Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

การวิเคราะห์การเมืองแบบ real ที่เน้นอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ซึ่งสังเกตได้จากบทบาทของผู้ทรงอิทธิพลทางการเมือง พรรคการเมือง หรือกลุ่มอำนาจและผลประโยชน์ทางการเมืองกลุ่มต่างๆ ที่ปรากฏทางสาธารณะ หรือที่อ้างแหล่งข่าวจาก “วงใน” เป็นประเพณีปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน แน่นอนว่าวิธีการวิเคราะห์เช่นนี้เป็นประโยชน์ต่อการทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองตามที่ปรากฏอยู่จริง

แต่ก็จะมีคำถามตามมาเสมอว่า ทำไมสถานการณ์ทางการเมืองตามที่เป็นจริงจึงเป็นแบบที่เราเห็น หรือจากสถานการณ์ที่เราเห็นอยู่นี้ จะทำให้เกิดสถานการณ์ทางการเมืองในอนาคตแบบไหน อย่างไร ก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก เพราะเวลาเราพูดถึง “วงใน” นักวิเคราะห์การเมืองทั้งหลายอาจเข้าไม่ถึงข้อมูลของวงในนั้นๆ ลึกพอ หรือถึงจะรู้ ก็รู้จาก “แหล่งข่าววงใน” อีกที และเรื่องราวจาก “วงในสำคัญ” ที่มีอำนาจให้ทุกคนกลัว ก็อาจจะนำพูดในทางสาธารณะอย่างตรงไปตรงมาไม่ได้ หรือยกขึ้นเป็น “ประเด็นสาธารณะ” เพื่อให้เกิดการอภิปรายถกเถียงในสภาและนอกสภาไม่ได้ จึงทำให้เราคาดเดาสถานการณ์ในอนาคตได้ยาก

อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์การเมืองแบบ real เช่น “การเมือง 3 ก๊ก” ที่ให้ภาพปรากฏการณ์ของการต่อสู้ทางการเมือง 3 ก๊กหลักๆ คือ ก๊กพรรคประชาชน, ก๊กเพื่อไทย และก๊กภูมิใจไทยรวมทั้งพรรคการเมืองอื่นๆ ที่เหลือและ สว.สายสีน้ำเงิน แม้จะมีประโยชน์ในแง่ให้ภาพความแตกต่างของวิธีการต่อสู้และบทบาทของแต่ละก๊กได้ชัดเจนในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเรายอมรับความจริงว่าการต่อสู้ทางการเมืองร่วมสองทศวรรษเป็น “การต่อสู้ทางความคิด” หรือ “การต่อสู้ทางอุดมการณ์” อย่างมีนัยสำคัญ ทฤษฎีการเมือง 3 ก๊กยัง “ขาด” การให้ภาพของการต่อสู้ทางความคิดหรืออุดมการณ์ที่ชัดเจน

ผมเห็นด้วยกับบทสนทนาของเก่งกิจ กิติเรียงลาภ ในประเด็น “ฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาทางการเมืองคืออะไร?” (ดู https://www.youtube.com/watch?v=r8EEnHhfErw) ว่าการทำความเข้าใจความคิดพื้นฐาน หลักการหรืออุดมการณ์ของฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาในโลกสากล และในบริบทการเมืองไทยให้ชัดเจน จะช่วยให้เราสามารถตรวจสอบความคิด จุดยืนทางการเมืองและการปฏิบัติ ทั้งในวิถีชีวิตส่วนตัว และในวิถีชีวิตสาธารณะทางสังคมและการเมืองได้อย่างเป็นระบบ ชัดเจน และสมเหตุสมผลมากขึ้น ไม่ย้อนแย้งหรือสับสนในการมองปรากฎการณ์ทางการเมือง และการทำความเข้าใจประเด็นสาธารณะต่างๆ รวมทั้งไม่ย้อนแย้งหรือขัดแย้งในวิธีคิดและการกระทำของตนเองด้วย

เวลาเราพูดถึง “ฝ่ายซ้าย” (Leftist) หรือ “ฝ่ายขวา” (Right Wing) หรือ “Left vs. Right” ในทางการเมือง เรากำลังพูดถึงความหมายของซ้ายและขวาในเชิงสัมพัทธ์ (relative) หมายความว่ามีขวาจึงมีซ้าย หรือความเป็นซ้ายเกิดจากการเปรียบเทียบกับความเป็นขวา ซึ่งความเป็นซ้ายและขวาก็สัมพัทธ์กับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์สำคัญๆ ของโลก และยังสัมพัทธ์กับบริบททางการเมืองของสังคมนั้นๆ ด้วย

เช่น ในบริบทประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส ขวาก็คือพวกเอาเจ้า หรือพวกที่ต้องการรักษาระบบกษัตริย์สมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซ้ายก็คือพวกไม่เอาเจ้า หรือพวกต้องการระบอบประชาธิปไตยแบบสาธารณรัฐ ในประวัติศาสตร์การปฏิวัติของพวกมาร์กซิสต์ ขวาก็คือฝ่ายที่ปกป้องระบบทุกนนิยม ซ้ายคือพวกต้องการล้มล้างระบบทุนนิยมและระบบชนชั้นทุกรูปแบบ ส่วนซ้ายและขวาในบริบทการเมืองของยุโรปและอเมริกา ก็ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดีย ในยุโรป ซ้ายเน้นประชาธิปไตยแบบสังคมนิยมที่มีความเป็นเสรีนิยมทางการเมือง แต่เศรษฐกิจเน้นความเป็นรัฐสวัสดิการ ขวาเน้นเสรีนิยมทางการเมือง แต่รักษาเศรษฐกิจทุนนิยมตามแนวคิดเสรีนิยมใหม่เป็นต้น ขณะที่สหรัฐอเมริกา ระบบทุนนิยมมีอำนาจชี้นำทางนโยบายการเมืองและเศรษฐกิขของทั้งฝ่ายซ้ายและขวามากกว่ายุโรป โดยเฉพาะเห็นได้ชัดมากขึ้นในสมัยทรัมป์ 2 ในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม ความคิดพื้นฐานของฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาที่ถกเถียงกันในระดับสากล อาจสรุปภาพรวมได้ คือ

ฝ่ายซ้าย ยึดถือหรือยืนยันแนวคิดพื้นฐาน เช่น เสรีภาพ (liberty/freedom) ความเสมอภาค (equality) ภราดรภาพ (fraternity/solidarity) สิทธิ (rights) ความก้าวหน้า (progress) การปฏิรูป (reformation) สากลนิยม (universalism) มักเป็นพวกเสรีนิยม (liberal) หรือสังคมนิยม (socialist) 

ฝ่ายขวา ยึดถือหรือยืนยันแนวคิดพื้นฐาน เช่น อำนาจ (authority) ลำดับชั้นทางสังคม (hierarchy) ระเบียบ (regularity) หน้าที่ (duty) ประเพณี (tradition) ปฏิกิริยา (anti-revolutionary) ชาตินิยม (nationalism) มักเป็นพวกอนุรักษ์นิยม (conservative) หรือเผด็จการฟาสซิสต์ (fascist)

ส่วนในบริบทการเมืองไทย โดยพื้นฐานเป็นขวาอยู่แล้ว เพราะถือว่าอุดมการณ์ “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” เป็นอุดมการณ์การสูงสุดของรัฐ หรือเป็นเสาหลักของ “ความมั่นคงของรัฐ” โดยเฉพาะผลพวงของรัฐประหาร 2 ครั้งที่ผ่านมา ได้ทำให้เกิดการวางระบบกฎหมายรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกำหนดให้สถาบันกษัตริย์เป็นหลักอ้างอิงสูงสุดของ “อำนาจชอบธรรมทางการเมือง” และ “จริยธรรมธรรมทางการเมือง” ของสถาบันทางการเมืองต่างๆ (เช่น พรรคการเมือง รัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติ หรือระบบรัฐสภา) สถาบันราชการ เช่น กองทัพ ศาล และองค์กรอิสระต่างๆ รวมทั้งสถาบันทางสังคมอย่างสถาบันการศึกษา สถาบันศาสนา เป็นต้น และสถาบันกษัตริย์ยังเป็นหลักอ้างอิงในการกำหนด “ขอบเขต” ของการใช้เสรีภาพทางความคิดเห็น การพูด การแสดงออก และสิทธิทางการเมืองอื่นๆ ของประชาชนด้วยว่าต้องไม่ขัดแย้งกับ “ความจงรักภักดี” ต่อสถาบันกษัตริย์ จึงทำให้การกำหนดอุดมการณ์และแนวนโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ต้องเป็น “ขวา” หากเป็นซ้ายแม้แต่เพียงเล็กน้อย เช่น มีนโยบายหาเสียงแก้กฎหมายอาญา มาตรา 112 ก็เข้าข่ายล้มล้างการปกครองฯ และถูกยุบพรรคได้ เป็นต้น

แปลว่า อำนาจทางการเมืองของสถาบันทางการเมือง เช่น พรรคการเมือง รัฐบาล หรือฝ่ายนิติบัญญัติ จะกลายเป็น “อำนาจที่ไม่ชอบธรรม” หรือ “ผิด” เสมอ หากเป็นอำนาจที่ทำการแก้กฎหมายเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ให้ “มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น” ส่วนมาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง ก็ต้องยึดโยงกับความจงรักภักดีต่อสถาบันกษัตริย์เป็นด้านหลัก ไม่ใช่ยึดโยงกับอำนาจอธิปไตย และการปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามหลักการประชาธิปไตย และหลักสิทธิมนุษยชน

เมื่อระบบการปกครองแบบไทยเป็นเช่นนี้ จึงเป็นระบบที่กำหนดให้พรรคการเมืองเป็นฝ่ายขวา หรือพยายามปรับตัวเป็นฝ่ายขวาจึงจะอยู่รอด แต่เวลาเราพูดถึง “การเมือง 3 ก๊ก” ถ้าจะแบ่งว่าก๊กไหนเป็นซ้ายหรือขวาจากจุดยืนของแนวคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมือง ก็เห็นได้ชัดว่าพรรคการเมืองฝ่ายที่ยืนยันว่า “ไม่แก้รัฐธรรมนูญหมวดสถาบันกษัตริย์, ไม่แก้ 112 และไม่นิรโทษกรรมประชาชนที่รวมคดี 112” คือพรรคการเมืองฝ่ายขวา ซึ่งได้แก่ พรรคเพื่อไทย, ภูมิใจไทย และพรรคอื่นๆ ที่เหลือ แม้ว่าพรรคเหล่านี้จะมีวิธีการต่อสู้และนโยบายบางเรื่องต่างกัน หรือขัดกัน และแข่งขันกันอยู่จริงก็ตาม แต่ก็เป็นเพียงวิธีการต่อสู้ที่แตกต่าง นโยบายที่แตกต่างภายใต้อุดมการณ์ทางการเมืองฝ่ายขวาแบบเดียวกัน

พูดให้ชัดขึ้นอีก ฝ่ายขวาในปัจจุบัน มีทั้งพวกฝ่ายขวาเผด็จการที่ทำรัฐประหาร แล้วเขียนรัฐธรรมนูญสืบทอดอำนาจ และตั้งพรรคการเมืองสืบทอดอำนาจ ฝ่ายขวาที่เป็นพรรคการเมืองต่างๆ ที่ยอมรับหรือสนับสนุนรัฐประหารเพื่อทำลายพรรคการเมืองคู่แข่ง และพวกนี้ก็พร้อมผสมพันธุ์ตั้งรัฐบาลกับ “พรรคการเมืองของสองลุง” และยังมี “ขวาแบบเพื่อไทย” ที่ถูกฝ่ายขวาพวกแรกทำลาย แต่ในที่สุดก็ร่วมตั้งรัฐบาลกับฝ่ายขวาที่ทำรัฐประหารตนเองสองครั้ง และยุบพรรคสองครั้ง เป็นต้น ดังนั้น ก๊กการเมืองฝ่ายขวาก๊กต่างๆ บางครั้งก็ขัดแย้งกันกัน และทำลายกัน บางครั้งก็คืนดีกัน และร่วมมือกันขจัดและขัดวางความเติบโตของฝ่ายซ้าย

ส่วน “พรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชน” ในเชิงแนวคิด อุดมการณ์ และนโยบายที่มุ่งเปลี่ยนโครงสร้างให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย เป็นสถาบันกษัตริย์ที่ประชาชนมีเสรีภาพวิจารณ์เพื่อประโยชน์สาธารณะได้ ถือว่าเป็น “ฝ่ายซ้าย” (เมื่อเทียบกับฝ่ายขวาที่ยืนยันไม่แตะโครงสร้างเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์) และในทางข้อเท็จจริง ก็ถูกกล่าวหาจากฝ่ายขวามาตลอดว่าเป็น “ซ้ายจัดดัดจริต” บ้าง เป็น “ซ้ายสุดโต่ง” บ้าง ซึ่งตามข้อเท็จจริงแล้วไม่ได้สุดโต่งอะไรเลย เมื่อเทียบกับซ้ายในโลกสากลที่ประกาศตรงไปตรงมาว่าไม่เอาเจ้า หรือไม่เอาสถาบันกษัตริย์ เพราะพรรคอนาคตใหม่-ก้าวไกล-ประชาชนยืนยันมาตลอดว่าต้องการประชาธิปไตยที่มีสถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย

เมื่อดูจากการถูกยุบพรรคมาแล้ว 2 ครั้ง และที่ ป.ป.ช. กำหลังดำเนินการสอบสวนเอาผิดการฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรงกับอดีต 44 ส.ส.ก้าวไกล เรายากที่จะทำนายได้ด้วยซ้ำว่าในอนาคตพรรคประชาชนจะเป็นฝ่ายซ้าย (อ่อนๆ) ได้ต่อไป หรือจะปรับตัวไปในทางเป็นฝ่ายขวาแบบเพื่อไทยและพรรคอื่นๆ เพื่อความอยู่รอด

พูดอย่างรวบรัด สภาวะความเป็นจริงทางการเมืองในระบบสภาที่ถูกบีบให้เป็นฝ่ายขวาเข้มข้นมากขึ้นหลังรัฐประหารครั้งล่าสุดจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นพลังทำลายและขัดขวางการเติบโตของฝ่ายซ้าย รูปธรรมที่เห็นเด่นชัดมากที่สุดคือ เกือบ 2 ปีที่มีรัฐบาลจากเลือกตั้ง การนิรโทษกรรมประชาชนไม่คืบหน้า นักโทษ 112 ที่เป็นนักกิจกรรมทางการเมืองผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยอุดมการณ์ไม่ได้สิทธิ์ประกันตัว ขณะที่ผู้มีอิทธิพลทางการเมือง หรือมีตำแหน่งทางการเมืองที่โดน 112 เช่นกันต่างได้สิทธิ์ประกันตัว ทั้งๆ ที่เมื่อเรามีรัฐบาลจากเลือกตั้งแล้ว นักกิจกรรมทางการเมืองที่ติดคุกทุกคนควรได้ประกันตัวเป็นเรื่องเร่งด่วนที่สุด และการนิรโทษกรรมประชาชนที่รวมคดี 112 ด้วย ควรเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านที่ต้องทำให้สำเร็จได้ในสมัยรัฐบาลนี้

แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าที่อิทธิพลของการเมืองฝ่ายขวา ทั้งในสภาและกองเชียร์ในปัจจุบัน ได้กลายเป็นพลังสำคัญที่ทำให้ “นักโทษทางความคิด” ถูกขังลืม ซึ่งเป็นการตอกย้ำความเป็นจริงที่เจ็บปวดว่ายุครัฐบาลเผด็จการจากรัฐประหาร เป็นยุคแห่งการใช้ 112 ไล่ล่าประชาชนที่สู้เพื่อประชาธิปไตย และในยุครัฐบาลจากเลือกตั้ง เป็นยุคที่ใช้ 112 ขังลืมนักโทษทางความคิด! 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง