ลุยปั้น อสม. – ประชาชนกลุ่มตกงาน ร่วมฝึก “หมอนวด” ฟรี หวังสร้างรายได้ สร้างอาชีพ
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ลุยปั้น อสม.เป็นหมอนวดเพื่อสร้างรายได้เสริม เตรียมจัดหลักสูตรอบรมเพิ่มความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไป-ด้านภาษา ให้อสม.ฟรี เป็นของขวัญปีใหม่ คาดเสร็จไม่เกิน ม.ค. 68 พร้อมหาแหล่งงบประมาณมาฝึกอบรมประชาชนกลุ่มตกงาน หากต้องการเรียนนำไปสร้างรายได้สร้างอาชีพ
จากกรณีนโยบายนายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข มอบอำนาจให้นายเดชอิศม์ ขาวทอง รมช.สาธารณสุข กำกับดูแลภารกิจงานกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก โดยให้เร่งดำเนินการหลากหลายโครงการ อาทิ การเพิ่มพูนทักษะด้านการนวดไทยและการแพทย์ทางเลือกในอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน 10,000 คน และอบรมให้ประชาชนทั่วไปที่ตกงาน หรือกำลังหางานทำได้มีโอกาสเข้าอบรมฟรี เพื่อนำความรู้ไปประกอบอาชีพนั้น
ล่าสุด Hfocus ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้ข้อมูลว่า ตอนนี้มีการเตรียมร่างหลักสูตรร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเป็นหลักสูตรที่ใช้อบรมอยู่แล้วคือ หลักสูตรนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง เพียงแต่มีการเติมความรู้เรื่องวิทยาศาสตร์ทั่วไปเพื่อทำให้ต่างชาติ รู้สึกมั่นใจและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น รวมถึงการเติมความรู้เรื่องวัฒนธรรมทางด้านภาษา ซึ่งขณะนี้หลักสูตรได้ร่างรายละเอียดไปแล้วประมาณครึ่งทาง คาดว่าจะแล้วเสร็จไม่เกินเดือน มกราคม 2568 ซึ่งจะเป็นหลักสูตรกลางที่กรมแพทย์แผนไทยฯ รับรองให้
ผู้สื่อข่าวถามถึงความคืบหน้ากรณีช่วยคนตกงาน ให้ได้ฝึกอบรมการนวดฟรี นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า จริงๆหลักสูตรนี้มีค่าอบรมขั้นต่ำประมาณ 1 หมื่นบาท แต่ถ้าเป็นเอกชนประมาณ 2-3 หมื่นบาท ตอนนี้กำลังมองว่าจะมีงบประมาณอะไรบ้างที่จะช่วยสนับสนุนให้มีการอบรมเพื่อสร้างอาชีพสำหรับประชาชนทั่วไป ในขณะเดียวกันมองว่า อสม.เป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชน อสม.หลายคนเกือบ 10,000 คนมีความรู้เรื่องการนวดอยู่แล้วได้เรียนอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะมีการยกระดับคนกลุ่มนี้ให้มีความสามารถที่สูงขึ้น โดยสามารถนวดเพื่อการรักษาได้ เพราะการนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง เป็นการนวดเพื่อผ่อนคลาย แต่ถ้าเติมความรู้เพิ่มขึ้นจะเป็นการรักษาได้ อย่างเช่น นวดคอบ่าไหล่ นวดนิ้ว รวมถึงมการนวดเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน โดยตอนนี้มีการเตรียมหลักสูตรไว้อยู่ ซึ่งอาจใช้เวลาไม่นานประมาณ 60 ชั่วโมง
เมื่อถามว่าไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ใช่หรือไม่ นพ.สมฤกษ์ กล่าวว่า สำหรับ อสม.จะไม่มีค่าใช้จ่าย เพราะตอนนี้กำลังหางบประมาณให้ แต่ในส่วนประชาชนทั่วไปขณะนี้กำลังดูแหล่งงบประมาณให้ ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกับกระทรวงแรงงาน และกรมพัฒนาฝีมือแรงงานว่ามีงบประมาณให้หรือไม่ เพราะสำหรับ อสม.ถ้าเป็นการเพิ่มทักษะมีงบประมาณให้อยู่แล้ว แต่ถ้าประชาชนทั่วไปหรือฝึกอาชีพใหม่ตอนนี้ยังไม่มีงบประมาณแต่กำลังจะหาให้อยู่
"ตั้งใจอยากให้เป็นเป็นของขวัญปีใหม่ของ อสม. ซึ่งตอนนี้กรมการแพทย์แผนไทยฯ มีงบประมาณจัดให้จังหวัดละ 200,000 บาท แต่อาจจะมีการของบจังหวัดละ 100,000 บาทมาจัดอบรมให้กับประชาชนและอสม. ซึ่งตั้งเป้าน่าจะได้ประมาณ 20 คนก่อนในรอบแรก" นพ.สมฤกษ์ กล่าว
นอกจากนี้ มีการพูดคุยกับ สปสช.ว่าในการจัดสรรงบงบประมาณในส่วนของกรมแพทย์แผนไทยฯ โดยที่ผ่านมางบประมาณกว่า 900 ล้านบาท หรือ 20 บาทต่อหัวประชากร จะขยับเป็น 30 บาทต่อหัวประชากร ซึ่งตรงนี้เราจะสนับสนุนให้การใช้ยาสมุนไพรเป็นหลัก ส่วนในเรื่องของการนวดกำลังมองว่าจะสนับสนุนให้กับ อสม.ที่นวดลักษณะในการรักษาหรือนวดผ่อนคลายที่สามารถจะขยับไปสู่การรักษาได้ ซึ่งจะเป็นการจัดสรรงบประมาณด้วยเช่นกัน
"ฉะนั้นตรงนี้ตนคิดว่า อสม.ที่ได้รับการยกระดับศักยภาพขึ้น และอสม.สามารถนวดได้จะเป็นการหารายได้ผ่านการให้บริการภายใต้กระทรวงสาธารณสุขแล้ว ยังสามารถให้บริการด้วยตัวเองได้" นพ.สมฤกษ์ กล่าว
จับสามีภรรยาแสบ หลอกลวงทำวีซ่าไปทำงานนิวซีแลนด์ เบื้องต้นพบผู้เสียหาย 2 ราย แต่จากการตรวจสอบพบผู้เสียหายนับ 10 ราย เร่งขยายเส้นทางการเงิน
พลตำรวจโท ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ รักษาราชการผู้บัญชาการ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รรท.ผบช.สอท.) พร้อมด้วยตัวแทนสถานเอกอัครราชทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย และกรมการจัดหางาน ร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้กระทำความผิดในข้อหาหลอกทำวีซ่า ภายหลังได้รับข้อมูลจากสถานทูตนิวซีแลนด์ ประจำประเทศไทย แผนกตรวจคนเข้าเมือง พบความผิดปกติของแรงงานไทยที่เดินทางเข้าไปทำงานที่นิวซีแลนด์ โดยมีการยื่นเอกสารเพื่อขอทำวีซ่าปลอม จึงได้ประสานมายังตำรวจไซเบอร์ให้ดำเนินการตามกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงได้มีการขยายผลรวบรวมพยานหลักฐานและอนุมัติออกหมายจับผู้ต้องหา 3 ราย โดยเมื่อวานนี้ (6 ธ.ค.67) เวลา 07.15 น. เจ้าหน้าที่นำกำลังบุคคลบ้านย่านประเสริฐมนูญกิจ ซึ่งเป็นแหล่งกบดานของคนร้าย จับกุมนางสาวจันทิมา และนายอนุวัฒน์ ตัวการในการหลอกลวงทำวีซ่าไปทำงานที่นิวซีแลนด์ โดยพบว่าผู้ต้องหาเคยกระทำความผิดในการหลอกลวงแรงงานมาแล้วหลายครั้ง มีความเชี่ยวชาญ และปิดตัวเองจากโลกออนไลน์ ไม่ทำบัตรประจำตัวประชาชนร่วม 10 ปี
ทั้งนี้ คนร้ายมีความสนใจไปทำงานที่เกาหลี จึงพบช่องทางคนไทยสนใจไปทำงานต่างประเทศเป็นจำนวนมากยอมเสียเงินกู้หนี้ยืมสินเพื่อให้ได้ทำงานในประเทศที่ค่าจ้างแรงงานสูง คนร้ายจึงศึกษาหาข้อมูลและเริ่มหลอกลวง โดยเริ่มจากผู้ที่ต้องการไปทำงานที่เกาหลี ต่อมาเห็นว่าตลาดเกาหลีไม่มีความน่าสนใจ จึงพุ่งเป้าไปที่นิวซีแลนด์ที่มีค่าจ้างแรงงานสูงกว่า โดยประกาศชักชวนหลอกลวงผ่านโซเชียลมีเดีย การตั้งราคาการทำวีซ่าน้อยกว่าเพจอื่นเพื่อดึงดูดความน่าสนใจ เมื่อเหยื่อสนใจคนร้ายจะเข้าไปขอข้อมูลเบื้องต้น จากนั้นก็จะส่งข้อมูลให้ติดต่อโดยตรงกับผู้ที่ใช้ไลน์ว่า "วุฒิ" ซึ่งหลอกว่าเป็นเอเจนซี่นำคนไปทำงานที่นิวซีแลนด์โดยตรง และขอข้อมูล เอกสารส่วนตัวของผู้เสียหาย ไปอ้างว่าเป็นเอกสารสมัครงานเพื่อส่งไปให้นายจ้างที่นิวซีแลนด์ โดยแจ้งค่าใช้จ่ายว่าต้องจ่ายเป็นค่าประสานงานกับนายจ้างและทำวีซ่าทำงานให้กับบริษัทเอเจนซี่จำนวน โดยผู้เสียหายแต่ละรายจะจ่ายค่าดำเนินการไม่เท่ากันโดยเริ่มต้นประมาณ 20000 ถึง 70,000 บาท ทั้งนี้ ยังพบว่าคนร้ายมีการปลอมแปลงเอกสารปลอมวีซ่า แต่เมื่อถึงเวลาเดินทางผู้เสียหายซื้อตั๋วเครื่องบิน และสายการบินมีการตรวจสอบพบว่าเอกสารปลอมแปลงทั้งหมด ทั้งวีซ่านิวซีแลนด์ รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์ จึงปฏิเสธที่จะให้ขึ้นเครื่องออกนอกประเทศ
เบื้องต้นพบผู้เสียหาย 2 ราย แต่จากการตรวจค้นภายในบ้านพักพบเอกสารส่วนตัวผู้เสียหายอีกประมาณ 10 ราย โดยจะมีการขยายผลหาผู้เสียหายต่อไป รวมถึงมีการตรวจสอบเส้นทางทางการเงินของผู้กระทำความผิด พร้อมขอให้ผู้ที่ถูกหลอกลวงทำวีซ่าให้เข้ามาแจ้งความที่ตำรวจไซเบอร์ ซึ่งทางนิวซีแลนด์ให้ความเชื่อมั่นว่าไม่ใช่ผู้ร่วมขบวนการหลอกลวงในการทำวีซ่า แต่เป็นเหยื่อก็จะไม่ถูกแบล็คลิสในการเดินทางเข้าไปทำงานที่นิวซีแลนด์
นายสนธยา กาลาศรี ผู้อำนวยการกองทะเบียนจัดหางานกลางและคุ้มครองคนหางาน ขอให้ผู้ที่ต้องการไปทำงานที่ต่างประเทศ ขอให้ไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยตรวจสอบข้อมูลที่กรมการจัดหางาน และบริษัทตัวแทนที่ได้รับอนุญาตถูกต้องจากสถานทูตไทยหรือสำนักงานแรงงานไทยประจำประเทศนั้นๆ พบข้อความชักชวนหรือโฆษณาทางออนไลน์ขอให้ตรวจสอบกับหน่วยงานกรมการจัดหางานทุกจังหวัด หรือสายด่วน 1506 และ 1694 สามารถติดต่อได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งกระทรวงแรงงานให้ความสำคัญในเรื่องของการปราบปรามผู้ที่หลอกลวงคนไปทำงานที่ต่างประเทศ โดยมีมาตรการเฝ้าระวังหลายมิติเพื่อป้องกันแรงงานถูกหลอก โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบรวมถึงดำเนินเอาผิดผู้ที่ฝ่าฝืน รวมถึงประสานข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเอาผิดผู้เกี่ยวข้อง
ขณะที่ตัวแทนสถานทูตนิวซีแลนด์ประจำประเทศไทย ได้กล่าวขอบคุณสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการให้ความร่วมมือสืบสวนสอบสวน หรือเป็นพลังความร่วมมือระหว่างประเทศในการกำจัดลักลอบคนเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและหลอกลวงทำวีซ่า ซึ่งความมุ่งมั่นของตำรวจไซเบอร์ทำให้สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดได้ ให้ความร่วมมือสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและสถานทูตนิวซีแลนด์อย่างรวดเร็ว ซึ่งทางนิวซีแลนด์มีความกังวล เพราะเป็นการหลอกลวงทำวีซ่า โดยในกรณีนี้ผู้เสียหายถูกเรียกเก็บเงินค่าทำวีซ่าเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นของปลอมทั้งหมด และไม่สามารถใช้เดินทางไปยังประเทศนิวซีแลนด์ได้ ซึ่งรัฐบาลนิวซีแลนด์มีความต้องการแรงงานต่างชาติ ซึ่งแรงงานต่างชาติจะอยู่ภายใต้การกฎหมายคุ้มครองแรงงานเช่นเดียวกับแรงงานชาวนิวซีแลนด์ รวมถึงค่าแรงขั้นต่ำและชั่วโมงการทำงาน แต่ขอให้ผู้ที่ต้องการไปทำงานที่นิวซีแลนด์ ดำเนินการตามขั้นตอนอย่างถูกต้อง โดยสามารถหาข้อมูลการทำงานได้ที่เว็บไซต์สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองนิวซีแลนด์ และหากต้องการคำแนะนำการขอวีซ่าไปทำงานที่นิวซีแลนด์ ให้หลีกเลี่ยงการใช้ตัวแทนที่ไม่ได้รับอนุญาต เพื่อป้องกันการถูกหลอก แต่ขอคำปรึกษาจากด้านการตรวจคนเข้าเมืองที่ได้รับใบอนุญาต โดยสามารถเข้าไปดูรายชื่อบริษัท agent เหล่านั้นได้ที่องค์กรที่ปรึกษาด้านการตรวจคนเข้าเมืองของนิวซีแลนด์
พลตำรวจโท ไตรรงค์ กล่าวว่าผู้เสียหายที่ถูกหลอก มีตั้งแต่รายละประมาณ 20,000-70,000 บาท ขึ้นอยู่กับผู้ที่หลอกลวงหรือสแกมเมอร์จะหลอกให้โอน แต่จากที่มีการประกาศไว้ในเว็บไซต์ค่าดำเนินการเบื้องต้นเริ่มที่ 20,000 บาท และผู้เสียหายถูกหลอกลวงให้ส่ง statement ธนาคารด้วย เพื่อยืนยันมีรายได้หรือเงินเดือนทำให้สแกมเมอร์จะเลือกเหยื่อเพื่อหลอกลวงเงินเพิ่มเติม บางรายเสียหายหลายแสนบาท และทางสถานทูตนิวซีแลนด์ยืนยันว่ามีการออกวีซ่าปลอมให้กับผู้เสียหาย 2 ราย จากการตรวจสอบพบว่ามีความคล้ายคลึงกับวีซ่าฉบับจริงถึงร้อยละ 90 มีบางจุดที่แตกต่าง เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ไม่ใช่ของสถานทูตแต่เป็นหมายเลขที่สแกมเมอร์เอาไว้หลอกลวงผู้เสียหายกรณีไปตรวจสอบในภายหลัง ขณะนี้ผู้เสียหายยังไม่ได้เข้ามาแจ้งความแต่เป็นการประสานข้อมูล จึงขอประชาสัมพันธ์ผู้เสียหายที่ถูกหลอกลวงในลักษณะนี้ให้เข้ามาแจ้งความที่ตำรวจไซเบอร์ และขอแจ้งเตือนประชาชนหากต้องการไปทำงานต่างประเทศขอให้ปรึกษากรมการจัดหางาน หรือเว็บไซต์ทางการของสถานทูตประเทศนั้นๆ และก่อนโอนเงินขอให้ตรวจสอบมายังกรมการจัดหางานว่าบริษัทเอเจนซี่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ สำหรับพฤติการณ์ของผู้ทำผิดทั้ง 2 ราย เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชนเพราะมีการประกาศโฆษณาในสื่อสาธารณะและเป็นการหลอกลวงเพราะผู้เสียหายไม่ได้รับวีซ่าจริง
ภายหลังสิ้นการแถลงข่าว ได้นำตัวผู้กระทำความผิดทั้ง 2 ราย มายังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อเข้าให้ปากคำ จากนั้นตำรวจไซเบอร์นำตัวผู้กระทำความผิดทั้ง 2 ราย ส่งศาลอาญารัชดาเพื่อฝากขัง พร้อมคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากทั้งสองรายกระทำความผิดมาแล้วหลายครั้ง มีชั่วโมงบินสูง โดยผู้ต้องหาปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา เนื่องจากในการกระทำความผิดนั้นมีการใช้บัญชีม้ารวมถึงในประเด็นเรื่องเอกสารประจำตัวของผู้กระทำความผิดด้วย
ชงบอร์ดประกันสังคม 11 ธ.ค.นี้ เคาะจ่ายรพ. 12,000 บาท การันตีตลอดปี
7 ธ.ค. 2567 จากกรณีที่ รพ.เอกชน ที่เป็น คู่สัญญา ประกันสังคม มีการลงชื่อแล้ว 70 แห่ง จ่อถอนตัวออกจากประกันสังคม หากไม่มีการปรับอัตราค่าบริการ เนื่องจากบางส่วนไม่มีการปรับเพิ่มมา 5 ปี และบางรายการเงินลดในช่วงปลายปีนั้น โดยเฉพาะในส่วนค่ารักษาพยาบาลสำหรับโรคที่มีค่า Adjusted RW มากกว่า 2 ที่ปรับลดช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2565-2566
ต่อมาคณะกรรมการการแพทย์ ประกันสังคม ได้มีการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทบทวนหลักเกณฑ์ และอัตราการจ่ายค่าบริการทางการแพทย์ให้แก่สถานพยาบาลคู่สัญญาในระบบประกันสังคม (เฉพาะกิจ)เพื่อมาดำเนินการหาแนวทางแก้ปัญหาให้แล้วเสร็จภายใน 90วันมีนพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล อดีตเลขาธิการประกันสังคม เป็นประธานอนุกรรมการฯ และก่อนหน้านี้มีการประชุมหารือมาแล้ว 2 ครั้งก่อนจะมีการประชุมเป็นครั้งที่ 3 เพื่อให้ได้ข้อสรุปเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2567
ล่าสุด นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ อดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน หนึงในอนุกรรมการทบทวนหลักเกณฑ์ฯ(เฉพาะกิจ) ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจว่า เมื่อวันที่ 6 ธ.ค.2567 มีการประชุมอนุกรรมการฯเป็นนัดสุดท้ายเพื่อยืนยันในมติข้อสรุปก่อนนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประกันสังคม(บอร์ดประกันสังคม)ในวันที่ 11 ธ.ค.นี้หลังจากที่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการการแพทย์ ประกันสังคมแล้ว โดยข้อสรุปคือ
1.ให้จ่ายค่ารักษาพยาบาลสำหรับโรคที่มีค่า Adjusted RW(AdjRW) มากกว่า 2 ในอัตรา 12,000 บาทต่อAdjRW แบบปลายเปิด
2. มาตรการตรวจสอบให้เป็นปัจจุบัน ช่องทางในการตรวจสอบให้เงินถูกทิศทาง ไม่มีการเบิกจ่ายเกินหรือโอเวอร์เคลม รวมถึง อนาคตจะต้องมีการพัฒนาหน่วยงาน อนุกรรมการตรวจสอบให้มาตรวจให้ชัดเจน ตั้งงบประมาณการดำเนินการระบบคอมพิวเตอร์ เพิ่มกำลังคนมาตรวจสอบ เพื่อเพิ่มประสิททธิภาพในเรื่องนี้
“อนุกรรมการฯยืนยันมติจ่าย 12,000 บาท เป็นการการันตีตลอดปีแต่ก็ต้องเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ดประกันสังคมในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ที่มีองค์ประกอบผู้แทนนายจ้างลูกจ้างก่อนให้ถูกต้องตามระบบ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ในปี 2565 จ่ายเต็ม 12,000 บาท ได้แค่ 1 เดือน ปี 2566 ได้ 2 เดือน ทำให้ค่ารักษาส่วนต่างตกกระทบต่อรพ.คู่สัญญาประกันสังคม”นพ.เฉลิมกล่าว
เมื่อมติเป็นเช่นนี้ รพ.เอกชนจะถอนตัวออกจากประกันสังคมอยู่หรือไม่ นพ.เฉลิม กล่าวว่าถ้าไปดูเปรียบเทียบใน 2 ปีหลัง อัตราที่ประกันสังคมจ่ายในส่วนนี้เฉลี่ยอยู่ที่ 9,800 บาทต่อ AdjRW และลดมาเป็น 7,200 บาทในปี 2567 แต่ถ้าขึ้นมาเป็นค้ำประกัน 12,000 บาทน่าจะอยู่ในอัตราที่รับได้
อย่างไรก็ตาม การต่อสัญญา รพ.ประกันสังคม ที่จะให้เซ็นต์สัญญาในช่วงวันที่ 11-13 ธ.ค.2567 สมาคมโรงพยาบาลเอกชนขอเลื่อนเวลาไปอีกเล็กน้อย เนื่องจากต้องดำเนินการเรื่องปรับอัตราจ่ายส่วนนี้ให้ผ่านมติบอร์ดประกันสังคมและออกประกาศให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งหากเป็นไปตามมตินี้ การต่อสัญญารพ.ประกันสังคมในปี 2568 จะไม่กระทบต่อการใช้บริการของผู้ประกันตน เพราะจะต้องดำเนินการเซ็นต์สัญญาให้แล้วเสร็จภายใน ธ.ค.2567 เพื่อให้บริการตั้งแต่ 1 ม.ค.2568
ที่มา: เว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ, 7/12/2567
รัฐบาลเข้มต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานข้ามชาติ
นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีมีหลายฝ่ายกังวลถึงการรวมกลุ่มกันของแรงงานข้ามชาติ บริเวณห้างสรรพสินค้าดังย่านสำโรง จ.สมุทรปราการ และในหลายๆ พื้นที่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่นั้น รัฐบาลโดยกระทรวงแรงงาน สั่งการกรมการจัดหางาน หน่วยงานในกำกับ เข้าตรวจสอบข้อมูลทันที เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชนในพื้นที่ รวมถึงกระทบต่อการทำงานของคนไทย พร้อมกับเน้นย้ำถึงข้อปฏิบัติในการทำงานในประเทศไทยจะต้องมีเอกสารประจำตัวบุคคลและใบอนุญาตทำงานถูกต้อง รวมทั้งต้องทำงานตามสิทธิที่ระบุไว้ในประกาศกระทรวงแรงงาน
นายคารม กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกระทรวงแรงงาน และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จ.สมุทรปราการ พบว่าแรงงานต่างชาติที่รวมกลุ่มเป็นชาวเมียนมา ส่วนใหญ่ทำงานในพื้นที่ จ.สมุทรปราการ สมุทรสาคร และกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่จะรวมกลุ่มกันในวันอาทิตย์ ซึ่งเป็นวันหยุดทำงาน อย่างไรก็ดี ไม่พบการรวมกลุ่มของแรงงานต่างชาติที่ส่งผลเชื่อมโยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของคนในพื้นที่แต่อย่างใด
“ก่อนจะถึงวันเปิดการต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงาน 4 สัญชาติ คือ กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ซึ่งจะครบกำหนดวันอนุญาตให้ทำงานในวันที่ 13 ก.พ. 2568 รัฐบาลเน้นย้ำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงลงพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะย่านธุรกิจที่มีสถานประกอบการจำนวนมาก เพื่อตรวจแนะนำการจ้างแรงงานข้ามชาติที่ถูกต้องแก่นายจ้าง สถานประกอบการ และประชาสัมพันธ์การดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงาน ตามมติ ครม. เพื่อให้สามารถปฏิบัติตามกระบวนการขั้นตอนที่กระทรวงแรงงานกำหนดได้อย่างถูกต้อง” นายคารม ระบุ
ที่มา: สำนักข่าวไทย, 5/12/2567
สปส.เปิดรับฟังความเห็น “ปรับเพดานค่าจ้าง ม.33 ส่งเงินสมทบประกันสังคม” ปี 2569-2571 เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท เงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน พร้อมเพิ่มเงินบำนาญ-สิทธิประโยชน์
สำนักงานประกันสังคม (สปส.) กระทรวงแรงงาน เปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ต่อร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม พ.ศ. … เพื่อให้เกิดความเหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
เนื่องจากกฎกระทรวง ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2538) ได้กำหนดค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ของผู้ประกันตนมาตรา 33 ไว้ไม่เกิน 15,000 บาท ซึ่งบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 30 มี.ค. 38 โดยค่าจ้างขั้นต่ำต่อวันขณะนั้น มีอัตราสูงสุดอยู่ที่ 135 บาท
ดังนั้น จึงสมควรปรับปรุงให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน และเป็นไปตามมาตรฐานเพดานค่าจ้างขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ตามอนุสัญญาฉบับที่ 102 เรื่องสิทธิประโยชน์ประกันสังคมขั้นพื้นฐาน เพื่อความเพียงพอของสิทธิประโยชน์ที่เป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับกองทุนรองรับรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น เพื่อการกระจายรายได้จากผู้มีรายได้มากไปสู่ผู้มีรายได้น้อยภายในระบบประกันสังคม และเพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบประกันสังคม
สำหรับร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ สปส. วางเป้าหมายที่จะให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป โดยจะเป็นการ ปรับเพดานค่าจ้าง จากปัจจุบันที่ 15,000 บาท มาเป็นแบบขั้นบันได โดยค่าจ้างที่ใช้เป็นฐานคำนวณเงินสมทบผู้ประกันตน มาตรา 33 เป็นดังนี้
ปี 2569-2571 : เพดานค่าจ้าง 17,500 บาท (เงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน)
ปี 2572-2574 : เพดานค่าจ้าง 20,000 บาท (เงินสมทบสูงสุด 1,000 บาท/เดือน)
ปี 2575 เป็นต้นไป : เพดานค่าจ้าง 23,000 บาท (เงินสมทบสูงสุด 1,150 บาท/เดือน)
ทั้งนี้ ในร่างกฎกระทรวงดังกล่าว มีหลักการสำคัญในการปรับเพิ่มเพดานค่าจ้างขั้นสูง ดังนี้
1. เพื่อให้ผู้ประกันตนได้รับสิทธิประโยชน์เป็นเงินทดแทนการขาดรายได้ที่มีความเพียงพอสอดคล้องกับค่าจ้างจริง เนื่องจากฐานที่ใช้ในการคำนวณเพื่อรับสิทธิประโยชน์ดังกล่าว จะคำนวณจากค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุนประกันสังคม ดังนี้
เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีเจ็บป่วย 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน
เงินทดแทนการขาดรายได้กรณีทุพพลภาพสูงสุด 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน
เงินสงเคราะห์การหยุดงานเพื่อการคลอดบุตร 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน
เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน
เงินทดแทนการขาดรายได้ในกรณีว่างงานสูงสุด 50% ของค่าจ้างที่นำส่งเข้ากองทุน
เงินบำนาญชราภาพ ไม่ต่ำกว่า 20% ของค่าจ้างเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้ายที่นำส่งเข้ากองทุน โดยผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบ 15 ปี จะได้รับบำนาญ 20% ของค่าจ้าง ส่วนผู้ประกันตนที่ส่งเงินสมทบมากกว่า 15 ปี จะได้รับบำนาญเพิ่มอีก 1.5% ทุกการส่งเงินสมทบครบ 12 เดือน
สำหรับเงินบำเหน็จชราภาพ จะได้รับเพิ่มขึ้นโดยอัตโนมัติ เนื่องจากมีการนำส่งเงินสมทบเพื่อการจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีชราภาพเพิ่มขึ้นจากการปรับฐานที่ใช้ในการคำนวณเงินสมทบ
2. เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับกองทุน รองรับรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น
3. เพื่อการกระจายรายได้จากผู้มีรายได้มากไปสู่ผู้มีรายได้น้อยภายใต้ระบบประกันสังคม เนื่องจากปัจจุบันมีผู้ประกันตน 62.5% มีค่าจ้างต่ำกว่า 15,000 บาท และมีผู้ประกันตน 37.5% มีค่าจ้างเท่ากับหรือสูงกว่าเพดานค่าจ้างปัจจุบัน
สำหรับการรับฟังความคิดเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาร่างกฎกระทรวงดังกล่าว สามารถทำได้จาก 4 ช่องทาง ดังนี้
1. ระบบกลางทางกฎหมาย (www.law.go.th) ตั้งแต่วันที่ 1-15 ธ.ค.67
2. เว็บไซต์สำนักงานประกันสังค (www.sso.go.th) ตั้งแต่วันที่ 1-15 ธ.ค.67
3. มุมรับฟังความคิดเห็น ณ สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ และสำนักงานประกันสังคมจังหวัด/สาขา จนถึง 31 ธ.ค.67
4. การจัดประชุมรับฟังความคิดเห็น เริ่มตั้งแต่ 16 ต.ค. – 31 ธ.ค.67
ที่มา: การเงินการธนาคาร, 5/12/2567
ปิดโรงงานเย็บผ้าส่งออก จ.สมุทรสาคร เลิกจ้างพนักงาน 443 คน
โรงงานเย็บผ้าส่งออก ย่านอ้อมน้อย อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ประกาศปิดโรงงาน เลิกจ้างพนักงาน 443 คน และแรงงานกอดกันร้องไห้
นายจ้างได้ชี้แจง กับสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด ว่าประคองกิจการต่อไปไม่ไหว เป็นผลกระทบหลังโควิด-19 ต่อเนื่องมา ไม่มีออร์เดอร์จากลูกค้า แต่เคสนี้นายจ้างจ่ายค่าชดเชยเลิกจ้างให้แก่ลูกจ้างทั้งหมด เป็นเงินค่าชดเชย รวมประมาณ 41.5 ล้านบาท ทั้งแรงงานไทย และแรงงานเมียนมา ต่างได้รับค่าชดเชยตามกฎหมาย
ภาคประชาชน-นายจ้าง ชำแหละขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ เชื่อ 2 ล้านคนต่อใบอนญาตไม่ทัน แนะวันสต็อปเซอร์วิส ลดคอร์รัปชั่น
4 ธ.ค. 2567 ที่โรงแรมพูลแมน คิง พาวเวอร์ กรุงเทพมหานคร เครือข่ายองค์กรด้านประชากรข้ามชาติ (Migrant Working Group :MWG) ร่วมกับกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานต่างด้าว (Group of Enterpreneurswith Foreign Workers :GEFW) จัดเวทีเสวนา “ชำแหละมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 24 กันยายน 2567 การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ” เพื่อนำเสนอประเด็นปัญหา ข้อกังวลใจของนายจ้างผู้ประกอบการ และภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในเรื่องการดำเนินการต่ออายุใบอนุญาตทำงานตามมติ ครม.วันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา และจัดทำข้อเสนอแนวทางการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติในระยะยาวต่อรัฐบาลกระทรวงแรงงาน
โดยมี นางอรรถพันธ์ มาศรังสรรค์ ที่ปรึกษาด้านแรงงานสมาคมอุตสาหกรรมทูน่าไทย, รศ.กิริยา กุลกลการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, นายปัญญรักษ์ โรเก้ Dignity in Work for All, นายอดิศร เกิดมงคล ผู้ประสานงานเครือข่ายด้านประชากรข้ามชาติ, นายสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน และโฆษกคณะกรรมาธิการแรงงาน, นายจำนงค์ ทรงเคารพ ผู้อำนวยการสำนักบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน และนางนิลุบล พงษ์พยอม ผู้แทนกลุ่มนายจ้างที่ใช้แรงงานต่างด้าว เข้าร่วม
นายอดิศร กล่าวว่า ตามมติ ครม.วันที่ 24 กันยายน 2567 ระบุถึงคน 2 กลุ่ม 1.กลุ่มที่จะจดทะเบียนใหม่ ซึ่งกลุ่มนี้อาจจะไม่มีปัญหามากนั้น แต่ด้วยระยะเวลาที่สั้นคือให้ดำเนินการภายใน 15 วัน รอบนี้ กกจ. คาดการณ์ว่าจะมีผู้ขึ้นทะเบียนใหม่ 4 แสนคน แต่ประเมินว่า 7 แสนคน ซึ่งอาจทำให้ระบบออนไลน์ของกระทรวงล่มได้ 2.กลุ่มที่ใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งในมติ ครม.ดังกล่าว ให้ทำในรูปแบบของการต่อ MOU ซึ่งปัญหาคือ ต้องติดต่อประเทศต้นทาง
“ขั้นตอนคือ ให้นายจ้างหรือบริษัทที่นำคนต่างด้าวมาทำงาน เป็นผู้ยื่นบัญชีรายชื่อคนต่างด้าวในระบบ เพื่อนำบัญชีรายชื่อนี้ติดต่อกับประเทศต้นทาง โดยขณะนี้มี 2 ประเทศ ที่ตกลงว่าจะดำเนินการในประเทศไทย คือ กัมพูชา และพม่า อีก 2 ประเทศ ยังไม่ได้มีการยืนยันอะไร เท่ากับว่าต้องกลับไปทำ MOU เข้ามาใหม่ ก็คือ สปป.ลาว กับ เวียดนาม ซึ่งทั้ง 2 ประเทศนี้จำนวนคนไม่มาก อาจไม่กระทบมาก แต่กัมพูชาและเมียนมา มีแรงงานจำนวนมาก ทำให้ตรงนี้อาจมีปัญหา” นายอดิศร กล่าวและว่า ในแง่การดำเนินการเมื่อต้องติดต่อประเทศต้นทาง ในกรณีของเมียนมาจะมีปัญหาค่อนข้างมาก เพราะว่าจำนวนแรงงานเมียนมา ถ้าต้องดำเนินการในรอบนี้มีจำนวนกว่า 2 ล้านคน (จากจำนวนรวมแรงงานต่างด้าวกว่า 2.3 ล้านคน ประกอบด้วยแรงงาน เมียนมา ลาว เวียดนาม กัมพูชา) ซึ่งปัญหาคือ ความพร้อมของประเทศต้นทาง
นายอดิศร กล่าวว่า โดยในระบบต่อ MOU จะมี 5 ขั้นตอน คือ 1.ยื่นบัญชีรายชื่อคนต่างด้าว 2.ให้ กกจ.อนุมัติบัญชีรายชื่อคนต่างด้าว (Name list) 3.ติดต่อประเทศต้นทางเพื่อจองคิว ดำเนินการรับรองเอกสารจากประเทศต้นทาง 4.ตรวจสุขภาพ ตรวจโรคซื้อประกัน 5.ยื่นขอใบอนุญาตทำงานจาก กกจ. และ กกจ.จะออกเอกสารให้ไปขอตรวจลงตราวีซ่าก่อนนำไปทำบัตรชมพู ทั้งนี้ ขั้นตอนทั้งหมดต้องทำให้เสร็จภายใน 13 กุมภาพันธ์ 2568 ซึ่งเหลือเวลาน้อยมาก ปัญหาจะหนักที่แรงงานเมียนมา แม้ดำเนินการในประเทศ แต่มีศูนย์ดำเนินการเพียง 3 แห่งคือ สถานทูตเมียนมาในกรุงเทพมหานคร สถานกงศุลเมียนมา ที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.ระนอง ขณะที่มีนายจ้างทั้งหมด จำนวน 3-4 แสนคน หากนายจ้างต้องไปดำเนินการเอง แต่ละศูนย์ต้องรับภาระวันละประมาณ 1,000-3,000 คนต่อวัน หรืออาจถึงหมื่นคน โดยหลักการก็ดูเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว และไม่เพียงพอ ดังนั้น จึงน่าจะเกิดปัญหาการต่อใบอนุญาตไม่ทัน
“หากขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติไม่ทันเวลาที่กำหนด จะทำให้แรงงานเหล่านี้กลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายจำนวนหลักล้าน และถูกผลักดันส่งกลับไปสู่ภัยอันตราย การค้ามนุษย์ แรงงานบังคับ ตลอดจนระบบส่วย โดยจะสร้างความเสี่ยงคือ ความเสี่ยงที่จะผิดกฎหมาย, ภาระหนี้สิน แรงงานขัดหนี้หรือแรงงานบังคับ จากค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น และความเสี่ยงต่อความปลอดภัยในชีวิต ถือเป็นกระบวนการกลายเป็นคนผิดกฎหมาย (criminalization) โดยนโยบายรัฐ“ นายอดิศร กล่าว
นางนิลุบล กล่าวว่า อยากให้ปรับมาใช้วิธีการที่ผ่านระบบออนไลน์แล้วเข้าศูนย์วันสต็อปเซอร์วิส (OSS) ให้จบง่าย เพื่อจะสะดวกกับทุกคน เพราะว่าจะรวมเอาโรงพยาบาล จัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และศูนย์ทะเบียนภาคเข้าไปอยู่ในศูนย์ และทำเบ็ดเสร็จในนั้นทีเดียว ถ้าทำระบบวันสต็อปเซอร์วิสในระบบออนไลน์ ก็จะสามารถแสกนจ่ายเงินเข้ากระทรวงแรงงาน ไม่มีเรื่องการคอร์รัปชั่นใดๆ ทั้งนี้ หากคำนวณจากตัวเงินที่จะต้องจ่ายค่าบัญชีรายชื่อแรงงานต่างด้าว (Name list) และค่าภาษีเฉพาะประเทศเมียนมา ที่มีแรงงานจำนวน 2 ล้านกว่าคนนั้น คำนวณแล้วเป็นตัวเงินกว่า 9 พันล้านบาท ที่เราจะต้องจ่ายให้กับเมียนมาในประเทศไทยถือว่าสูงมาก ทั้งๆ ที่เงินก้อนนี้ควรต้องนำมาช่วยเหลือเยียวยานายจ้างได้
“ประเมินว่าผู้ประกอบการจำนวนมากไม่สนับสนุนต่อการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ตามมติ ครม. วันที่ 24 กันยายน 2567 ซึ่งตอนนี้คาดว่า ทางกระทรวงแรงงานมีปัญหา คือ ระบบไม่นิ่ง ไม่ยอมต่อในเรื่องคิวของแรงงานเมียนมาให้กับนายจ้าง นายจ้างมีความลำบากมากในเรื่องนี้ เพราะจำนวนแรงงานเมียนมาถึง 2 ล้านกว่าคน แต่ระยะเวลาเหลือไม่ถึง 40 วัน จะทำอย่างไร ให้ดำเนินการได้ทัน ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาคิวผี คิวส่วยวุ่นวายตามมา“ นางนิลุบล กล่าว
ขณะที่นายสหัสวัต กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันโครงสร้างระบบเศรษฐกิจของไทยไม่สามารถอยู่ได้เลย ถ้าขาดแรงงานข้ามชาติเหล่านี้ เพราะคนเหล่านี้เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งต้องมีวิธีการที่ควรจะเป็นและทำให้การขึ้นทะเบียน ง่าย เร็ว และถูกที่สุด แต่ของไทยตรงกันข้ามทั้งสิ้น ดังนั้น ควรปรับวิธีการขึ้นทะเบียนใหม่ทั้งหมด ที่มีความซับซ้อน ล่าช้า และค่าใช้จ่ายสูง
“จึงเสนอให้กระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างชาติควรมีระยะเวลาทำสั้นลง และมีแผนที่ชัดเจน ไม่ใช่ต้องรอมติ ครม.ไปเรื่อยๆ จะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ทำให้แรงงานที่หลุดออกจากระบบจำนวนมากได้ขึ้นทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายได้ หากเป็นการทำ MOU ควรจะเป็นกระบวนการรัฐต่อรัฐ ให้นายจ้างทำงานง่าย และควรจะกระจายอำนาจการขึ้นทะเบียนสู่ท้องถิ่น และเข้าสู่ระบบกลางในรูปแบบออนไลน์แบบวันสต็อปเซอร์วิส รวมถึงนำแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบกองทุนประกันสังคม แต่หากดูตามมติ ครม. วันที่ 24 กันยายน 2567 ในการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติแล้ว ดูอย่างไรก็ทำไม่เสร็จ จะต้องมีมติ ครม. ใหม่มาขยายเวลาอย่างแน่นอน“ นายสหัสวัตกล่าว
กกจ.ประกาศ 'เมืองไทย-ทิพย-คุ้มภัยโตเกียวมารีน' ทำประกันภัยแรงงานต่างด้าว
สำนักข่าวอิศรา รายงานความคืบหน้ากรณีกรมการจัดหางาน (กกจ.) กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานใหม่ในการคัดเลือกบริษัทประกันภัยตามกฎหมายว่าด้วยการประกันวินาศภัยที่จะรับประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว ซึ่งจะขอรับใบอนุญาตทำงานตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 2567 ว่า บริษัทจะต้องมีคุณสมบัติและเงื่อนไขตามที่กำหนด 13 ประการ แจ้งความประสงค์จะเข้าร่วมการดำเนินการประกันสุขภาพแรงงานต่างด้าว ภายในวันที่ 19 พ.ย. 2567 ที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาอนุญาตให้เชื่อมโยงข้อมูลหลักฐานการซื้อประกันสุขภาพต่อไป
ขณะที่ตัวแทนบริษัทประกันภัยกลุ่มหนึ่ง ได้ทำหนังสือร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบกรณีข้าราชการกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ออกหลักเกณฑ์เอื้อประโยชน์บริษัทประกันภัยบางบริษัท ให้มีสิทธิเข้ารับการประกันสุขภาพของคนต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรี 24 ก.ย. 2567 และกีดกันบริษัทประกันภัยอื่น ๆ โดยกำหนดคุณสมบัติเรื่องทรัพย์สินรวมที่ต้องมีทรัพย์สินรวม ณ สิ้นปี 2566 จำนวนไม่ต่ำกว่า 3 หมื่นล้านบาท และต้องมีอัตราส่วนความเพียงพอของการดำรงเงินกองทุนต่อเงินกองทุนที่ต้องดำรงตามกฎหมาย (Car Ratio) ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 200 ณ สิ้นปี 2566 ซึ่งทำให้เหลือบริษัทประกันภัยที่สามารถเข้าร่วมประกันภัยเพียง 2 บริษัท จากเดิม 17 บริษัทประกันภัย ขณะที่ตัวเลขการทะเบียนแรงงานต่างด้าว ปัจจุบันมีจำนวนกว่า 3 ล้านคน ตัวเลขมูลค่าวงเงินประกันที่จะเกิดขึ้นประมาณ 5 พันล้านบาท
ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2567 กรมการจัดหางานประกาศชื่อบริษัทประกันภัยที่เชื่อมโยงข้อมูลการทำประกันสุขภาพของคนต่างต่างด้าวสัญชาติกัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์กับกรมการจัดหางานแล้ว ได้แก่ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ต่อมากรมการจัดหางานได้แพร่ประกาศฉบับที่ 2 ประกาศบริษัทที่เชื่อมโยงข้อมูลการทำประกันสุขภาพของคนต่างด้าวเพิ่มอีก 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) และบริษัท คุ้มภัยโตเกียวมารีนประกันภัย (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
ที่มา: สำนักข่าวอิศรา, 3/12/2567
ปลัดแรงงาน นัดบอร์ดไตรภาคี ถกปรับค่าจ้าง 400 บาท 11-12 ธ.ค.นี้
นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการค่าจ้าง ชุดที่ 22 หรือบอร์ดค่าจ้างไตรภาคี เปิดเผยถึงความคืบหน้าการประชุมบอร์ดค่าจ้างไตรภาคี เพื่อพิจารณาปรับค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 400 บาท ว่า หลังจากนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เสนอชื่อแต่งตั้งกรรมการผู้แทนฝ่ายรัฐบาล เพื่อเป็นบอร์ดค่าจ้างไตรภาคีแทนตำแหน่งที่ว่างลง จำนวน 2 คน คือ นายอัครุตม์ สนธยานนท์ รองปลัดกระทรวงการคลัง และเรือเอกสาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2567 ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงแรงงานเสนอแล้ว หลังจากนี้จะต้องรอการประกาศจาก ครม. และจะมีการส่งหนังสือเชิญไปยังกรรมการทั้ง 3 ฝ่าย เพื่อนัดประชุมประมาณวันที่ 11-12 ธันวาคมที่จะถึงนี้
นายบุญสงค์ กล่าวต่อไปว่า การปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 400 บาท ถือเป็นดุลยพินิจของบอร์ดไตรภาคี เชื่อว่ากรรมการทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายนายจ้าง ลูกจ้าง และฝ่ายรัฐ เห็นถึงความจำเป็นและความสำคัญของกันและกัน ส่วนตัวเลขค่าจ้างขั้นต่ำในแต่ละพื้นที่ที่จะมีการเสนอเข้าประชุมบอร์ดไตรภาคี จะเป็นข้อมูลที่มีการรวบรวมมาแล้วจากครั้งก่อนหรือไม่ ยังต้องดูรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง โดยบอร์ดมีการพิจารณาอย่างเป็นธรรมและโปร่งใส ขอให้สบายใจ ซึ่งส่วนตัวไม่มีความกังวล เพราะทำตามหน้าที่และระเบียบกฎหมาย
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 2/12/2567
ผลสำรวจเผยพนักงานไทยในอุตสาหกรรมการตลาด ไอที และครีเอทีฟ 62% ใช้ Generative AI ในชีวิตประจำวัน
จากรายงาน Decoding Global Talent 2024: AI Edition ของ Jobsdb by SEEK ซึ่งร่วมกับ BCG, The Network และ Stepstone เผยให้เห็นว่าแรงงานไทยถึง 62% ใช้ Generative AI อยู่แล้ว ทั้งในการทำงานและชีวิตประจำวัน โดยหลายอุตสาหกรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเร่งปรับตัวและนำเทคโนโลยีนี้มาใช้เพื่อขับเคลื่อนอนาคตการทำงานร่วมกับ AI
โดยการสำรวจแรงงานจาก 190 ประเทศ รวมถึงประเทศไทย พบว่าการนำ AI มาใช้อย่างแพร่หลายกำลังเปลี่ยนแปลงลำดับความสำคัญในการทำงาน ความต้องการทักษะใหม่ และกลยุทธ์การจ้างงานในอนาคต โดยมุ่งเน้นไปที่บทบาทของ AI ในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน การพัฒนาทักษะใหม่ที่สำคัญ รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของตลาดงานที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งมีส่วนช่วยให้เล็งเห็นถึงอิทธิพลของ AI ต่ออนาคตการทำงาน
รายงานระบุว่า 62% ของแรงงานไทยใช้ Generative AI (GenAI) ในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำให้ประเทศไทยกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีการนำ AI มาใช้มากที่สุดในโลก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการตลาด ไอที และครีเอทีฟ ที่กำลังก้าวหน้าในด้านการนำ AI มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและขับเคลื่อนนวัตกรรมต่างๆ
นอกจากนี้ 83% ของพนักงานไทยเชื่อว่า AI จะทำให้งานบางอย่างมีความเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแรงงานไทยมีความพร้อมที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แม้ว่าจะยังมีความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในการทำงาน โดย 27% ของแรงงานกังวลว่าผลกระทบจาก AI อาจทำให้บทบาทการทำงานของพวกเขาถูกแทนที่ได้
นอกจากนี้ ในรายงานยังพบว่ามีจำนวนแรงงานไทยที่ใช้บริการ Generative AI เป็นรายเดือนที่สูงถึง 48% ซึ่งนับว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ถึง 4% ทำให้ประเทศไทยเหมาะสมที่จะเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมและการพัฒนาแรงงานที่ทำงานร่วมกับ AI ในอนาคตอันใกล้
อีกหนึ่งประเด็นที่รายงาน Decoding Global Talent 2024: AI Edition ได้ให้ความสำคัญก็คือ การพัฒนาทักษะใหม่ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในยุคที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงการทำงานของคนทั่วโลก
โดย 57% ของแรงงานทั่วโลกพร้อมที่จะพัฒนาทักษะใหม่เพื่อตอบรับกับความต้องการในตลาดแรงงานภายใต้สภาพแวดล้อมที่ขับเคลื่อนด้วย AI อีกทั้งคนทำงานในประเทศไทยมากถึง 70% ยังแสดงความสนใจที่จะพัฒนาทักษะใหม่ๆ ให้กับตนเอง โดยผู้ที่ทำงานในสายงานบริหารธุรกิจ งานขาย และงานบริการลูกค้า เป็นกลุ่มที่กระตือรือร้นอย่างยิ่งในการเรียนรู้ทักษะใหม่เพื่อให้ตนเองแข่งขันได้ในตลาดแรงงาน โดยกลุ่มที่ทำงานสายบริหารธุรกิจตระหนักถึงความเป็นไปได้ที่ AI อาจก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในงานของตนมากเป็นพิเศษ
และเมื่อพูดถึงลำดับความสำคัญของการพัฒนาทักษะในปัจจุบัน คนไทยส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับทักษะการวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์เป็นอันดับต้นๆ ตามด้วยทักษะด้านภาษา ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญที่ทั้งนายจ้างและแรงงานจะต้องเตรียมตัวเพื่อก้าวสู่อนาคตของการทำงานในยุค AI
การเรียนรู้ของคนไทยส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ผ่านการรับชมวิดีโอการศึกษาด้วยตนเอง และแอปพลิเคชันบนมือถือ ดังนั้น การฝึกอบรมแบบวิดีโอ การสอนออนไลน์ หรือการเรียนรู้แบบ Microlearning จึงเป็นที่นิยม โดยเฉพาะในรูปแบบที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านอุปกรณ์พกพา นอกจากนั้นคนไทยยังมีแนวโน้มที่จะชอบพอดแคสต์และการเรียนรู้ผ่านเสียง ซึ่งแตกต่างจากคนในภูมิภาคเดียวกัน
สำหรับผู้หางาน การพัฒนาทักษะในเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วย AI ถือเป็นกุญแจสำคัญของการแข่งขันในตลาดการหางาน และด้านนายจ้างเองก็ควรเริ่มใช้ AI อย่างมีกลยุทธ์พร้อมกับการลงทุนในโครงการเสริมสร้างทักษะใหม่ๆ และนำ GenAI มาใช้เพื่อปรับปรุงกระบวนการทำงานและการจ้างงาน
ธุรกิจในไทยจำนวนมากกำลังนำ AI มาใช้มากขึ้นในการพัฒนากระบวนการสรรหาบุคลากรและช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานเช่นเดียวกัน จากรายงานพบว่า องค์กรต่างๆ กำลังมุ่งเน้นการว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการแข่งขันท่ามกลางเศรษฐกิจดิจิทัลที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยรวมการใช้ Generative AI เพื่อปรับปรุงการจ้างงานและความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการลงทุนในโครงการฝึกทักษะใหม่สำหรับพนักงานเพื่อส่งเสริมความสามารถในด้านการคิดวิเคราะห์ ความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มความชำนาญทางด้านเทคโนโลยี พัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรให้ตอบสนองกับความต้องการของตลาดในอนาคตมากขึ้น โดยการดำเนินการเหล่านี้จะช่วยเสริมบทบาทของไทยในเศรษฐกิจดิจิทัลโลกให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
