กฎหมายแรงงานเพิ่มสิทธิผู้ใช้แรงงาน มีผลบังคับใช้ เพิ่มวันลาคลอดให้แม่ เป็น 120 วัน ให้คู่สมรสลาได้ด้วย
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ถือเป็นวันเริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการของ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2568 ซึ่งถือเป็นการยกระดับและปฏิรูปกฎหมายแรงงานครั้งสำคัญของประเทศไทย เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตแรงงานและเสริมความสมดุลระหว่างการทำงานกับชีวิตครอบครัว
กฎหมายดังกล่าวได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 และมีผลใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 30 วัน คือวันที่ 7 ธันวาคมนี้ โดยมีสาระสำคัญที่เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้ลูกจ้างอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
• ลาคลอดบุตร เพิ่มจาก 98 เป็น 120 วัน และให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างในระหว่างลาคลอดบุตรเท่ากับค่าจ้างในวันทำงานไม่เกิน60วัน
• ลาดูแลบุตรป่วย เพิ่มสิทธิลาได้อีก 15 วัน ในกรณีบุตรเจ็บป่วย พิการ หรือมีความผิดปกติ โดยได้รับค่าจ้าง ร้อยละ50
• ลาช่วยภรรยาคลอดบุตร เป็นครั้งแรกในกฎหมายไทย ให้สิทธิคู่สมรสลาได้ 15 วัน ได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน
• คุ้มครองลูกจ้างจ้างเหมาบริการในหน่วยงานรัฐ ให้ได้รับสิทธิประโยชน์เทียบเท่าลูกจ้างทั่วไป ทั้งค่าแรง วันหยุด และสิทธิการลา
รองโฆษกฯ ระบุว่า กฎหมายฉบับนี้สะท้อนนโยบายของรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับบริบทสังคมปัจจุบัน ส่งเสริมความเท่าเทียมในครอบครัว และสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
ทั้งนี้ขอให้ทั้งนายจ้างและลูกจ้างศึกษาและเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตามกฎหมายแรงงานฉบับใหม่ เพื่อให้การบังคับใช้เป็นไปอย่างราบรื่น และก่อประโยชน์สูงสุดต่อระบบแรงงานของประเทศ
ที่มา: เว็บไซต์รัฐบาลไทย, 7/12/2568
'สภาพัฒน์’ ชี้ ‘แรงงานคืนถิ่น’ โอกาสทองพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก
เมื่อเร็วๆนี้สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ร่วมมือกับศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคม และธุรกิจ จำกัด (SAB) ทำการสำรวจแรงจูงใจและปัจจัยที่ส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานไปยังภูมิลำเนาและสภาพแวดล้อมให้แรงงานคืนถิ่นสามารถยกระดับเศรษฐกิจฐานราก เพื่อศึกษาสาเหตุของการย้ายถิ่นฐานออกจากภูมิลำเนา ข้อจำกัดในการย้ายกลับ และปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดการย้ายกลับไปพัฒนาท้องถิ่นของแรงงาน
โดยผลการสำรวจ "แรงงานคืนถิ่น" พบว่า แรงงานคนทำงานตอนต้น (อายุ 20 – 35 ปี) ที่มีการศึกษาระดับ ปวส. ขึ้นไป ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ยังคงอาศัยและทำงานกระจุกตัวอยู่ในจังหวัดเศรษฐกิจ แต่มีสัญญาณที่ดีว่า แรงงานกว่า 62.9% มีแรงจูงใจให้กลับภูมิลำเนาได้ หากภาครัฐสามารถยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมในท้องถิ่นให้ดีขึ้นจากในปัจจุบัน
โดยที่ผ่านมาแรงงานกลุ่มนี้ย้ายมายังจังหวัดเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น กรุงเทพฯ ชลบุรี เชียงใหม่ ขอนแก่น และสงขลา โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือ การย้ายมาเพื่อทำงานโดยตรง กว่า 60.5% และส่วนใหญ่เห็นว่าปัจจัยดึงดูดที่สำคัญที่สุดคือ เงินเดือน/ค่าจ้าง/สวัสดิการที่ดีกว่า 67%
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งคือโอกาสเติบโตในสายงาน 46.2% โดยแรงงานที่เคยทำงานในภูมิลำเนามาก่อนถึง 82.2% ต่างมีรายได้ดีขึ้นหลังย้ายมาทำงานในจังหวัดเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับที่พวกเขามองว่า งานและธุรกิจในปัจจุบันมีความมั่นคงอยู่แล้ว
ทั้งนี้แม้ว่าแรงงานจะมีแนวโน้มที่จะย้ายกลับภูมิลำเนาในระยะยาว โดยเฉลี่ยระบุว่าประมาณ 10 ปี แต่อุปสรรคหลักที่ขวางกั้นการคืนการย้ายถิ่นกลับถิ่นฐานคือ ความกังวลต่อการสูญเสียรายได้หรือสวัสดิการที่ดี นอกจากนี้ ความไม่กล้าเสี่ยงเปลี่ยนงานหรือเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ถือเป็นปัญหาสำคัญสำหรับกลุ่มตัวอย่างมากกว่าครึ่ง 53.8%
นอกจากนั้นภาระผูกพันทางการเงินและครอบครัวก็เป็นปัจจัยสำคัญ โดยกลุ่มที่ต้องส่งเงินกลับไปช่วยเหลือครอบครัวในภูมิลำเนาและกลุ่มที่มีภาระหนี้สินผ่อนชำระ ต่างต้องทำงานในจังหวัดเศรษฐกิจต่อไปอีกเฉลี่ย 11.6 ปี และ 11.4 ปี ตามลำดับ
ยิ่งไปกว่านั้น กลุ่มที่อาศัยในเมืองเศรษฐกิจมานานตั้งแต่ 21 – 25 ปี มากกว่า 87.5% มีความผูกพันกับภูมิลำเนาในระดับน้อยถึงไม่ผูกพันเลย
ทั้งนี้ในรายงานของสภาพัฒน์เสนอแนะว่ารัฐต้องสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตในท้องถิ่นเพื่อเปลี่ยน "ทางเลือก" ให้กลายเป็น "โอกาส" อย่างแท้จริง ภาครัฐควรเร่งดำเนินการตามปัจจัยจูงใจที่แรงงานต้องการเพื่อจูงใจให้เกิดการย้ายถิ่นฐานกลับไปยังท้องถิ่น เช่น
1.ด้านเศรษฐกิจและการสนับสนุน โดยกลุ่มลูกจ้างส่วนใหญ่ กว่า 64.1% ต้องการ สวัสดิการพิเศษ เมื่อกลับไปทำงานในท้องถิ่น ขณะที่กลุ่มอาชีพอิสระ กว่า 56.2% ต้องการเงินทุนสนับสนุน เช่น เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ โดยทั้งสองกลุ่มยังต้องการให้ขนาดเศรษฐกิจในภูมิลำเนาดีขึ้นและมีงานรองรับ
2.ด้านคุณภาพชีวิต โดยแรงงานส่วนหนึ่ง ประมาณ 27% ต้องการให้ ระบบการศึกษาในภูมิลำเนามีคุณภาพทัดเทียมกับเมืองใหญ่ นอกจากนี้ยังต้องการระบบขนส่งมวลชนที่ทั่วถึง และระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานเช่นอินเตอร์เน็ตที่เสถียร
3.รัฐบาลว่าควรเร่งขยายผลนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจในเมืองรอง และส่งเสริมการลงทุนในภูมิภาคที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานของจังหวัดเศรษฐกิจ โดยเน้นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานทักษะเพื่อสร้างรายได้ที่ใกล้เคียงกับเมืองใหญ่
4.สนับสนุนโครงการหรือกองทุนเพื่อสนับสนุนการเริ่มต้นธุรกิจใหม่ในบ้านเกิด รวมถึงการพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมและระบบพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา และการดำเนินการเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความผูกพันกับบ้านเกิดและสร้างเครือข่ายคนคืนถิ่นเพื่อแลกเปลี่ยนโอกาสทางอาชีพ/ธุรกิจ ทำให้เป็นแรงผลักดันให้กลับไปทำงานในท้องถิ่นดั้งเดิมต่อไป
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 6/12/2568
นักวิชาการ หนุน เพิ่มเงินสมทบ ‘ประกันสังคม’ ลดหย่อนภาษี ช่วยผู้ประกอบการ
จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและค่าจ้างขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยกำหนดให้มีการปรับเพดานค่าจ้างแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป และอัตราเงินสมทบยังคงคิดที่ร้อยละ 5 เช่นเดิม ซึ่งในช่วง 3 ปีแรก ตั้งแต่ปี 2569-2571 เพดานค่าจ้าง 17,500 บาทต่อเดือน ซึ่งเดิมผู้ประกันตน มาตรา 33 เคยส่งเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 750 บาท จะปรับเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน
ผศ. ดร.ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการปรับเพดานจ่ายเงินสมทบในระบบประกันสังคมแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการพูดคุยและเป็นข้อเสนอในแวดวงนักวิชาการด้านประกันสังคมมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี เนื่องจากอัตราเงินสมทบเดิมเป็นภาพสะท้อนของค่าจ้างเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันเศรษฐกิจและค่าจ้างมีความเปลี่ยนแปลงไป จึงเป็นสิ่งที่ดีและเหมาะสมที่จะมีการปรับเปลี่ยน
ส่วนผู้ที่มีฐานเงินเดือนไม่ถึง 17,500 บาท ก็ยังคงคิดอัตราเงินสมทบที่ร้อยละ 5 เช่นเดิม โดยผู้ประกันตนที่จ่ายสมทบเพิ่มขึ้นก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ เช่น เงินชดเชยรายได้กรณีเจ็บป่วย เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น และเงินบำนาญที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
ผศ. ดร.ธร กล่าวต่อไปว่า ในส่วนของผู้ประกันตน คาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบต่อการปรับเพดานสมทบตามสัดส่วนเงินเดือนเท่าใดนัก เพราะลักษณะของเงินเดือนมักจะไม่ได้ปรับลงตามสภาพเศรษฐกิจ แต่ในส่วนของผู้ประกอบการในสภาวะเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางนั้น เป็นบทบาทของภาครัฐที่จะต้องเข้ามาช่วยเหลือเยียวยาผ่านการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมต่างๆ แก่ผู้ประกอบการ เช่น สิทธิการลดหย่อนภาษี หรืออื่นๆ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถผ่านพ้นช่วงเวลาเหล่านี้ไปเสียก่อน
ผศ. ดร.ธร กล่าวว่า อาจมีผู้ประกันตนจำนวนหนึ่งรู้สึกไม่เชื่อมั่นและตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพในการบริหารเงินกองทุนประกันสังคม และความคุ้มค่าในสิทธิประโยชน์ที่ได้รับกับเงินสมทบที่จ่ายไป โดยบางส่วนมองว่าเป็นการผลักภาระมาให้ผู้ประกันตนและผู้ประกอบการหรือไม่ ส่วนตัวเข้าใจต่อมุมมองเหล่านี้ แต่อาจจะต้องแยกเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารกับการเพิ่มอัตราเงินสมทบเพื่อประโยชน์ของผู้ประกันตนออกจากกัน
“มันเป็นปัญหาคนละส่วนกัน แต่มันเป็นเรื่องที่สามารถพัฒนาควบคู่ไปพร้อมๆ กันได้ ในเมื่อผู้ประกันตนจ่ายเงินสมทบเยอะขึ้น มันทำให้เรายิ่งต้องแคร์มันมากขึ้น จึงอยากให้ผู้ประกันตนช่วยกันจับตา ตรวจสอบว่ากองทุนประกันสังคมได้พัฒนาตนเองไปตามเงินสมทบที่เพิ่มขึ้นหรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าเป็นปัจจัยที่ดีด้วยซ้ำไปในแง่ที่สังคมจะเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันประกันสังคมให้ทำงานอย่างโปร่งใส และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น” ผศ. ดร.ธร กล่าวและว่า
อีกทั้ง เพื่อให้กองทุนประกันสังคมสามารถบริหารเงินกองทุนประกันสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนตัวเห็นว่าควรจะมีการออกพระราชบัญญัติ หรือร่างกฎหมายเพื่อทำให้กองทุนประกันสังคมมีอิสระและเกิดความคล่องตัวในการดำเนินงาน ไม่ติดอยู่ในกรอบหรือระเบียบต่างๆ ของทางราชการมากเกินไป และสามารถจ้างผู้จัดการกองทุนมืออาชีพจากภาคเอกชนเข้ามาบริหารเงินกองทุนได้
ส่วนตัวไม่อยากให้ประกันสังคมมีบทบาทที่เปรียบเสมือนกรมหนึ่งของกระทรวงแรงงาน และมีระบบราชการเป็นผู้กุมทิศทางในการบริหารเงินงบประมาณจำนวนมหาศาล ไม่ใช่ผู้จัดการกองทุนจากภาคเอกชนที่มีความรู้ความสามารถในการบริหารสินทรัพย์เพื่อทำให้เงินกองทุนประสังคมนั้นเติบโต มั่นคงในระยะยาว ทั้งนี้ สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ย่อมขึ้นอยู่กับเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำทางการเมืองว่าต้องการที่จะปฏิรูประบบประกันสังคมมากน้อยเพียงใด
นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวด้วยว่า นอกจากเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารเงินประกันสังคม ยังมีมิติเรื่องสิทธิประโยชน์ของผู้ประกันตนที่ควรพัฒนาไปทางที่ดีตามเงินสมทบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่วนตัวคิดว่าผู้ประกันตนคงให้ความสำคัญไปที่เรื่องสิทธิการรักษาพยาบาล และเรื่องเงินบำนาญเป็นหลัก
“คนทำงานก็กลัวอยู่ 2 เรื่อง คือกลัวเจ็บป่วย และกลัวเกษียณแล้วไม่มีเงิน ในเชิงการบริหารจัดการเรื่องสิทธิการรักษาคิดว่าประกันสังคมในปัจจุบันก็ใช้วิธีการบริหารเชื่อมโยงกับระบบของบัตรทองอยู่ ซึ่งประกันสังคมสามารถใช้บัตรทอง หรือระบบการบริหารของ สปสช. เป็นฐานในการเรียนรู้ และพัฒนาต่อยอดให้ดีกว่ามาตรฐานของบัตรทองได้ เพื่อให้สมน้ำสมเนื้อกับที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินเพิ่ม ขณะที่เรื่องบำนาญ อยากจะให้ประกันสังคมคิดสูตรบำนาญในรูปแบบใหม่ๆ และมีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น อนุญาตให้ผู้ที่มีรายได้สูงกว่าเพดานสามารถส่งเงินสมทบเพิ่มเติมได้ เพื่อให้ได้รับบำนาญที่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตจริงๆ ในวัยเกษียณ จะได้ทำให้คนวัยทำงานไม่ต้องจ่ายประสังคม แล้วยังต้องไปซื้อประกันออมเงินเกษียณของเอกชน หรือประกันชนิดอื่นๆ ซ้ำซ้อน ทั้งๆ ที่สามารถทำให้ครบวงจรได้ที่ประกันสังคม” ผศ. ดร.ธร กล่าว
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 6/12/2568
รมว.แรงงาน ยืนยันข้อพิพาท 'บ.ไดกิ้น-สหภาพแรงงาน' ไม่ได้มีการ 'เลิกจ้าง'
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ให้สัมภาษณ์กรณีข้อพิพาทระหว่างบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี ว่า ก่อนอื่นขอยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นการ “เลิกจ้าง” แต่เนื่องจากการเจรจาข้อพิพาทระหว่างนายจ้างกับสหภาพแรงงานไม่สามารถตกลงกันได้ ตนได้สั่งการให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เข้าไปเป็นคนกลางร่วมเจรจาเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด
อย่างไรก็ตาม ได้ทราบว่า ได้มีการเจรจากันมา 11 ครั้งแล้วแต่ไม่ได้ข้อยุติ บริษัทจึงได้แจ้งเป็นข้อพิพาทแรงงานต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน โดยเป็นการแจ้งปิดงานงดจ้าง จนกว่าการเจรจาจะได้ข้อยุติ ทั้งนี้ได้สั่งการให้ ร.อ.สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เร่งหาทางออกในเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด ภายใต้กรอบของกฎหมายแรงงานที่มีอยู่
ด้าน ร.อ.สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า ได้รับข้อสั่งการจาก รมว.แรงงานแล้ว จะเร่งดำเนินการเข้าไปร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทครั้งที่ 12 ในวันที่ 8 ธ.ค.นี้ ทั้งนี้ รมว.แรงงาน ได้แสดงความห่วงใยทั้งนายจ้างและลูกจ้าง และหวังว่าการเจรจาจะหาข้อสรุปที่เป็นธรรมต่อทุกฝ่ายต่อไป
อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ให้ข้อมูลว่า กระบวนการ ปิดงาน เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ โดยช่วงที่ปิดงานนั้นนายจ้างจะไม่จ่ายค่าจ้าง ซึ่งดำเนินการได้ตาม 2 กรณี คือ 1.ลูกจ้างนัดหยุดงาน 2.การเจรจาระหว่างนายจ้างและลูกจ้างไม่ได้ข้อยุติ ไม่ใช่การเลิกจ้างแรงงานแต่อย่างใด
กรมสวัสดิการฯ เร่งตรวจสอบ 'ไดกิ้น' ปิดงานงดจ้าง หลังเจรจาโบนัสไม่ลงตัว
เรือเอก สาโรจน์ คมคาย อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวกับ 'กรุงเทพธุรกิจ' ว่า กรมสวัสดิการฯ อยู่ระหว่างตรวจสอบกรณีบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำหนังสือถึงสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรัตนรังษี เรื่องการแจ้ง ปิดงานงดจ้าง
ทั้งนี้ กระบวนการ ปิดงาน เป็นการดำเนินการตาม พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ โดยช่วงที่ปิดงานนั้นนายจ้างจะไม่จ่ายค่าจ้าง ซึ่งดำเนินการได้ตาม 2 กรณี คือ 1.ลูกจ้างนัดหยุดงาน 2.การเจรจาระหว่างนายจ้างและลูกจ้างไม่ได้ข้อยุติ
รายงานข่าวระบุว่า วันที่ 4 ธ.ค.2568 บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด ออกหนังสือแจ้งการใช้สิทธิ "ปิดงานงดจ้าง" ต่อสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรีและสมาชิกสหภาพฯ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค.2568 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป
ภายหลังการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาทแรงงานกับพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานจังหวัดชลบุรีไม่สามารถบรรลุข้อตกลงได้
หนังสือดังกล่าวระบุว่า บริษัทฯ ได้รับข้อเรียกร้องจากสหภาพแรงงานฯ จำนวน 2 ฉบับ (ฉบับลงวันที่ 17 พฤศจิกายน 2568 และ 15 กันยายน 2568) และแม้จะมีการเจรจากันเองแล้วแต่ไม่สามารถตกลงกันได้ บริษัทฯ จึงแจ้งเป็นข้อพิพาทแรงงานต่อพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงาน (ตามหนังสือแจ้งข้อพิพาทฉบับลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568) เพื่อเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ย
การที่พนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานไม่สามารถหาข้อยุติได้ ทำให้ข้อพิพาทดังกล่าวกลายเป็น “ข้อพิพาทแรงงานที่ไม่สามารถตกลงกันได้”
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้น บริษัทฯ จึงแจ้งขอใช้สิทธิ “ปิดงานงดจ้าง” กับสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรีและสมาชิกสหภาพฯ ที่เกี่ยวข้อง
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ, 4/12/2568
ไดกิ้นประกาศปิดงาน หลังเจรจาโบนัสไม่คืบ มีผล 6 ธ.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โลกออนไลน์ได้เผยแพร่เอกสารประกาศ “ปิดงานงดจ้าง” ของบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีย์ (ประเทศไทย) จำกัด ส่งถึงสหภาพแรงงานไดกิ้น อมตะรัตนรังษี และพนักงานประนอมข้อพิพาทแรงงานจังหวัดชลบุรี หลังการเจรจาข้อพิพาทแรงงานไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้
ตามเอกสารระบุว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมา ทั้งบริษัทและสหภาพแรงงานได้เข้าร่วมเจรจาไกล่เกลี่ยหลายครั้ง โดยครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. แต่ไม่สามารถตกลงกันในประเด็นข้อเรียกร้องได้ บริษัทจึงแจ้งยุติการเจรจา และใช้สิทธิปิดงานงดจ้าง มีผลตั้งแต่วันที่ 6 ธ.ค. 2568 เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป
ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ, 4/12/2568
กมธ.อุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องจากผู้รับเหมาช่วงมาบตาพุด ถูกค้างจ่ายกว่า 181 ล้าน
น.ส.กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.จังหวัดระยอง พรรคประชาชน ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ ( กมธ.) การอุตสาหกรรม สภาผู้แทนราษฎร รับเรื่องร้องทุกข์จากตัวแทนผู้ประกอบการรับเหมาช่วงในโครงการก่อสร้างโรงแยกก๊าซธรรมชาติหน่วยที่ 7 ในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จังหวัดระยอง กรณีถูกบริษัทกิจการร่วมค้าไชน่าไทย คอมมิวนิเคชั่นส์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้รับเหมาหลัก ค้างชำระค่าจ้างและค่าใช้จ่าย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 181 ล้านบาท น.ส.กมนทรรศน์ เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรมเคยได้รับเรื่องร้องเรียนในลักษณะเดียวกันจากผู้ประกอบการ 9 รายมาแล้วเมื่อช่วงกลางปี 2568 และได้เชิญบริษัทกิจการร่วมค้าฯ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจง เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา ซึ่งกรณีกลุ่มแรกได้มีการชำระหนี้ครบถ้วนแล้ว อย่างไรก็ตาม วันนี้ (3 ธ.ค. 68) มีผู้ประกอบการอีกกลุ่มหนึ่งได้รับผลกระทบจากการผิดนัดชำระหนี้ ยื่นหนังสือร้องเรียนเพิ่มเติมต่อคณะกรรมาธิการการอุตสาหกรรม คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 181 ล้านบาท ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องของผู้ประกอบการรายย่อย แรงงานและเศรษฐกิจในพื้นที่
น.ส.กมนทรรศน์ ระบุว่า จะนำเรื่องดังกล่าวเสนอเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมาธิการ เพื่อพิจารณาแนวทางการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และเตรียมเชิญบริษัทกิจการร่วมค้าไชน่าไทย คอมมิวนิเคชั่นส์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ในฐานะผู้รับเหมาหลัก และ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ในฐานะเจ้าของโครงการ รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าหารือร่วมกัน เพื่อหาทางออกอย่างเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายตามกระบวนการต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 4/12/2568
ประกันสังคมขยายเวลาส่งเงินสมทบ 6 เดือน ลดภาระนายจ้าง-แรงงาน 9 จังหวัดประสบอุทกภัยภาคใต้
นางสาวกาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม เปิดเผยว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อประชาชนและสถานประกอบการในหลายพื้นที่ภาคใต้ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 คณะกรรมการประกันสังคมได้มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน เพื่อบรรเทาภาระของนายจ้างและผู้ประกันตนมาตรา 33 และมาตรา 39 ในพื้นที่ประสบภัยรวม 9 จังหวัด
นางสาวกาญจนา กล่าวว่า สำนักงานประกันสังคมตระหนักถึงความเดือดร้อนของผู้ประกอบการและแรงงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ จึงเสนอแนวทางขยายเวลาการยื่นแบบรายการแสดงการส่งเงินสมทบและการนำส่งเงินสมทบออกไปเป็นเวลา 6 เดือน เพื่อให้ผู้ประกันตนและนายจ้างมีเวลาปรับตัวและฟื้นฟูการดำเนินกิจการได้โดยไม่ถูกซ้ำเติมด้วยภาระทางการเงิน ทั้งนี้ จังหวัดที่อยู่ในพื้นที่ประสบภัยร้ายแรงและได้รับการผ่อนผันประกอบด้วย ตรัง นครศรีธรรมราช นราธิวาส ปัตตานี พัทลุง ยะลา สงขลา สตูล และสุราษฎร์ธานี โดยกำหนดเวลายื่นและนำส่งเงินสมทบใหม่ดังนี้
- ค่าจ้างงวด พฤศจิกายน 2568 ยื่นแบบการส่งเงินสมทบและนำส่งเงินสมทบภายใน 15 มิถุนายน 2569
- ค่าจ้างงวด ธันวาคม 2568 ยื่นแบบการส่งเงินสมทบและนำส่งเงินสมทบภายใน 15 กรกฎาคม 2569
- ค่าจ้างงวด มกราคม 2569 ยื่นแบบการส่งเงินสมทบและนำส่งเงินสมทบภายใน 15 สิงหาคม 2569
- ค่าจ้างงวด กุมภาพันธ์ 2569 ยื่นแบบการส่งเงินสมทบและนำส่งเงินสมทบภายใน 15 กันยายน 2569
- ค่าจ้างงวด มีนาคม 2569 ยื่นแบบการส่งเงินสมทบและนำส่งเงินสมทบภายใน 15 ตุลาคม 2569
- ค่าจ้างงวด เมษายน 2569 ยื่นแบบการส่งเงินสมทบและนำส่งเงินสมทบภายใน 15 พฤศจิกายน 2569
ก.แรงงาน เคาะ 7 มาตรการเร่งด่วน เยียวยาสถานประกอบการ-ผู้ประกันตน น้ำท่วมภาคใต้
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลบูรณาการความร่วมมือ ทุกส่วนราชการเดินหน้า เร่งฟื้นฟู เยียวยาผู้ประสบอุทกภัยน้ำท่วมภาคใต้ สำหรับการดูแลสถานการประกอบการและผู้ประกันตน รัฐบาล โดยกระทรวงแรงงาน ดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย จำนวน 7 มาตรการ ดังนี้
1. จ้างงานเร่งด่วน วันละ 300 บาท ไม่เกิน 10 วัน จำนวน 4,000 คน
2. เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ผ่านกองทุนผู้ใช้แรงงาน เยียวยา สถานประกอบการและลูกจ้างที่ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้ด่วนที่สุด
3. เงินกู้กองทุนเพื่อผู้ใช้แรงงาน นำไปปล่อยกู้ให้ลูกจ้างใช้ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยหรือฟื้นฟูอาชีพ
4. เงินกู้กองทุนความปลอดภัย สำหรับนายจ้างที่สถานประกอบกิจการได้รับความเสียหายหรืออุปกรณ์ไม่มีความปลอดภัย เพื่อนำไปปรับปรุง ซ่อมแซมอุปกรณ์หรือเครื่องจักรเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการทำงาน
5. เงินค่าจ้าง 50% นาน 6 เดือน กรณีว่างงานจากเหตุสุดวิสัย ภัยพิบัติ
6. เงินค่าทำศพ สำหรับผู้ประกันตนมาตรา 33 รายละ 50,000 บาท และมาตรา 40 รายละ 25,000 บาท
7. เปิดศูนย์ซ่อมรถจักรยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ในพื้นที่ประสบภัย 48 ศูนย์และ 9 จังหวัด ในภาคใต้
“ในส่วนการฟื้นฟูในพื้นที่หลังน้ำลด รัฐบาล โดยกระทรวงแรงงานได้จัดทีมช่างจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงงาน เข้าไปซ่อมแซมอุปกรณ์ไฟฟ้า อุปกรณ์ทำงาน บ้านเรือน รถจักรยานยนต์ โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงานจะร่วมมือกับทีมช่างจากหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และจิตอาสาร่วมกันซ่อมแซมระบบไฟฟ้าในอาคารอาคารบ้านเรือนให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชนที่พังเสียหายไปกับอุทกภัยได้” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว
ครม. ไฟเขียวต่ออายุใบอนุญาตทำงานแรงงานลาว-เมียนมา-เวียดนาม อีก 1 ปี รองรับภาคธุรกิจ
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ต่ออายุใบอนุญาตทำงานให้คนต่างด้าวสัญชาติลาว เมียนมา และเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2567 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 31 มีนาคม 2569 และคนต่างด้าวสัญชาติลาว และเวียดนาม ตามมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 ที่ได้รับอนุญาตทำงานถึง 13 กุมภาพันธ์ 2569 สามารถอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานได้ 1 ปี
“การผ่อนผันให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรและทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เป็นมาตรการที่ช่วยสนับสนุนนายจ้าง สถานประกอบการให้สามารถผลิตสินค้าและบริการต่อไปได้อย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก เนื่องจากขาดแคลนแรงงาน ทั้งยังเป็นการส่งเสริมขีดความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศ และส่งเสริมภาพลักษณ์อันดีของประเทศ” รมว.แรงงาน กล่าว
ด้านนายสมชาย มรกตศรีวรรณ อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า คนต่างด้าวต้องยื่นต่ออายุใบอนุญาตทำงานก่อนที่ใบอนุญาตจะสิ้นสุด และต้องดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งหนังสือเดินทางหรือเอกสารใช้แทนหนังสือเดินทาง และตรวจลงตราวีซ่าภายในระยะเวลาที่กำหนด ทั้งนี้ คนต่างด้าวทั้ง 2 กลุ่มจะสามารถเริ่มดำเนินการได้หลังจากประกาศกระทรวงมหาดไทยและประกาศกระทรวงแรงงานมีผลบังคับใช้แล้ว กรมการจัดหางานจึงขอประชาสัมพันธ์ให้นายจ้าง สถานประกอบการ เตรียมเอกสาร เพื่อยื่นคำขอให้ทันภายในระยะเวลาที่กำหนด
ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสต์, 2/12/2568
ประกันสังคมเพิ่มเพดานค่าจ้างสูงสุดเป็น 17,500 บา ส่งสมทบ 875 บาท เริ่มปี 2569
นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคม ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ เพื่อให้การคำนวณเงินสมทบของผู้ประกันตนมาตรา 33 สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน หลังจากกฎกระทรวงเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2538 ไม่ทันต่อสถานการณ์ค่าจ้างแรงงานที่ปรับสูงขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา โดยจากเดิมเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบกำหนดไว้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อเดือน ส่งผลให้ผู้ประกันตนที่มีรายได้สูงกว่านั้น ต้องส่งเงินสมทบเท่ากัน และได้รับสิทธิประโยชน์ไม่สอดคล้องกับค่าจ้างจริง ขณะเดียวกัน อัตราค่าจ้างขั้นต่ำรายวันในปัจจุบันสูงสุดอยู่ที่ 400 บาทต่อวัน แต่ยังคงใช้ฐานคำนวณจากข้อมูลเมื่อปี 2538 ซึ่งไม่สะท้อนเศรษฐกิจปัจจุบัน และไม่สอดคล้องกับมาตรฐานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ ILO
ร่างกฎกระทรวงฉบับใหม่ จึงกำหนดปรับเพดานค่าจ้างแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ดังนี้ 1. ปี 2569–2571: เพดานค่าจ้าง 17,500 บาทต่อเดือน 2. ปี 2572–2574: เพดานค่าจ้าง 20,000 บาทต่อเดือน 3. ตั้งแต่ปี 2575 เป็นต้นไป: เพดานค่าจ้าง 23,000 บาทต่อเดือน โดยอัตราเงินสมทบยังคงคิดที่ 5 % เช่นเดิม ตัวอย่างเช่น ปี 2569–2571 ผู้ประกันตนที่มีค่าจ้างตั้งแต่ 17,500 บาทขึ้นไป จะจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาทต่อเดือน จากเดิม 750 บาท โดยจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น เช่น เงินลาป่วย เงินทดแทนกรณีเสียชีวิต และ เงินชราภาพ
การปรับเพดานครั้งนี้ จะทำให้กองทุนประกันสังคมมีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถรองรับภาระด้านสิทธิประโยชน์ในระยะยาว ขณะเดียวกัน ผู้ประกันตนจะได้รับสิทธิประโยชน์ที่สะท้อนค่าจ้างจริงมากขึ้น ส่วนรัฐบาลเองจะมีภาระสมทบเพิ่มขึ้นตามเพดานใหม่ ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่อเสริมความมั่นคงของระบบประกันสังคมในอนาคต
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 2/12/2568
ไต้หวันตั้ง “แพลตฟอร์มบริการด้านบุคลากรเทคโนโลยี ไต้หวัน-ไทย” แก้ขาดแรงงานคุณภาพ
ที่บางกอก คลับ อาคารสาทร ซิตี้ นายปีเตอร์ หลัน ผู้อำนวยการใหญ่สำนักงานเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป ประจำประเทศไทย ประกาศจัดตั้ง “แพลตฟอร์มบริการบุคลากรด้านเทคโนโลยีไต้หวัน-ไทย” ผ่านการสร้างบัญชีอีเมล์แพลตฟอร์ม : tw.th.talent@gmail.com และเบอร์โทร. 0-2119-3555 ต่อ 386 เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2025 เพื่อช่วยประสานงานหาข้อตกลงร่วมกันระหว่างฝ่ายไทย ผู้ประกอบการชาวไต้หวันและภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหาความต้องการด้านบุคลากรของผู้ประกอบการชาวไต้หวัน
นายหลันกล่าวว่า ปี 2024 ไต้หวันเป็นประเทศอันดับ 4 ที่ลงทุนในประเทศไทยโดยตรง เช่น อุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) มูลค่าการลงทุนสะสมในไทย มีมูลค่าเกือบ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 64,000 ล้านบาท) การพัฒนาบุคลากรกลายเป็นปัจจัยหลักของผู้ประกอบการชาวไต้หวันในการลงทุนที่ไทย
กิจกรรมครั้งนี้ สำนักงานเชิญผู้ประสานงานมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติผิงตง (NPUST) ที่ได้ก่อตั้ง “ศูนย์ความร่วมมือแลกเปลี่ยนบุคลากรนานาชาติไต้หวัน ประจำประเทศไทย” เมื่อเดือนสิงหาคมศกนี้ มาแบ่งปัน “โครงการศึกษาพิเศษเพื่อพัฒนาบุคลากรอุตสาหกรรมระหว่างประเทศ” (International Industrial Talents Education Special Program : INTENSE Program) ของกระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน
นอกจากนี้ ยังได้เชิญสมาคมแผงวงจรพิมพ์ไต้หวัน (TPCA) มาแบ่งปันประสบการณ์ก่อตั้ง “สถาบันแผ่นวงจรพิมพ์ไต้หวันในไทย” และความร่วมมือด้านบุคลากรกับฝ่ายไทยด้วย สำนักงานหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดตั้งแพลตฟอร์มนี้ จะช่วยเร่งการเชื่อมโยงและความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย ภาคอุตสาหกรรม และสถาบันการศึกษา สร้างแรงผลักดันใหม่ ๆ ให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการชาวไต้หวันที่มาดำเนินกิจการในไทยอีกด้วย
การจัดตั้งแพลตฟอร์มนี้นอกจากจะสอดคล้องกับแนวคิด “การทูตเชิงบูรณาการ” ของนายหลิน เจียหรง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังเป็นการประกาศว่าสำนักงานจะรวบรวมสรรพกำลังของภาครัฐ ภาคสถาบันการศึกษาและผู้ประกอบการชาวไต้หวันตามลำดับ เพื่อหารือเพิ่มเติมกับฝ่ายไทยด้านการพัฒนาบุคลากร ด้วยศักยภาพความร่วมมือระหว่างทั้งสองฝ่าย เราหวังว่าประเทศไทยจะร่วมมือกันในการหาแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของไต้หวันได้รับผลกระทบจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานเนื่องจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ จึงได้ย้ายมาลงทุนในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ (อุปกรณ์), ปัญญาประดิษฐ์ (การประกอบเซิร์ฟเวอร์) และแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสาขาการลงทุนที่รัฐบาลไทยต้องการจะดึงดูด อีกทั้งมีมูลค่าการลงทุนสูง
โดยในปี 2024 มูลค่าการลงทุนของผู้ประกอบการชาวไต้หวันที่ได้รับอนุมัติให้เข้ามาลงทุนในไทยอยู่ที่ประมาณ 15.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 490,000 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 16.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และทำให้ไต้หวันเป็นประเทศที่มีมูลค่าการลงทุนในไทยมากเป็นอันดับที่ 4 เช่น อุตสาหกรรมแผงวงจรพิมพ์ (PCB) มีผู้ประกอบการชาวไต้หวันตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำเข้ามาลงทุนบริษัทไทยมากกว่า 60 แห่งและยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เกิดการจ้างแรงงานกว่า 10,000 คน
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการชาวไต้หวันในไทยกำลังเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรด้านเทคโนโลยี ไม่เพียงแต่ขาดแคลนบัณฑิตไทยที่สำเร็จการศึกษาสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ อีกทั้งยังขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะการสื่อสารภาษาต่างประเทศและการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมอีกด้วย
สำนักงานจึงได้สะท้อนความต้องการของผู้ประกอบการชาวไต้หวัน ด้วยการจัดตั้ง “แพลตฟอร์มบริการด้านบุคลากรเทคโนโลยีไต้หวัน-ไทย” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการชาวไต้หวัน ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล บูรณาการกำลังของฝ่ายต่าง ๆ และเป็นพื้นฐานในการประสานงานกับฝ่ายไทยเพื่อแก้ไขปัญหาด้านบุคลากรต่อไป
งานวันนี้ ได้รับเสียงตอบรับจากสมาคม สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการชาวไต้หวันที่ลงทุนในไทยเป็นอย่างดี พร้อมส่งตัวแทนองค์กรมาร่วมงานเพื่อสนับสนุนงานวันนี้ บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก ในงานยังมีการพูดคุยหารือเพื่อหาแนวทางร่วมมือกันต่อไปในอนาคต
รายชื่อองค์กรที่ร่วมงาน
นิติบุคคลและสมาคม :
1. ศูนย์ความร่วมมือแลกเปลี่ยนบุคลากรนานาชาติไต้หวัน ประจำประเทศไทย กระทรวงศึกษาธิการไต้หวัน (มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติผิงตง)
2. สภาอุตสาหกรรมไต้หวัน (ออนไลน์)
3. สถาบันวิจัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมไต้หวัน สาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
4. สภาการค้าไต้หวัน ประจำประเทศไทย
5. สมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ไต้หวัน (ออนไลน์)
6. สมาคมคอมพิวเตอร์ไทเป (ออนไลน์)
7. สมาคมผู้ประกอบการระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ (ออนไลน์)
8. สมาคมการค้าไทย-ไต้หวัน
9. วิทยาลัยเทคโนโลยีไทย-ไต้หวัน (บีดีไอ)
10. สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย
บริษัทเอกชน :
1. บริษัท แอดวานซ์เทค คอร์ปอเรชั่น (ประเทศไทย) จำกัด (Advantech)
2. บริษัท เอไอออเนกซ์ จำกัด (Aionex)
3. บริษัท แคล-คอมพ์ อีเล็คโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Cal-Comp)
4. บริษัท ชิโคนี่ อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (Chicony Electronics)
5. บริษัท ชิโคนี่ พาวเวอร์ เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด (Chicony Power)
6. บริษัท อินเวนเทค อิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (Inventec)
7. บริษัท ยูนิค อินทิเกรตเต็ด เทดโนโลยี จำกัด (UniEQ)
8. บริษัท ยูนิไมครอน (ประเทศไทย) จำกัด (Unimicron)
9. บริษัท ยูนิเทค จำกัด (Uniech)
10. บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (Delta)
