้น 2-3 ชั่วโมง แม้จะเป็นระยะสั้นแต่ก็ไม่ทราบว่าจะมีการโจมตีเกิดขึ้นเมื่อใด จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เราได้รับข่าวร้ายและมีการสูญเสีย ที่สำคัญตนไม่ต้องการเห็นแรงงานไทยเสียชีวิตในภูมิภาตะวันออกกลางอีก​ จึงขอให้หน่วยราชการไทยร่วมกันช่วยชะลอการเดินทางเข้าไปทำงานของคนไทยในภูมิภาคดังกล่าว

เมื่อถามว่าประเมินสถานการณ์แล้วมีความน่าเป็นห่วงใช่หรือไม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศกล่าวว่า สถานการณ์น่าเป็นห่วงแน่นอน กรณีการขยายตัวของสงครามมีแน่นอน แต่คงไม่อยู่ในสเกลที่ไม่สามารถควบคุมได้ ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้นหรือมีการปะทะกันเป็นกรณี แต่ก็มีโอกาสเป็นไปได้สูงที่จะทำให้เกิดความเสียหายต่อประชาชนที่ไม่ทราบเรื่อง ดังนั้นกระทรวงการต่างประเทศและสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ จึงใช้กรณีนี้เรียกร้องรัฐบาลอิสราเอลยุติการนำแรงงานไทยเข้าไปอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยหรือพื้นที่ที่อิสราเอลประกาศเป็นพื้นที่ต้องห้าม

รมว.กต.​ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนยังได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของอิสราเอลแล้ว ในฐานะที่ประเทศไทยเพิ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เราจึงมีหน้าที่ต้องแสดงจุดยืนในเรื่องสำคัญ จึงขอให้ช่วยใช้ความยับยั้งชั่งใจเพื่อพยายามป้องกันไม่ให้ความขัดแย้งขยายตัวมากยิ่งขึ้น พร้อมขอให้ทุกฝ่ายหยุดการกระทำที่จะนำไปสู่การขยายตัวของสงคราม และต้องมานั่งเจรจาเพื่อหาทางยุติข้อขัดแย้ง บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและกฎบัตรสหประชาชาติเป็นหลัก เพราะจุดยืนของไทยคือยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

ที่มา: NBT Connext, 2/10/2567

4 แรงงานไทยเสียชีวิตในอิสราเอล ประสานอพยพจากทางเหนือไปใต้

1 พ.ย.2567 นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน ออกมาแสดงความเสียใจกรณีแรงงานไทยเสียชีวิต 4 คน บาดเจ็บสาหัส 1 คน จากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล ว่า ผมและผู้บริหารกระทรวงแรงงานขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตที่ไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล

ทั้งนี้ ได้สั่งการให้นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ประสานอัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ช่วยดูแลแรงงานทางภาคเหนือทั้งหมดให้อพยพไปทำงานทางภาคใต้ และสั่งให้ 5 เสือแรงงานลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวของผู้เสียชีวิต และดูว่าจะช่วยเหลือเยียวยาอย่างไรบ้าง

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ล่าสุดได้รับรายงานจากนายกิตติ์ธนา ศรีสุริยะ อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายแรงงาน) ประจำสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ (31 ต.ค.67) เวลา 13.00 น.ตามเวลาท้องถิ่น กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ได้ยิงจรวดลงมาในพื้นที่ภาคเกษตรทางการเหนือของอิสราเอลใกล้เมืองเมทตูลา ทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 คน บาดเจ็บรุนแรง 1 คน

ฝ่ายแรงงานฯ ได้ตรวจสอบกับสำนักงานประชากรและคนเข้าเมืองอิสราเอล (PIBA) ทราบว่าผู้เสียชีวิต 1 คนเป็นนายจ้างชาวอิสราเอล และแรงงานไทยเสียชีวิต 4 คน มีภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา 2 คน คือ นายกวีศักดิ์ ปานะนัง, นายธนา ติจันทึก, นายอรรคพล วรรณไสย เป็นชาวจังหวัดอุดรธานี และนายประหยัด พิลาศรัมย์ เป็นชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ส่วนแรงงานไทยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทราบชื่อคือ นายฉัตรชัย ศิลป์ประเสริฐ เป็นชาวจังหวัดชัยภูมิ ผู้บาดเจ็บขณะนี้แพทย์และพยาบาลอยู่ระหว่างการช่วยชีวิต

จากรายงานของฝ่ายแรงงานฯ ทราบว่า เมืองเมตูลาเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงอันตรายที่กองทัพอิสราเอลประกาศให้เป็นเขตปิดทางทหาร หลังเข้าไปปฏิบัติการทางทหารทางภาคพื้นดินในเลบานอน อย่างไรก็ดี ยังมีแรงงานไทยจำนวนหนึ่งไม่ยอมย้ายออกจากพื้นที่ แม้สถานเอกอัครราชทูตฯ และฝ่ายแรงงานฯ ออกประกาศเตือนหลายครั้งและพยายามขอให้ย้ายออกพื้นที่แล้วก็ตาม

"กระทรวงแรงงานขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตที่อิสราเอลทั้ง 4 คน และขอส่งกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บ 1 คนปลอดภัยอาการดีขึ้นโดยเร็ววัน"

ด้านนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในส่วนของการดำเนินการที่ประเทศไทย ได้สั่งการให้ 5 เสือกระทรวงแรงงานจังหวัดนครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์ และชัยภูมิ ลงพื้นที่ไปเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัว แรงงานไทยที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ พร้อมแจ้งข้อมูลและประสานอำนวยความสะดวกเพื่อให้ความช่วยเหลือทายาทให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย ส่วนการดำเนินการติดตามสิทธิประโยชน์ที่อิสราเอล ฝ่ายแรงงานฯ จะประสานกับสถานทูตและทางการอิสราเอลเพื่อให้ทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วต่อไป

ที่มา: Thai PBS, 1/11/2567

กมธ. การแรงงาน สผ. รับหนังสือจากประธานสหภาพคนทำงานต่างประเทศฯ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับแรงงานที่ไปเก็บผลเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์

30 ต.ค. 2567 นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร และคณะ รับหนังสือจากนางเจนปรียา จำปีหอม ประธานสหภาพคนทำงานต่างประเทศแห่งประเทศไทย และคณะ เพื่อขอความเป็นธรรมให้กับคนงานที่ไปรับจ้างเก็บผลเบอร์รี่ที่ประเทศฟินแลนด์ รวมทั้งขอให้รัฐบาลส่งคนงานไปแบบรัฐต่อรัฐ (Government to Government : G2G) เพื่อลดการถูกเอาเปรียบ ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลา 5 ทศวรรษของการส่งแรงงานไทยไปทั่วโลกโดยที่คนงานไม่เคยมีส่วนร่วมในการเจรจาสัญญาจ้าง ทำให้แรงงานไทยถูกเอารัดเอาเปรียบจากบริษัทที่ส่งคนงานไปต่างประเทศ ดังนั้น สหภาพคนทำงานต่างประเทศฯ จึงขอเรียกร้องให้คณะ กมธ.การแรงงานฯ ให้ความเป็นธรรมกับคนทำงานที่ไปทำงานต่างประเทศซึ่งส่วนใหญ่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ ซึ่งได้รับความเดือดร้อนจากการกู้หนี้ยืมสินเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการไปทำงาน และต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในการเดินทาง แต่กลับถูกโกงค่าแรง ได้ค่าแรงน้อยกว่าที่ตกลงไว้ และถูกกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ เปลี่ยนแปลงสัญญาเมื่อเดินทางถึงประเทศปลายทางแล้ว

ประธานคณะ กมธ. กล่าวภายหลังรับยื่นหนังสือ ว่า ตนขอรับเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การประชุม กมธ. โดยจะเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะอยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎรก็ตาม แต่ กมธ.การแรงงานฯ จะมีการประชุมเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน และขอเรียกร้องไปยังกระทรวงแรงงานให้ดูแลปัญหาดังกล่าวและเป็นที่พึ่งให้กับแรงงานด้วย

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 30/10/2567

ประกันสังคมจับมือ ธอส. ปล่อยสินเชื่อบ้านดอกเบี้ยต่ำ 1.59% วงเงิน 2 ล้านบาท สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33, 39, 40

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สินเชื่อบ้านให้ผู้ประกันตนมาตรา 33, 39, 40 ได้มีที่อยู่อาศัย ที่กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคมได้มีโครงการ MOU กับธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยสำนักงานกองทุนประกันสังคม ได้นําเงิน 10,000 ล้านบาทไปฝากให้กับ ธอส.เป็นผู้ที่จะไปปล่อยกู้ให้กับผู้ประกันตนตามมาตรา 33, 39 และ 40 ในวงเงินคนละไม่เกิน 2 ล้านบาท

ผู้กู้จะได้รับสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำในช่วง 5 ปีแรก เพียง 1.59% ต่อปี ส่วนปีที่ 6 – 8 เท่ากับ MRR – 2.00% ต่อปี และปีที่ 9 จนถึงตลอดอายุสัญญา เท่ากับ MRR – 0.50% ต่อปี (อัตราดอกเบี้ย MRR ของ ธอส. ปัจจุบันเท่ากับ 6.545% ต่อปี) เพื่อซื้อหรือปลูกสร้างที่อยู่อาศัย ภายใต้วงเงินกู้ตามโครงการสูงสุดไม่เกิน 2 ล้านบาท

ทั้งนี้ หากวงเงินกู้ส่วนที่เกิน 2 ล้านบาท สามารถใช้อัตราดอกเบี้ยผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่นของธนาคารได้ โดยสามารถยื่นขอสินเชื่อได้จนถึงวันที่ 30 ธ.ค. 2568 หรือเมื่อธนาคารให้สินเชื่อเต็มกรอบวงเงินโครงการแล้ว

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ทั้งนี้ผู้ประกันตนมาตรา 33, 39, 40 ได้สิทธิการกู้ 1.ซื้อบ้าน 2.ซื้อที่ดินสร้างบ้าน เชื่อว่าตรงนี้ก็จะเป็นการช่วยเหลือให้กับ ผู้ใช้แรงงานที่อยู่ในประกันสังคมตามมาตรา 33, 39, และ 40 ได้มีบ้านที่เป็นของตัวเอง และคุณสามารถผ่อนจ่ายเดือนหนึ่งประมาณ 4,000 บาทเท่านั้น

รมว.แรงงาน กล่าวว่า เฟสแรก ถ้าหากมีผู้สนใจมาก เมื่อหมดวงเงิน 10,000 ล้านบาทแล้ว ประกันสังคมก็จะนําเข้าบอร์ดเพื่อเสนอขอวงเงินเพิ่มซึ่งไม่ใช่ว่าสิ้นสุดแค่นําเงิน 10,000 ล้านบาทเท่านั้น เมื่อใช้ครบใช้หมดเมื่อไหร่จะให้ทางประกันสังคม นําเข้าสู่บอร์ดอีกครั้งหนึ่งในการขอขยายวงเงินเพิ่มขึ้น โครงการนี้เราจะเริ่มโครงการในวันที่ 1 พ.ย. 2567 และไปสิ้นสุดคือวันที่ 31 ธ.ค. 2568

ที่มา: NBT Connext, 30/10/2567

รมว.แรงงาน ช่วยตามสหภาพแรงงานธนาคารรัฐ ดัน ปรับเงินเดือนให้ พนง. 2 แสนคน พร้อมดันสิทธิสวัสดิการ รักษาพยาบาลหลังเกษียณ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย นายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน นายอารี ไกรนรา เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน รองปลัดกระทรวงแรงงาน เรือเอก สาโรจน์ คมคาย รองปลัดกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทน อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และผู้บริหาร ให้การต้อนรับ นายอาคม เพ็งจันทร์ ประธานสมาพันธ์สหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจธนาคารรัฐ (สสธ.)และ ประธานสหภาพแรงงาน ธ.ออมสิน , ธ.เพื่อการเกษตรฯ, ธ.อาคารสงเคราะห์, ธ.อิสลาม ฯ , ธ.พัฒนาวิสาหกิจ ฯ และคณะ ในโอกาสเข้าพบเพื่อเสนอให้ช่วยผลักดัน เรื่องโครงสร้างเงินเดือนและสิทธิ สวัสดิการ ให้กับเจ้าหน้าที่สถาบันการเงิน ของรัฐทั้ง 5 แห่ง ณ ห้องจัตุมงคล ชั้น 6 อาคารกระทรวงแรงงาน

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า กระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญ สนับสนุน ในเรื่องการคุ้มครองแรงงานในภาครัฐวิสาหกิจ โดยลูกจ้างควรได้รับสิทธิประโยชน์จากการทำงาน ไม่น้อยกว่าลูกจ้างเอกชน ในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล ค่าช่วยเหลือบุตร โดยกระทรวงแรงงานยินดีผลักดันการปรับปรุงสภาพการจ้างของรัฐวิสาหกิจทุกแห่ง ให้มีความสามารถ และศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ สามารถสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้แก่ลูกจ้าง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงาน

รมว. พิพัฒน์ กล่าวต่อว่า ในการผลักดันเรื่องนี้ ผมขอให้หน่วยงานที่ประสงค์จะปรับปรุงสภาพการจ้าง เสนอเรื่องเข้ามาที่กระทรวงแรงงานเพื่อให้การประชุมคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ ได้พิจารณาเห็นชอบ และแต่ละหน่วยงานจะนำไปเสนอ เข้าครม.ต่อไป ซึ่งผมเห็นด้วยและพร้อมที่จะผลักดันให้มีสวัสดิการ การรักษาพยาบาลหลังเกษียณ รวมทั้งสนับสนุนพนัจเจ้าหน้าที่จ้างเหมาบริการภาครัฐ ให้ได้รับสิทธิพื้นฐานโดยเฉพาะประกันสังคมตามมาตรา 33

นายอาคม เพ็งจันทร์ ประธานสมาพันธ์สหภาพแรงงาน รัฐวิสาหกิจธนาคารรัฐ (สสธ.) ประธานสหภาพแรงงาน ฯ กล่าวว่า ผมขอขอบคุณรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ที่ให้เข้าพบ รับฟังสภาพปัญหาของพนักงานรัฐวิสาหกิจที่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากสภาพเงินเดือนไม่สอดคล้องกับสภาพปัจจุบัน และท่านให้ความสำคัญกับสหภาพผู้ใช้แรงงาน ในการช่วยแก้ปัญหาและ พร้อมช่วยผลักดันเพื่อให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งผู้แทนสหภาพ สถาบันการเงินรัฐวิสาหกิจทั้ง 5 แห่ง มีความต้องการทำให้พนักงานกว่า 200,000 คน ในองค์กร มีความสุข เพื่อเดินหน้าช่วยในการพัฒนาประเทศต่อไป

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 28/10/2567 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง