Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน' ออกแถลงการณ์ "สิทธิในการรวมตัวต่อรองคือสิทธิประชาชน" หนุนสหภาพแรงงานไดกิ้น เรียกร้องรัฐบาลต้องรับรองอนุสัญญา ILO 87 และ 98 และเร่งดำเนินการเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงานและการเจรจาต่อรองให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิแรงงานสากลโดยเร็วที่สุด


ภาพจาก: สภาองค์การลูกจ้างแรงงานแห่งประเทศไทย

เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2568 เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ออกแถลงการณ์ "สิทธิในการรวมตัวต่อรองคือสิทธิประชาชน" ระบุว่า  สืบเนื่องมาจากสถานการณ์การเจรจาต่อรองข้อเรียกร้องประจำปีโดยทางสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี นับตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน 2568 เป็นต้นมา ฝ่ายบริษัทได้มีการยื่นข้อเสนอลดสวัสดิการสวนกลับ ส่งผลให้การเจรจาแปรเปลี่ยนกลายเป็นข้อพิพาทในเวลาต่อมา แม้ว่าลำดับเหตุการณ์ดังนี้จะยังเป็นไปตามกรอบกฎหมาย พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ 2518 รวมไปถึงกรอบของข้อตกลงสภาพการจ้าง (Collective Bargaining Agreement) ดั้งเดิมที่เคยผ่านการเจรจาต่อรองมาหลายครั้ง แต่ในทางพฤตินัยนั้นความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้แรงงานและบริษัทผู้ว่าจ้างก็ได้ปรากฎให้เห็นตามสื่อสาธารณะ ล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ทางบริษัทมีหนังสือประกาศปิดงาน (มีผลวันที่ 6 ธันวาคม) ซึ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันด้านปากท้องให้กับแรงงานอย่างมหาศาล

ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสในโลกออนไลน์ที่ผสมปนเประหว่างข้อมูลเท็จ การดูถูกดูแคลนการต่อสู้ของผู้ใช้แรงงาน และการด้อยค่าพลังการรวมตัวของคนธรรมดา พวกเรา เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน ในฐานะเพื่อนร่วมชนชั้นกับพี่น้องแรงงานบริษัทไดกิ้น จึงขอแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี รวมไปถึงพนักงานที่อาจยังไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน และรวมไปถึงสหภาพแรงงานอื่น ๆ ที่มีการยื่นข้อเรียกร้องประจำปีและการธำรงสิทธิของแรงงานอย่างสม่ำเสมอ อาทิเช่น สหภาพแรงงานไทยยาชิโร่ สหภาพแรงงานธนาคารกรุงเทพ สหภาพแรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอไทย ฯลฯ อันเป็นการพิทักษ์ไว้ซึ่งบรรทัดฐานของสิทธิแรงงานตามบทบัญญัติกฎหมายไทยในปัจจุบันทั้งสิ้น มิใช่การร้องขอจนเกินเลย ไม่สมเหตุผล หรือไม่เหมาะสมดังที่หลายคนเข้าใจผิด

พื้นฐานของการเรียกร้องส่วนแบ่งจากผลกำไรของบริษัท ผ่านการใช้กลไกสหภาพแรงงานในสถานประกอบการนั้นประกอบไปด้วยข้อเท็จจริงที่ตั้งอยู่บนหลักการของการขูดรีด หรือการกดค่าแรงให้ต่ำเพื่อตักตวงส่วนต่างผลกำไรที่สูงที่สุด รวมถึงการตั้งกฎเกณฑ์การประเมินต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิผลของการผลิตในขณะที่บริษัทอาจยอมเพิ่มค่าตอบแทนเพียงน้อยนิด (หรืออาจไม่เพิ่มเลยก็เป็นได้) อำนาจหน้าที่ของสหภาพแรงงานจึงเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุลความสัมพันธ์ที่ไม่เท่ากันดังนี้ ผ่านการศึกษารวบรวมสถิติผลประกอบการของบริษัท ข้อมูลคุณภาพชีวิตและสภาพการทำงานของพนักงาน สถานการณ์ของเศรษฐกิจสังคมโลก เพื่อจัดเตรียมข้อเสนอที่จะคืนความเป็นธรรมให้กับผู้ใช้แรงงานที่ถูกขูดรีดและดำเนินการเจรจาต่อรองด้วยวิธีการต่าง ๆ อย่างเช่น การชุมนุมประท้วง การนัดหยุดงาน หรือ การรณรงค์ทางสังคม เป็นต้น

สำหรับลูกจ้างที่ไม่มีวันมีสายป่านยาวได้เท่ากับนายจ้าง สิทธิในการรวมตัวจัดตั้งสหภาพแรงงาน และสิทธิในการได้รับการคุ้มครองระหว่างการเจรจาต่อรอง คือ สิทธิขั้นพื้นฐานที่อาจหมายถึงเงินเก็บออมในครัวเรือน ค่าใช้จ่ายการศึกษาของบุตร ค่ารักษาพยาบาลของพ่อแม่วัยชรา ความมั่นคงในการดำรงชีพ ซึ่งเป็นเสมือนปราการทางกฎหมายและพลังอำนาจอย่างหนึ่งที่สามารถปกป้องไม่ให้ผู้ใช้แรงงานต้องร่วงหล่นลงสู่สภาวะยากจนภายใต้ค่าครองชีพที่ทยอยไต่สูงขึ้น แม้ในปัจจุบันขบวนการแรงงานไทยจะอยู่ในสภาพเสื่อมโทรมและไม่มีอำนาจมากเพียงพอที่จะสร้างการต่อรองระดับนโยบายรัฐ แต่หากคนทำงานทุกคนรวมตัวกันเป็นกลุ่ม องค์กร เครือข่าย และสหภาพแรงงาน และร่วมกันต่อสู้อย่างเป็นปึกแผ่นในฐานะชนชั้นแรงงาน ผู้ไร้ซึ่งทุนทรัพย์ ผู้มีเพียงพลังกายสมองและจิตใจไว้ใช้ทำงานแลกเงิน พวกเราก็จะสามารถเรียกร้องความเป็นอยู่ที่ดีของคนทุกคนในประเทศ มิใช่เพียงเงินโบนัสหรือเบี้ยขยัน

เครือข่ายแรงงานเพื่อสิทธิประชาชน จึงมีข้อเสนอในการขยายการต่อสู้ดังนี้

1. นายจ้างบริษัทไดกิ้นจะต้องเคารพสิทธิในการเจรจาต่อรองของสหภาพแรงงาน โดยจะต้องถอนการยื่นข้อเสนอลดทอนสิทธิและสวัสดิการดั้งเดิมของพนักงาน และยุติการปิดงานงดจ้างโดยเร็วที่สุด

2. ประกันสังคมจะต้องขยายสิทธิเงินว่างงานให้ครอบคลุมกรณีการสูญเสียรายได้จากการเจรจาต่อรอง

3. ปฏิรูปกฎหมาย พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน รวมถึง พ.ร.บ. ประกันสังคม และ พ.ร.บ. เงินทดแทน ให้เป็นสิทธิพื้นฐานที่ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานทุกภาคส่วนในประเทศไทยอย่างเท่าเทียมกัน โดยจะต้องขจัดการเลือกปฏิบัติกับแรงงานผู้ที่มีประวัติการเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานหรือการเข้าร่วมกิจกรรมสนับสนุนสหภาพแรงงานด้วย

4. กระทรวงแรงงานและพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน จะต้องเข้ามาดูแลกรณีของสหภาพแรงงานไดกิ้นฯ เพื่อให้การเจรจาระหว่างแรงงานและนายจ้างสามารถกลับมาดำเนินการต่อได้อีกครั้งโดยเร็วที่สุด

5. รัฐบาลต้องรับรองอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ฉบับที่ 87 และ 98 และเร่งดำเนินการเสนอกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพในการจัดตั้งสหภาพแรงงานและการเจรจาต่อรองให้มีความสอดคล้องกับมาตรฐานสิทธิแรงงานสากลโดยเร็วที่สุด

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง