Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รมว.แรงงาน จับตาสถานการณ์แรงงานไทย หลัง "ทรัมป์" ชนะเลือกตั้ง ปธน.สหรัฐฯ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ปลัดกระทรวงแรงงานและผู้บริหาร ติดตามสถานการณ์ด้านแรงงานอย่างใกล้ชิด หลังนายโดนัล ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งและจะเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในช่วงต้นปีหน้า โดยให้พิจารณาว่าประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไรในด้านการจ้างงาน ทั้งผลกระทบทางตรงและทางอ้อมที่เกี่ยวข้องกับนโยบายความมั่นคงและเศรษฐกิจของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนใหม่ และให้จัดทำแผนรองรับสถานการณ์ที่บูรณาการทั้งระบบ ตั้งแต่การจ้างงาน การพัฒนาทักษะฝีมือ การชดเชยการเลิกจ้าง และสิทธิประโยชน์ของนายจ้างและลูกจ้าง

ซึ่งจากการวิเคราะห์เบื้องต้น นโยบาย America First อาจกระทบต่อการส่งออกของไทย เพราะสินค้าไทยมียอดเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เซมิคอนดักเตอร์ ยางล้อ เครื่องปรับอากาศ และโซลาร์เซลล์ ที่อาจมีการเก็บภาษีสูงขึ้นหรือต้องการแรงงานทักษะสูง ซึ่งผู้ประกอบการและลูกจ้างจะต้องเตรียมรับมือกับเรื่องนี้

ทั้งนี้ ประเทศไทยอาจได้รับอานิสงส์บางส่วนจากการย้ายฐานการผลิต หรือการลงทุนโดยตรงกลุ่มการผลิตรถยนต์และกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไทยและอาเซียน ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการจ้างงานแรงงานไทย

อย่างไรก็ตาม ค่ายรถยนต์ไฟฟ้าของจีนที่มาตั้งฐานการผลิตในไทย อาจได้รับผลกระทบและส่งผลต่อเนื่องถึงแรงงานไทย รวมทั้งผู้ผลิตสินค้าไทยในกลุ่มวัสดุก่อสร้างโดยเฉพาะเหล็ก เคมีภัณฑ์ สิ่งทอ เครื่องนุ่งห่ม มีแนวโน้มต้องเผชิญการแข่งขันกับสินค้าจีนมากขึ้น เพราะจีนต้องหาตลาดส่งออกเพื่อระบายสินค้า ภาครัฐโดยเฉพาะกระทรวงแรงงาน ต้องเฝ้าติดตามผลกระทบต่อลูกจ้างแรงงานไทยด้วย ที่สำคัญ ไทยจะต้องเกาะติดเรื่องความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่เกี่ยวพันกับนโยบายความมั่นคงของสหรัฐฯ โดยหากสถานการณ์รุนแรงขึ้น ย่อมส่งผลต่อแรงงานไทยที่ไปทำงานในพื้นที่ดังกล่าวโดยเฉพาะในอิสราเอล ทำให้ภาครัฐอาจต้องประกาศชะลอให้แรงงานไทยเดินทางไปทำงาน เพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้

ที่มา: NBT Connext, 10/11/2567

ก.แรงงาน ชง ครม.ตั้งบอร์ดไตรภาคี-ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า ความคืบหน้าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทต่อวัน ขณะนี้ได้ประสานนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแล้ว โดยในส่วนของกระทรวงแรงงานจะเสนอชื่อผู้ที่รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งจะนำเสนอเข้าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป

ทั้งนี้มีความกังวลว่าจะสามารถเสนอได้ทันหรือไม่ ถ้าหากไม่ทันคงจะต้องขอความกรุณาจากนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ว่าขอเสนอเป็นวาระจรได้หรือไม่ ถ้าหากสามารถเสนอได้ในการประชุม ครม. วันที่ 12 พ.ย. 2567 หลังจากนั้นอย่างเร็วที่สุดปลายเดือนพฤศจิกายน 2566 จะสามารถนัดคณะกรรมการไตรภาคีมาประชุมได้

เมื่อมีกรรมการครบทั้ง 15 คนเป็นที่เรียบร้อย หรือไม่อย่างช้าสุดตนเชื่อว่า ต้นเดือนธันวาคมจะสามารถเชิญประชุมได้ แต่หากการประชุมในครั้งแรกต้นเดือนธันวาคม ไม่ครบ 15 คน เราจะขอเชิญประชุมอีกครั้งหนึ่งภายใน 15 วัน ซึ่งหมายความว่าการประชุมครั้งที่ 2 ต้องมีผู้เข้าร่วมประชุมไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของคณะกรรมการทั้งหมดจึงจะเดินหน้าต่อไปได้

“ทุกสิ่งทุกอย่างมีความมั่นใจว่า เราจะสามารถมีการเชิญเรียกประชุมได้ภายในเดือนธันวาคมนี้ ถ้าหากว่าเราสามารถประชุมเสร็จจบ จะเป็นการประกาศค่าแรงขั้นต่ำที่ 400 บาท บวกกับค่าแรงโดยบุคคลที่สามนั่นคืออาชีพที่ค่าแรงยังขึ้นไม่ถึง 400 บาท ใน 67 จังหวัดรวมถึงกรุงเทพมหานคร เราก็จะประกาศไปในเวลาเดียวกันว่า ในจังหวัดไหน สาขาไหน อาชีพอะไรบ้าง ที่ยังไม่ได้ขึ้นถึง 400 บาท ก็จะได้มีการประกาศออกไป”

อีกส่วนหนึ่งในแต่ละจังหวัดซึ่งมีอนุกรรมการไตรภาคี ที่มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน จะเป็นคนรวบรวมประชุม และนำเสนอเข้ามาที่กระทรวงแรงงาน เราก็จะพยายามประกาศให้ทันก่อนวันปีใหม่ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ 2568

"ต้องขออภัยที่มีความผิดพลาดมาตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ว่าเราจะประกาศค่าแรงขั้นต่ำที่ 400 บาท แต่ด้วยความขัดข้องทางเทคนิคไม่สามารถที่จะประกาศได้ ซึ่งก็ต้องขออภัย ณ ที่นี้ แต่ในครั้งนี้เมื่อเรามีกรรมการครบทั้ง 15 คนเมื่อไหร่ คงจะต้องหารือกับปลัดกระทรวงแรงงานเพื่อจะเชิญประชุมให้เร็วที่สุด แต่ก็มั่นใจว่าเราจะสามารถให้เป็นของขวัญปีใหม่กับพี่น้องผู้ใช้แรงงานได้"

ที่มา: โพสต์ทูเดย์, 9/11/2567

รวบ 72 แรงงานกัมพูชา ลอบทำงานบนเรือสินค้าลอยลำกลางทะเลเกาะสีชัง

เมื่อคืนวันที่ 7 พ.ย. 2567 พ.ต.อ.ภาคภูมิ นาคพนม ผกก.สภ.เกาะสีชัง พร้อมด้วย น.อ. พินัย จินชัย รอง ผอ.ศรชล. ชลบุรี (ศรชล) ,พ.ต.อ.ขจรยศ ทรงประดิษฐ์ รักษาการผู้กำกับการ 5 กองบังคับการตำรวจน้ำ และนายชูศักดิ์ นันทิธัญญธาดา นายอำเภอเกาะสีชัง ได้นำกำลังเจ้าหน้าที่เข้าจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวกัมพูชาจำนวน 72 คน เป็นชาย 38 คน หญิง 14 คน และผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีอีกจำนวน 20 คน ซึ่งลักลอบเข้ามาทำงานบนเรือ porto dolicha สัญชาติปานามา ที่กำลังจะจะเดินทางไปยังประเทศสิงคโปร์

โดยได้ควบคุมตัวทั้งหมดมายังศาลาประชาคมศรีราชา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี เพื่อทำการสอบสวนขยายผลถึงผู้ที่มีเกี่ยวข้องต่อไป โดยมี พ.ต.อ.ณรงค์ฤทธิ์ วาพันสุ รองผู้บังคับการ ตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี ,เจ้าหน้าที่จากสำนักงานสวัสดิการคุ้มครองแรงงานจังหวัด , สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด, ปกครองอำเภอศรีราชา และตำรวจ สภ.ศรีราชา รวมสอบสวน

การจับกุมดังกล่าวเป็นผลจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับแจ้งจากสายลับว่ามีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาทำงานบนเรือขนส่งสินค้าในลักษณะรับจ้างเหมาโดยไม่ขึ้นมาบนฝั่งและกำลังจะเปลี่ยนไปทำงานกับเรือสินค้าอีกลำ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจเกรงว่าแรงงานดังกล่าวอาจถูกบังคับให้มาทำงาน หรืออาจเป็นการทำงานโดยสมัครใจ

ซึ่งหลังจากนี้จะได้สอบสวนอย่างละเอียดอีกครั้ง เนื่องจากทั้งหมดไม่มีเอกสารหลักฐานการทำงาน รวมทั้งยังจะได้สอบสวนขยายผลไปถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแรงงานทั้งหมด ก่อนตั้งข้อหาตาม แต่ในเบื้องต้นได้ตั้งข้อหาเป็นการลักลอบเข้ามาทำงานโดยผิดกฎหมายไว้ก่อน

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 8/11/2567

ร่าง 4 แรงงานเสียชีวิตจากเหตุสู้รบในอิสราเอล กลับถึงไทย

8 พ.ย. 2567 เวลาประมาณ 14.05 น. ร่างของแรงงานไทย ทั้ง 4 คน ประกอบด้วย นายอรรคพล วรรณไสย, นายประหยัด พิลาศรัมย์, นายธนา ติจันทึก และนายกวีศักดิ์ ปาปะนัง ที่เสียชีวิต จากเหตุจรวดโจมตีจากเลบานอนไปยังเมืองเมตูลา ทางตอนเหนือของอิสราเอล เมื่อวันที่ 31 ต.ค.2567 ได้มาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ด้วยสายการบินอิสราเอลแอร์ไลน์ เที่ยวบินที่ LY 081

โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นผู้แทนกระทรวงแรงงาน นางออร์นา ซากิฟ เอกอัครราชทูตรัฐอิสราเอล ประจำประเทศไทย และอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมพิธีรับร่างแรงงานและวางพวงหรีด

ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน ได้เน้นย้ำไปยังรัฐบาลอิสราเอล ห้ามส่งแรงงานไทยเข้าไปทำงานในพื้นที่เสี่ยง แม้จะมีการขออนุญาตถูกต้อง ซึ่งขณะนี้ มีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ทางตอนเหนือ ของอิสราเอล ประมาณ 10,000 คน ทั้งหมดทำงานอยู่ในพื้นที่สีเขียว ไม่อันตราย และขณะนี้ ยังไม่มีชะลอส่งแรงงานไทยไปทำงานที่อิสราเอล และยังไม่มีแรงงานไทยร้องขอเดินทางกลับ

ส่วนผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ อีก 1 คน ขณะนี้ อาการยังสาหัสและรักษาตัวอยู่ห้องไอซียู ที่โรงพยาบาลในอิสราเอล โดยกระทรวงแรงงานจะเร่งจ่ายสิทธิประโยชน์ของแรงงานที่เสียชีวิตและที่บาดเจ็บต่อไป

ด้านนายวรวุฒิ พงษ์ประภาพันธ์ อธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า สถานการณ์ในอิสราเอลขณะนี้ ยังปลอดภัย แต่อยากเตือนไปยังแรงงานให้เดินทางกลับไทย ตั้งแต่น่านฟ้ายังไม่ปิด เพราะยังไม่ชัดเจนว่าสถานการณ์การสู้รบจะเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ ยังเปิดเผยถึง ความคืบหน้าการช่วยเหลือตัวประกันไทยที่ยังมีอีก 6 คน ขณะนี้ ยังอยู่ในขั้นตอนการเจรจากับหลายประเทศ และยังไม่มีความชัดเจนว่า แรงงานทั้ง 6 คน เป็นอย่างไรบ้าง

ขณะที่ ต.ลำดวน อำเภอกระสัง จ.บุรีรัมย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองและหน่วยงานในท้องถิ่น ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่ เพื่อเตรียมรับร่างนายประหยัด พิลาศรัมย์ อายุ 42 ปี 1 ในแรงงานไทย 3 คน ที่เสียชีวิต จากเหตุระเบิดจากเหตุการณ์สู้รบ ทางตอนเหนือของประเทศอิสราเอล เมื่อวันที่ 31 ต.ค. หลังทางการอิสราเอล ได้ส่งร่างของนายประหยัด และเพื่อนแรงงานอีก 2 คน กลับถึงไทย

พี่สาวนายประหยัด บอกว่า น้องชายเดินทางไปทำงาน ในพื้นที่ภาคกลางของประเทศอิสราเอล แต่ได้รับการชักชวนจากเพื่อนให้เดินทางไปทำงานที่ภาคเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่สีแดง และมีความเสี่ยงจากเหตุการณ์สู้รบ แต่เนื่องจาก ค่าจ้างสูงจึงตัดสินใจไปทำงาน เพื่อหวังจะนำเงินมาใช้หนี้และเลี้ยงดูคนในครอบครัว ก่อนจะประสบเหตุความรุนแรงจนเสียชีวิต

พี่สาวนายประหยัด ยังบอกอีกว่า ตอนนี้มีภาระหนี้สิน ทั้งค่าผ่อนชำระงวดรถ ที่น้องชายซื้อ และเงินกู้นอกระบบ ที่นำมาใช้จ่ายเป็นค่าเดินทางไปทำงานที่ประเทศอิสราเอล รวมเป็นเงินกว่า 600,000 บาท จึงอยากวิงวอนให้รัฐ ช่วยติดตามเงินค่าจ้างและเงินฝากของนายประหยัด ขณะทำงานที่ประเทศอิสราเอล ส่งคืนครอบครัวด้วย เนื่องจากไม่ทราบว่าจะทวงถามจากใคร และนายจ้างของนายประหยัด ก็เสียชีวิตจากเหตุการณ์ครั้งนี้ด้วย

ขณะที่ ตอนนี้ทางครอบครัวต้องไปยืมเงินจำนวน 30,000 บาท เพื่อมาใช้จ่ายในการจัดพิธีศพ ส่วนเงินช่วยเหลือจากกองทุนกองทุนเพื่อช่วยเหลือคนหางานไปทำงานในต่างประเทศ ยังอยู่ระหว่างการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าจะได้รับเงินช่วยเหลือเท่าใด

ที่มา: Thai PBS, 8/11/2567

ผลสำรวจชี้พนักงานไทย 95% พร้อมทำงาน 4 วัน แต่องค์กรยังลังเล

องค์กรชั้นนำเผยผลสำรวจล่าสุด พนักงานไทยกว่า 95% พร้อมทดลองทำงานแค่ 4 วันต่อสัปดาห์ แม้องค์กร 77% มองว่าเป็นไปได้ แต่มีเพียง 26% เท่านั้นที่วางแผนนำร่องภายใน 1-2 ปีข้างหน้า

จากรายงาน "ทำงาน 4 วัน/สัปดาห์ : พร้อมเปลี่ยนหรือไม่ในเอเซีย" โดยบริษัท โรเบิร์ต วอลเทอร์ส ที่ปรึกษาด้านการจัดหางานระดับโลก ซึ่งสำรวจความคิดเห็นจากองค์กรกว่า 5,000 แห่งใน 11 ประเทศทั่วเอเชีย พบว่าพนักงานไทยถึง 58% เชื่อว่าการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน โดย 59% ยินดีทำงานเพิ่ม 2 ชั่วโมงต่อวันเพื่อแลกกับวันหยุดที่เพิ่มขึ้น

ด้านองค์กรที่ไม่เห็นด้วย 67% กังวลผลกระทบต่อการให้บริการลูกค้า 50% กลัวโครงการล่าช้าทำให้ต้นทุนพุ่ง และ 42% เห็นว่ายากต่อการบริหารจัดการทั่วทั้งองค์กร ขณะที่พนักงานที่ไม่เห็นด้วย 36% กังวลความเครียดเพิ่มเพราะต้องทำงานเท่าเดิมในเวลาน้อยลง และ 27% กลัวถูกลดค่าจ้าง

คุณปุณยนุช ศิริสวัสดิ์วัฒนา ผู้จัดการประจำประเทศไทยของโรเบิร์ต วอลเทอร์ส กล่าวว่า "การปรับใช้รูปแบบการทำงาน 4 วันต่อสัปดาห์อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวก แต่องค์กรต้องพิจารณาทั้งประโยชน์และความท้าทายอย่างรอบด้าน"

ทั้งนี้ องค์กรไทย 90% ที่เห็นด้วยกับนโยบายนี้เชื่อว่าจะช่วยส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน สูงกว่าค่าเฉลี่ยในเอเชียที่ 66% และ 77% มองว่าจะช่วยดึงดูดและรักษาพนักงาน แต่ปัจจุบันองค์กรส่วนใหญ่ยังคงเน้นการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี (41%) และพัฒนาทักษะ (27%) มากกว่าการลดวันทำงาน

ที่มา: โรเบิร์ต วอลเทอร์ส, 8/11/2567

ครม.ไฟเขียวร่าง กฎหมาย 3 ฉบับ เพิ่มหลักประกันลูกจ้าง เริ่มบังคับใช้ 1 ต.ค. 2568

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎหมาย 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงแรงงาน เสนอ โดยมีเนื้อหาสำคัญ เป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อน และเป็นหลักประกันในการทำงานให้กับลูกจ้างกรณีต้องออกจากงานหรือเสียชีวิต จึงต้องมีการเก็บเงินสะสม และเงินสมทบเพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้างต่อไป ตามหลักกฎหมายแรงงานที่ต้องดูแลลูกจ้างให้มีหลักประกัน ในช่วงที่มีความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ

“ภายใต้ร่างกฎกระทรวงที่จัดขึ้นมาใหม่เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่นายจ้างที่จัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ข้างต้น จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องจัดให้มีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก็ได้”

โดย ครม.ยังมีมติให้กระทรวงแรงงาน รับความเห็นของสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้เสนอการปรับปรุงรายละเอียดเกี่ยวกับวันเริ่มต้นของการใช้บังคับของกฎหมายทั้ง 3 ฉบับ จากเดิมให้บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2568 เปลี่ยนเป็นวันที่ 1 ต.ค.2568 เป็นต้นไป สำหรับร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับที่กระทรวงแรงงานเสนอครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.ร่าง พ.ร.ฎ.กำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสม และเงินสมทบเพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. ....

2.ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราการจ่ายเงินสะสม และเงินสมทบที่จะต้องส่งให้แก่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. ....

3.ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการสำหรับนายจ้างจัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. .... โดยกฎหมายแต่ละฉบับมีสาระสำคัญดังนี้

1.ร่าง พ.ร.ฎ.กำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสม และเงินสมทบเพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. ....

สาระสำคัญ : เป็นการกำหนดให้เริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสม และเงินสมทบเพื่อเป็นทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 เป็นต้นไป

2.ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราการจ่ายเงินสะสม และเงินสมทบที่จะต้องส่งให้แก่กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. ....

สาระสำคัญ : เป็นการกำหนดอัตราเงินสะสมจากลูกจ้าง และเงินสมทบจากนายจ้างที่แต่ละฝ่ายจะต้องนำส่งเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แบ่งเป็น 2 ช่วง ดังนี้

ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2568 - 31 มี.ค.2573 (ระยะเริ่มต้น 5 ปีแรก) ลูกจ้าง และนายจ้าง (แต่ละฝ่าย) ต้องนำส่งเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 0.25% ของค่าจ้าง

ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2573 เป็นต้นไป ลูกจ้างและนายจ้าง (แต่ละฝ่าย) ต้องนำส่งเข้ากองทุนฯ ในอัตรา 0.5% ของค่าจ้าง

ทั้งนี้ การกำหนดอัตราการจ่ายเงินสะสม และเงินสมทบอาจปรับเปลี่ยนได้ตามสภาพเศรษฐกิจ

3.ร่างกฎกระทรวงกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการสำหรับนายจ้างจัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย พ.ศ. ....

สาระสำคัญ : เป็นการกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการสำหรับนายจ้างที่ต้องจัดให้มีการสงเคราะห์แก่ลูกจ้างในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงานหรือตาย เพื่อให้ได้รับการยกเว้นให้ลูกจ้างไม่จำต้องเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กล่าวคือ หากนายจ้างมิให้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และมิได้จัดให้มีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างต้องจัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ในร่างกฎกระทรวงนี้ เช่น

ต้องกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการจ่ายเงินสงเคราะห์แก่ลูกจ้างเป็นลายลักษณ์อักษร โดยอย่างน้อยต้องมีรายละเอียดเกี่ยวกับอัตราเงินสะสม และเงินสมทบ หลักเกณฑ์และวิธีการจัดเก็บเงิน และระยะเวลาในการจ่ายเงิน

กำหนดให้นายจ้างหักค่าจ้างลูกจ้าง เพื่อเป็นเงินสะสมและให้นายจ้างจ่ายเงินสมทบตามอัตราที่นายจ้าง และลูกจ้างตกลงกัน โดยต้องไม่ต่ำกว่าอัตราที่กองทุนสำรองเลี้ยงชีพกำหนด (ไม่ต่ำกว่า 2% ของค่าจ้างแต่ไม่เกิน 15% ของค่าจ้าง)

รวมถึงกำหนดให้นายจ้างมีหน้าที่นำเงินสะสม และเงินสมทบกับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ซึ่งเมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออก หรือลูกจ้างเกษียณอายุ หรือตกลงเลิกสัญญา ให้นายจ้างมีหน้าที่คืนเงินสะสม และเงินสมทบพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ลูกจ้างด้วย

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 7/11/2567

ปลัดกระทรวงแรงงาน สั่งประกันสังคม เร่งจ่ายสิทธิประโยชน์ให้ทายาทแรงงานไทยเสียชีวิตในอิสราเอล

จากสถานการณ์ความไม่สงบในอิสราเอล เมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2567 ที่ผ่านมา มีแรงงานไทยเสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บสาหัส 1 ราย นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน และนายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้แสดงความห่วงใยและแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต และส่งกำลังใจผู้ได้รับบาดเจ็บให้อาการปลอดภัย พร้อมกำชับให้ นางมารศรี ใจรังษี ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม ดูแลช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บและครอบครัวของผู้ประกันตน ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว และเร่งดำเนินการจ่ายสิทธิประโยชน์อย่างเต็มที่โดยเร็วที่สุด

​นางมารศรี เปิดเผยว่า ทันทีที่ได้รับรายงานเหตุการณ์ สำนักงานประกันสังคมได้ตรวจสอบข้อมูลของแรงงานไทยที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ในครั้งนี้ พบว่า มีแรงงานไทยที่เสียชีวิต จำนวน 2 ราย ซึ่งทั้ง 2 รายเคยเป็นผู้ประกันตนมาตรา 33 จะได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนประกันสังคม ได้แก่ นายกวีศักดิ์ ปาปะนัง ภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา ได้รับสิทธิเงินบำเหน็จชราภาพ เป็นจำนวนเงิน 35,730.18 บาท และนายธนา ติจันทึก ภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดนครราชสีมา ได้รับสิทธิเงินบำเหน็จชราภาพ เป็นจำนวนเงิน 41,480.87 บาท ส่วนแรงงานไทยที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส ทราบชื่อคือ นายฉัตรชัย ศิลป์ประเสริฐ เป็นชาวจังหวัดชัยภูมิ ซึ่งขณะนี้แพทย์และพยาบาลอยู่ระหว่างการช่วยชีวิต

​นางมารศรี กล่าวต่อไปว่า นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้สำนักงานประกันสังคมจังหวัดนครราชสีมา อุดรธานี บุรีรัมย์และชัยภูมิ พร้อมหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงแรงงาน ลงพื้นที่ไปเยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวแรงงานไทยที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ พร้อมแจ้งข้อมูลและประสานอำนวยความสะดวกเพื่อให้ความช่วยเหลือทายาทให้ได้รับสิทธิประโยชน์ตามกฎหมาย สำนักงานประกันสังคม ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวผู้เสียชีวิตที่อิสราเอล และขอส่งกำลังใจให้ผู้ได้รับบาดเจ็บปลอดภัยและอาการดีขึ้นโดยเร็ววัน ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมได้ดำเนินการเพื่อให้ทายาทได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวโดยเร็วที่สุด

ที่มา: ศูนย์สารนิเทศ สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน, 5/11/2567

อิสราเอล ยืนยันกับทูตไทย ไม่ให้นายจ้างบังคับแรงงานไทย ทำงานพื้นที่เสี่ยงทางตอนเหนือ

Royal Thai Embassy,Tel Aviv (ทุกเรื่องเมืองยิว) รายงานว่า เมื่อวันที่ 4 พ.ย. 2567 นางสาวพรรณนภา จันทรารมย์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงเทลอาวีฟ อิสราเอล ได้เข้าพบหารือกับนาย Moshe Arbel รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอิสราเอล ที่นครเยรูซาเลม โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานด้านประชากรและตรวจคนเข้าเมือง และกระทรวงการต่างประเทศ เข้าร่วม เพื่อแสดงความห่วงกังวล กรณีที่แรงงานไทยเสียชีวิต 4 ราย และ บาดเจ็บ 1 คน จากการโจมตีของ Hezbollah ในพื้นที่ปิดทางทหารเมื่อวันที่ 31 ต.ค. 2567 พร้อมหารือเกี่ยวกับมาตรการเพื่อป้องปรามไม่ให้เกิดเหตุเช่นนี้ขึ้นอีก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยอิสราเอล ย้ำว่า จะเพิ่มมาตรการความปลอดภัยสำหรับแรงงานไทย และห้ามนายจ้างไม่ให้บังคับแรงงานไทยเข้าไปทำงานในพื้นที่เสี่ยงทางตอนเหนือของประเทศ นอกจากนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดูแลสิทธิประโยชน์สำหรับครอบครัวผู้เสียชีวิตและดูแลรักษาผู้ได้รับบาดเจ็บอย่างเต็มที่

ที่มา: จส.100, 5/11/2567

กระทรวงแรงงาน เร่งติดตามเยียวยาลูกจ้าง บ.ฟูไน (ไทยแลนด์) โคราชถูกลอยแพ หลังบริษัทแม่ในญี่ปุ่นล้มละลาย

นายภูมิพัฒน์ เหมือนจันทร์ โฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สั่งติดตามการช่วยเหลือเยียวยาลูกจ้างบริษัท ฟูไน (ไทยแลนด์) จำกัด จ.นครราชสีมา หลังจากทราบข่าวว่า สำนักงานใหญ่ในประเทศญี่ปุ่นล้มละลาย ทำให้ บริษัท ฟูไน (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ผลิตเครื่องรับวิทยุ เครื่องบันทึกและทำสำเนาเสียงและภาพ ต้องปิดกิจการและเลิกจ้างพนักงานทั้งหมด โดยจากการตรวจสอบพบว่า บริษัทมีลูกจ้างทั้งสิ้น 862 คน แบ่งเป็นเพศชาย 310 คน และหญิง 552 คน

โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า สำนักงานแรงงานจังหวัดนครราชสีมา รายงานว่า เมื่อวันที่ 29 ต.ค. 2567 บริษัทดังกล่าวได้ประกาศหยุดดำเนินกิจการชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 1 – 30 พฤศจิกายน 2567 เนื่องจากบริษัทแม่ประกาศล้มละลายต่อศาลประเทศญี่ปุ่น ส่งผลกระทบต่อการจัดซื้อวัตถุดิบที่จะนำมาใช้ในการผลิต โดยทางบริษัทจะจ่ายค่าจ้างให้กับลูกจ้างในอัตราร้อยละ 75 ของค่าจ้างตามมาตรา 75 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานมีความห่วงใยลูกจ้างทุกคนที่ได้รับผลกระทบ และมอบหมายให้หน่วยงานของกระทรวงแรงงานลงพื้นที่เก็บข้อมูลและให้ความช่วยเหลือแก่ลูกจ้างตามกฎหมายให้ครอบคลุมทุกด้าน ทั้งค่าจ้าง สิทธิประโยชน์ประกันสังคม และอื่น ๆ

“ท่านพิพัฒน์ให้ติดตามดูด้วยว่า หลังจากวันที่ 30 พ.ย.ไปแล้ว บริษัทจะดำเนินการอย่างไร และลูกจ้างจะมีโอกาสเช่นไรต่อไป หากมีแนวโน้มที่จะว่างงานก็ขอให้สำนักงานจัดหางานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานในพื้นที่เร่งเข้าไปแนะนำตำแหน่งงานว่างแก่ลูกจ้าง หรือฝึกอบรมพัฒนาทักษะอาชีพ เพื่อสร้างอาชีพใหม่หรือใช้เวลาให้เกิดประโยชน์ระหว่างรองาน รวมทั้งให้กระทรวงแรงงานเฝ้าติดตามสถานการณ์การเลิกจ้างทั่วประเทศ เพื่อดูแลช่วยเหลือลูกจ้างที่อาจได้รับผลกระทบอย่างทันท่วงทีด้วย” นายภูมิพัฒน์ กล่าว

ที่มา: PPTV, 4/10/2567

ประกันสังคม เปิดรับสิทธิโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตนปี 2567

นางมารศรี ใจรังษี ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยผลการลงทะเบียนรับสิทธิ “โครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตน ปี 2567” ที่สำนักงานประกันสังคม ได้จับมือกับธนาคารอาคารสงเคราะห์ โดยเปิดให้ผู้ประกันตนมาตรา 33 ผู้ประกันตนมาตรา 39 และผู้ประกันตนมาตรา 40 ลงทะเบียนขอหนังสือรับรองสถานะความเป็นผู้ประกันตนจาก Application SSO Plus ในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2567 ผลเป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ซึ่งในวันแรกนี้ มีผู้ประกันตนยื่นขอรับสิทธิกู้กว่า 9,000 ล้านบาท

นางมารศรี ใจรังษี ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รวมทั้ง นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ได้ให้ความสำคัญกับการเสริมสร้างหลักประกันความมั่นคงให้แก่ผู้ใช้แรงงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ให้ดียิ่งขึ้น โดยโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตน พ.ศ. 2567 นี้ จะช่วยให้ผู้ประกันตนมีสินเชื่อเพื่อกู้ซื้อที่อยู่อาศัย ปลูกสร้างที่อยู่อาศัย หรือซื้อที่ดินพร้อมปลูกสร้างที่อยู่อาศัยได้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เพียงร้อยละ 1.59 ต่อปี คงที่เป็นระยะเวลา 5 ปี ในปีที่ 6 – 8 อัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR (Minimum Retail Rate) – 2 ต่อปี และตั้งแต่ปีที่ 9 เป็นต้นไป อัตราดอกเบี้ยร้อยละ MRR – 0.5 ต่อปี ในวงเงินไม่เกินรายละ 2 ล้านบาท โดยหลังจากที่ผู้ประกันตนได้รับหนังสือรับรองสถานะความเป็นผู้ประกันตนจาก Application SSO Plus แล้ว ผู้ประกันตนที่ได้รับหนังสือรับรองเป็นคิวหลัก สามารถยื่นขอสินเชื่อตามช่วงวันที่ระบุในหนังสือรับรอง โดยนำหนังสือรับรองพร้อมด้วยเอกสารประกอบการยื่นขอสินเชื่อตามที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์กำหนด และสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ทุกสาขา หากผู้ประกันตนที่เป็นคิวหลักไม่ได้ยื่นขอสินเชื่อกับธนาคารตามเวลาที่กำหนด สำนักงานประกันสังคมขอสงวนสิทธิและเรียกคิวสำรองต่อไป

สำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับหนังสือรับรองเป็นคิวสำรอง สามารถตรวจสอบการเรียกคิวได้ทางเว็บไซต์ www.sso.go.th ซึ่งจะประกาศในทุกวันจันทร์ เวลา 13.00 น. และสามารถยื่นขอสินเชื่อตามช่วงวันที่ประกาศแจ้ง โดยจะประกาศตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม 2567 เป็นต้นไป นางมารศรี ใจรังษี กล่าวในตอนท้าย

ที่มา: ข่าวสด, 4/11/2567 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง