"อนุทิน" แถลงนโยบายรัฐบาลจะหนุนทำประชามติและแก้รัฐธรรมนูญ ยันยุบสภาใน 4 เดือนแน่ลงวัน 31 ม.ค.69 "บวรศักดิ์" แจงเลือกตั้งใหม่กาบัตร 4 ใบ เป็นประชามติ 2 เรื่อง คือ จะร่างรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่และจะเลิก MOU43-44 "ชลน่าน" วิจารณ์รัฐบาลอนุทินจะเป็น 4 เดือนหายนะ
แถลงนโยบายรัฐบาล 'อนุทิน ชาญวีรกูล' | 29 ก.ย. 68
29 ก.ย. 2568 ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) เป็นพิเศษ ในวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
อนุทินแถลงนโยบายในด้านต่างๆ โดยเริ่มจากกล่าวถึงว่ารัฐบาลจะสนับสนุนการจัดทำประชามติและการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญโดยรับฟังเสียงของพี่น้องประชาชน และสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและเพื่อธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก่อนกล่าวถึงนโยบายด้านอื่นๆ เช่น
อนุทินระบุถึงด้านเศรษฐกิจว่าจะมีการสร้างรายได้ลดรายจ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้นจะแก้ปัญหาหนี้สินและเพิ่มสภาพคล่องทั้งในส่วนของหนี้ภาคประชาชนเป็นรายบุคคลในระบบรายละไม่เกิน 100,000 บาท รวมถึงเพิ่มสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม เพิ่มโอกาสการออมของประชาชนด้วยพันธบัตรรัฐบาลและสลากเพื่อการออม รวมถึงฟื้นฟูความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว และจะเร่งแก้ปัญหาผลกระทบจากสงครามการค้าดยจัดตั้งทีมไทยแลนด์อีกทั้งจะส่งเสริมการลงทุนในอุตสหากรรมดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์
ด้านความมั่นคง นายกฯ ระบุว่าแก้ไขปัญหาพิพาทชายแดนระหว่างไทย-กัมพูชา โดยจะให้มีการทำประชามติให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างไทย-กัมพูชา
ด้านสังคม อนุทินระบุว่าจะปราบการพนันทุกรูปแบบ รวมถึงการกระทำของเจ้าพนักงานรัฐที่ละเว้นการบังคับใช้กฎหมายในการปราบยาเสพติด การพนัน อาชญากรข้ามชาติ ภัยไซเบอร์ หรือการใช้กฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อประโยชน์ทางการเมืองขะถือเป็นการผิดวินัยร้ายแรง รวมถึงการขจัดการทุจริต
อนุทินกล่าวถึงด้านสิ่งแวดล้อมว่า จะดำเนินการติดตั้งเครื่องมือเตือนภัยและพัฒนาเครือข่ายป้องกันภัยพิบัติ รวมถึงผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ
นายกฯ ระบุถึงการบริหารจัดการภาครัฐว่าจะเร่งรัดพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และเร่งยกเลิกกฎหมายหรือระเบียบที่เป็นอุปสรรคและสร้างภาระที่ไม่จำเป็นกับบประชาชนและภาคธุรกิจ
ยอมโหวตให้ "อนุทิน" เปิดทางทำรัฐธรรมนูญใหม่
‘ณัฐพงษ์’ ยอมโหวตให้ ‘อนุทิน’ เปิดทางทำรัฐธรรมนูญใหม่ | 29 ก.ย. 68
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน เริ่มอภิปรายโดยกล่าวถึงการเมืองไทยที่ไม่เคยห่างจากการรัฐประหารแม้จะมีการเลือกตั้ง และด้วยการเมืองไทยที่มีกลไกศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่เอามาใช้ทำลายล้างทางการเมืองมากกว่าจับคนโกงคนทำผิดทำให้ช่วงเวลาแค่ 2 ปีมีถึง 3 รัฐบาล
หัวหน้าพรรคประชาชนได้กล่าวถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของไทยที่การเติบโต (GDP) ของไทยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกมาตั้งแต่ปี 2549 แม้ว่าประเทศอื่นจะเจอวิกฤติทางเศรษฐกิจตอนปี 2551 และโควิด-19 เหมือนไทยแต่ยังคงสามารถกลับมาเติบโตต่อได้ในขณะที่ไทยไม่สามารถเติบโตกลับมาได้
ระบบการเมืองไทยเป็นตัวฉุดรั้ง ที่สมาชิกรัฐสภาต้องให้ความสำคัญร่วมกันทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ยึดโยงกับประชาชนเพราะไทยต้องการรัฐบาลที่มีความโปร่งใสและประสิทธิภาพและมีความชอบธรรมยึดโยงกับประชาชน ครม.มาจากความรู้ความสามารถไม่ใช่การแบ่งโควต้าทางการเมืองระหว่างพรรคการเมือง เพื่อให้ได้รัฐบาลที่จะมาประเทศไปสู๋อุตสาหกรรมแห่งอนาคตมากกว่าการตัดถนนสร้างตึก และยกระดับรายได้ให้กับประชาชนทุกอาชีพในอุตสาหกรรมต่างๆ ไปจนถึงยกระดับการพัฒนาการผลิต และได้กลไกถ่วงดุลย์ตรวจสอบที่เป็นอิสระยึดโยงกับประชาชนและไม่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธทางการเมืองแต่เป็นระบบตรวจสอบการใช้อำนาจโดยไม่ชอบและปกป้องภาษีของประชาชน
“เรามุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งในการเปิดประตูไปสู่การทำรัฐธรรมนูญใหม่ ยอมโหวตให้อนุทิน ชาญวีระกูล เป็นนายกรัฐมนตรีตามข้อตกลงใน MOA และการทำหน้าที่ 4 เดือนต่อจากนี้จะเป็นสิ่งที่ประชาชนใช้ตัดสินพวกเราในวันหน้า”
ณัฐพงษ์กล่าวว่า ใน 4 เดือนข้างหน้านี้พรรคประชาชนจะผลักดันการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่โดยแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 151 ให้แล้วเสร็จก่อนการยุบสภา โดยที่มาของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญจะต้องยึดโยงกับประชาชนมากที่สุดภายใต้กรอบคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และยังมีกฎหมายอีกหลายชุดที่เพื่อนสมาชิกยังช่วยกันผลักดันได้เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาดฯ รวมถึงการแก้ปํญหาสังคม เศรษฐฏิจ ความมั่นคงและอาชญากรรมข้ามชาติที่ตกค้างมาตั้งแต่รัฐบาลชุดก่อน และในฐานะผู้นำฝ่ายค้านจะยังคงทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มที่เพราะพรรคประชาชนไม่ได้โหวตให้อนุทินเพื่อเข้ามาใช้อำนาจโดยไม่ชอบไม่ได้สนับสนุนการแต่งตั้งบุคคลที่ไม่มีความเมหาะสมมาเป็นรัฐมนตรีหรืออนุญาตให้รัฐบาลเข้ามาแทรกแซงคดีฮั้ว สว. หรือเขากระโดง
4 เดือนหายนะ
‘ชลน่าน’ อัดนโยบาย 4 หายนะ ‘อนุทิน’ ยันยุบสภาฯ 31 ม.ค. 69 | 29 ก.ย. 68
ชลน่าน ศรีแก้ว สส.เขตจังหวัดน่าน พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงเรื่อเวลาที่จำกัดของรัฐบาลที่ได้รับมาจะไม่สามารถทำนโยบายตามที่แถลงได้และเป็นเพียงนโยบายเฉพาะกิจเท่านั้นและจะนำไปสู่ปัญหามากกว่าทางออกถึงขั้นหายนะในช่วง 4 เดือนของรัฐบาลนี้จะนำไปสู่การยุบคดี
ชลน่านกล่าวว่าเรื่องประชาธิปไตยที่เราต้องการและระบบรัฐสภานั้นจะต้องเจอกับการกัดกร่อนระบบรัฐสภาอย่างรุนแรง ด้วยภาพที่เห็นอยู่ตอนนี้การได้มาของสมาชิกรัฐสภาก็มีข้อสงสัยว่ามีการฮั้วหรือไม่ และในอนาคตการเลือกตั้งที่จะเป็นการขออำนาจจากประชาชนจะไม่ได้มาจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่เกิดจากการจัดการโดยใช้อำนาจเงินซึ่งจะมีอิทธิพลสูงสุดในการเลือกตั้งครั้งต่อไปซึ่งจะมากัดกร่อนระบบรัฐสภา
สส.น่านกล่าวต่อถึงการที่พรรคฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญใหม่จนต้องยกเสียงโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ และเกิดการยุบสภาถ้าได้ตามนี้ก็คงคุ้มค่า แต่ขณะนี้การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ อย่างแย่ที่สุดก็คงไม่ผ่านวาระ 1 หรืออย่างดีที่สุดถ้าผ่านวาระ 3 ได้แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือรัฐธรรมนูญใหม่จะถูกยกร่างด้วยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากฝ่ายสีน้ำเงิน ไม่ว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของฝ่ายใดจะผ่านก็ตามก็จะมีกลไกที่ทำให้ สสร.มาจากฝ่ายสีน้ำเงินทั้งหมด และถ้าร่างรัฐธรรมนูญใหม่เป็นสีน้ำเงินต่อให้มีการรณรงค์ทั่วประเทศก็ไม่ผ่านก็เข้าทางคนที่ไม่ต้องการแก้รัฐธรรมนูญ แล้วก็อ้างได้ว่าประชาชนไม่ต้องการรัฐธรรมนูญใหม่
ชลน่านกล่าวถึงการตั้งรัฐมนตรีของรัฐบาลอนุทินว่าเป็นไปเพื่อการเลือกตั้งครั้งหน้า อีกทั้งยังเป็นรัฐบาลที่คณะรัฐมนตรีไม่ได้ใช้กลไกอำนาจบริหารอย่างแท้จริงจนมีคนตั้งฉายาว่า รัฐบาลหนูเนบ้าง อนุวินบ้าง
นอกจากนั้นชลน่านยังกล่าวถึงการปัดตกนโยบายต่างๆ ทั้งเรื่องรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายทั้งที่เป็นประโยชน์กับประชาชน 12-13 ล้านคนเป็นการทำลายโอกาสของประชาชนเพราะเป็นนโยบายของพรรคเพื่อไทย
ยุบสภา 31 ม.ค.69
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีลุกตอบการอภิปรายของชลน่านโดยยืนยันว่าจะทำนโยบายตามที่แถลงไป และคณะรัฐมนตรีที่คัดเลือกมาก็เป็นผู้มีประสบการณ์ในด้านต่างๆ แม้กระทั่งคนที่ไม่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีมาก่อน และเขาจะทำให้ดีที่สุดเพราะใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี กว่าจะมายืนในจุดนี้ รวมถึงรัฐบาลจะมีความโปร่งใสตรวจสอบได้
นายกฯ กล่าวว่าจะขอนับวันที่ 1 ต.ค. เป็นวันแรกของรัฐบาลและวันที่ 31 ม.ค.2569 จะยุบสภาแน่นอน และเขาเห็นพ้องกับพรรคประชาชนที่จะต้องคืนอำนาจให้ประชาชนเพราะรัฐบาลนี้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ แต่มีเรื่องที่ต้องทำคือเข้ามาแก้ไขความเสียหายของประเทศที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลที่แล้วมา
อนุทินกล่าวถึงประโยชน์ที่จะได้จากนโยบายของรัฐบาลนี้ว่า รัฐบาลยกเลิกคาสิโน เอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ไม่มอมเมาประชาชนด้วยการพนันไม่ขยายตัวทางเศรษฐฏิจด้วยการพนัน และเรื่องนี้ก็เป็นเหตุที่ทำให้พรรคภูมิใจไทยถูกเชิญออกจากรัฐบาลเมื่อมิ.ย.ที่ผ่านมาเพราะไม่เห็นด้วยกับแนวทางของรัฐบาล และรัฐบาลจะไม่เอาเงินดิจิทัล 10,000 บาทให้ประชาชนเฉยๆ แต่จะเป็นการให้ประชาชนมีส่วนร่วม
อนุทินกล่าวว่าเรื่อง 30 บาทรักษาทุกทีทำตั้งแต่เขาเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้วตลอด 4 ปีที่เขาอยู่ในตำแหน่งซึ่งเขาประสานกับ สปสช.เพื่อทำ และเขาจะนำฟอกไตฟรีทุกกรณีกลับมาหลังจากรัฐบาลก่อนหน้าเปลี่ยนเป็นฟอกไตฟรีบางกรณี โดยใน 2 เดือนข้างหน้านี้ พัฒนา พร้อมพัฒน์จะต้องทำให้ได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะไปเป็น รมว.สาธารณสุขเอง
ทำประชามติ 2 เรื่องพร้อมเลือกตั้ง
‘บวรศักดิ์’ ชูเลือกตั้งครั้งเดียวกา 4 ใบพ่วงประชามติ MOU และแก้ รธน. | 29 ก.ย. 68
บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย กล่าวถึงประเด็นเรื่องแก้รัฐธรรมนูญว่าหากมีการแก้ไขหมวด 1 และ 2 จะทำอย่างไรนั้น รัฐบาลได้เขียนเอาไว้ชัดว่าไม่ได้จัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแต่เป็นการสนับสนุนให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นไปตามนโยบายที่แถลงไว้ว่าต้องสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญและธำรงไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่เป็นขั้นตอนแรก ขั้นตอนที่สองเมื่อประชาชนลงประชามติเห็นชอบกับการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นคำถามที่ 1 และเมื่อประชาชนเห็นชอบกับหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ซึ่งรัฐสภาจัดทำเสร็จเป็นร่างรัฐธรรมนูญประกอบรัฐธรรมนูญ 2560 เพิ่มหมวด 15/1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีแต่หมวด 15 คือการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ในชั้นที่ 1 ที่รัฐสภาแห่งนี้จะต้องพิจารณาเป็นเรื่องวิธีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่าจะให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไรโดยไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะให้เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรงจากประชาชนไม่ได้ เพราะฉะนั้นนี่คือขั้นตอนที่ 1 ถ้าผ่านแล้วจึงจะมีขั้นตอนที่ 2 คือจัดทำรัฐธรรมนญฉบับใหม่โดย สสร.หรือใครก็แล้วแต่ในหมวด 15/1 ที่ผ่านประชามติ ถึงจะมาดูกันว่าจะแตะหมวด 1 หมวด 2 หรือไม่ แต่เขาเชื่อว่า 2 พรรคใหญ่ได้พูดไปแล้วในสื่อมวลชนว่าจะไม่แตะหมวด 1 - 2 เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไปแตะหมวด 1 -2 ก็จะมีปัญหาทันทีว่า จะขัดกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันในมาตรา 255 ว่าการแก้ไขเพิ่มเติมที่เป็นการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันทรงมีพระมหากษัตริย์ทรงเป้นประมุขหรือเปลีย่นแปลงรูปแบบของรัฐจะทำไม่ได้
บวรศักดิ์กล่าวว่าประชามติที่รัฐบาลนี้จะทำในวันเดียวกับการเลือกตั้ง เป็นประชามติใน 2 เรื่องเท่านั้น คือ เรื่องแรก ประชาชนเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่? และเรื่องที่สองประชาชนเห็นด้วยกับวิธีการและเนื้อหาสาระที่รัฐสภาทำร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วตามมาตรา 256 อนุมาตรา 1 ถึง 6 จะไม่มีการลงเนื้อหาของรัฐธรรมนญฉบับใหม่ ส่วนเรื่องคุณสมบัติลักษณะต้องห้ามนั้นตามรัฐธรรมนูญ 256 ระบุชัดว่าจะแก้ต้องทำประชามติก่อนรัฐบาลจะไม่แตะ เพราะรัฐบาลพูดถึงแค่การทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เท่านั้น ส่วนรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่จัดทำโดย สสร.จะแตะหรือไม่แตะก็ต้องติดตามดูในขั้นตอนที่สอง
บวรศักดิ์กล่าวถึงการทำประชามติเรื่อง MOU43-44 รัฐบาลจะให้มีพร้อมกับการเลือกตั้ง สส.หลังการยุบสภา
บวรศักดิ์อธิบายถึงการลงคะแนนในการเลือกตั้ง สส.ครั้งที่จะถึงนี้เอาไว้ว่าจะมีบัตรทั้งหมด 4 ใบ
- สส.เขต
- สส.บัญชีรายชื่อ
- ประชามติเรื่องรัฐธรรมนูญมี 2 คำถาม
- เห็นชอบกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?
- เห็นชอบกับวิธีการและสาระในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่รัฐสภาให้ความเห็นชอบในวาระ 3 ที่แนบมานี้หรือไม่?
- ประชามติเรื่องจะยกเลิก MOU กับกัมพูชาหรือไม่โดยมีคำถามว่า
- เห็นชอบให้ยกเลิก MOU ที่ทำกับกัมพูชาหรือไม่?
