กลุ่มรักษ์เชียงของ นักวิชาการ ทนายความ และประชาชนร่วมกันยื่นฟ้องนายกรัฐมนตรี, ครม., คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ต่อศาลปกครองเชียงใหม่ ขอให้ยกเลิกสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนปากแบง เพื่อป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดนจากโครงการเขื่อนปากแบง ที่จะทำให้แม่น้ำโขง จ.เชียงราย กลายเป็น “อ่างตะกอนพิษ” เนื่องจากแม่น้ำกก สาย รวก โขง ปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน จากเหมืองแร่แรร์เอิร์ท แร่ทองคำ และแร่อื่นๆ ที่ต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน
13 พ.ย. 2568 วานนี้ (12 พ.ย. 2568) กลุ่มรักษ์เชียงของ นักวิชาการ ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน และประชาชนได้ร่วมกันยื่นคำฟ้องต่อศาลปกครองเชียงใหม่ โดยมีนายกรัฐมนตรี, คณะรัฐมนตรี (ครม.), คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้ถูกฟ้อง กรณีโครงการเขื่อนปากแบง (Pak Beng HPP) จะทำให้แม่น้ำโขง จ.เชียงราย กลายเป็นอ่างตะกอนพิษ เนื่องจากแม่น้ำกก สาย รวก โขง ปนเปื้อนสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน จากเหมืองแร่แรร์เอิร์ท แร่ทองคำ และแร่อื่นๆ ที่ต้นน้ำในประเทศเพื่อนบ้าน
ในคำฟ้องมีการระบุว่า ปีที่ผ่านมาลุ่มน้ำกก สาย และรวก ในจังหวัดเชียงรายประสบปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างรุนแรง จากกรณีการปนเปื้อนสารโลหะหนักจากเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำฝั่งเมียนมา สารปนเปื้อนที่พบ ได้แก่ สารหนู (As) ตะกั่ว (Pb) ซึ่งถูกตรวจพบในน้ำและตะกอนของแม่น้ำกกและแม่น้ำสายสูงเกินค่ามาตรฐานความปลอดภัยที่กำหนด สถานการณ์นี้ส่งผลกระทบต่อเนื่องถึงแม่น้ำรวกและแม่น้ำโขง เพราะน้ำที่ปนเปื้อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในวงกว้าง ทั้งในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านปลายน้ำ
สาเหตุสำคัญของการปนเปื้อนสารพิษครั้งนี้เชื่อมโยงกับกิจการเหมืองแร่บริเวณรัฐฉานของเมียนมา ซึ่งดำเนินการโดยไม่มีการควบคุมตามกฎหมาย ทำให้สารเคมีและตะกอนที่ปนเปื้อนโลหะหนักจากเหมืองเหล่านี้ได้ถูกชะล้างลงสู่ลำน้ำ เมื่อไหลเข้าสู่ประเทศไทย

ภาพจาก The Mekong Butterfly
ในขณะเดียวกันการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนปากแบง ซึ่งจะสร้างกั้นแม่น้ำโขงในแขวงอุดมไซ ประเทศลาว ห่างจากพรมแดนไทยที่แก่งผาได จ.เชียงราย ประมาณ 97 กม. กำลังผลิตติดตั้ง 912 เมกกะวัตต์ มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับกฟผ. เป็นเวลา 29 ปี แต่ดำเนินการโดยปราศจากการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary Impact Assessment) และผลกระทบเชิงสะสม (Cumulative Impact Assessment) อย่างรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ เป็นปัญหาใหม่ที่ยังไม่มีคำตอบในการป้องกันและแก้ไขที่กำลังซ้ำเติม สะท้อนว่าประชาชนในพื้นที่ตกอยู่ในภาวะความเสี่ยง โดยที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องละเลยมิได้ให้ความสำคัญ อันมีลักษณะเป็นการละเลยต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงและลุ่มน้ำสาขา
การปนเปื้อนโลหะหนักในสายน้ำกก–สาย–รวก-โขง ซึ่งแหล่งมลพิษ คือเหมืองในประเทศเพื่อนบ้านมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และสารพิษที่พัดพามาจะถูกกักและตกตะกอนในอ่างน้ำหลังการก่อสร้างเขื่อนปากแบง ถือเป็น “ข้อเท็จจริงใหม่” อันมีนัยสำคัญต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนและต่อสิทธิของประชาชนในพื้นที่จังหวัดเชียงรายโดยตรง ดังนั้น ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ในฐานะหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง จึงมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่เพิกเฉยต่อข้อเท็จจริงใหม่ ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของ ผลกระทบข้ามพรมแดน (Transboundary Harm) จากโครงการเขื่อนปากแบง และมิได้ดำเนินการทบทวนมติหรือสัญญาเพื่อป้องกันหรือบรรเทาความเสียหาย ย่อมเป็นการละเมิดพันธกรณีของรัฐตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ และเป็นการกระทำที่ ขัดต่อหน้าที่คุ้มครองของรัฐ (State Duty to Protect) ตามกรอบกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยได้ให้คำมั่นไว้แล้ว ทั้งในระดับนโยบายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศ
ผู้ฟ้องคดีเห็นว่า การที่ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ไม่ได้ดำเนินใดๆ ตามกฎหมายเกี่ยวกับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง แม้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่จะไม่ใช่เจ้าของโครงการดังกล่าวก็ตาม แต่มีหน้าที่ปกป้องคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและสาธารณะประโยชน์ และปกป้องไม่ให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนและประชาชนชาวไทย ผู้ฟ้องคดีถือว่าการกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และขัดต่อหลักการการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม ทั้งตามกฎหมายในประเทศและต่างประเทศที่รัฐไทยต้องผูกพัน อันเป็นการส่งผลกระทบโดยตรงอย่างร้ายแรงต่อผู้ฟ้องคดีทั้งสี่และประชาชน และทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
ผู้ฟ้องคดีจึงขอศาลได้โปรดพิจารณาพิพากษา ดังนี้
1 ให้ กฟผ. ในฐานะผู้ทำสัญญา และ คพช. ในฐานะผู้อนุมัติให้ทำสัญญา ยกเลิก/เพิกถอนสัญญาซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนปากแบง
2 ให้เพิกถอนมติการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ วันที่ 5 พ.ค. 2565 เพื่อยกเลิกโครงการสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเขื่อนปากแบง
3 ยกเลิกการจัดการรับฟังความคิดเห็นจัดประชุมชี้แจงข้อมูลโครงการและรับฟังความคิดเห็นโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบง เมื่อเดือนมิถุนายน 2568
4 ให้ออกมาตรการในการกำกับภาคเอกชนในการทำโครงการที่มีผลกระทบต่อประชาชนแลพทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนโดยเร่งด่วน
5 ขอให้มีคำพิพากษาให้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสี่ปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และกฎหมาย ที่จะเป็นการคุ้มครองทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ชุมชน ประชาชน ในผลกระทบข้ามพรมแดนจากโครงการบนแม่น้ำโขง ให้หน่วยงานรัฐดำเนินการแก้ไขฟื้นฟูเยียวยาทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ที่แม่น้ำโขงพรมแดนไทยลาว อ.เชียงแสน อ.เชียงของ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย ให้กลับคืนสภาพที่ปราศจากมลพิษ และดำเนินการศึกษาผลกระทบต่อสุขภาพ ชีวิต ร่างกาย ทรัพย์สินในอนาคต โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน การดำเนินการดังกล่าวต้องถูกต้องตามหลักวิชาการ
