Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

สมาคมภูมิภาคศึกษาจัดเสวนาเบื้องหลังนิทรรศการภาพถ่าย “Beyond The Frame: Talk เล่าเรื่องเกินกรอบคนทำสารคดี” โดยผู้ผลิตสารคดีรุ่นใหม่ จงเจริญ ขันทอง และกิริพร แสงโชติ เรื่องเล่าจากการเดินทางภาคสนามในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภาพไร่อ้อยของนักลงทุนจีนในลาวตอนเหนือ เด็กๆ ซึ่งเป็นความหวังของอาเซียน หมู่เกาะเครื่องเทศในอินโดนีเซีย ที่มาของเครือข่ายการค้าข้ามทวีปและอาณานิคมตะวันตก จนถึงสมรภูมิสำคัญ “อานามสยามยุทธ” สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ทางตอนใต้ของเวียดนาม ที่รอการไปเยือนและตีความกันใหม่ โดยนิทรรศการภาพถ่าย Beyond The Frame: Talk ผลงานของผู้ผลิตสารคดีรุ่นใหม่ ยังคงจัดแสดงที่ร้าน Pilay House ซอยปรีดี พนมยงค์ 42 ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้

บรรยากาศวงเสวนา Beyond The Frame: Talk เล่าเรื่องเกินกรอบคนทำสารคดี เมื่อ 5 ก.ค. ที่ผ่านมา

วานนี้ (5 ก.ค. 2568) สมาคมภูมิภาคศึกษาจัดงานเสวนา Beyond The Frame: Talk เล่าเรื่องเกินกรอบคนทำสารคดี ที่ห้องประชุมร้าน Pilay House ซอยปรีดี พนมยงค์ 42 ร่วมเสวนาโดยผู้ผลิตสารคดีรุ่นใหม่ จงเจริญ ขันทอง ผู้อำนวยการสำนักผลิตสื่อสารคดีและสันทนาการ สมาคมภูมิภาคศึกษา และกิริพร แสงโชติ โปรดิวเซอร์สารคดีจาก YouTube ช่องประวัติศาสตร์นอกตำรา ดำเนินรายการโดย ธรรมนนท์ เผือกผ่องศรี

รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา กล่าวเปิดวงเสวนาว่า สมาคมภูมิภาคศึกษาฯ มีบทบาทเป้าหมายในการศึกษาวิเคราะห์สภาพแวดล้อมในภูมิภาคต่างๆ ทั้งในไทย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทั่วโลก จัดกิจกรรมทางวิชาการ และวัฒนธรรม เพื่อเสนอแผนยุทธศาสตร์ที่เป็นประโยชน์กับสังคมไทยในหลายแง่มุม โดยงานเสวนาและนิทรรศการภาพถ่ายวันนี้เพื่อศึกษาความเป็นไปในโลก ผลักดันเสาทางด้านประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และชวนสมาชิกจากสมาคมภูมิภาคศึกษา ร่วมนำเสนอนิทรรศการภาพถ่าย มีความหมายเกี่ยวกับการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของประชาชน ในประเทศเพื่อนบ้าน

เรื่องจากภาคสนาม พระพุทธรูป ไร่อ้อย นักลงทุนจีน ถึงเด็กและความหวังอาเซียน

ดุลยภาค ปรีชารัชช กล่าวเปิดวงเสวนา

กิริพร แสงโชติ ผู้ผลิตสารคดีและโปรดิวเซอร์จาก YouTube ช่องประวัติศาสตร์นอกตำรา

ไร่อ้อยสุดลูกหูลูกตาที่เมืองสิง ทางตอนเหนือของ สปป.ลาว

เด็กๆ ผู้เป็นความหวังในอนาคตของอาเซียน

กิริพร แสงโชติ โปรดิวเซอร์จาก YouTube ช่องประวัติศาสตร์นอกตำรา พูดถึงที่มาของการจัดแสดงนิทรรศการภาพถ่ายว่า เวลาลงภาคสนามเพื่อผลิตสารคดี นอกจากโจทย์การทำงานที่เตรียมไปแล้ว ยังไม่ลืมที่นำกล้องถ่ายรูปไปบันทึกภาพ นอกจากเพื่อทบทวนเวลารวบรวมข้อมูลทำสารคดีแล้ว ภาพที่ถ่ายไว้ยังใช้บอกเล่าเรื่องราวด้วย เป็นที่มาของการคัดเลือกภาพมาจัดแสดงซึ่งเป็นภาพจากพื้นที่ซึ่งไปเห็นมากับตาและได้สัมผัสจริงๆ

เขายังยกตัวอย่างภาพถ่ายพระพุทธรูปที่วัดแห่งหนึ่งในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว หรือ สปป.ลาว ซึ่งมีคำบรรยายระบุว่าเป็นพระพุทธรูปศิลปะสิงหล ถ้าเป็นมุมมองจากคนที่มีพื้นฐานเรียนประวัติศาสตร์ศิลปะก็จะพบว่าเป็นพระพุทธรูปแบบเชียงแสน หรือเมื่อเร็วๆ นี้มีการขุดพบพระพุทธรูปขนาดพระประธานจมใต้แม่น้ำโขงที่เมืองต้นผึ้ง อยู่ตรงข้าม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ก็เคยมีประเด็นถกเถียงออนไลน์ทั้งที่ในอดีตก่อนมีพรมแดนรัฐชาติ พระพุทธรูปที่ขุดพบก็น่าจะอยู่ในขอบเขตของเมืองโบราณเชียงแสน

ส่วนอีกภาพที่เขาเลือกนำเสนอคือ ภาพไร่อ้อย ที่เมืองสิง ทางตอนเหนือของ สปป.ลาว ในภาพถ่ายที่เหมือนไร่อ้อยในชนบททั่วไป แต่ที่จริงไร่อ้อยในภาพไม่ใช่ของชาวบ้านไทลื้อที่เมืองสิง แต่เป็นทุนจีนที่เข้ามาทำแปลงเกษตรขนาดใหญ่ จะเห็นการเข้ามาของทุนจีนในลาวตอนเหนือเยอะมาก และมีรถขนอ้อยข้ามแดนอยู่ตลอดเวลา ภาพถ่ายนี้จึงเป็นภาพสะท้อนหนึ่งของนักลงทุนจีนที่เข้ามาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

อีกภาพที่กิริพรแนะนำคือ ภาพโบราณสถานของอาณาจักรศรีเกษตร ที่เมืองแปร ในลุ่มแม่น้ำอิรวดีของพม่า โดยเป็นอารยธรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวปยู โดยที่เมืองแปร มีเจดีย์ใหญ่เป็นหลักฐานถึงการมีอยู่ของอาณาจักรศรีเกษตร ซึ่งเคยรุ่งเรืองเมื่อนับพันปีก่อน แต่ปัจจุบันผู้คนที่อยู่รอบๆ โบราณสถานกลายเป็นชาวบะหม่า ซึ่งไม่สัมพันธ์กับวัฒนธรรมปยูแล้ว เหลือแต่สิ่งที่เป็นภูมิปัญญาชาวปยูก็คือการปั้นหม้อที่สืบทอดกันมานับพันปี จึงเลือกชุดภาพนี้มานำเสนอ พร้อมชวนคิดต่อถึงผู้คนในอาณาจักรทวารวดีว่าจะสืบทอดมาจนถึงปัจจุบันหรือไม่ 

นอกจากนี้กิริพร ยังนำเสนอชุดภาพกลุ่มเด็กๆ ในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เขาเดินไปเยือน เขาพบว่าประเทศเพื่อนบ้านทั้งลาว พม่า และอินโดนีเซีย มีเด็กๆ ที่ออกมาจับกลุ่มเล่นนอกบ้านเยอะมาก เด็กๆ นอกจากเสมือนเป็นผ้าขาวแล้ว พวกเขายังเป็นกำลังแรงงานที่ในอนาคตจะสามารถผลักดันประเทศให้เจริญเติบโตไปได้อีก เปรียบเทียบกับเวลาเขาลงพื้นที่ไปผลิตสารคดีในต่างจังหวัดของไทย แม้แต่เมืองที่อยู่ใกล้กรุงเทพฯ อย่างอยุธยา ก็แทบจะเป็นเมืองร้าง ไม่ค่อยเจอเด็กออกมาเล่นนอกบ้าน เรื่องนี้ก็สะท้อนภาวะสังคมผู้สูงอายุของประเทศไทยเช่นกัน

หมู่เกาะเครื่องเทศ เครือข่ายการค้า ยุคล่าอาณานิคม

จงเจริญ ขันทอง สำนักผลิตสื่อสารคดีและสันทนาการ สมาคมภูมิภาคศึกษา 

ภาพถ่ายจากหมู่เกาะโมลุกกะ แหล่งปลูกและศูนย์กลางการค้าเครื่องเทศในยุคอาณานิคมดัตซ์

จงเจริญ ขันทอง จากสำนักผลิตสื่อสารคดีและสันทนาการ สมาคมภูมิภาคศึกษา และเขายังเป็นผู้ผลิตเนื้อหาของไทยพีบีเอสด้วย พูดถึงภาพถ่ายที่เขานำเสนอผ่านนิทรรศการ Beyond The Frame ว่า เขาเลือกภาพมาบอกเล่าพื้นที่ๆ คนไทยน้อยคนจะมีโอกาสไปเยือน แต่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์จึงนำมาเล่าต่อ

โดยเริ่มต้นเขาพูดถึงภาพจากการไปเยือนหมู่เกาะโมลุกกะ ทางตะวันออกของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นแหล่งปลูกเครื่องเทศ เป็นที่มาของการค้าและล่าอาณานิคมโดยชาวตะวันตกโดยเฉพาะฮอลันดาหรือเนเธอร์แลนด์ในปัจจุบัน ภาพชุดแรกเขานำเสนอภาพเกาะเตอร์นาเต ซึ่งอยู่ทางใต้ของหมู่เกาะโมลุกกะ เมืองซึ่งผู้คนส่วนมากนับถือศาสนาอิสลามตามสุลต่าน รัฐพื้นเมืองที่เคยร่วมมือทำการค้ากับโปรตุเกส อยู่ในความสนใจของออตโตมาน สเปน และในที่สุดกลายเป็นอาณานิคมของเนเธอร์แลนด์

ที่เตอร์นาเต นิยมปลูกกานพลู ถือเป็นสินค้าสำคัญ นอกจากเป็นส่วนผสมของยาสูบ เครื่องปรุง ยังเป็นตัวยาสมุนไพรสำคัญ มีสรรพคุณแก้ปวดฟันด้วย ที่เตอร์นาเตเป็นแหล่งค้ากานพลูไปยังชวา สุมาตรา จีน อาหรับ เกาะแห่งนี้มีดินที่อุดมสมบูรณ์เพราะแร่ธาตุจากภูเขาไฟกาลามาลา ทำให้เครื่องเทศเหล่านี้เติบโตอย่างดี นักเดินเรือชาวฮอลันดามักสเก็ตภาพภูเขาไฟแห่งนี้เมื่อมาเยือน

ช่วงหนึ่งเขาบรรยายภาพถ่ายป้อมปราการของสถานีการค้าบริษัทดัตซ์อีสอินเดีย หรือ VOC ซึ่งเปรียบเสมือนรากฐานการค้าแห่งแรกของเนเธอร์แลนด์ในแถบหมู่เกาะโมลุกกะ ก่อนที่ต่อมา VOC จะสร้างสถานีการค้าที่ปัตตาเวียบนเกาะชวา หรือจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซียในปัจจุบัน นอกจากนี้เขายังเปรียบเทียบว่าสถานีการค้า VOC ที่อยุธยา ก็คงมีรูปลักษณ์ใกล้เคียงกับสถานีการค้าที่เกาะเตอร์นาเต

ภาพอีกสวนเขานำเสนอเกาะอัมบน ทางตอนเหนือของหมู่เกาะโมลุกกะ ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ เพราะช่วงที่เจ้าอาณานิคมเข้ามาพวกโปรตุเกสเคยปกครองสั้นๆ เซนต์ฟรานซิสเซเวียร์มาเผยแพร่ศาสนาที่นี่ ทำให้คนพื้นเมืองบนเกาะซึ่งนับถือความเชื่อดั้งเดิมหันมานับถือศาสนาคริสต์ โดยที่อัมบนเป็นแหล่งปลูกจันทน์เทศ ส่งออกไปทั่วยุโรปและเอเชีย จงเจริญมีโอกาสพูดคุยกับคนสวนจันทน์เทศ เขารู้สึกว่าเป็นความภาคภูมิใจที่เกาะอัมบนส่งออกเครื่องเทศไปทั่วโลก “แต่สิ่งนี้ (จันทน์เทศ) ก็ทำให้พวกเขาสูญเสียเอกราช ตกอยู่ภายใต้อาณานิคมดัตซ์ แต่เมื่อเราได้เอกราชแล้ว เราก็ต้องรักษาของขึ้นชื่อของหมู่เกาะโมลุกกะเราให้ได้” จงเจริญถ่ายทอดคำพูดของชาวสวนจันทน์เทศบนเกาะอัมบน เขาเสริมด้วยว่าอุปสรรคของภาคสนามในหมู่เกาะโมลุกกะคือสภาพฝนตกชุก มีผลกับการถ่ายทำกลางแจ้ง การเดินทางจึงต้องวางแผนให้ดี แต่สภาพอากาศไม่เป็นใจก็แลกมากับตลาดปลาใหญ่กลางเมือง มีปลาอร่อยหลายชนิด อย่างปลาเก๋าเพลิงขายกิโลละ 120 บาท

อานามสยามยุทธ/อานามสยามพ่าย ยุทธนาวีปากแม่น้ำโขงที่ยังไม่ได้เล่า

ส่วนหนึ่งของชุดภาพถ่ายอนุสรณ์สถานรำลึกถึงยุทธนาวีเหร็จเกิ้ม-สว่ายมุท ที่เมืองหมีทอ (Mỹ Tho) สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง ทางตอนใต้ของเวียดนาม โดยที่อนุสรณ์สถานฯ ยังมีการแสดงอาวุธจำลองที่กองทัพสยามใช้อีกด้วย

อีกช่วงหนึ่ง จงเจริญ แนะนำชุดภาพถ่ายของอนุสรณ์สถานรำลึกถึงการรบเหร็จเกิ้ม-สว่ายมุ๊ท (Battle of Rạch Gầm-Xoài Mút) ที่เมืองหมีทอ (Mỹ Tho) ทางตอนใต้ของเวียดนาม ซึ่งเขามีโอกาสไปเยือนในช่วงถ่ายทำรายการประวัติศาสตร์นอกตำรา สารคดีชุดอานามสยามยุทธ ซึ่งเป็นสงครามช่วงปลายอยุธยา ธนบุรี จนถึงต้นรัตนโกสินทร์สมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวกินเวลาหลายสิบปี มีจุดเริ่มต้นสำคัญสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี ที่สยามพยายามแผ่อิทธิพลเข้าไปในหลวงพระบาง เวียงจันทน์ จำปาศักดิ์ และในกัมพูชา ในขณะที่เวียดนามก็ขยายอิทธิพลเข้าสู่เวียดนามตอนใต้และกัมพูชาเช่นกัน ทำให้เกิดการแข่งขันกันทางอำนาจระหว่างสยามกับเวียดนาม

โดยในแบบเรียนทางประวัติศาสตร์อาจจดจำผลสุดท้ายของอานามสยามยุทธ ที่ในปี พ.ศ. 2384 สยามในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 กับเวียดนามในสมัยจักรพรรดิมิญ หมั่ง ตกลงถอนทหารและปกครองกัมพูชาร่วมกัน โดยให้นักองค์ด้วง ขึ้นเป็นกษัตริย์กัมพูชา แต่ที่จริงแล้วสงครามและการขับเคี่ยวอิทธิพลระหว่างสยามกับเวียดนามในกัมพูชาและเวียดนามตอนใต้ กินเวลามาอย่างยาวนาน

ย้อนไปในสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี สยามเคยแผ่อิทธิพลไปถึงฮาเตียน เมืองท่าที่มีความสำคัญทางการค้า แถมยังสนับสนุนเจ้าเมืองจันทบุรีต่อต้านพระเจ้าตาก หรือช่วงปลายสมัยพระเจ้ากรุงธนบุรีปี พ.ศ. 2325 ทรงโปรดให้สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ทองด้วง) และน้องชายคือเจ้าพระยาสุรสีหฯ (บุญมา) เดินทัพเข้าไปในกรุงกัมพูชา แต่ระหว่างเดินทัพเกิดเหตุยึดอำนาจเกิดขึ้นที่กรุงธนบุรี แม่ทัพสยามทั้งสองจึงหย่าศึกกับขุนนางตระกูลเหงวียน เจ้าญวนใต้ของเวียดนาม และสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกจะกลับมาปราบดาภิเษกขึ้นเป็นสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 1 และสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์

ในช่วงเวลาที่สยามอยู่ในช่วงปลายกรุงธนบุรี ต่อกับช่วงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ที่เริ่มสร้างกรุงเทพฯ ทางฝั่งตะวันออกของป้อมบางกอก ที่เวียดนามกำลังเป็นช่วงปลายราชวงศ์เล และเกิดกบฏเต็ยเซิน พ.ศ. 2317 นำโดยเหงวียน ญัก ผู้นำชาวนาสามพี่น้อง สามารถยึดเวียดนามส่วนใหญ่เอาไว้ได้ ส่วนองเชียงสือ หรือ เหงวียน ฟุก อั๊ญ ทายาทของเจ้าญวนใต้คนสุดท้าย หรือต่อมาจะขึ้นเป็นจักรพรรดิซา ลอง จักรพรรดิพระองค์แรกของราชวงศ์เหงวียน

โดยองเชียงสือนำกองทัพของตระกูลเหงวียนขุนนางรบแพ้พวกเต็ยเซิน ทำให้ต้องหนีจากเว้ ไซ่ง่อน ฮาเตียน ไปอยู่ที่เกาะฝูก๊วก องเชียงสือหนีมาพึ่งรัชกาลที่ 1 ที่กรุงเทพฯ ทวงคำสัญญาที่ตระกูลเหงวียนเคยเจรจาหย่าศึกกับสยามในกัมพูชา ทำให้ในปี พ.ศ. 2526 รัชกาลที่ 1 ส่งพระยานครสวรรค์ พระยาวิชิตณรงค์ และกำลังพลจากเมืองพระตะบองเป็นทัพหน้า ยกออกไปปราบกบฏเต็ยเซิน แต่มีเหตุพระยานครสวรรค์ส่งอาวุธที่ยึดมาได้คืนให้ฝ่ายกบฏเต็ยเซิน จึงถูกเรียกมาสอบแล้วประหารชีวิตพร้อมพวกอีกสิบสองคนที่วัดโพธาราม

ต่อมาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2327 รัชกาลที่ 1 ให้พระเจ้าหลานเธอ กรมหลวงเทพหริรักษ์ยกทัพเรือไปช่วยองเชียงสือ โจมตีเมืองไซ่ง่อนคืนให้แก่องเชียงสืออีกครั้ง พร้อมทั้งโปรดฯ ให้พระยาวิชิตณรงค์เกณฑ์ทัพเมืองพระตะบองจากเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ (แบน) ไปสมทบทางบกเข้าโจมตีเมืองไซ่ง่อน โดยตีเมืองมาได้ตามรายทาง ส่วนหลักฐานของเวียดนามเขียนถึงพฤติกรรมของกองทัพสยามที่ปล้นสะดม

อย่างไรก็ตามกองทัพไทยที่ยกมาทางเรือแล้วเข้ามาในที่ลุ่มสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงตามคลองว่ำน่าว ถูกกบฏเต็ยเซินซุ่มโจมตีและตีทัพกระหนาบจนพ่ายแพ้ กองทัพสยามที่เหลือหนีขึ้นฝั่งกลับทางบก ส่วนทัพขององเชียงสือหนีไปฮาเตียนและกลับกรุงเทพฯ ในเวลาต่อมา

แต่ถึงแม้จะแพ้ในครั้งนี้ แต่ในที่สุดองเชียงสือ ก็ลอบออกจากกรุงเทพฯ ในปี พ.ศ. 2331 โดยขอความช่วยเหลือบาทหลวงชาวฝรั่งเศสยึดไซง่อนกลัคืนมา และสามารถรวบรวมดินแดนเวียดนามได้เป็นปึกแผ่น โดยยึดมาจากกบฏเต็ยเซิน และยึดทังล็องหรือฮานอย มาจากเจ้าญวนเหนือได้สำเร็จ โดยองเชียงสือปราบดาภิเษกเป็นจักรพรรดิซาล็อง ตั้งราชวงศ์เหงวียนในปี พ.ศ. 2345 ก่อนที่ทั้งสยามและเวียดนามภายใต้ราชวงศ์เหงวียนจะแข่งกันขยายอิทธิพลในกัมพูชา ก่อนจะสงบศึกในปี พ.ศ. 2384

ย้อนกลับมาบริเวณสถานที่ปราบกองทัพสยาม ปัจจุบันมีการสร้างอนุสรณ์สถานรำลึกถึงการรบ เหร็จเกิ้ม-สว่ายมุท (Battle of Rạch Gầm-Xoài Mút) อยู่ที่เมืองหมีทอ (Mỹ Tho) ตอนใต้ของเวียดนาม โดยรูปปั้นนักรบบนยอดอนุสาวรีย์คือ เหงวียนเหวะ (Nguyễn Huệ) หนึ่งในสามพี่น้องชาวนาตระกูลเหงวียน ผู้นำกบฏเต็ยเซินที่ปราบทัพเรือของสยาม 

เมืองบริเวณที่เป็นสมรภูมิระหว่างกองทัพสยามกับกบฏเต็ยเซินดังกล่าว ปัจจุบันยังเป็นทำเลที่มีการเดินเรือสินค้า เป็นเส้นทางเรือที่ติดต่อเมืองสำคัญทางเวียดนามใต้ และนอกจากนี้ซีพียังมาลงทุนเพาะเลี้ยงปลาแพนกาเซียส หรือปลาดอร์รี่ อีกด้วย

จงเจริญทิ้งท้ายไว้ด้วยว่า “ชาตินิยมก็เหมือนเหรียญสองด้าน เรามีความรักชาติของเราก็เป็นสิ่งที่ดี แต่การที่เรารักชาติ เราจำเป็นต้องเกลียดคนอื่นชาติอื่นหรือใหม่ ถ้าเรารักชาติเรา ไม่จำเป็นต้องเกลียดชาติเขา หรือเขาเกลียดชาติเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องเกลียดชาติเขากลับ ถ้าเขาเกลียดอะไรมา ก็ไม่เห็นต้องเกลียดเขาตอบ ขอทิ้งฝากไว้ให้คิด”

ในช่วงร่วมแลกเปลี่ยนกับวงเสวนา ที่เป็นชาวไทใหญ่ทำงานอยู่ในเมืองไทย กล่าวว่า เมื่อเห็นภาพไร่อ้อยในลาวจากนิทรรศการวันนี้ ทำให้นึกถึงประสบการณ์ที่ใกล้เคียงกันในรัฐฉาน แต่เดิมคนไทใหญ่ก็มีความเชื่อเหมือนคนไทกลุ่มอื่นๆ คือไม่กล้าบุกเบิกป่าต้นน้ำทำเกษตร เพราะกลัวผีขุนน้ำมาหักคอ  แต่ความเชื่อทุกอย่างสิ้นสุดลงเมื่อทุนจีนมาถึงต้นไม้ใหญ่ก็ไม่เหลือกลายเป็นไร่เกษตรขนาดใหญ่ ลำห้วยบนดอยที่เคยไหลก็เหือดแห้งไปหมด นอกจากนี้บางพื้นที่ๆ กองกำลังชาติพันธุ์ที่ใช้ภาษาจีนเข้ามาปกครอง ก็ทำให้การติดต่อธุระ หรือการสมัครงานหันไปใช้ภาษาจีนจนหมด คนไทใหญ่ที่ยังอยู่ในพื้นที่เหล่านั้นก็ต้องหันไปเรียนภาษาจีน หรือให้ลูกหลานเรียนภาษาจีน ทำให้กังวลว่าในอนาคตจะไม่สามารถรักษาภาษาและวัฒนธรรมคนไทใหญ่เอาไว้ได้

นอกจากนี้ผู้เข้าร่วมเสวนาที่เป็นข้าราชการอีกท่านแนะนำหนังสือของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เมื่อปี 2562 “ว่างแผ่นดิน :ประวัติศาสตร์เปรียบเทียบ "กรุงแตก" ในสามราชอาณาจักร” ซึ่งปูพื้นฐานของประวัติศาสตร์ช่วงอานามสยามยุทธสำหรับผู้ที่สนใจค้นคว้าเพิ่มเติมอีกด้วย ฯลฯ

สำหรับนิทรรศการภาพถ่าย Beyond The Frame: Talk ผลงานของผู้ผลิตสารคดีรุ่นใหม่ จงเจริญ ขันทอง และกิริพร แสงโชติ ยังคงจัดแสดงที่ร้าน Pilay House ซอยปรีดี พนมยงค์ 42 ตลอดเดือนกรกฎาคมนี้

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง