Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เผยแพร่ "คู่มือการใช้ AI สำหรับครู นักเรียน โรงเรียน และผู้ปกครองในประเทศไทย พ.ศ. 2568" เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการใช้ AI ในระบบการศึกษาไทย มีอะไรในคู่มือฉบับนี้บ้าง? - ชวนดูแนวทางการใช้ AI ในภาคการศึกษาของต่างประเทศ

เมื่อช่วงเดือน มี.ค. 2568 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้เผยแพร่ "คู่มือการใช้ AI สำหรับครู นักเรียน โรงเรียน และผู้ปกครองในประเทศไทย พ.ศ. 2568" เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในระบบการศึกษาไทยอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย ในบริบทที่ AI กำลังเปลี่ยนแปลงทุกภาคส่วนของสังคม

คู่มือฉบับนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตื่นตัวของการปฏิวัติทางการเรียนรู้ครั้งใหญ่ทั่วโลก ที่เทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างประสบการณ์การเรียนรู้แบบเฉพาะบุคคล เพิ่มประสิทธิภาพการสอนของครู และขยายโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ คู่มือมีเป้าหมายสำคัญในการส่งเสริมให้ครู นักเรียน โรงเรียน และผู้ปกครองเข้าใจพื้นฐานของ AI และการใช้งานอย่างเหมาะสม สร้างความตระหนักรู้ด้านจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การศึกษายุคดิจิทัล

ในบทแรกของคู่มือได้นำเสนอความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ AI อย่างเข้าใจง่าย โดยอธิบายว่า AI หรือปัญญาประดิษฐ์คือเทคโนโลยีที่ช่วยให้เครื่องจักรหรือคอมพิวเตอร์สามารถทำงานที่ต้องการความฉลาดของมนุษย์ได้ เช่น การคิดวิเคราะห์ การเรียนรู้ การตัดสินใจ และการใช้ภาษาธรรมชาติ คู่มือยังแบ่งประเภทของ AI เป็น 3 ระดับตามความสามารถ ได้แก่ AI แบบแคบ (Narrow AI) ที่ถูกออกแบบเพื่อทำงานเฉพาะด้าน, AI แบบทั่วไป (Artificial General Intelligence) ที่มีความสามารถในการเรียนรู้และทำงานได้หลากหลายเช่นเดียวกับมนุษย์ และ AI แบบเหนือมนุษย์ (Artificial Superintelligence) ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีของ AI ที่มีความสามารถเหนือกว่ามนุษย์ในทุกด้าน

ส่วนที่น่าสนใจคือการอธิบายกลไกการทำงานของ AI ที่ชี้ให้เห็นว่า AI ทำงานผ่านการประมวลผลข้อมูลจำนวนมากด้วยอัลกอริทึม เพื่อระบุรูปแบบ ทำนายผลลัพธ์ และตัดสินใจ โดยคู่มือเน้นย้ำว่า มนุษย์ยังคงเป็นผู้ควบคุมการทำงานของ AI และสามารถส่งเสริมหรือยับยั้งพฤติกรรมของ AI ได้ตามต้องการ

ในบทที่เกี่ยวกับประโยชน์และความเสี่ยงของ AI คู่มือได้นำเสนออย่างรอบด้าน โดยชี้ให้เห็นประโยชน์หลัก 3 ประการ ได้แก่ การสนับสนุนการเรียนรู้แบบส่วนบุคคล (Personalized Learning) ที่ช่วยปรับเนื้อหาให้เหมาะกับความต้องการของนักเรียนแต่ละคน ตัวอย่างเช่น ระบบที่ AI สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมการเรียนรู้และแนะนำวิธีที่เหมาะสมที่สุด การช่วยครูในการประเมินและวิเคราะห์ข้อมูล เช่น การตรวจข้อสอบ การรวบรวมข้อมูลพัฒนาการของนักเรียน และการวิเคราะห์ผลการเรียนเพื่อระบุจุดอ่อนและจุดแข็ง และการพัฒนาทักษะทางดิจิทัลของนักเรียน ตัวอย่างเช่น การเขียนโปรแกรมเบื้องต้น การคิดเชิงวิเคราะห์ และการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์

คู่มือยังระบุความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ AI ที่พบบ่อย อาทิ ความเชื่อว่า AI จะมาแทนที่ครู ทั้งที่ในความเป็นจริง AI เป็นเพียงเครื่องมือเสริมที่ช่วยลดภาระงานและเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ไม่สามารถแทนที่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน ความเชื่อว่านักเรียนควรใช้ AI ในการเรียนรู้ทุกประเภท โดยไม่คำนึงถึงข้อจำกัด รวมถึงความเข้าใจผิดเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลและความเชื่อถือได้ของ AI

ในส่วนของการใช้งาน AI ตามบทบาทหน้าที่ คู่มือได้ให้แนวทางสำหรับทุกภาคส่วน โดยแนะนำว่าครูสามารถใช้ AI ในการออกแบบบทเรียนที่เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน ประเมินผลการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาทักษะดิจิทัลของตนเอง ตัวอย่างเช่น การใช้เครื่องมืออย่าง ChatGPT หรือ Gemini เพื่อสร้างแบบฝึกหัด คำถาม หรือคำอธิบายเพิ่มเติมสำหรับหัวข้อที่ซับซ้อน

สำหรับนักเรียน คู่มือแนะนำให้ใช้ AI เพื่อเสริมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น การค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม และพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและการคิดเชิงวิเคราะห์ผ่านกิจกรรมที่ใช้ AI เช่น เกมการศึกษาหรือการจำลองสถานการณ์ ขณะที่โรงเรียนสามารถใช้ AI ในการจัดการข้อมูลนักเรียน เช่น การบันทึกเวลาเรียน คะแนน และพฤติกรรม และการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานให้เอื้อต่อการใช้ AI เช่น การจัดห้องเรียนอัจฉริยะ

ผู้ปกครองสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้ของบุตรหลาน เช่น การใช้แอปพลิเคชัน AI ที่เหมาะสมเพื่อช่วยทำการบ้านหรือเสริมทักษะ และการกำกับดูแลการใช้งาน AI อย่างเหมาะสม โดยส่งเสริมการใช้งานอย่างสร้างสรรค์

ส่วนที่น่าสนใจอีกประการคือการบูรณาการ AI เข้ากับหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งคู่มือแนะนำให้โรงเรียนสอน AI Literacy หรือความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับ AI ให้นักเรียนเข้าใจการทำงานและผลกระทบของ AI ผ่านการเรียนรู้หลักการพื้นฐาน เช่น Machine Learning และการจดจำรูปแบบ รวมถึงการใช้ AI ในรายวิชาหลัก เช่น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษา ตัวอย่างเช่น การใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลทางคณิตศาสตร์หรือการจำลองกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

นอกจากนี้ คู่มือยังได้กำหนดระดับการเรียนรู้ด้าน AI เป็น 3 ระดับ ได้แก่ ระดับพื้นฐานที่เน้นการเรียนรู้วิธีใช้งาน AI ระดับกลางที่เน้นการเรียนรู้เกี่ยวกับการทำงานของ AI เช่น หลักการของ Machine Learning และ Deep Learning และระดับสูงที่เน้นการต่อยอดสู่การเรียนรู้ AI ในเชิงลึก เช่น การพัฒนาทักษะการพัฒนา AI และการแก้ปัญหาเชิงซับซ้อน

การปลูกฝังจริยธรรมในการใช้งาน AI เป็นอีกประเด็นสำคัญที่คู่มือให้ความสำคัญ โดยเน้นการเคารพความเป็นส่วนตัว การหลีกเลี่ยงอคติใน AI และการใช้ AI ในด้านวิชาการอย่างเหมาะสม ตัวอย่างเช่น การไม่คัดลอกผลงานจาก AI โดยไม่มีการปรับปรุงหรืออ้างอิง และการไม่ใช้ AI ทำงานแทนตนเองทั้งหมด

คู่มือได้กล่าวถึงสิ่งที่โรงเรียนสามารถดำเนินการเพื่อเตรียมความพร้อมในยุค AI ทั้งการจัดการโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การจัดหาอุปกรณ์และระบบเครือข่ายที่เหมาะสม การอบรมและพัฒนาบุคลากร และการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ AI ผ่านกิจกรรมและโครงการที่ส่งเสริมการใช้ AI อย่างสร้างสรรค์

ข้อสังเกตและจุดอ่อนของคู่มือ

แม้คู่มือจะมีความครอบคลุมในหลายมิติ แต่มีประเด็นที่น่าสังเกตและจุดอ่อนบางประการที่ควรพิจารณา ตัวอย่างดังเช่น

คู่มือยังขาดแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมสำหรับสถานศึกษาที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณและทรัพยากร ซึ่งเป็นความท้าทายของโรงเรียนส่วนใหญ่ในประเทศไทย โดยเฉพาะโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล

ประเด็นเรื่องความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล (Digital Divide) ยังไม่ได้รับการกล่าวถึงมากพอ ทั้งที่เป็นปัญหาสำคัญในบริบทการศึกษาไทย ซึ่งความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงเทคโนโลยีอาจยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีการนำ AI มาใช้ในระบบการศึกษา

การให้คำแนะนำในการจัดการด้านความปลอดภัยของข้อมูล (Data Security) และการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ยังมีรายละเอียดไม่เพียงพอ ทั้งที่เป็นประเด็นสำคัญในยุคดิจิทัล

คู่มือยังขาดกรณีศึกษาที่เป็นตัวอย่างความสำเร็จหรือบทเรียนจากการใช้ AI ในบริบทการศึกษาไทย ซึ่งจะช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพการประยุกต์ใช้ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น

การเตรียมความพร้อมด้านการปรับทัศนคติของบุคลากรทางการศึกษาต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยียังไม่ได้รับการกล่าวถึงอย่างเพียงพอ ทั้งที่ความสำเร็จในการนำ AI มาใช้ในระบบการศึกษาขึ้นอยู่กับการยอมรับและความพร้อมปรับตัวของผู้ใช้งาน

ชวนดูแนวทางการใช้ AI ภาคการศึกษาในต่างประเทศ

ในขณะที่ประเทศไทยเริ่มมีการจัดทำคู่มือการใช้ AI สำหรับภาคการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกก็กำลังพัฒนาแนวทางและนโยบายเกี่ยวกับการใช้ AI ในระบบการศึกษาเช่นกัน การศึกษาแนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้เราเห็นภาพกว้างของทิศทางการพัฒนา AI ในวงการการศึกษาระดับโลก แต่ยังสามารถนำมาประยุกต์และปรับใช้ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยได้อีกด้วย

หลายประเทศได้มีการกำหนดกรอบนโยบายและแนวปฏิบัติที่แตกต่างกันไปตามบริบททางสังคม วัฒนธรรม และความพร้อมทางเทคโนโลยี บางประเทศเน้นการใช้ AI เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา บางประเทศมุ่งพัฒนาทักษะดิจิทัลและทักษะแห่งอนาคตผ่าน AI ขณะที่บางประเทศให้ความสำคัญกับจริยธรรมและความปลอดภัยในการใช้ AI เป็นหลัก มาดูกันว่าประเทศชั้นนำในด้านเทคโนโลยีการศึกษามีแนวทางการใช้ AI ในภาคการศึกษาอย่างไรบ้าง และประเทศไทยจะสามารถเรียนรู้อะไรได้จากประสบการณ์เหล่านี้

องค์การยูเนสโก (UNESCO)

"AI and education: guidance for policy-makers"  โดย องค์การยูเนสโก (UNESCO) เผยแพร่เมื่อปี 2021

องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้จัดทำแนวทางสำหรับผู้กำหนดนโยบายด้าน AI ในการศึกษา เพื่อส่งเสริมการใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีความรับผิดชอบและสร้างสรรค์ในระบบการศึกษาทั่วโลก ในเอกสาร "AI and Education: Guidance for policy-makers" องค์การยูเนสโกระบุตัวอย่างการใช้ AI ในภาคการศึกษาที่สำคัญหลายประการ ดังนี้

องค์การยูเนสโกมองว่า AI มีศักยภาพในการสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 4 (SDG4) ด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะการสร้างนวัตกรรมการสอนและการเรียนรู้ที่ช่วยให้การศึกษาเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพ ตัวอย่างการใช้ AI ในภาคการศึกษาที่องค์การยูเนสโกนำเสนอมีหลากหลายรูปแบบ

ระบบติวเตอร์อัจฉริยะ (Intelligent Tutoring Systems - ITS) เป็นการนำ AI มาใช้เพื่อสอนแบบตัวต่อตัว โดยระบบจะปรับเส้นทางการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน ให้คำแนะนำทีละขั้นตอนและตอบสนองต่อข้อผิดพลาดและความสำเร็จของนักเรียนแต่ละคน ทำให้นักเรียนทั่วโลกสามารถเข้าถึงการเรียนการสอนแบบตัวต่อตัวที่มีคุณภาพสูง ซึ่งในปกติแล้วมีให้กับคนจำนวนน้อยเท่านั้น

การใช้ AI สำหรับระบบการเรียนแบบสำรวจ (Exploratory Learning Environments - ELE) มุ่งเน้นการสร้างความรู้ด้วยตนเองของผู้เรียน AI จะช่วยให้คำแนะนำที่เหมาะสมและข้อเสนอแนะอัตโนมัติเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการโหลดความคิดที่มากเกินไปในขณะที่ผู้เรียนสำรวจเนื้อหา ตัวอย่างเช่น ECHOES, Fractions Lab และ Betty's Brain

การประเมินงานเขียนอัตโนมัติ (Automated Writing Evaluation - AWE) นำ AI มาใช้เพื่อวิเคราะห์ภาษาธรรมชาติและให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับงานเขียนของนักเรียน ช่วยให้นักเรียนสามารถปรับปรุงการเขียนได้ก่อนที่จะส่งงาน นอกจากนี้ยังสามารถช่วยในการให้คะแนนอัตโนมัติซึ่งช่วยลดต้นทุนการประเมิน

หุ่นยนต์อัจฉริยะ (Smart Robots) ในการศึกษา โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ เช่น หุ่นยนต์มนุษย์ที่มีความสามารถในการพูดสำหรับผู้เรียนที่มีภาวะออทิสติก เพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารและทักษะทางสังคม

การใช้ AI ในความเป็นจริงเสมือน (Virtual Reality - VR) และความเป็นจริงเสริม (Augmented Reality - AR) เพื่อสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่น่าตื่นเต้นและมีประสิทธิภาพ เช่น การนำผู้เรียนไปยังสถานที่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้ในโลกแห่งความเป็นจริง เช่น พื้นผิวของดาวอังคาร หรือภายในภูเขาไฟ

การวิเคราะห์การเรียนรู้ (Learning Analytics) ใช้ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นในระบบการจัดการการเรียนรู้ (LMS) เพื่อให้ข้อมูลแก่ครูและผู้บริหาร และบางครั้งก็ให้แนวทางแก่นักเรียน เช่น OU Analyse ของสหราชอาณาจักรที่ออกแบบมาเพื่อทำนายผลการเรียนของนักเรียนและระบุนักเรียนที่มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลว

แชทบอทการศึกษา (Educational Chatbots) ใช้การประมวลผลภาษาธรรมชาติและเทคนิค AI อื่นๆ ในการจำลองการสนทนากับผู้ใช้ สามารถใช้ในการสนับสนุนการรับนักศึกษา, ให้ข้อมูลตลอด 24 ชั่วโมง หรือสนับสนุนการเรียนรู้โดยตรง

ผู้ช่วยสอนเสมือน (AI Teaching Assistants) ช่วยลดภาระงานที่ใช้เวลามากของครู เช่น การตรวจสอบการเข้าเรียน การตรวจงาน และการตอบคำถามซ้ำๆ เพื่อให้ครูมีเวลามากขึ้นในการให้การสนับสนุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นแก่นักเรียนแต่ละคน

องค์การยูเนสโกเน้นย้ำว่าการใช้ AI ในการศึกษาควรยึดหลักมนุษย์เป็นศูนย์กลาง การมีส่วนร่วมและความเท่าเทียม รวมถึงความโปร่งใสในการใช้ข้อมูล พร้อมกับเสนอแนะให้ประเทศต่างๆ พัฒนากรอบการกำกับดูแลเพื่อสร้างความมั่นใจว่า AI จะถูกใช้อย่างมีความรับผิดชอบในระบบการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล จริยธรรม และความเท่าเทียม

สหภาพยุโรป (EU)

"Ethical guidelines on the use of artificial intelligence (AI) and data in teaching and learning for educators"  โดยคณะกรรมาธิการยุโรป เผยแพร่ในปี 2022

สหภาพยุโรปได้ตระหนักถึงความสำคัญของ AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้คนในทุกมิติ รวมถึงด้านการศึกษา โดยในปี 2022 คณะกรรมาธิการยุโรปได้จัดทำ "แนวปฏิบัติด้านจริยธรรมในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลในการเรียนการสอนสำหรับผู้สอน" เพื่อเป็นกรอบแนวทางให้กับระบบการศึกษาทั่วทั้งสหภาพยุโรป

ปัจจุบัน เทคโนโลยี AI ได้หยั่งรากลึกในห้องเรียนทั่วยุโรป โดยที่ผู้เรียนและผู้สอนอาจใช้ระบบ AI โดยไม่รู้ตัว ตั้งแต่เครื่องมือค้นหาข้อมูล ผู้ช่วยอัจฉริยะ แชทบอท การแปลภาษา แอปพลิเคชันเกมออนไลน์ และแอปพลิเคชันอื่นๆ อีกมากมาย ระบบเหล่านี้ล้วนพึ่งพาข้อมูลที่เก็บรวบรวมในรูปแบบต่างๆ เช่น เสียง ภาพ ข้อความ โพสต์ และคลิก ซึ่งทั้งหมดรวมกันเป็นร่องรอยดิจิทัลของผู้ใช้

ผลจากแนวปฏิบัติของคณะกรรมาธิการยุโรปได้จำแนกการใช้ AI ในการศึกษาออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ การใช้ AI สอนนักเรียนโดยตรง การใช้ AI สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน การใช้ AI สนับสนุนครูผู้สอน และการใช้ AI สนับสนุนการวินิจฉัยหรือการวางแผนระดับระบบ

ในกลุ่มแรก การใช้ AI สอนนักเรียนโดยตรง มีตัวอย่างเช่น ระบบติวเตอร์อัจฉริยะที่ให้คำแนะนำและข้อมูลป้อนกลับแก่ผู้เรียนโดยไม่ต้องมีครูเข้ามาเกี่ยวข้อง ระบบติวเตอร์แบบสนทนาที่โต้ตอบผ่านภาษาธรรมชาติ และแอปพลิเคชันเรียนภาษาที่ให้ข้อมูลป้อนกลับแบบเรียลไทม์เกี่ยวกับการออกเสียง ความเข้าใจ และความคล่องแคล่ว

กลุ่มที่สอง การใช้ AI สนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน รวมถึงสภาพแวดล้อมการเรียนรู้แบบสำรวจที่เสนอรูปแบบหลากหลายให้ผู้เรียนค้นพบวิธีการของตนเองในการบรรลุเป้าหมายการเรียนรู้ การประเมินการเขียนเชิงสร้างสรรค์ที่มอบข้อมูลป้อนกลับอัตโนมัติเกี่ยวกับงานเขียน และการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยใช้ AI ที่วิเคราะห์รูปแบบการทำงานของผู้เรียนเพื่อจัดกลุ่มที่เหมาะสม

กลุ่มที่สาม การใช้ AI สนับสนุนครูผู้สอน ประกอบด้วยระบบประเมินและให้คะแนนเรียงความอัตโนมัติ การตรวจสอบและวิเคราะห์กระดานสนทนาของนักเรียน ผู้ช่วยสอน AI ที่ตอบคำถามพื้นฐานให้นักเรียน และระบบแนะนำทรัพยากรการเรียนการสอนที่เหมาะกับความต้องการของนักเรียนแต่ละคน

กลุ่มสุดท้าย การใช้ AI สนับสนุนการวินิจฉัยหรือการวางแผนระดับระบบ ได้แก่ การทำเหมืองข้อมูลการศึกษาเพื่อการจัดสรรทรัพยากร การวินิจฉัยความยากลำบากในการเรียนรู้ และบริการแนะแนวที่อิงกับ AI เพื่อสร้างเส้นทางการศึกษาในอนาคต

อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้ในการศึกษาต้องคำนึงถึงหลักจริยธรรมพื้นฐาน คณะกรรมาธิการยุโรปได้ระบุข้อพิจารณาทางจริยธรรมสี่ประการที่ควรคำนึงถึง ได้แก่ หลักความเป็นอิสระของมนุษย์ หลักความเป็นธรรม หลักความเป็นมนุษย์ และหลักการเลือกอย่างมีเหตุผล

หลักความเป็นอิสระของมนุษย์เกี่ยวข้องกับความสามารถของบุคคลในการกำหนดชีวิตของตนเองและรับผิดชอบต่อการกระทำของตน หลักความเป็นธรรมเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน หลักความเป็นมนุษย์พิจารณาถึงอัตลักษณ์ ความซื่อสัตย์ และศักดิ์ศรีของผู้คน ขณะที่หลักการเลือกอย่างมีเหตุผลเกี่ยวข้องกับการใช้ความรู้ ข้อเท็จจริง และข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจร่วมกัน

เพื่อสนับสนุนการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมในการศึกษา แนวปฏิบัติได้เสนอคำถามแนวทางสำหรับผู้สอนที่ครอบคลุมประเด็นสำคัญเจ็ดด้าน ได้แก่ ความเป็นอิสระและการกำกับดูแลของมนุษย์ ความโปร่งใส ความหลากหลาย การไม่เลือกปฏิบัติและความเป็นธรรม ความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมและสิ่งแวดล้อม ความเป็นส่วนตัวและการกำกับดูแลข้อมูล ความแข็งแกร่งทางเทคนิคและความปลอดภัย และความรับผิดชอบ

สำหรับการวางแผนการใช้ AI และข้อมูลในโรงเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ควรเริ่มจากการตรวจสอบระบบ AI และการใช้ข้อมูลที่มีอยู่ การริเริ่มนโยบายและขั้นตอนการปฏิบัติ การทดลองนำร่องระบบ AI การทำงานร่วมกับผู้ให้บริการระบบ AI และการติดตามการดำเนินงานของระบบ AI และประเมินความเสี่ยง

การสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นอีกปัจจัยสำคัญ โดยควรมีการหารือกับเพื่อนร่วมงาน ความร่วมมือกับโรงเรียนอื่น การสื่อสารกับผู้ปกครอง ผู้เรียน และชุมชนโรงเรียน และการติดตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง

ท้ายที่สุด ผู้สอนและผู้บริหารโรงเรียนจำเป็นต้องพัฒนาสมรรถนะใหม่สำหรับการใช้ AI และข้อมูลอย่างมีจริยธรรม ซึ่งครอบคลุมทั้งด้านการมีส่วนร่วมทางวิชาชีพ ทรัพยากรดิจิทัล การเรียนการสอน การประเมิน การเสริมพลังผู้เรียน และการอำนวยความสะดวกในการพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของผู้เรียน

ด้วยแนวทางที่ครอบคลุมนี้ สหภาพยุโรปมุ่งมั่นที่จะสร้างระบบนิเวศการศึกษาดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพสูง โดยยึดหลักจริยธรรมและความไว้วางใจเป็นแกนกลาง เพื่อให้มั่นใจว่าการนำ AI มาใช้ในการศึกษาจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียน ครูผู้สอน และระบบการศึกษาโดยรวม ตามที่มารียา กาบรีเอล คณะกรรมาธิการยุโรปได้กล่าวไว้ "แนวทางปฏิบัติเหล่านี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ ขึ้นอยู่กับพวกเราทุกคนที่จะส่งเสริมและนำพวกเขาไปใช้"

สหรัฐอเมริกา

"Artificial Intelligence and the Future of Teaching and Learning"  โดย Office of Educational Technology ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐ (U.S. Department of Education) คู่มือนี้เผยแพร่ในปี 2023

กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ ได้พัฒนาระบบการสอนอัจฉริยะ (Intelligent Tutoring Systems - ITS) ซึ่งสามารถให้ข้อเสนอแนะเฉพาะในแต่ละขั้นตอนของการแก้ปัญหา นับเป็นความก้าวหน้าสำคัญของ AI ในการศึกษา แม้ว่าระบบยุคแรกจะมีข้อจำกัดในการรองรับเฉพาะปัญหาที่เป็นตรรกะหรือคณิตศาสตร์ แต่ปัจจุบันได้มีการพัฒนาให้ครอบคลุมมากขึ้น

การปรับเนื้อหาการเรียนการสอนรายบุคคล (Personalization) เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่มีการใช้ AI ในการปรับความยากและลำดับของเนื้อหาบทเรียนตามความสามารถของผู้เรียน โดย AI สามารถวิเคราะห์จุดแข็งและความต้องการของผู้เรียนแต่ละคน อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า AI ยังไม่สามารถเข้าใจ "ช่วงเวลาที่สอนได้" (teachable moments) ได้กว้างเท่าครูมนุษย์

การให้คะแนนเรียงความอัตโนมัติ (Automated Essay Scoring - AES) เป็นตัวอย่างการใช้ AI ที่ช่วยให้ข้อเสนอแนะแก่นักเรียนเพื่อพัฒนาทักษะการเขียน ช่วยลดภาระงานให้ครู แต่รายงานยอมรับว่า AES ในปัจจุบันยังไม่สามารถเทียบเท่าการตัดสินของครูในด้านความหมาย อารมณ์ ความคิดริเริ่ม และความคิดสร้างสรรค์

เครื่องมือจำลองสถานการณ์ในชั้นเรียนเป็นอีกนวัตกรรมหนึ่งที่ช่วยให้ครูสามารถฝึกฝนทักษะในสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงกับห้องเรียนจริง ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาครูผู้สอน

นอกจากนี้ ยังมีการใช้ AI เพื่อช่วยระบุนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือ โดยเฉพาะนักเรียนที่ "หมุนวงล้อ" (ทำงานหนักแต่ไม่ก้าวหน้า) และแนะนำรูปแบบความช่วยเหลือที่เหมาะสม AI ยังช่วยเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงการศึกษาสำหรับผู้เรียนที่มีความหลากหลายทางระบบประสาท และผู้เรียนที่มีความสามารถในการสื่อสารที่แตกต่างกัน

AI ยังถูกนำมาใช้เพื่อวัดทักษะที่วัดได้ยาก เช่น ทักษะการแก้ปัญหา ความสามารถในการสื่อสาร การทำงานร่วมกัน รวมถึงการประเมินความเพียรพยายามและการกำกับตนเอง

กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐฯ เน้นย้ำว่าการใช้ AI ในการศึกษาควรยึดหลัก "มนุษย์ในวงจร" (human in the loop) โดยครูยังคงเป็นผู้ควบคุมการตัดสินใจในการสอนที่สำคัญ และ AI ควรเป็นเครื่องมือที่ช่วยส่งเสริมประสิทธิภาพการสอนและการเรียนรู้ ไม่ใช่มาแทนที่ครูผู้สอน

ออสเตรเลีย

"Australian Framework for Generative Artificial Intelligence (AI) in Schools"  โดย Department of Education, Skills and Employment เผยแพร่ในปี 2021

ออสเตรเลียมีการพัฒนากรอบการทำงานระดับชาติสำหรับปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ในโรงเรียน ซึ่งถูกจัดทำโดย National AI in Schools Taskforce ที่ประกอบด้วยตัวแทนจากทุกเขตการปกครอง ภาคการศึกษา และหน่วยงานระดับชาติของออสเตรเลีย กรอบการทำงานนี้มุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยี AI อย่างมีความรับผิดชอบและมีจริยธรรมเพื่อประโยชน์ของนักเรียน โรงเรียน และสังคม

กรอบการทำงานนี้ได้ระบุถึงโอกาสสำคัญในการใช้ AI ในภาคการศึกษาของออสเตรเลียหลายประการ ได้แก่ การสนับสนุนการเรียนการสอน โดย AI สามารถช่วยยกระดับและสนับสนุนการสอน การบริหารโรงเรียน และการเรียนรู้ของนักเรียน เทคโนโลยี AI ช่วยให้ครูมีเครื่องมือในการสร้างเนื้อหาที่มีคุณภาพสูงและหลากหลาย, การลดภาระงานด้านการบริหาร เทคโนโลยี AI ช่วยลดภาระงานด้านเอกสารและการบริหารจัดการ ทำให้ครูมีเวลามากขึ้นในการมุ่งเน้นที่การสอนและการดูแลนักเรียน

การสร้างเนื้อหามัลติมีเดียที่หลากหลาย ความสามารถของ AI ในการสร้างข้อความ ภาพ เสียง และวิดีโอที่คล้ายกับผลงานของมนุษย์เปิดโอกาสใหม่ๆ ในการพัฒนาเนื้อหาการเรียนการสอนที่น่าสนใจ, การส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ กรอบการทำงานเน้นว่า AI ควรถูกใช้ในทางที่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และความคิดสร้างสรรค์ แทนที่จะจำกัดความคิดและประสบการณ์ของมนุษย์ และการเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงและความเท่าเทียม AI สามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันสำหรับผู้เรียนทุกคน รวมถึงผู้พิการและผู้ที่มาจากภูมิหลังที่หลากหลาย รวมถึงชุมชนในพื้นที่ห่างไกล

ออสเตรเลียให้ความสำคัญกับหลักการสำคัญ 6 ประการในการใช้ AI ในการศึกษา ได้แก่ (1) การเรียนการสอน (2) สุขภาวะของมนุษย์และสังคม (3) ความโปร่งใส (4) ความเป็นธรรม (5) ความรับผิดชอบ และ (6) ความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และการรักษาความปลอดภัย กรอบการทำงานนี้เน้นย้ำว่าครูและผู้บริหารโรงเรียนยังคงควบคุมการตัดสินใจและรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่ได้รับการสนับสนุนจากเครื่องมือ AI

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังให้ความสำคัญกับการสอนนักเรียนเกี่ยวกับเครื่องมือ AI และวิธีการทำงาน รวมถึงข้อจำกัดและอคติที่อาจเกิดขึ้น และเน้นการเรียนรู้เชิงลึกเพิ่มขึ้นเมื่อการใช้งานของนักเรียนเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้การพัฒนากรอบการทำงานนี้แสดงให้เห็นว่าออสเตรเลียมีวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นในการรับมือกับความท้าทายและการใช้ประโยชน์จากโอกาสที่เกิดจากเทคโนโลยี AI สำหรับโรงเรียนและนักเรียนในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีของการวางแผนอย่างเป็นระบบและมีความรับผิดชอบในการนำ AI มาใช้ในภาคการศึกษา

สิงคโปร์

"AI in Education Ethics Framework" โดย Infocomm Media Development Authority (IMDA) เผยแพร่ในปี 2020

สิงคโปร์ได้พัฒนากรอบจริยธรรม AI ในการศึกษา ซึ่งมุ่งเน้นการใช้ AI อย่างมีความรับผิดชอบและมีจริยธรรมในระบบการศึกษา โดยกระทรวงศึกษาธิการสิงคโปร์ได้พัฒนากรอบนี้บนพื้นฐานของกรอบการกำกับดูแล AI ที่จัดทำโดยหน่วยงานพัฒนาสื่อและข้อมูลของสิงคโปร์ (IMDA) เพื่อตอบสนองความเสี่ยงและความต้องการเฉพาะในภาคการศึกษา

กรอบจริยธรรมดังกล่าวอยู่บนหลักการสำคัญ 4 ประการ คือ การเป็นตัวแทน (Agency) ความครอบคลุม (Inclusivity) ความเป็นธรรม (Fairness) และความปลอดภัย (Safety) ซึ่งมีการนำไปใช้ในภาคการศึกษาดังนี้

ระบบการเรียนรู้ปรับตัวได้ (Adaptive Learning System - ALS) เป็นระบบที่ใช้ AI ในแพลตฟอร์มการเรียนรู้ของนักเรียน Singapore Student Learning Space (SLS) ซึ่งให้คำแนะนำการเรียนรู้ที่ปรับให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคนตามการตอบสนองต่อคำถามและกิจกรรม ระบบนี้เริ่มใช้กับวิชาคณิตศาสตร์ระดับประถมศึกษาปีที่ 5 และ 6 ในปี 2023 และมีแผนขยายไปสู่หัวข้อ ระดับ และวิชาอื่นๆ

ระบบ ALS ทำงานใน 3 ระดับ

1. ระดับระบบ - กฎสำหรับการแนะนำเนื้อหาและการประเมินถูกกำหนดโดยนักพัฒนาของ ALS ร่วมกับผู้กำหนดนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญด้านหลักสูตรและเทคนิค

2. ระดับครู - ครูสามารถเพิ่มทรัพยากรของตนเองลงในกลุ่มทรัพยากรสำหรับแนะนำให้กับนักเรียนได้ และสามารถใช้ข้อมูลจากแดชบอร์ดความก้าวหน้าในการเรียนรู้ของนักเรียนเพื่อวางแผนขั้นตอนต่อไป

3. ระดับนักเรียน - นักเรียนสามารถเข้าถึง ALS สำหรับการเรียนรู้ด้วยตนเอง และกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้ของตนเอง สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับระยะเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้บน ALS หัวข้อที่จะเรียนรู้ และโหมดการเรียนรู้ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับพวกเขา

ผู้ช่วยให้ข้อเสนอแนะด้านภาษาสำหรับภาษาอังกฤษ (Language Feedback Assistant for English - LangFA-EL) เป็นระบบ AI ใน SLS ที่ให้ข้อเสนอแนะพื้นฐานเกี่ยวกับการเขียนของนักเรียนในด้านต่างๆ เช่น การสะกดและไวยากรณ์ ระบบนี้ได้รับการฝึกฝนด้วยข้อมูลท้องถิ่นเพื่อลดอคติจากการใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่ที่ฝึกฝนด้วยข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตเป็นหลัก ทำให้มั่นใจได้ว่ามีการแสดงถึงความสามารถในการเขียนของนักเรียนสิงคโปร์อย่างถูกต้อง มีการอธิบายข้อผิดพลาดให้กับครูและนักเรียนในการ์ดความคิดเห็น ช่วยให้พวกเขาเข้าใจว่าทำไมข้อผิดพลาดจึงถูกระบุ

ในการพัฒนา ALS ทีมงานได้ให้ความสำคัญกับการอธิบายได้ของ AI โดยระบบสร้างและปรับปรุงโปรไฟล์ผู้เรียน AI จากข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตร เนื้อหา และผู้เรียน จากนั้น ALS จะตัดสินใจเกี่ยวกับเนื้อหาและการประเมินเพื่อแนะนำให้กับนักเรียนแต่ละคนตามโปรไฟล์ผู้เรียน AI นี้

สิงคโปร์ยังให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยสำหรับข้อมูลของนักเรียนและการจัดการความเสี่ยง ทุกข้อมูลใน SLS ถูกจัดเก็บและรักษาความปลอดภัยด้วยมาตรการที่เหมาะสม การเข้าถึงข้อมูลมีการควบคุมอย่างเข้มงวด และข้อมูลที่ทำธุรกรรมกับบุคคลภายนอกจะถูกทำให้เป็นนิรนาม เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ใช้ไม่สามารถระบุตัวตนได้

สิงคโปร์มีการจัดลำดับความสำคัญของความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ดีของนักเรียนในการพัฒนาระบบ AI ทางการศึกษา โดยหลีกเลี่ยงการพัฒนาระบบที่อาจไม่ปลอดภัยหรืออาจก่อให้เกิดอันตราย เช่น แชทบอทที่ให้คำแนะนำด้านการให้คำปรึกษาแก่นักเรียน หรือระบบที่ใช้อัลกอริทึมในการตัดสินใจคะแนนการประเมินที่จะใช้กำหนดเส้นทางการศึกษาของนักเรียน

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง