Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

อนุ กมธ.ด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน วุฒิสภา ศึกษาแนวทางคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม

พันตำรวจโท สุริยา บาราสัน ประธานคณะอนุกรรมาธิการด้านการสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา เป็นประธานการประชุม พิจารณาศึกษาเรื่องแนวทางการส่งเสริมการจ้างงาน การให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันมีผู้ให้บริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เป็นสื่อกลางทางออนไลน์จำนวนมาก ครอบคลุมลักษณะและประเภทธุรกิจที่หลากหลาย มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจและสังคมมากขึ้น จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายว่าด้วยธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อให้ความคุ้มครองแก่บุคคล 4 ประเภท คือ ผู้ใช้บริการอื่น ผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และผู้ทำงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัล โดยผู้ประกอบธุรกิจ (Ride sharing) มีหน้าที่ต้องแจ้งข้อมูลประกอบธุรกิจต่อสำนักงานพัฒนาธุรกรรมและกรมการขนส่งทางบกตามที่กฎหมายกำหนด เช่น คนขับรถต้องมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะมาให้บริการเท่านั้น จัดเก็บค่าโดยสารและค่าบริการอื่นตามอัตราที่กฎหมายกำหนด เป็นต้น

แต่ข้อเท็จจริงในปัจจุบันผู้ประกอบการหลีกเลี่ยงการแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลของผู้ขับขี่ยานพาหนะที่มีการเรียกใช้บริการบนแพลตฟอร์มดิจิทัลโดยอาศัยช่องว่างของกฎหมาย ทำให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องไม่มีฐานข้อมูลผู้ขับขี่จากการให้บริการประเภทนี้ ดังนั้น เมื่อเกิดความเสียหายบริษัทอาจใช้โอกาสนี้ปฏิเสธความรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการ โดยให้เจ้าของรถเป็นผู้รับผิดชอบเอง เช่นเดียวกับไรเดอร์ ต้องมีหน้าที่แจ้งข้อมูลตามคำสั่งซื้อของผู้ใช้บริการเท่านั้น ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างไรเดอร์กับผู้ประกอบการเป็นเสมือนหุ้นส่วนหรือพาร์ทเมอร์เท่านั้น ไม่มีสถานะเป็นนายจ้างลูกจ้างตามกฎหมาย เมื่อเกิดความเสียหายผู้บริโภคสามารถทำได้เพียงแจ้งผ่านช่องทางรับร้องเรียนบนแพลตฟอร์มเท่านั้น โดยมาตรการของบริษัทที่มีต่อไรเดอร์ขึ้นอยู่กับประเภทความผิด อาทิ การตัดคะแนนพฤติกรรมจนถึงการยกเลิกสัญญากับแพลตฟอร์ม การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถครอบคลุมไปถึงกรณีดังกล่าวได้

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานควรเข้ามากำกับดูแล เพื่อลดปัญหาและสร้างมาตรการคุ้มครองและควบคุมทั้งในส่วนไรเดอร์และผู้บริโภค ซึ่งรัฐบาลชุดที่แล้ว กระทรวงแรงงานได้เสนอร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมแรงงานอิสระ พ.ศ. .... และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ให้ความเห็นชอบแล้ว ต่อมาภายหลังได้มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ทำให้ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวอยู่ในสถานะรอการพิจารณา เพื่อนำเสนอรัฐบาลชุดปัจจุบันพิจารณาให้ความเห็นชอบ สำหรับชื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีการปรับเปลี่ยนหลายครั้งจึงไม่แน่ใจว่าปัจจุบันใช้ชื่อร่างพระราชบัญญัติใด

ภายหลังการพิจารณา คณะอนุ กมธ.ได้แสดงความเห็นอย่างกว้างขวางและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม รวมทั้งได้เสนอแนะให้แต่ละหน่วยงานแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน เพื่อเป็นฐานข้อมูลสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของหน่วยงานต่อไป ทั้งนี้ การแสดงความคิดเห็นและข้อมูลของหน่วยงานถือว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ทางคณะอนุ กมธ.จะนำไปรวบรวม เพื่อใช้ประกอบการจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเสนอต่อรัฐบาลในโอกาสต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 1/12/2567

มุ่งสร้างสวัสดิการให้เงินทดแทนการขาดรายได้ แรงงานอิสระและอาสาสมัครแรงงาน ในพื้นที่ กทม. กว่า 1.72 ล้านคน

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดโครงการสื่อสารสร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์งานประกันสังคมให้กับแรงงานอิสระและอาสาสมัครแรงงานในพื้นที่ กทม. โดยมี นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงแรงงาน ผู้บริหารสำนักงานประกันสังคม อาสาสมัครแรงงาน เครือข่ายประกันสังคมมาตรา 40 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและสื่อมวลชน เข้าร่วมกิจกรรมในโครงการดังกล่าว ณ โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ รัชดา กรุงเทพมหานคร

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าการอบรมโครงการสื่อสารสร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์งานประกันสังคม ในครั้งนี้ กระทรวงแรงงานมีความมุ่งมั่นดำเนินการตามเป้าหมาย ภายใต้นโยบาย “หลักประกันทางสังคมเด่น เน้นทักษะทันสมัย คนไทยมีงานทำ สร้างวัฒนธรรมความปลอดภัย เศรษฐกิจแรงงานไทยมั่งคง” ที่ถือเป็นส่วนสำคัญโดยเฉพาะกลุ่มอาสาสมัครแรงงาน เครือข่ายประกันสังคมในพื้นที่กรุงเทพมหานครให้มีส่วนร่วมในการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สิทธิประโยชน์ รวมทั้ง ส่งเสริมให้แรงงานอิสระได้รับสวัสดิการในทุกด้าน อาทิ การคุ้มครองด้านสุขภาพ ให้ได้รับค่าชดเชยตั้งแต่วันแรกเมื่อแพทย์สั่งหยุดงาน เมื่อจ่ายเงินสมทบครบตามเงื่อนไข ด้านสังคม

ด้านอาชีพ และด้านที่อยู่อาศัย ซึ่งกระทรวงแรงงานได้ขยายสิทธิการกู้ซื้อบ้านให้ครอบคลุมกับผู้ประกันตนทุกมาตรา จึงอยากให้ส่งเสริมการสร้างการรับรู้ให้กับอาสาสมัครแรงงาน เครือข่ายประกันสังคม ในพื้นที่สามารถนำไปขยายถึงผู้อาศัยในชุมชนให้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้อย่างครอบคลุม ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวน 1.72 ล้านคน โดยผู้ประกันตนมาตรา 40 ได้รับสิทธิประโยชน์สูงสุดถึง 5 กรณี เช่น กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจะได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้สูงสุดถึง 90 วัน กรณีทุพพลภาพรับเงินทดแทนการขาดรายได้ 500 – 1,000 บาทต่อเดือน ได้รับสูงสุดตลอดชีวิต กรณีเสียชีวิตได้รับเงินค่าทำศพสูงสุด 50,000 บาท กรณีชราภาพได้เงินบำเหน็จ และกรณีสงเคราะห์บุตรได้รับเงินรายเดือนตั้งแต่บุตรแรกเกิดจนถึงอายุครบ 6 ปีบริบูรณ์ ทั้งนี้ สำนักงานประกันสังคมยังมีโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อผู้ประกันตน เปิดโอกาสให้ผู้ประกันตนมาตรา 40 ที่อยากมีบ้านเป็นของตัวเอง/มีสิทธิ์ได้วงเงินกู้ซื้อบ้านหรือซื้อที่ดินปลูกบ้านได้สูงสุด 2 ล้านบาทต่อราย เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดี

มีความมั่งคงและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาระบบเศรษฐกิจต่อไป

นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้ประกันตนมาตรา 40 จำนวนกว่า 11 ล้านคน มีตัวแทนเครือข่ายประกันสังคม จำนวนกว่า 25,000 คน และเครือข่าย “บวร” กลุ่มสมาชิกบ้าน วัด โรงเรียน และโรงงาน จำนวน 247,000 คน ทั่วประเทศ กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานประกันสังคม ได้ให้ความสำคัญกับการสื่อสาร การสร้างการรับรู้และการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภารกิจด้านการประกันสังคมให้ประชาชน อาสาสมัครแรงงาน เครือข่ายแรงงานในพื้นที่ได้รับทราบ จึงได้จัดให้มีโครงการสื่อสารสร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์งานประกันสังคมในวันนี้

ด้าน นางมารศรี ใจรังษี เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวเสริมว่า สำนักงานประกันสังคมต้องการเน้นย้ำความสำคัญของประกันสังคมมาตรา 40 ที่ให้การคุ้มครองแก่แรงงานนอกระบบ และเพิ่มพูนศักยภาพของเครือข่ายประกันสังคมให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์ที่ผู้ประกันตนจะได้รับ ให้สามารถขยายผล รณรงค์ให้แรงงาน ภาคอิสระเข้าสู่ระบบประกันสังคมเพิ่มขึ้น สำหรับการจัด “โครงการสื่อสารสร้างการรับรู้ประชาสัมพันธ์งานประกันสังคม” ถือเป็นส่วนหนึ่งในการประชาสัมพันธ์ สร้างการรับรู้ถึงการมีส่วนร่วมของเครือข่ายประกันสังคม เช่น การให้บริการรับสมัครผู้ประกันตนมาตรา 40 การรับสมัครเครือข่ายประกันสังคม การอภิปรายร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ด้านการประกันสังคมมาตรา 40 การออกร้านจำหน่ายสินค้าของเครือข่ายประกันสังคม การจัดนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน รวมทั้งการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของภาคีเครือข่ายอีกด้วย

ที่มา: ผู้จัดการออนไลน์, 30/11/2567

คณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมหารือและแก้ไขปัญหาแรงงานไทยในเกาหลีใต้

29 พ.ย. 2567 คณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร นำโดย ดร.สฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ประธานกรรมาธิการการแรงงาน และ ดร. หทัยรัตน์ เพชรพนมพร รองประธานกรรมาธิการการแรงงานพร้อมคณะกรรมาธิการและที่ปรึกษา เข้าร่วมประชุมกับท่านเอกอัครราชทูต ธานี แสงรัตน์ ณ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อปรึกษาหารือปัญหาแรงงานไทยในประเทศเกาหลีใต้ และนำมาเพื่อปรับปรุงแก้ไข อัปเดตให้แรงงานไทยมีคุณภาพ เหมาะกับความต้องการของตลาดแรงงาน ในต่างประเทศ

ที่มา: FM91 Trafficpro, 29/11/2567

สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์จี้ขึ้นเงินเดือนรัฐวิสาหกิจ 10% ชี้รัฐควรเติมกำลังซื้อให้คนทำงาน

28 พ.ย. 2567 สมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (สรส.) นำโดย นายมานพ เกื้อรัตน์ เลขาธิการ สรส. และสมาชิกจำนวนกว่า 100 คน เดินทางเข้าให้กำลังใจคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครรส.) ที่มีการพิจารณาปรับค่าจ้างและปรับปรุงบัญชีโครงสร้างอัตราค่าจ้างลูกจ้างรัฐวิสาหกิจ รวมถึงค่าจ้างขั้นต่ำ

นายมานพ เปิดเผยว่า เมื่อปี 2566 สรส. ได้มีการยื่นข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลเพื่อขอปรับเงินเดือนพนักงานรัฐวิสาหกิจในอัตราร้อยละ 10 ให้เท่ากันทุกคน รวมถึงการปรับบัญชีโครงสร้างเงินเดือนและค่าจ้าง ตลอดจนค่าจ้างขั้นต่ำ หลังจากนั้นได้ยื่นต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นประธานกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ และคณะกรรมการแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ (ครรส.) เข้าสู่กระบวนการพิจารณา วันนี้จึงได้ติดตามเรื่องคือ การพิจารณาปรับอัตราจ้างร้อยละ 10 ให้กับพนักงานรัฐวิสาหกิจ

“สำหรับหลักการและเหตุผลคือ รัฐวิสาหกิจไม่ได้มีการปรับเงินเดือนขึ้นมานานมากแล้ว ปรับล่าสุดเมื่อปี 2557-2558 ซึ่งเป็นระยะเวลาร่วม 10 ปี ขณะนี้ก็เกิดสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อที่สูงขึ้นทุกปีถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เงินในมือคนมีมูลค่าน้อยลง รวมถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างที่ทุกคนสัมผัสได้ การปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 10 จะทำให้คนมีกำลังจ่ายมากขึ้น เพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไป” นายมานพ กล่าว

นายมาพ กล่าวต่อไปว่า ส่วนการปรับเงินเดือนในราชการ ถึงแม้จะมีมติเห็นชอบการปรับขึ้นเงินเดือนในอัตราร้อยละ 10 แต่ก็ยังเป็นแบบฝนตกไม่ทั่วฟ้า จึงอยากจะให้ปรับเงินเดือนขึ้นเหมือนกันทั้งราชการและรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้เป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาททั่วประเทศ ในบางกิจการ ที่ยังเลื่อนไปเลื่อนมา

“รัฐบาลควรเติมเงินให้กับพี่น้องผู้ใช้แรงงาน เพื่อให้พวกเขาได้มีชีวิตอยู่ได้ ซึ่งวันนี้ตัวเลข 400 บาท ก็ไม่ได้มากเกินไป ดูจากพรรคการเมืองที่มีนโยบายหาเสียงออกมามีหลายอัตรา สูงกว่า 400 บาท ก็มี” นายมานพ กล่าวและว่า เมื่อมีการเรียกร้องก็ต้องมีความหวังอยู่แล้วเป็นธรรมดา แต่ตนคิดว่าความเห็นก็จะออกมาหลายๆส่วน ฝ่ายลูกจ้างก็จะยืนยันความเห็นตามที่ สรส.เสนอ ในส่วนของฝ่ายนายจ้าง ก็อาจจะเห็นด้วย แต่ต้องดูความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่ง ส่วนภาครัฐอาจจะกังวลเรื่องของค่าใช้จ่ายหรืองบประมาณที่ต้องใช้มากขึ้น แต่ตนมองว่าหากการที่จะสูญเสียงบประมาณเบื้องต้นที่ไม่มาก แต่ทำให้ชีวิตคนดีขึ้น และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะฝืดเคืองเพราะคนไม่มีกำลังซื้อ จะเป็นการไปเติมกำลังซื้อของคนและจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้

“วันนี้ถือเป็นโอกาสมาให้กำลังใจทุกภาคส่วน และเชื่อว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะต้องทำความเข้าใจประเด็นเหล่านี้ จึงมีความคาดหวังว่าให้เรื่องนี้สำเร็จ โดยกระบวนการตามกฎหมายต่อจากนี้ หากผ่านการประชุมครรส.แล้ว กระทรวงแรงงานจะต้องเสนอต่อ ครม. ให้ความเห็นชอบ ถึงจะมีผลต่อรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งสามารถดำเนินการต่อได้” นายมานพ กล่าวและว่า เบื้องต้นพนักงานรัฐวิสาหกิจได้เงินเดือนคนละประมาณ 10,000-20,000 บาท รัฐวิสาหกิจไม่ค่อยเปิดรับสมัครคน และมีการปรับเงินเดือนได้น้อยมาก แต่หากมีการปรับเงินเดือนเพิ่มขึ้นเป็นขั้นไป จะทำให้คนเห็นอนาคตมากขึ้น

ที่มา: มติชนออนไลน์, 28/11/2567

คกก.นโยบายการทำงานคนต่างด้าว เห็นชอบปลดล็อกให้นักบินต่างชาติ สามารถทำงานในไทยได้เป็นการชั่วคราว จ่อชง ครม. พิจารณา

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ครั้งที่ 5/2567 ว่า ที่ประชุมได้มีการหารือเรื่องการอนุญาตให้ผู้ควบคุมอากาศยานต่างชาติ (นักบิน) ทำการบินในเส้นทางการบินภายในประเทศเป็นการชั่วคราว เนื่องขาดอาชีพนักบินกำลังแคลนบุคลากร ประกอบกับเป็นอาชีพที่ต้องอาศัยความชำนาญและทักษะเฉพาะทางสูง ทำให้ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการบินโดยตรง

ที่ประชุมจึงมีมติเห็นชอบอนุญาตให้นักบินต่างชาติที่มาพร้อมเครื่องบินที่สายการบินเช่า (Wet Lease) สามารถทำงานในไทยได้เป็นการชั่วคราว เนื่องจากเดิม เป็นอาชีพ ที่คนต่างชาติไม่สามารถทำได้ตามประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง กำหนดงานที่ห้ามคนต่างด้าวทำ ลงวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2563 ซึ่งหลังจากนี้ กระทรวงแรงงาน จะนำผลการประชุมเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบต่อไป

“การอนุญาตให้สายการบินเช่าอากาศยานพร้อมผู้ประจำหน้าที่ รวมถึงนักบินในการบินภายในประเทศไทย เป็นอำนาจของกระทรวงคมนาคม เมื่อสายการบินขออนุญาตและได้รับอนุญาตแล้ว กรมการจัดหางานจะออกใบอนุญาตทำงานให้กับคนต่างชาติที่เป็นนักบินหรือเจ้าหน้าที่ตามที่ระบุในหนังสือรับรองจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งมีการระบุรายชื่อและอากาศยานที่จะใช้ในการบิน นอกจากนี้ สายการบินจะต้องจัดส่งแผนการจัดหาเครื่องบิน แผนการฝึกอบรมนักบินไทย และแผนการพัฒนานักบินไทยให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณา อีกทั้งสายการบินจะต้องให้ลูกเรือชาวไทยปฏิบัติหน้าที่ประจำเครื่องเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้โดยสารชาวไทยด้วย” นายพิพัฒน์ กล่าว

ที่มา: NBT Connext, 27/11/2567

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย แสดงความห่วงใยต่อคนวงการสื่อถูกเลิกจ้าง

27 พ.ย. 2567 นางอุษา มีชารี ในฐานะอุปนายกฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ มีความกังวลต่อสถานการณ์ที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ถือว่า เป็นสื่อหลักอีกหนึ่งช่อง เตรียมปรับโครงสร้างบริษัทครั้งใหญ่ โดยการปลดพนักงาน เพื่อปรับลดค่าใช้จ่ายให้ได้ 30% เพื่อให้องค์กรเดินต่อ ทำให้พนักงานบางส่วนที่ได้รับผลกระทบต่อการปรับองค์กรครั้งนี้ ในช่วงภาวะเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ในปัจจุบัน ประกอบกับต้องมีภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องมีในแต่ละเดือนที่ต้องดูแลครอบครัว

ทางคณะอนุกรรมการฝ่ายสิทธิเสรีภาพฯ มีความห่วงใยต่อพนักงานและครอบครัวของพี่น้องสื่อมวลชนที่ได้รับผลกระทบ จึงขอให้กำลังใจต่อพี่น้องสื่อมวลชนและครอบครัวที่ต้องเจอกับภาวะวิกฤติครั้งนี้ จึงหวังเป็นอย่างยิ่ง ว่า ทางบริษัทที่เลิกจ้างพนักงาน จะดำเนินการจ่ายค่าจ้างตามสิทธิที่พนักงานควรได้รับตามกฎหมายแรงงาน และขอให้พิจารณาด้วยความเป็นธรรม

ทั้งนี้หากพนักงานเห็นว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมสามารถร้องไปตามช่องทางของกระทรวงแรงงาน หรือยื่นเรื่องประสานมายังสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จะเป็นตัวกลางในการดำเนินการช่วยเหลือต่อไป

ที่มา: สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย, 27/11/2567

สส.ตั้งข้อสงสัยล็อกสเปกบริษัทประกันภัยแรงงานต่างด้าว จาก 17 ผ่าน 2 บริษัท

นายไชยามพวาน มั่นเพียรจิตต์ ส.ส.กทม. พรรคไทยก้าวหน้า แถลงกรณีการล็อกสเปก บริษัทประกันภัย แรงงานต่างด้าว 67 ว่า จากกรณีที่มีกระแสข่าวว่าทางกรมการจัดหางานออกเงื่อนไข ล็อกสเปกสำหรับบริษัทที่มีสิทธิ์ในการขายกรมธรรม์ให้เหลือเพียง 2 บริษัท จากทั้งหมด 17 บริษัทให้แก่แรงงานต่างด้าว โดยมีการกำหนดสเปกใหม่ขึ้นมาเพิ่มเติมจากเดิม

นายไชยามพวาน กล่าวต่อว่า มี 2 หัวข้อหลักที่เพิ่มเติมขึ้นมานำไปสู่การกีดกันบริษัทรายอื่นให้เหลือเพียงบริษัทหลักที่อาจมีผลประโยชน์ กับทางฝ่ายข้าราชการ ฝ่ายการเมืองกระทรวงแรงงาน คือ

1.ผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีอัตราส่วนความเพียงพอของการดำรงเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย (Car Ratio) ไว้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 200 ณ สิ้นปี 2566 และ 2.ผู้ยื่นข้อเสนอต้องมีสินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2566 จำนวนไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท

นายไชยามพวาน กล่าวว่า ตนตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวงแรงงานหรือกรมการจัดหางานไม่ได้เป็นคนชำระเบี้ยประกัน แรงงานต่างด้าวเป็นผู้ชำระเบี้ยเอง มีสิทธิที่จะเลือกบริษัทประกันตามที่คปภ.กำหนด รวมถึงไม่มีการกำหนดเงื่อนไขในโลกประกันภัยที่ใช้สินทรัพย์ เป็นตัวกำหนดความแข็งแกร่งของบริษัทประกันภัย เพราะในฐานะประเทศไทยเป็นสมาชิกของสมาคมผู้ควบคุม ธุรกิจประกันภัยนานาชาติ ได้กำหนดมาตรฐานการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยข้อ 17 ความเพียงพอของเงินกองทุน

และทางคปภ.ได้กำหนดไว้ไม่ต่ำกว่า 140% ยิ่งมากยิ่งดี บางบริษัทประกันวินาศภัยมีความเพียงพอของเงินกองทุนสูงกว่า 400% แสดงถึงความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างมาก (Extremely Strong) แต่ไม่ได้รับเลือก แสดงว่าไม่ชอบมาพากล

นายไชยามพวาน กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวโยงไปถึงการขึ้นทะเบียนที่หละหลวมในวันที่ 28 พฤศจิกายน นี้ตนจะไปยื่นเรื่องที่ศาลปกครองเพื่อพิจารณาขอระงับการขึ้นทะเบียนแรงงานครั้งนี้ให้ได้ เพราะถือเป็นการทำที่หละหลวม บางคนเข้ามาอย่างผิดกฎหมายก็สามารถขึ้นทะเบียนได้ จะมองว่าเป็นการนิรโทษกรรมก็ได้ แค่สุดท้ายทุกคนก็ต้องมีประกันที่สามารถใช้ได้เพียง 6 เดือนระหว่างรอขึ้นทะเบียนประกันสังคม

“เรื่องนี้เป็นการล็อกสเปกในกระบวนอย่างเห็นได้ชัดและโจ่งแจ้ง จากบริษัทประกันทั้งหมด 17 บริษัท กลับมีเพียงแค่บริษัท ม และบริษัท ธ ที่มีสิทธิ ลองคิดดูว่านโยบายประกันโควิด ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐบาลชุดที่แล้วคือใคร และในรัฐบาลชุดนี้ใครเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของผลประโยชน์ระดับชาติ ผมจะตามต่อไปและแน่นอนว่าเรื่องนี้เจอกันในอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่นอน“ นายไชยามพวานกล่าว

ที่มา: มติชนออนไลน์, 25/11/2567

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง