Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ผมชอบความคิดแบบชัยวัฒน์ สถาอานันท์ ในบทสนทนาชื่อ “ทำให้ศัตรูกลายเป็นมิตร” (ดู https://www.youtube.com/watch?v=ZOkLWFGFy-8&ab_channel=WATCHDOGCHANNEL) แม้ชื่อเรื่องจะโรแมนติกไปหน่อย แต่ประเด็นสำคัญที่ชัยวัฒน์ชวนเราคิดคือ เราทำให้ความชัดแย้งหายไปจากวิถีชีวิตและสังคมไม่ได้หรอก เพราะความชัดแย้งเป็นธรรมชาติของมนุษย์ สามีภรรยาที่รักกันมากก็ไม่ได้คิดตรงกันทุกเรื่อง (จริงๆ แล้วตัวเราก็ยังเถียงกับตัวเองหลายๆ เรื่อง-ผู้เขียน) และความขัดแย้งก็เป็นเรื่องปกติของสังคมมนุษย์ เขาเสนอว่า “เราควรพิทักษ์ความขัดแย้งในความหมายที่ว่ารักษาขบวนการและคุณภาพของความขัดแย้งเอาไว้ และตั้งคำถามว่าทำอย่างไรเราจะขัดแย้งกันให้ดีกว่าเดิม”

แปลว่าถึงเราจะมีความคิดเห็นขัดแย้งกัน แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างต่อสู้ทางความคิดกันไป ก็ไม่ใช่ปัญหาที่น่ากังวลอะไร กลับเป็นการดีเสียอีก เพราะการต่อสู้ทางความคิดจะทำให้สังคมก้าวหน้าทางปัญญาและอื่นๆ ตามมา

สำหรับชัยวัฒน์ ความขัดแย้งนอกจากไม่ใช่ปัญหาที่ต้องขจัดให้หมดไปแล้ว มันยังเป็นขบวนการสำคัญที่ทำให้สังคมก้าวหน้าด้วย ปัญหาอยู่ที่ “การทุบทำลายความขัดแย้ง” ด้วยการมองอีกฝ่ายเป็น “ศัตรู” ที่ต้องทำลาย สิ่งที่จำเป็นสำหรับสงครามไม่ใช่อาวุธ ไม่ใช่สติปัญญา แต่คือศัตรู เพราะถ้าไม่มีศัตรูก็ไม่รู้จะรบกับใคร จึงต้องสร้างศัตรูขึ้นมาเป็นเป้า ดังนั้น การรักษาขบวนการความขัดแย้ง จะต้องไม่ทุบทำลายความขัดแย้ง ด้วยการบอกว่า “ไม่ต้องขัดแย้ง, ต้องเห็นพ้องกันทุกเรื่อง ซึ่งไม่จริง และเป็นไปไม่ได้” และต้องไม่มองอีกฝ่ายเป็นศัตรูและใช้ความรุนแรงต่อกัน

หากเราใช้กรอบคิด “การพิทักษ์ความขัดแย้ง” แบบชัยวัฒน์ย้อนไปมองความขัดแย้งระหว่าง “เหลือง-แดง” จะเข้าใจได้ว่าถ้าสังคมเราสามารถรักษาขบวนการของความขัดแย้งนั้นให้อยู่ในครรลลองประชาธิปไตย เหลือง-แดงก็ขัดแย้งทางความคิดกันไป สร้างกลุ่มเคลื่อนไหวทางความคิด และกลุ่มกิจกรรมทางการเมืองของตนไป เชียร์พรรคการเมืองที่พวกตนสนับสนุนกันไป วิจารณ์กันไปหรือด่ากันไปด้วยก็ได้ เพราะถ้าทุกฝ่ายถือว่าการวิจารณ์กันได้ด่ากันได้เป็นเรื่องปกติของสังคมประชาธิปไตย แล้วไปตัดสินแพ้-ชนะทางการเมืองที่การเลือกตั้ง จากนั้นก็วิจารณ์และตรวจสอบกันตามกระบวนการประชาธิปไตยต่อไป ผลที่ตามมาย่อมตรงกันข้ามกับหายนะที่เราแบกรับกันอยู่ในปัจจุบัน

ที่สังคมเราต้องแบกรับหายนะกันอยู่ทุกวันนี้ เพราะมีการทุบทำลายความขัดแย้งด้วยการใช้ความรุนแรง คือ “รัฐประหาร” และการสนับสนุนรัฐประหารของฝ่ายเหลือง เพราะมองว่าฝ่ายแดงเป็นศัตรูที่ต้องขจัด ทหารทำรัฐประหารด้วยการใช้อำนาจสั่งให้หยุดความขัดแย้ง สั่งให้ปรองดองสมานฉันท์ แต่ผลกลับตรงกันข้าม เพราะฝ่ายทำและสนับสนุนรัฐประหารคือ “คู่ขัดแย้ง” กับฝ่ายที่ยืนยันการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ดังนั้น ความปรองดองระหว่างฝ่ายทำและสนับสนุนรัฐประหารกับฝ่ายยืนยันการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจึงเกิดขึ้นไม่ได้จริง แม้วันนี้พรรคเพื่อไทยจะจับมือตั้งรัฐบาลกับฝ่ายที่เคยทำรัฐประหาร ความหวาดระแวงระหว่างกันก็ยังคงปรากฏให้เห็นได้อย่างชัดเจน

แต่ความขัดแย้งระหว่าง “แดง-ส้ม” ต่างจากความขัดแย้งระหว่าง “เหลือง-แดง” โดยสิ้นเชิง เพราะทั้งแดงและส้มมี “จุดยืนหลักๆ ร่วมกัน” คือการต่อต้านรัฐประหาร ต่อต้านการใช้ 112 สร้างนักโทษทางความคิด และยืนยันการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเป็นเกณฑ์ตัดสินแพ้-ชนะทางการเมือง

ปัญหาที่ส้มเย้ยหยันแดงว่า “สู้ไปกราบไป” หรือตระบัดสัตย์, ตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว และที่แดงด่าส้มว่าเป็น “สลิ่มเฟส 2” และอื่นๆ เราคงบอกให้เลิกเย้ยหยัน เลิกด่ากันไม่ได้หรอก (การด่ากันเช่นนั้นอาจเลิกไปเองเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเปลี่ยนไป) แต่สิ่งที่เราน่าจะเห็นตรงกันได้คือ แดง-ส้มไม่ใช่ “ศัตรู” ทางการเมืองที่มีอำนาจทุบทำลายอีกฝ่ายด้วยความรุนแรง เช่น การทำรัฐประหาร ยุบพรรค และใช้กฎหมายล่าแม่มดคนคิดต่าง แบบที่ฝ่ายเหลืองทำกับแดงมาก่อนและกำลังทำกับส้มในปัจจุบัน

ทว่าท่ามกลาง “ความไม่แน่นอนทางการเมือง” ในบริบท “realpolitik แบบไทย” ที่ไม่เป็นเหตุเป็นผล อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ดังนั้น คำถามที่ทุกฝ่ายควรใส่ใจคือ ทำอย่างไรจะลดคุณภาพความขัดแย้งด้านที่เสี่ยงต่อการมองอีกฝ่ายเป็น “ศัตรู” ซึ่งจะเข้าทางของฝ่ายเคยทำรัฐประหารที่อาจฉกฉวยโอการทุบทำลายความขัดแย้งด้วยความรุนแรงแบบเดิมๆ ได้อีก และเพิ่มคุณภาพความขัดแย้งในด้านที่มองกันและกันเป็นเพียง “คู่แข่งทางการเมือง” ในเวทีสภาและสนามเลือกตั้ง เพื่อพัฒนาความขัดแย้งให้ดีกว่าเดิม โดยเงื่อนไขที่จะทำให้ความขัดแย้งระหว่างแดง-ส้มดีกว่าเดิม คือ

1. การทบทวนความขัดแย้งที่ผ่านมา ยอมรับข้อผิดพลาด พร้อมรับผิดชอบ และเปลี่ยนท่าทีใหม่ ละครความขัดแย้งระหว่างแดง-ส้มหลังตั้งรัฐบาลจนถึงปัจจุบันกว่าสองปี หากเป็นบทละครที่เขียนโดย “ปีศาจ” แล้วละก็ ปีศาจก็คงไม่ประสงค์ดีต่อทั้งสองฝ่ายเป็นแน่ เพราะบทละครที่เขียนให้พรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้สำเร็จและแสดงบทบาทในฐานะรัฐบาลนั้น ไม่ว่าเรื่องให้ต้องเลื่อนการแก้รัฐธรรมนูญออกไป การปฏิเสธนิรโทษกรรมคดี 112 การส่งชาวอุยกูร์ให้จีน การพ่วงวาระการนิรโทษกรรมประชาชนกับวาระการอภิปรายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ การเกิด “จังหวะนรก” ที่ทหารแจ้งความดำเนินคดี 112 กับพอล แชมเบอร์ส นักวิชาการชาวอเมริกัน เรื่อยมาถึงการเกิดปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ล้วนแต่ส่งผลลบต่อรัฐบาลเพื่อไทย นี่ยังไม่รวมการแจกเงินหมื่นที่ไม่ได้ช่วยให้เศรษฐกิจดีขึ้นตามที่คาดหวัง เป็นต้น

แต่บทบาทในฐานะฝ่ายค้านของพรรคประชาชนที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ก็ใช่ว่าจะทำให้พรรคประชาชนมีคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดอะไรเลย เพราะพรรคประชาชนก็ถูกปีศาจเขียนบทให้ต้องถอย และดีเลย์การผลักดันเรื่องแก้ปัญหาโครงสร้าง ประเด็น “วิวาทะ” กับรัฐบาลเพื่อไทย ส่วนมากแล้วจะเป็น “ประเด็นดราม่า” โต้ตอบกันรายสัปดาห์ หรือตามสถานการณ์ต่างๆ มากกว่า

สรุปคือ ทั้งพรรคแดงและพรรคส้ม ต่างก็ยังเล่นใน “เกมของปีศาจ” หรือถูกปีศาจเขียนบทให้เล่นเพื่อฟาดฟันกันและกันตลอดสองปีที่ผ่านมา แต่เกมของปีศาจก็เป็นเพียง “อุปมา” ที่จริงคือทั้งสองพรรคต่างเล่มในเกมที่สร้างขึ้นโดยฝ่ายทำรัฐประหาร และกำลังขัดแย้งกันเองให้ฝ่ายทำรัฐประหารจับตาดูและคอยจังหวะที่จะเล่นงานพรรคใดพรรคหนึ่งหรือทั้งสองพรรคอยู่ตลอดเวลาหากเล่นนอกเกมที่พวกเขากำหนด

พูดให้เห็นภาพแบบเกษียร เตชะพีระ คือฝ่ายที่ทำรัฐประหารวางทุ่นระเบิดไว้เต็มไปหมด แต่แทนที่แดงกับส้มจะช่วยกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด กลับใช้ทุ่นระเบิดนั้นมาทำลายกันเอง (แต่เมื่อพูดถึง “ทุ่นระเบิด” เกษียรเองก็คือผู้ผลิตวาทกรรมการเมือง “ระบอบทักษิณ” ขึ้นมา เจตนาอาจเพียงต้องการสร้าง “คอนเซ็ปต์” สำหรับใช้อธิบายสถานการณ์ทางการเมืองในยุคที่ทักษิณมีอำนาจ แต่ระบอบทักษิณก็กลายเป็นทุ่นระเบิดที่ฝ่ายเสื้อเหลือง ประชาธิปัตย์ และทหารที่ทำรัฐประหารนำไปใช้ทำลายล้างพรรคเพื่อไทยอย่างได้ผลในขบวนการทางการเมืองที่มีเป้าหมาย “ล้มระบอบทักษิณ” ด้วยรัฐประหารสองครั้งที่ผ่านมา)

การทบทวนความขัดแย้งในสองปีที่ผ่านมา ก็คือทั้งพรรคแดงและพรรคส้มควรถามตัวเองว่าความขัดแย้งของทั้งสองฝ่ายที่เน้นการฟาดฟันกันและกันในเกมที่ฝ่ายทำรัฐประหารกำหนดให้เล่น ซึ่งไม่ใช่ความขัดแย้งเพื่อเปลี่ยนเกม เปลี่ยนกติกาใหม่ หรือเพื่อแก้โครงสร้างให้เป็นประชาธิปไตยเลย สรุปแล้วทั้งสองฝ่ายได้อะไร คะแนนนิยมของทั้งสองฝ่ายเพิ่มขึ้นจริงไหม สังคมได้ประโยชน์อะไร หรือการเมืองที่เน้นความขัดแย้งในประเด็นดราม่าตามสถานการณ์ต่างๆ แบบสองปีที่ผ่านมาให้ “ความหวัง” อะไรแก่ประชาชนได้บ้าง ไม่ว่าจะเป็นความหวังเรื่องแก้ปัญหาปากท้อง การคืนสิทธิประกันตัวนักโทษทางความคิด การนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 การคืนความยุติธรรมให้คนเสื้อแดง การแก้ปัญหาโครงสร้าง และอื่นๆ ดังนั้น คำถามสำคัญที่ทั้งพรรคแดง-พรรคส้ม และด้อมแดง-ด้อมส้มจำเป็นต้องตอบให้ชัดคือ ประชาชนยังมีความหวังกับการเมืองแห่งความขัดแย้งแดง-ส้มในแบบสองปีที่ผ่านมาได้จริงๆ หรือ

2. ทั้งสองฝ่ายต้องดำรงจุดยืนร่วมกันในการต่อต้านรัฐประหาร และต่อต้านขบวนการตุลาการภิวัฒน์ในการยุบพรรคการเมือง, การตัดสิทธิทางการเมืองโดยการอ้างเรื่องละเมิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง หรือการเอาผิดนักการเมืองในกรณีใดๆ ที่ไม่ได้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ (rule of law) และทั้งสองฝ่ายต้องไม่ใช้ “นิติสงคราม” แบบเดียวกับฝ่ายทำรัฐประหารใช้เพื่อทำลายฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย

ตัวอย่างเช่น กรณีพรรคประชาชนตรวจสอบ “การป่วยบนชั้น 14” ของทักษิณ ชินวัตร จำเป็นต้องอยู่บนจุดยืนที่อธิบายได้ว่าไม่ขัดหลักความเสมอภาคทางกฎหมายตามหลักนิติรัฐ หรือไม่ใช่การตรวจสอบเพื่อให้เกิดการใช้กระบวนการยุติธรรมที่ขัดหลักนิติรัฐในการเอาผิดทักษิณ เช่น กรณีที่ศาลริเริ่มไต่สวนทักษิณเอง มีประเด็นปัญหาทางกฎหมายว่าศาลมีอำนาจริเริ่มยกกรณีเช่นนี้ขึ้นมาพิจารณาไต่สวนเองได้หรือไม่ (ตามข้อสังเกตของวรเจตน์ ภาคีรัตน์ ดู https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_845943) ประเด็นนี้พรรคประชาชนมีจุดยืนอย่างไร ควรแสดงจุดยืนให้ชัดเจนว่าเห็นด้วยกับการที่ศาลยกเรื่องนี้ขึ้นมาไต่สวนเองหรือไม่ เพราะอะไร หากไม่ชัดเจนก็อาจเกิดคำถามว่าการตรวจสอบของพรรคประชาชนอาจเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินคดีกับทักษิณอย่างขัดหลักนิติรัฐหรือไม่

3. การทำให้คุณภาพความขัดแย้งดีขึ้นกว่าเดิม ในเวลาที่เหลืออีกสองปีก่อนเลือกตั้งใหม่ ทั้งสองพรรคควรถกเถียงกันในประเด็นปัญหาสำคัญที่สุด คือ “การนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112” ว่าจุดยืนของแต่ละพรรคคืออะไร ในทางปฏิบัติทำไปถึงไหนแล้ว จะสำเร็จภายในระยะเวลาเท่าไร อุปสรรคอยู่ตรงไหน อำนาจอะไรขวางอยู่ ขวางอย่างไรบ้าง ควรบอกกับประชาชนตรงไปตรงมา ถ้าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่สำเร็จก่อนเลือกตั้งครั้งหน้า ทั้งสองฝ่ายสามารถร่วมมือกันผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ให้สำเร็จภายในอายุรัฐบาลนี้ได้หรือไม่

หากทั้งสองฝ่ายต่างมีจุดยืนในการสร้าง “ประชาธิปไตยที่สามารถคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของประชาชนได้จริง” เหมือนกัน ทั้งพรรคแดงและพรรคส้มก็ต้องเห็นร่วมกันว่าการนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ล่าช้ามามากแล้ว “ความยุติธรรมที่ล่าช้าคือความอยุติธรรม” ดังนั้น ไม่ควรปล่อยให้ล่าช้าออกไปอีก ทั้งสองพรรคควรร่วมมือกันผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ให้สำเร็จ เพราะนี่คือเรื่องเดียวที่จะแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองที่ต่อต้านรัฐประหารและมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ยังมีความกล้าหาญต่อสู้กับ “กฎอยุติธรรม” ของฝ่ายรัฐประหาร และยังสามารถให้ “ความหวัง” กับประชาชนได้จริง

แต่ถ้าทั้งสองพรรค “ไม่รวมมือกัน” ผ่านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชนรวมคดี 112 ให้สำเร็จในสมัยรัฐบาลนี้ เพราะเกรงกลัวอำนาจของฝ่ายทำรัฐประหาร และด้อมแดงกับด้อมส้มก็ไม่เรียกร้องให้พรรคตัวเองร่วมมือกัน เพราะต้องการ “เซฟ” พรรคการเมืองที่ตนเชียร์มากกว่าการทวงความยุติธรรมแก่ประชาชนด้วยกันที่ยังติดคุกเพราะสู้เพื่อประชาธิปไตย การเลือกตั้งที่ผ่านมาก็ไม่มีความหมายต่อการปกป้องสิทธิเสรีภาพประชาชน ไม่มีความหมายต่อการคืนความยุติธรรม คืนสิทธิประกันตัว หรือการช่วยเหลือให้มิตรร่วมสู้เพื่อประชาธิปไตยออกจากคุกได้เลย ความหวังว่าจะแก้โครงสร้างทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตยในอนาคต ก็จะยิ่งเลือนรางกว่าเดิม

ถึงที่สุดแล้ว ความขัดแย้งระหว่างแดงกับส้ม ไม่จำเป็นต้องยุติลงในวันนี้หรือวันหน้า ตราบที่ทั้งสองฝ่ายยังรักษาคุณภาพของความขัดแย้งเอาไว้โดยที่ไม่มองหรือไม่พยายามสร้างให้อีกฝ่ายเป็น “ศัตรู” ที่ต้องทุบทำลาย แต่มองว่าทั้งสองฝ่ายเป็นเพียง “คู่แข่งทางการเมือง” ในระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ความขัดแย้งของคู่แข่งทางการเมืองย่อมเป็นเรื่องปกติ แต่จะมีประโยชน์กับสังคมมากกว่า หากทั้งสองฝ่ายสามารถยกระดับคุณภาพของความขัดแย้งให้ดีกว่าที่ผ่านมา

ดังนั้น แทนที่จะด่าทอหรือตอบโต้ประเด็นดราม่าตามสถานการณ์ต่างๆ แบบที่ผ่านมา ควรยกระดับคุณภาพของความขัดแย้งขึ้นมาเป็น “ความขัดแย้งในเรื่องนิรโทษกรรมประชาชน” ที่เป็นการถกเถียงกันด้วยหลักการ เหตุผล ความจริง และความเป็นไปได้ในการแก้ปัญหานี้ให้สำเร็จภายในอายุรัฐบาลนี้ โดยที่แต่ละฝ่ายอาจเห็นต่างกันในบางเรื่อง เห็นตรงกันในบางเรื่อง และแสวงหาความร่วมมือกันทำให้สำเร็จได้ เหมือนการร่วมมือกันผ่านร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียม แม้ว่าปัญหานี้จะซับซ้อนและแก้ยากมากกว่าก็ตาม

 

 

ติดตามอ่านงานเขียนอื่นๆ ของ สุรพศ ทวีศักดิ์ ได้ที่ 

หนังสือ “รัฐกับศาสนา: ศีลธรรม อำนาจ และอิสรภาพ”

https://pct.fyi/5j5w8h

เป็นหนังสือรวมบทความ ว่าด้วยปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับพุทธศาสนาไทย ที่ส่งผลให้รัฐใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือสร้างอำนาจครอบงำ และสถาบันศาสนาใช้รัฐเป็นเครื่องมือในการเอาอำนาจสาธารณะ (กฎหมาย) และภาษีประชาชนมาปกป้องและสนับสนุนการเผยแพร่ความเชื่อเฉพาะของกลุ่มทางศาสนา ตั้งคำถาม วิพากษ์ ชวนคิดในประเด็นปัญหาความสัมพันธ์ในเชิงขัดแย้งและสนับสนุนกันระหว่างศีลธรรม อำนาจ และอิสรภาพของปัจเจกบุคคลและสังคม รวมทั้งเสนอแนวคิดรัฐโลกวิสัยและการแยกศาสนาจากรัฐที่ไปด้วยกันได้กับเสรีประชาธิปไตยเป็นทางออกของปัญหาดังกล่าว

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง