Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

รมว.แรงงาน แจงเอาท์ซอร์สขึ้นทะเบียนต่างด้าว ลดปัญหาส่วย ค้ามนุษย์ สั่งกรมจัดฯ เร่งแก้ไขระบบติดขัด

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึง กรณีปัญหาระบบการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว  Outsource ว่า ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้รับทราบทุกปัญหา ข้อกังวลใจของกลุ่มนายจ้าง สถานประกอบการ และทุกภาคส่วนจากการใช้ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว แบบ Outsource แล้ว

นางสาวตรีนุช กล่าวต่อว่า ในฐานะที่ตนเป็นเจ้ากระทรวง ขอน้อมรับทุกคำแนะนำ และจะเร่งปรับปรุงแก้ไข เพราะเข้าใจว่ากระทบกับทุกภาคส่วน และส่งผลเชื่อมโยงต่อระบบเศรษฐกิจ ในระยะแรกอาจติดขัดบ้าง เพราะอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่าน แต่ตอนนี้  Outsource ผู้ดูแลระบบ และกรมการจัดหางาน กำลังเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่

“ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่าระบบดังกล่าวเชื่อมโยงกับการทุจริตนั้น ตนมองว่าวัตถุประสงค์ของการใช้ระบบ ฯ  outsource   นี้แท้จริงแล้วจัดตั้งขึ้นมาเพื่อลดปัญหาส่วย ลดปัญหาการเข้าถึงเอกสารด้วยเจ้าหน้าที่ ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการเรียกรับผลประโยชน์รวมถึงการค้ามนุษย์ด้วย” นางสาวตรีนุช กล่าว

นางสาวตรีนุช กล่าวเพิ่มเติมว่า ตนได้กำชับให้เจ้าหน้าที่กระทรวงแรงงานให้ทำหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต หากพบมีพฤติกรรมเรียกรับผลประโยชน์ใดๆ จากนายจ้างหรือแรงงานต่างด้าวจริง จะดำเนินการลงโทษทั้งทางวินัยและดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด

“พร้อมได้สั่งการให้กรมการจัดหางานเข้มงวดกวดขันตรวจสอบบริษัทจัดหางานที่เรียกรับค่าดำเนินการ  หากพบพฤติกรรมดังกล่าว ให้ดำเนินการลงโทษตามกฎหมายกับบริษัทจัดหางานเหล่านี้ อย่างเด็ดขาดด้วย” นางสาวตรีนุช กล่าว

ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาจากการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว หรือพบพฤติกรรมถูกเรียกรับผลประโยชน์ สามารถแจ้งมาได้ที่ โทร.สายด่วน กระทรวงแรงงาน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

ที่มา: มติชนออนไลน์, 1/11/2568

เตือนแรงงานไทย อย่าหลงค่าตอบแทนสูง ที่แท้ลวงทำแสกมเมอร์

เมื่อวันที่ 31 ต.ค. น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ขณะนี้มีรายงานว่าคนไทยจำนวนมากถูกหลอกลวงให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน อ้างว่าทำงานออนไลน์ รายได้สูง ไม่ต้องใช้ทักษะ แต่เมื่อเดินทางไปแล้วกลับถูกบังคับทำงานเป็นสแกมเมอร์ หลอกลวงทางออนไลน์ บางรายถูกยึดหนังสือเดินทาง ถูกกักขัง และถูกทำร้ายร่างกาย ซึ่งกระทรวงแรงงานไม่ได้นิ่งนอนใจ จึงประสานความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือและคุ้มครองแรงงานไทยที่ตกเป็นเหยื่อ และรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันไม่ให้มีผู้ถูกหลอกเพิ่มขึ้น

รมว.แรงงาน กล่าวว่า ทั้งนี้ขอให้ประชาชนที่ต้องการไปทำงานต่างประเทศ ควรตรวจสอบข้อมูลตำแหน่งงาน นายจ้าง และบริษัทจัดหางานให้ชัดเจนว่ามีใบอนุญาตถูกต้องจากกรมการจัดหางาน อย่าหลงเชื่อโฆษณารับสมัครงานผ่านโซเชียลมีเดีย หรือผู้แอบอ้างเป็นนายหน้า โดยสอบถามข้อมูลได้ที่สายด่วน 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน หรือที่สำนักงานจัดหางานจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ นอกจากนี้ กระทรวงแรงงานยังได้เร่งรณรงค์สร้างความรู้เท่าทัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นและคนที่กำลังมองหางานผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย

“ขอย้ำว่า รายได้สูงเกินจริง มักแฝงกับดักอันตราย ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณ อย่าหลงเชื่อคำชวนผ่านสื่อสังคมออนไลน์หรือผู้แอบอ้าง ทุกการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ต้องเป็นวิธีที่ถูกต้องและต้องมีใบอนุญาตจัดหางานถูกต้องจากกระทรวงแรงงานเท่านั้น หากพบเบาะแสการหลอกลวง ให้แจ้งรัฐบาลได้ทันที เพื่อร่วมกันป้องกันไม่ให้คนไทยต้องตกเป็นเหยื่อของขบวนการสแกมเมอร์อีกต่อไป” น.ส.ตรีนุช กล่าว

ที่มา: เดลินิวส์, 31/10/2568

กมธ. พิจารณาร่าง พรบ.คุ้มครองแรงงาน เห็นชอบเนื้อหาร่างกฎหมายให้ปรับลดเวลาทำงานลูกจ้างไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ เพิ่มวันหยุด 2 วันต่อสัปดาห์ เพิ่มสิทธิลาพักร้อนเป็น 10 วันต่อปี

นายจรัส คุ้มไข่น้ำ ประธานกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง พรบ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ... ที่ นายจรัส คุ้มไข่น้ำ กับคณะเป็นผู้เสนอ แถลงถึงผลการพิจารณาของกรรมาธิการหลังประชุม 8 ครั้ง ว่าที่ประชุมเห็นควรต่อเนื้อหาของร่างกฎหมายในการแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 23 เรื่องการลดจำนวนชั่วโมงการทำงาน จากเดิมในหนึ่งสัปดาห์ลูกจ้างต้องทำงานไม่เกิน 48 ชั่วโมง แก้ไขเป็นไม่เกิน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 28 เรื่องการกำหนดให้นายจ้างจัดให้ลูกจ้างมีวันหยุดประจำสัปดาห์ จากเดิมสัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 1 วัน วันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกิน 6 วัน แก้ไขให้วันหยุดไม่น้อยกว่า 2 วันต่อสัปดาห์ และวันหยุดประจำสัปดาห์ต้องมีระยะห่างกันไม่เกิน 5 วัน แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 30 เรื่องการกำหนดระยะเวลาการให้สิทธิลูกจ้างหยุดพักผ่อนประจำปี จากเดิมกำหนดให้ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 1 ปี จึงมีสิทธิหยุดพักผ่อน ไม่น้อยกว่า 6 วันทำงานต่อปี แก้ไขเป็นให้ลูกจ้างซึ่งทำงานติดต่อกันมาแล้วครบ 180 วัน มีสิทธิหยุดพักผ่อนประจำปี ไม่น้อยกว่า 10 วันทำงานต่อปี

นอกจากนี้ มีการปรับวันกำหนดให้ร่างกฎหมายมีผลบังคับใช้ จากเดิมร่างกฎหมายกำหนดไว้ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา แต่จากการหารือรับฟังความเห็นจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงแรงงาน ผู้แทนนายจ้างและผู้แทนลูกจ้าง คณะกรรมาธิการจึงเห็นควรแก้ไขร่างกฎหมายคุ้ใครองแรงงงานฉบับนี้ มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปีนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เพื่อให้มีปรับตัวและเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านที่เหมาะสมสำหรับนายจ้าง ลูกจ้าง และกระทรวงแรงงานต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 29/10/2568

เผย ปธ.บอร์ดประกันสังคม ตั้งอนุเฉพาะกิจฯ ศึกษาปม Skyy9 ขีดเส้น 30 วัน

นายษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม สัดส่วนทีมประกันสังคมก้าวหน้า เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กว่า ประธานบอร์ดคนใหม่ประชุมครั้งแรก มติเปิดเผยรายงานทำงานอนุกรรมการทุกชุดทุก 3 เดือนและตั้งอนุเฉพาะกิจศึกษาปัญหา Skyy9 ใน 30 วัน

อนึ่ง ก่อนหน้านี้ นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) เปิดเผยว่า เห็นรายชื่อคณะทำงาน คณะที่ปรึกษาของ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน แล้วรู้สึกตกใจ และเป็นห่วงเรื่องความคืบหน้าเรื่อง ตึก Skyy9 มากๆ เนื่องจากที่ปรึกษาคนสำคัญ นายบุญชอบ สุทธมนัสวงษ์ เคยเป็นอดีตปลัดกระทรวงแรงงาน สมัยนายสุชาติ ชมกลิ่น เป็น รมว.แรงงาน ยุค ซื้อตึก Skyy9 แถมมาพร้อมกับนายสุเทพ ชิตยวงษ์ อดีตเลขานุการ รมว.แรงงาน สมัยนายสุชาติ ชมกลิ่น 2 คนนี้อยู่ในยุค Skyy9 กลับมาที่กระทรวงแรงงานช่วงนี้พอดี

นายสหัสวัต ระบุว่า ประกอบกับเลขาประกันสังคมที่ตั้งโดยนายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ อดีต รมว.แรงงาน เพิ่งถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวง ขอตั้งคำถามตัวโต ๆ ว่า อาจมีขบวนการล้มสอบ Skyy9 และเรื่องอื่น ๆ ของประกันสังคม จากกลุ่มคนยุคซื้อ Skyy9 หรือไม่

"ทำไมบังเอิญจังที่คนของรัฐมนตรีตรีนุช กับคนของนายสุชาติคือทีมทำงานชุดเดียวกันและกลับมาช่วงนี้ แถมกระบวนการสอบทางวินัยเรื่อง Skyy9 ยังไม่มีความคืบหน้า วอนพี่น้องประชาชน และสื่อมวลชนจับตาเรื่องนี้ไปกับพวกเรา" นายสหัสวัต ระบุ

ขณะที่การลงทุนในอาคาร Skyy9 ของกองทุนประกันสังคม กรุงเทพธุรกิจ นำเสนอไปแล้วว่า ดำเนินการโดย “กองทุนทรัสต์” ที่อนุกรรมการที่ปรึกษาการลงทุนสินทรัพย์นอกตลาด ตัดสินใจใช้งบเฉียด 7,000 ล้านบาทไปซื้อ “บริษัท” เพื่อให้ได้มาซึ่งอาคาร Skyy9 (เดิมคืออาคาร Cas Centre) คือ บริษัท ไพร์ม ไนน์ เรียลเอสเตท จำกัด (เปลี่ยนชื่อจาก AGRE101 จำกัด) โดยมีบริษัท ไพร์ม เซเว่น จำกัด ผู้ถือหุ้นใหญ่ ขณะที่ผู้ถือหุ้นใหญ่สุดใน “ไพร์ม เซเว่น” คือ กองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุนไพร์ม แอสเซท โดย บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน กรุงไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะทรัสตี เป็นกองทุนของประกันสังคม

ข้อมูลล่าสุดจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบว่า บริษัท ไพร์ม ไนน์ เรียลเอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือทรัพย์สินอาคาร Skyy9 นำส่งงบการเงินล่าสุดเมื่อปี 2567 แจ้งมีสินทรัพย์รวม 3,478,563,484 บาท หนี้สินรวม 1,923,218,828 บาท รายได้รวม 51,708,867 บาท รายจ่ายรวม 254,990,522 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 46,786,947 บาท ขาดทุนสุทธิ 250,068,602 บาท

ขณะที่ บริษัท ไพร์ม เซเว่น จำกัด (มีกองทุนทรัสต์ของประกันสังคมถือหุ้นใหญ่) โดยบริษัทแห่งนี้คือ ผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ไพร์ม ไนน์ เรียลเอสเตท จำกัด เจ้าของกรรมสิทธิ์ตึก Skyy9 นำส่งงบการเงินล่าสุดปี 2567 มีสินทรัพย์รวม 7,045,300,007 บาท หนี้สินรวม 2,050,749,638 บาท มีรายได้รวม 46,813,172 บาท รายจ่ายรวม 3,133,383 บาท ดอกเบี้ยจ่าย 45,574,557 บาท ขาดทุนสุทธิ 1,894,768 บาท

ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 29/10/2568

ขอ ก.แรงงาน เร่งตั้งวอร์รูมติดตามและแก้ปัญหาระบบ e-WorkPermit ล่ม เพื่อช่วยเหลือนายจ้าง - แรงงานต่างด้าวที่ได้รับผลกระทบ

นายพละวัต ตันศิริ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) หารือปัญหาระบบ e-WorkPermit ของกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ผ่านประธานวุฒิสภา ไปยังกระทรวงแรงงาน ว่า ตนได้รับการร้องเรียนจากผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรม และหอการค้า ที่มีการใช้งานลูกจ้างเป็นแรงงานต่างด้าว ถึงกรณีตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้มีการเปิดให้มีการใช้ระบบลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว (e-WorkPermit) ออนไลน์ แต่ได้เกิดปัญหาระบบล่ม ทำให้ต้องมีการปิดและพักการใช้งานระบบ หลังจากนั้นได้มีการกลับมาเปิดใช้งานระบบและเกิดปัญหาข้อขัดข้องอีก ส่งผลกระทบให้ไม่สามารถลงทะเบียนแรงงานต่างด้าวได้ รวมถึงกรณีลงทะเบียนแล้วแต่ไม่สามารถแจ้งเข้า - ออก ได้ ตลอดจนกรณีแรงงานจังหวัดในฐานะนายทะเบียนไม่สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ นำไปสู่การเกิดปัญหาไม่สามารถออกใบอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาทำงานในประเทศไทยเพื่อประกอบธุรกิจ กิจการ หรือประกอบอาชีพในฐานะลูกจ้าง (Work Permit) ได้ เพราะยังไม่สามารถลงทะเบียนในระบบได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวมเป็นอย่างมาก

นายพละวัต กล่าวว่า ตนจึงมีข้อเสนอเร่งด่วน จำนวน 2 เรื่องต่อกระทรวงแรงงาน ได้แก่ เรื่องแรก ขอให้เร่งตั้งศูนย์ปฏิบัติการเร่งด่วน (War Room) เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาระบบ e-WorkPermit แบบเรียลไทม์ พร้อมเปิดสายด่วนเฉพาะกิจ 24 ชั่วโมง เพื่อให้ความช่วยเหลือทั้งนายจ้างและแรงงานที่ได้รับผลกระทบ ส่วนเรื่องที่สอง ขอให้เปิดระบบคู่ขนานแบบ Manual ชั่วคราว เนื่องจากข้อกำหนดขอบเขตของงานในการจัดซื้อจัดจ้างหรือการว่าจ้าง (TOR) มีปัญหาของระบบ เพื่อให้แรงงานและนายจ้างสามารถต่อใบอนุญาตทำงานผ่านสำนักงานจัดหางานจังหวัดได้ตามเดิม จนกว่าระบบ e-WorkPermit จะมีเสถียรภาพเต็มที่ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องเดือดร้อนซ้ำอีก และเพื่อให้เกิดความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 28/10/2568

สมาคมรถรับจ้างจี้รัฐบังคับใช้กฎหมายแพลตฟอร์มขนส่งผิดกฎหมาย ย้ำต้องแข่งขันอย่างเป็นธรรม

นายนพพล เหลืองทองนารา ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วย นายวิรัช พิมพะนิตย์ รองประธาน กมธ. และคณะ รับหนังสือร้องเรียนจาก 3 สมาคมผู้ประกอบอาชีพรถรับจ้าง ได้แก่ สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับจ้างสาธารณะ สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะแห่งประเทศไทย และสมาคมแท็กซี่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ขอให้คณะ กมธ. เร่งรัดรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายกับบริษัทแพลตฟอร์มที่ยังให้บริการด้วยรถผิดกฎหมาย และกำหนดราคาไม่เป็นไปตามข้อกำหนด

นายสันติ ปฏิภาณรัตน์ นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า (EV) รับจ้างสาธารณะ ระบุว่า ประกาศของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ที่บังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา กำหนดให้ผู้ขับขี่ผ่านแพลตฟอร์มต้องจดทะเบียนรถและมีใบขับขี่สาธารณะถูกต้อง หากไม่ปฏิบัติ แอปพลิเคชันต้องระงับบัญชี แต่จนถึงขณะนี้ผ่านมากว่า 3 สัปดาห์แล้ว ยังมีบริษัทแพลตฟอร์มให้รถผิดกฎหมายวิ่งรับงานอยู่ จึงเรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเร่งตรวจสอบและดำเนินคดีตามกฎหมาย ขณะที่นายเฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะแห่งประเทศไทย ซึ่งอยู่ในอาชีพนี้กว่า 40 ปี กล่าวว่า ปัญหาคือบริษัทแพลตฟอร์มไม่คำนึงถึงกฎหมาย ผู้ใดมีรถสามารถสมัครขับได้โดยไม่ต้องมีใบขับขี่สาธารณะหรือป้ายทะเบียนเหลือง ทำให้ผู้ขับขี่ถูกกฎหมายเสียเปรียบ จึงต้องการให้รัฐบังคับใช้กฎหมายให้เท่าเทียม ยืนยันว่าไม่ได้คัดค้านระบบแอปพลิเคชัน แต่ต้องการให้แข่งขันกันอย่างถูกต้อง

ด้านนายอนุวัตร ยาวุฒิ นายกสมาคมแท็กซี่ยานยนต์ไฟฟ้า กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่กฎหมายรถยนต์รับจ้างผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์มีผลบังคับใช้เมื่อปี พ.ศ. 2564 ถึงปัจจุบัน มีรถมาจดทะเบียนถูกต้องเพียง 5,800 คัน จากกว่า 100,000 คันในระบบ ทำให้ผู้ที่ปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมายต้องรับภาระต้นทุนสูงกว่าผู้ที่ฝ่าฝืน อีกทั้งยังตั้งคำถามว่า รถผิดกฎหมายเหล่านี้เสียภาษีหรือไม่ เพราะไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง พร้อมย้ำว่าหากบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด จะช่วยคุ้มครองผู้โดยสารให้ปลอดภัยและได้รับความเป็นธรรม

นายวิรัช พิมพะนิตย์ รองประธาน กมธ.กล่าวว่า การที่กระทรวงดิจิทัลฯ ออกประกาศดังกล่าวถือเป็นเรื่องดี เพราะช่วยให้ตรวจสอบข้อมูลผู้ขับขี่และภาษีได้ชัดเจน ยืนยันว่าคณะกมธ.จะนำเรื่องนี้เข้าหารือในการประชุม เพื่อผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาให้ผู้ประกอบอาชีพที่ถูกต้องตามกฎหมายได้รับความเป็นธรรมต่อไป

ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 28/10/2568

ก.แรงงาน – ILO ประชุมวิชาการ หนุนคุ้มครองสิทธิแรงงานทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

วันที่ 27 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น . พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการสนับสนุนสิทธิแรงงานข้ามชาติ ครั้งที่ 2 (Project Advisory Committee: PAC) โดยมี คุณเสี่ยวเยี่ยน เฉียน ผู้อำนวยการสำนักงานแรงงานระหว่างประเทศประจำประเทศไทย กัมพูชาและ สปป.ลาว กล่าวต้อนรับ คุณรีเบคก้า นาเปียร์ – มัวร์ เจ้าหน้าที่ประจำโครงการฯ ของ ILO รายงานความก้าวหน้าการดำเนินโครงการฯ ณ ห้องเพลินจิต โรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์พอยต์ เพลินจิต กรุงเทพมหานคร

ทั้งนี้ ก่อนเริ่มการประชุม ผู้ตรวจราชการฯ ได้นำคณะยืนสงบนิ่ง เพื่อน้อมถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

นางสาวกาญจนา พูลแก้ว ผู้ตรวจราชการกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ในนามของกระทรวงแรงงาน รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มาทำหน้าที่ประธานการประชุมคณะกรรมการที่ปรึกษาโครงการสนับสนุนสิทธิแรงงานข้ามชาติ ครั้งที่ 2 หรือโครงการ MARs ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือทางวิชาการระหว่างกระทรวงแรงงานและองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) โครงการนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี ตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 ถึงกันยายน 2569 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้แรงงานข้ามชาติจากกัมพูชา สปป. ลาว และเมียนมา มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถเข้าถึงสิทธิด้านแรงงาน รวมถึงการรวมกลุ่ม และการเข้าร่วมเครือข่ายแรงงานได้มากขึ้น โดยเน้นยุทธศาสตร์ที่ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียม ความหลากหลาย และการเข้าถึงกลุ่มชายขอบ เพื่อให้ไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ซึ่งช่วงเวลาที่ผ่านมา กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการเชิงรุก เพื่อผลักดันนโยบายและมาตรการที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติให้สอดคล้องกับมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการส่งเสริมให้แรงงานทุกกลุ่มเข้าถึงสิทธิและการคุ้มครองทางสังคมอย่างเท่าเทียม การดำเนินงานในลักษณะโครงการเช่นนี้จึงถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นายจ้าง และลูกจ้าง ตามหลักการไตรภาคีอย่างมีนัยสำคัญ

นางสาวกาญจนา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการประชุมครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์สำคัญ เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการนับตั้งแต่การประชุมครั้งแรกเมื่อปีที่ผ่านมา รวมถึงรับฟังการนำเสนอจากหน่วยงานพันธมิตรในพื้นที่ดำเนินโครงการ เพื่อแลกเปลี่ยนผลการปฏิบัติงาน บทเรียนที่ได้รับ ตลอดจนข้อเสนอแนะเชิงวิชาการและแนวทางปรับปรุงในระยะต่อไป

โดยนางสาวกาญจนา ได้เน้นย้ำว่า ความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในที่นี้คือหัวใจสำคัญที่จะทำให้โครงการบรรลุผลสัมฤทธิ์ ทั้งในด้านการสนับสนุนเชิงนโยบาย การปฏิบัติในพื้นที่ และการสะท้อนประเด็นเชิงวิชาการ เพื่อให้แนวทางการดำเนินงานในระยะต่อไปตอบสนองต่อสถานการณ์ของแรงงานข้ามชาติในประเทศไทยได้อย่างแท้จริง

ที่มา: กระทรวงแรงงาน, 27/10/2568 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง