การศึกษาคือประตูสู่โอกาส ความหวัง ความฝันของเด็กทุกคนบนโลกนี้ รวมไปถึงเด็กที่ติดตามแรงงานข้ามชาติเข้ามาในประเทศไทย แต่การจะเปิดประตูบานใหญ่อย่างการศึกษาไปสู่ความฝันของเด็กข้ามชาติยังไม่ใช่เรื่องง่าย

บัวจือ ชาติพันธุ์ไทใหญ่ อายุ 15 ปี เกิดที่ประเทศไทย พ่อและแม่เป็นแรงงานข้ามชาติจากรัฐฉาน ประเทศพม่า
ครอบครัวทำงานอยู่ในโรงงานเย็บเสื้อกันหนาวขนาดเล็ก ย่านบางบอน
บัวจือกล่าวว่า “หนูอยู่กับครอบครัว ในห้องพักชั้นบนของโรงงาน ตอน อายุ 5 ขวบกลับไปอยู่กับย่าที่พม่าจนเรียนจบชั้นม.ต้น มีเหตุการณ์ความไม่สงบ ครอบครัวจึงให้หนูและน้องกลับมาประเทศไทยอีกครั้ง พ่อกับแม่ของหนู บอกให้เรียนรู้ภาษาไทยให้มาก ฝึกพูด ฝึกอ่าน เพราะจำเป็นต้องใช้ในประเทศไทย หนูจึงเรียนภาษาไทยด้วยตัวเองผ่านยูทูบ ฝึกพูดภาษาไทยกับเพื่อนคนงานของพ่อที่เป็นคนไทย ช่วยพนักงานพม่าและพนักงานไทยสื่อสารกัน”
“หนูมีความฝัน อยากเป็นช่างออกแบบเสื้อผ้า มีแรงบันดาลใจจากการเห็นออกแบบเสื้อผ้าจากโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าที่พ่อทำอยู่ เห็นการออกแบบในคอมพิวเตอร์ เลยเลือกเรียนตัดเย็บเสื้อผ้าสำเร็จรูปกับคอมพิวเตอร์เป็นทักษะอาชีพ และหนูอยากเป็นครูสอนภาษาไทย ให้กับรุ่นน้องๆ ที่มาจากพม่า เพราะการที่เรามาอยู่แบบไม่รู้ภาษาเป็นเรื่องยากมาก จะตั้งใจเรียนสูงๆ กลับมาเป็นครูสอนน้องๆ ที่มูลนิธิ อยากดูแลพ่อแม่ และน้องสาวให้ดี หนูอยากกลับบ้านที่ไทใหญ่ แต่ตอนนี้ยังกลับไม่ได้ อยากทำอะไรสิ่งที่ตั้งใจที่ประเทศไทยก่อน” บัวจือกล่าว

ต้นมัด ชาติพันธ์ุมอญ อายุ 17 ปี เกิดที่ประเทศไทย พ่อและแม่เป็นแรงงานข้ามชาติจากพม่า ครอบครัวทำงานอยู่ในตลาดบางบอน
ต้นมัดกล่าวว่า “ตอน ผมชั้น ป.1 ได้เข้าไปเรียนในโรงเรียนสังกัดกทม.ที่มีประสบการณ์รับเด็กข้ามชาติ แถวบางแค จนจบชั้น ป.3 ประมาณ ปี 2560 ครอบครัวเริ่มลำบาก จึงส่งผมกลับไปอยู่ย่า ที่พม่า หลังสถานการณ์โควิด พ่อไปรับกลับมาอยู่ที่กรุงเทพ จะกลับไปเรียนที่เดิม ก็เรียนไม่ได้แล้ว เพราะว่าลืมภาษาไทย และอายุมากกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกัน จนพ่อแม่ ย้ายมาทำงานขายของที่ตลาดบางบอน ผมก็ช่วยงานเป็นลูกจ้างขายของหน้าร้าน กับพ่อแม่ จนมีคนแนะนำให้มาสมัครเรียนที่มูลนิธิ เรียนภาษาไทยหนึ่งเทอม ทดสอบผ่านเข้าไปเรียนระดับประถมของสกร.มาหนึ่งปีแล้ว”
“ผมมีความฝันว่าอยากเปิดร้านอาหารเป็นของตัวเอง เพราะชอบทำอาหาร แม่ก็ชอบทำอาหาร อยู่ในตลาด มีวัตถุดิบมาทำกับข้าว เรียนรู้การทำอาหารด้วยตัวเองจากยูทูบ และให้แม่สอนด้วย จึงเลือกเรียนทักษะอาชีพทำอาหารและเบเกอรี่เพิ่ม
แต่ความฝันตอนเด็กของผมคือ อยากเป็นหมอ เพราะจะได้ดูแลครอบครัวช่วยเหลือคนอื่น แต่ตอนนี้ก็ได้ช่วยเหลือชุมชนของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งส่วนใหญ่สื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ก็มาขอความช่วยเหลือ ให้อ่านฉลากยา อ่านข่าว ให้พาไปโรงพยาบาล แนะนำเรื่องการเดินทาง ก็รู้สึกภูมิใจในตัวเอง ที่สามารถเป็นล่ามให้กับคนในชุมชน ช่วยเหลือคนในชุมชนได้” ต้นมัดกล่าว
ปี 2535 ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (Convention on the Rights of the Child) ว่าด้วยสิทธิที่เด็กจะได้รับการพัฒนาทางร่างกาย สมอง และจิตใจ โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเชื้อชาติ สีผิว ศาสนาหรือความเชื่อใด จากมติคณะรัฐมนตรี 5 กรกฎาคม 2548 เห็นชอบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปีแก่บุคคลที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎรหรือไม่มีสัญชาติไทย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย แต่ในทางปฏิบัติเด็กข้ามชาติจำนวนมากยังเผชิญอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษา
จากข้อมูลของไอโอเอ็ม ประเทศไทยโดยการประเมินความต้องการหลายภาคส่วน ระหว่างเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม พ.ศ. 2566 เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล พบว่าประเภทของพื้นที่เรียนรู้ที่เด็กๆ ในครัวเรือนที่มีการสำรวจเข้าเรียน
- จำนวน 57% คือ ศูนย์การเรียนรู้สำหรับผู้ย้ายถิ่น หรือ Migrant Learning Center
- โรงเรียนเอกชน 17%
- โรงเรียนรัฐบาล 16 %
- ศูนย์เรียนรู้ชุมชน 4%
- ไม่ต้องการตอบ 2%
อุปสรรคขวางไม่ให้เด็กได้เรียน
ศิววงศ์ สุขทวี ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน กล่าวว่า “2 ปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กเข้าสู่ระบบศูนย์การเรียนรู้มากขึ้น จากหลักสิบ เป็นหลักร้อย ตามศูนย์เรียนรู้แรงงานข้ามชาติ ส่วนหนึ่งก็มีความหวังว่าจะได้กลับบ้าน รวมถึงการเตรียมตัวลูกหลานของตนเองให้เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมบ้านเกิด บางส่วนส่งลูกเรียนในศูนย์การเรียน ที่เปิดสอนภาษาของตน ไม่ได้วางแผนว่าจะมาอยู่ที่ไทยนาน แต่ครอบครัวแรงงานอพยพจำนวนมากไม่สามารถกลับบ้านได้ เนื่องจากค่าใช้จ่าย ภาวะสงคราม เมื่อส่งลูกหลานเรียนในศูนย์การเรียนรู้ที่เตรียมตัวเด็กในการกลับพม่าถูกตรวจสอบและปิดไป อย่างศูนย์การเรียนมิตตาเย๊ะ จังหวัดสุราษฎร์ธานี เด็กจำนวนมากที่ไม่ได้ถูกเตรียมความพร้อมให้เข้าสู่สังคมไทยจึงเหมือนถูกลอยแพ”
ลัดดาวัลย์ หลักแก้ว ผู้จัดการโครงการ มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท กล่าวว่า “ถึงแม้ว่าการจัดการศึกษาในรูปแบบศูนย์การเรียนรู้สำหรับผู้ย้ายถิ่นจะเป็นพื้นที่เรียนรู้ของลูกหลานแรงงานข้ามชาติส่วนใหญ่ แต่ยังมีการตั้งคำถาม เรื่องความถูกต้องตามกฎหมาย และคุณภาพของการจัดการศึกษาอยู่ ยิ่งสถานการณ์ปัจจุบัน ยิ่งมีปัญหาเพิ่มมากขึ้น เลยทำให้เด็กที่อยู่เดิมและเด็กที่เคลื่อนย้ายเข้ามาใหม่ ตกหล่นจากระบบการศึกษาค่อนข้างมาก กว่าเท่าหนึ่งของเด็กที่เคยอยู่ในระยะที่ผ่านมา ศูนย์การเรียนรู้ของเด็กข้ามชาติหลายแห่ง เสี่ยงที่จะถูกปิด และปิดตัวเอง เนื่องจากความกลัว ซึ่งหากศูนย์เหล่านี้ไม่สามารถดำเนินการได้จะส่งผลทำให้เด็กที่อยู่ในศูนย์การเรียนรู้ มากกว่า 25,000 คน ไม่ได้อยู่ในระบบการศึกษาใดๆเลย หรือ หยุดเรียนกลางคัน”
ลัดดาวัลย์กล่าวต่อว่า “แม้ว่ารัฐบาลไทยจะเปิดโอกาสให้กับเด็กทุกคน ได้เข้าสู่การศึกษาในระบบโรงเรียน แต่ว่าลูกหลานของแรงงานข้ามชาติถูกข้อจำกัดบางประการที่ทำให้สถานศึกษาปฏิเสธการรับเด็กข้ามชาติ ในเรื่องภาษา เด็กข้ามชาติที่เกิดไทย ภาษาไทยคล่อง การปรับตัวจะง่ายและเร็ว ว่าเด็กที่ติดตามแรงงานเข้ามา การเข้าเรียนในระบบของไทย ต้องเตรียมภาษาไทยก่อน อย่างน้อย 6 เดือนหรือ 1 ปี เช่นเดียวกับบัวจือและต้นมัด โดยช่วงแรก พ่อกับแม่ของต้นมัดได้งานแถวลาดพร้าว แต่ไม่ได้ย้าย เพราะแถวนั้นไม่มีแหล่งเรียนรู้ที่เพียงพอสำหรับเด็กข้ามชาติ”
ศิววงศ์กล่าวต่อในเรื่องเด็กที่ไม่มีเอกสารประจำตัวว่า “สามารถเรียนในระบบโรงเรียนได้ โดยใช้รหัส G-Code สำหรับเด็กที่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชนหรือไร้สัญชาติ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ที่อาศัยอยู่ไประเทศไทยแต่ไม่มีบัตรประจำตัวประชาชน ทางโรงเรียนจัดทำเอกสารประจำตัวในเรียน และของบประมาณรายบุคคลได้ เช่นเดียวกับเด็กไทย แต่ไม่ใช่ครูทุกคนในโรงเรียนจะรู้ อย่างบางจังหวัดที่ไม่ได้มีชุมชนแรงงานข้ามชาติ อาจเกิดความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน”
โดยลัดดาวัลย์และศิววงศ์ให้ความเห็นตรงกันว่า “อุปสรรคที่ทำให้เด็กที่เข้าไปเรียนในระบบโรงเรียนต้อง “หยุดเรียนกลางคัน” คือ เรื่องของความหลากหลายทางวัฒนธรรม ภาษา และอคติที่ยังคงมีอยู่ เนื่องจากเด็กข้ามชาติที่ไม่ได้ภาษาไทย และเป็นเด็กโตที่ไปเริ่มเรียนประถมศึกษา ซึ่งมีความแตกต่าง เป็นจุดที่ทำให้เกิดอคติได้”

ภาพจากมูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท
การศึกษาที่ตอบโจทย์
ผศ.ดร.นภารัตน์ กรรณรัตนสูตร ยกตัวอย่างจากการลงพื้นที่ทำงานร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายส่งเสริมคุณภาพชีวิตแรงงาน ซึ่งมีการเปิดรับสมัครตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้หลักสูตรเมียนมา หลังจบการศึกษามัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนสามารถสอบ General Educational Development หรือ GED ประกอบด้วย 4 วิชา คือคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา ซึ่งเทียบเท่ากับ การศึกษานอกระบบ [กศน.] เพื่อให้ได้รับประกาศนียบัตร และสามารถนำไปใช้ในการศึกษาต่อระดับมหาวิทยาลัยทั่วโลกได้มากกว่า 450 มหาวิทยาลัยที่รองรับหลักสูตรนี้ นอกจากนี้ ศูนย์การเรียนรู้ก็ยังได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการไทย องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ภาคธุรกิจ และคนในพื้นที่ ให้มีหลักสูตรสำหรับผู้ที่ไม่รู้ภาษาไทย เมื่อจบหลักสูตรหลักสูตรแล้วไปเรียนต่อในระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และอุดมศึกษาตามลำดับ
นภารัตน์กล่าวว่า “หลังจากรัฐประหารพม่า ทิศทางความต้องการของผู้ปกครองเด็กข้ามชาติเปลี่ยนไป จากเดิมเน้นให้เด็กเรียนรู้ระดับหนึ่ง แล้วให้ลูกออกมาช่วยทำงาน เพื่อช่วยหาเลี้ยงครอบครัว แต่ปัจจุบัน ผู้ปกครองเข้าใจแล้วว่าการให้ลูกของตัวเองเรียนอย่างต่อเนื่องและเรียนในระดับสูงขึ้น จะเป็นการสร้างโอกาสให้ลูกมีโอกาสทำงานที่ได้ใช้ความรู้ และทักษะที่สูงขึ้นได้ จึงส่งไปเรียนที่ศูนย์การเรียนที่ให้โอกาสในการเรียนรู้และรักษาวัฒนธรรมทางภาษาของพวกเขาไว้ได้”
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
บทความนี้ได้รับการสนับสนุนโดย IOM ผ่านโครงการทุนเพื่อการรายงานข่าวเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน
