Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ความถูก-ผิด หรือชอบธรรม-ไม่ชอบธรรมในระบบการเมืองไทยนั้นโคตรดัดจริต สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตรมีการต่อต้านการ “นิรโทษกรรมเหมาเข่ง” ด้วยเป้าหมายหลักคือ กลัวทักษิณ ชินวัตรจะรอดหรือได้รับการนิรโทษกรรมด้วย แน่นอนว่าหากเปรียบเทียบกับการทำรัฐประหารที่นิรโทษกรรมให้พวกตัวเองได้เสมอมา การต่อต้านเหมาเข่งมันก็มีแง่ที่ดัดจริตอยู่มาก ยิ่งการต่อต้านนั้นนำไปสู่รัฐประหาร 2557 ก็ยิ่งกลายเป็น “อภิมหาโคตรดัดจริต” มากขึ้นไปอีก

พอหลังเลือกตั้งปี 2566 เกมการเมืองพลิกผัน ทำให้ “ทักษิณรอดคนเดียว” ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคเพื่อไทยร่วมตั้งรัฐบาลกับฝ่ายทำรัฐประหาร ความโคตรดัดจริตก็ยิ่งซับซ้อนขึ้นไปอีก ขณะที่การนิรโทษกรรมประชาชนยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นเมื่อใด แต่ชัดเจนแล้วว่าพรรคเพื่อไทย “ไม่รวมนิรโทษกรรมคดี 112” นี่ก็มาจากการทำตามหลักคิดแบบดัดจริตที่ว่า “112 ไม่ใช่คดีการเมือง แต่เป็นเรื่องความมั่นคง” ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วความมั่นคงนั่นแหละที่มีความเป็นการเมืองมากที่สุด เพราะไม่มีความมั่นคงของรัฐที่ไหนในโลกที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง นิยามความมั่นคงก็เป็นแนวคิดทางการเมือง ส่วนสถาบันต่างๆ, ระบบอำนาจรัฐ และกิจกรรมต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยวกับความมั่นคง ก็ล้วนแต่มีความเป็นการเมืองในตัวมันเอง

ความเป็นการเมืองเกี่ยวกับความมั่นคงที่ประหลาดของประเทศนี้คือ พวกทำรัฐประหารที่อ้างว่า “รักษาความมั่นคง” สามารถทำผิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ และฉีกรัฐธรรมนูญทิ้งได้ ซึ่งมีโทษประหารชีวิต แต่นิรโทษกรรมให้พวกตนเองได้ง่ายดายเสมอมา ส่วนประชาชนแค่ใช้คำพูด ข้อเขียน หรือโพสต์ข้อความบางข้อความที่ตามหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยโดยทั่วไปแล้วถือว่าเป็นการใช้เสรีภาพแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์ “ประมุขของรัฐ” เท่านั้น กลับต้องถูกศาลตัดสินให้ติดคุกที่นับเป็นจำนวนปีแล้วกว่าครึ่งศตวรรษ เห็นได้ชัดว่า “แนวคิดความมั่นคงแบบไทย” ไม่นับรวมความมั่นคงของสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยด้วยเลย

การต่อสู้ทางการเมืองของปัจเจกบุคคล ก็ถูกประเมินอย่างดัดจริต เช่น ตัดสินการต่อสู้ของ “บุ้ง-เนติพร” ว่าใช้คำพูดรุนแรง ใช้คำหยาบ กิริยาท่าทีไม่สุภาพ โดยไม่สนใจความคิด อุดมการณ์ และข้อเรียกร้องต่างๆ ที่มีเหตุผลและคุณค่าที่จำเป็นต้องทำให้เป็นจริง เช่น ข้อเรียกร้องของบุ้งที่ว่า

     - ปล่อยนักโทษการเมืองทุกคน

     - ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

     - ยกเลิก 112

ซึ่งเป็นข้อเรียกร้องที่บุ้งต้องแลกด้วยชีวิต ทั้งๆ ที่เป็น “ข้อเรียกร้องขั้นต่ำสุด” ในบริบทสังคมการเมืองไทยปัจจุบันที่ต้องทำให้สำเร็จ ถ้าหากผู้คนในประเทศนี้ต้องการ “ประชาธิปไตย” กันจริงๆ ไม่ใช่สักแต่พูดคำว่า “ประชาธิปไตยๆ” กันทุกฝ่าย แต่ทำเป็นหลับหูหลับตากับการมีนักโทษการเมืองหรือนักโทษทางความคิด ที่ถูกตัดสินลงโทษจากกระบวนการยุติธรรมที่บิดเบี้ยว และการใช้กฎหมายอย่าง 112 เป็นต้นเพื่อปิดปากประชาชนอย่างขัดหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยชัดแจ้ง

จะว่าไปข้อเรียกร้องของบุ้ง คือข้อเรียกร้องเก่าแก่ในทางปรัชญา กว่าสองพันปีมาแล้วที่พลาโต (Plato) เรียกร้องว่า “ความยุติธรรมคือคุณธรรมประการแรกสุดของสังคม” (Justic is the first virtue of society) นี่คือการพูดถึง “คุณธรรม” ในความหมายต่างจากบ้านเรา เพราะบ้านเราเวลาพูดถึงคุณธรรม เรามักพูดกันในความหมายที่เป็นเรื่องของ “บุคคล” แต่นักปรัชญาโบราณอย่างพลาโตพูดถึง “คุณธรรมของสังคม” ว่า “ความยุติธรรม” คือคุณธรรมอย่างแรกสุดหรือจำเป็นที่สุดของสังคม

ปัญหาว่าความยุติธรรมคืออะไร หรือความยุติธรรมทางสังคมและการเมืองคืออะไร เป็นปัญหาพื้นฐานที่ถกเถียงกันในทางปรัชญามายาวนาน ในยุคสมัยใหม่มีข้อเสนอทางปรัชญาการเมืองว่า “หลักความยุติธรรมสาธารณะ” ของระบอบประชาธิปไตย คือหลักเสรีภาพที่เท่าเทียมและหลักประกันโอกาสที่เท่าเทียมและเป็นธรรมแก่พลเมืองทุกคน รวมทั้งหลักประกันสิทธิในสวัสดิการพื้นฐานต่างๆ แก่ประชาชนทุกคน

ข้อเรียกร้องของบุ้ง คือข้อเรียกร้องที่สอดคล้องกับหลักความยุติธรรมสาธารณะในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ เพราะในสังคมประชาธิปไตยสมัยใหม่ จะต้องไม่มีนักโทษการเมืองหรือนักโทษทางความคิด การมีนักโทษเช่นนี้ขัดกับ “หลักเสรีภาพที่เท่าเทียม” อย่างสิ้นเชิง จะต้องไม่มีกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นอิสระและเป็นกลางที่ทำหน้าที่ตัดสินให้ประชาชนกลายเป็นนักโทษทางความคิด และต้องไม่มีกฎหมายอย่าง 112 เป็นต้นที่ใช้ปิดปากประชาชนในนามการคุ้มครองประมุขของรัฐ เพราะประมุขของรัฐในระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ จะต้องอยู่ภายใต้หลักเสรีภาพในการตั้งคำถาม วิจารณ์ และตรวจสอบได้

แต่ทำไมข้อเรียกร้องที่ถูกต้องชอบธรรมตามหลักการประชาธิปไตยของบุ้งจึง “ไม่ถูกมองเห็น” มากกว่าเรื่องการใช้คำพูด หรือบุคลิกภาพที่ไม่สุภาพเรียบร้อยตามแบบแผนวัฒนธรรมไทย นี่คือ “ความดัดจริตอย่างเลือดเย็น” ของสังคมนี้หรือไม่ การอดอาหารประท้วงของบุ้งจนต้องเสียชีวิตลง และกรมราชทัณฑ์ปกปิดหลักฐานบางอย่าง ยิ่งสะท้อน “ความเพิกเฉยเย็นชา” ของรัฐไทยและผู้คนในสังคมไทย

คือความเย็นชาของผู้มีอำนาจรัฐและผู้คนในสังคมที่นอกจากจะไม่เห็น “คุณค่า” ของข้อเรียกร้องที่สำคัญหรือจำเป็นมากที่สุดต่อการเริ่มสร้างประชาธิปไตยให้เป็นจริงคือ ต้อง “ปล่อยนักโทษการเมือง, ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม และยกเลิก 112” เมื่อไม่เห็นคุณค่าของข้อเรียกร้องดังกล่าว จึงไม่มีความเข้าใจและไม่เห็นคุณค่าในปณิธานการต่อสู้ของบุ้งที่ว่า

“เมื่อใดที่เราหยุดสู้เพื่อคนอื่น คือช่วงเวลาที่เราสูญสิ้นความเป็นมนุษย์ไปแล้ว” (ดู  https://prachatai.com/journal/2024/12/111889)

แนวคิดการทำเพื่อผู้อื่น (altruism) คือแนวคิดปรัชญาศีลธรรมที่สำคัญมากที่ถือว่า “ศีลธรรมคือการทำเพื่อผู้อื่น” แม้บุ้งจะไม่ได้อ้างแนวคิดปรัชญาใดๆ ในการต่อสู้ แต่ข้อเรียกร้องสามข้อที่กล่าวแล้วสอดคล้องกับแนวคิดปรัชญาที่ว่า “ความยุติธรรมคือคุณธรรมประการแรกสุดของสังคม” และสอดคล้องกับ “หลักความยุติธรรมสาธารณะ” ของสังคมประชาธิปไตยที่มีอยู่ในแนวคิดปรัชญาความยุติธรรมสมัยใหม่ และความเชื่อในการต่อสู้ของบุ้งที่ว่า “เมื่อใดที่เราหยุดสู้เพื่อคนอื่น คือช่วงเวลาที่เราสูญสิ้นความเป็นมนุษย์ไปแล้ว” ก็สอดคล้องปรัชญาแห่งการทำเพื่อผู้อื่น

โดยเฉพาะเมื่อบุ้งยืนยัน “ความเป็นมนุษย์” ในความหมายที่เชื่อมโยงกับการต่อสู้เพื่อผู้อื่นที่ไม่ได้รับความยุติธรรม เช่นบรรดานักโทษการเมือง และประชาชนทั่วไปที่ถูกโกงอำนาจอธิปไตยและถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพพื้นฐานต่างๆ ยิ่งมีความหมายเชิงปรัชญาที่ลึกซึ้ง เพราะในปรัชญาเสรีภาพสมัยใหม่ถือว่าเราหรือสังคมมนุษยชาติจะสามารถรักษา “ความเป็นมนุษย์” เอาไว้ได้จำเป็นต้องถือว่าเราทุกคนมี “หน้าที่ทางศีลธรรม” ในการปกป้องเสรีภาพและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของกันและกัน

แต่น่าเศร้าที่ในบริบทสังคมไทยไม่เคยมองว่าการต่อสู้และการสละชีวิตแบบบุ้งเป็นการ “ทำหน้าที่ทางศีลธรรมเพื่อคนอื่น” เพราะบ้านเราไม่มีแนวคิดปรัชญาศีลธรรมที่ถือว่า “ศีลธรรมกับความเป็นมนุษย์และเสรีภาพเป็นเนื้อเดียวกัน” แยกจากกันไม่ได้ ศีลธรรมที่ปลูกฝังกันในบ้านเราแยกจากเสรีภาพ เป็นเรื่องความดีส่วนบุคคล และเป็นเรื่องความจงรักภักดีต่อกษัตริย์ ส่วน “คุณธรรม” ก็เป็นเรื่องส่วนบุคคลเช่นกัน ขณะที่ปรัชญาตะวันตกเน้นว่าความยุติธรรมคือคุณธรรมที่จำเป็นของสังคม

เพราะสังคมไทยขาดความคิดที่ถือว่า “ความยุติธรรมคือคุณธรรมที่จำเป็นของสังคม” และขาดความคิดที่ว่าศีลธรรมคือการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมแก่ผู้อื่น คือการปกป้องเสรีภาพและความเป็นมนุษย์ของทุกคนใช่หรือไม่ ผู้มีอำนาจรัฐ และผู้คนในสังคมถึงมองไม่เห็นคุณค่าในการต่อสู้ของคนแบบบุ้ง ทั้งๆ ที่เป็นการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมอันเป็นคุณธรรมทางสังคม และเป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องความเป็นมนุษย์ของเราทุกคน 

 

 

ที่มาภาพ: บุ้ง เนติพร โดย ไข่แมวชีส 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง