ขยายเวลาอายุ Seabook แรงงานเมียนมา ลดปัญหาขาดแคลน
กรมประมงขยายระยะเวลาอายุ Seabook ของแรงงานประมงสัญชาติเมียนมาไปอีก 1 เดือน ถึงวันที่ 13 มกราคม 2569 เพื่อให้แรงงานเมียนมาที่มี Seabook เดิมสามารถอยู่และทำงานได้อย่างถูกกฎหมาย ระหว่างรอนายจ้างดำเนินการออกเอกสารประกอบการต่ออายุให้ครบถ้วน โดยนายจ้างสามารถยื่นเอกสารผ่านสำนักงานประมงจังหวัดชายทะเล 23 แห่ง หรืออีเมล์ภายใน 13 ธันวาคม 2568 นี้ เชื่อมาตรการนี้ช่วยภาคประมงเดินหน้าต่อเนื่อง พร้อมป้องกันการทำประมงผิดกฎหมาย และความเสี่ยงด้านการค้ามนุษย์ โดยหากไม่ดำเนินการตามขั้นตอน กระทรวงแรงงานและกระทรวงมหาดไทยอาจทำให้สิทธิการทำงานและอายุ Seabook สิ้นสุดลง
นายประเทศ ซอรักษ์ รองอธิบดีกรมประมงเปิดเผยว่า ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 กระทรวงแรงงานเห็นชอบให้กรมประมงขยายอายุหนังสือคนประจำเรือแรงงานต่างด้าว (Seabook) ของแรงงานสัญชาติเมียนมาที่ได้ยื่น Namelist จนถึงวันที่ 13 ธันวาคม 2568 นั้น แต่ผลปรากฏว่าขณะนี้ยังมีบางจังหวัดไม่สามารถออกเอกสารประกอบการต่ออายุ Seabook ได้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด ดังนั้น นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง ซึ่งให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาแรงงานภาคการประมง จึงได้สั่งการให้เร่งดำเนินการขยายอายุ Seabook ให้ทันตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้แรงงานสัญชาติเมียนมาที่มี Seabook อยู่แล้ว
สามารถอยู่และทำงานต่อไปได้อย่างถูกกฎหมาย กรมประมงอาศัยอำนาจตามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่องการอนุญาตให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษ สำหรับคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2568 กำหนดให้แรงงานที่มีใบอนุญาตทำงานบนเรือประมงและ Seabook กำลังจะหมดอายุในวันที่ 13 ธันวาคม 2568 สามารถยื่นขอผ่อนผันการทำงานได้ถึงวันที่ 13 มกราคม 2569 โดยในระหว่างนี้นายจ้างจะต้องจัดทำใบอนุญาตแรงงานเมียนมาให้แล้วเสร็จ เพื่อนำมาต่ออายุ Seabook ให้แล้วเสร็จด้วย
โดยผู้ประกอบการ (นายจ้าง) สามารถยื่นเอกสารประกอบการขยายอายุ Seabook ซึ่งประกอบด้วย
1.สำเนาใบรับคำขออนุญาตทำงานแทนคนต่างด้าว
2.สำเนาใบเสร็จรับเงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงาน
3.สำเนาใบอนุญาตทำงานฉบับเดิม หรือเอกสารที่กรมการจัดหางานออกให้เป็นหลักฐานใช้แทนใบอนุญาตทำงานเดิม
4.สำเนาหนังสือคนประจำเรือ (Seabook) หรือหนังสือคนประจำเรือ (เล่มจริง)
โดยสามารถยื่นเอกสารได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดชายทะเลทั้ง 23 แห่ง หรือ อีเมล์ของสำนักงานประมงจังหวัด ไม่เกินวันที่ 13 ธันวาคม 2568
ทั้งนี้ การบันทึกการขยายอายุ Seabook ได้นั้น เจ้าหน้าที่จะบันทึกในระบบและในเล่ม Seabook ได้ทันที แต่กรณีที่นายจ้างไม่สามารถนำ Seabook เล่มจริงมาดำเนินการได้ เจ้าหน้าที่จะออกเป็น “ใบบันทึกการยื่นเอกสารการขยายอายุหนังสือคนประจำเรือ (Seabook)” แทนก่อนได้ และให้นายจ้างนำ Seabook เล่มจริงมายื่นที่สำนักงานประมงจังหวัด เพื่อให้เจ้าหน้าที่บันทึกลงในเล่ม ภายในวันที่ 13 มกราคม 2569
อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำว่านายจ้างต้องดำเนินการจัดทำสัญญาจ้างแรงงานประมงทะเลให้สอดคล้องกับการจ้างงานก่อนออกไปทำการประมงด้วย โดยต้องดำเนินการตามประกาศกระทรวงแรงงานและประกาศกระทรวงมหาดไทยให้ครบถ้วน
มิฉะนั้นการอนุญาตจะสิ้นสุดลง ส่งผลให้หนังสือคนประจำเรือสิ้นอายุด้วย โดยการดำเนินการออกใบอนุญาตให้ทำงานในเรือประมง ตามมาตรา 285 (E-285) นายจ้างจะต้องตรวจสอบข้อมูลและยืนยันข้อมูลในระบบให้เรียบร้อยก่อนที่แรงงานต่างด้าวที่อยู่ในความดูแลจะออกเรือไปทำประมง กรมประมงเชื่อมั่นว่าการดำเนินการดังกล่าวจะสามารถช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานภาคการประมง และเป็นการป้องกันการทำประมงที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและการค้ามนุษย์
ที่มา: มติชนออนไลน์, 12/12/2568
ผลสำรวจชี้บริษัทไทยลดขึ้นเงินเดือนปี 2568 เหลือ 4.5% สกัดต้นทุน
ผลสำรวจล่าสุดของ ดีลอยท์ ประเทศไทย เกี่ยวกับ แนวโน้มการปรับเงินเดือนและค่าตอบแทน พบว่า อัตราการปรับเพิ่มเงินเดือนในประเทศไทยสำหรับปี 2568 คาดการณ์อยู่ที่ร้อยละ 4.5 ซึ่งลดลงอย่างมีนัยสำคัญจากค่าเฉลี่ยในอดีตที่ร้อยละ 5 การปรับลดอัตราดังกล่าวสะท้อนถึงแรงกดดันด้านต้นทุนที่สูงขึ้น และสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้องค์กรต้องบริหารจัดการงบประมาณด้านเงินเดือนด้วยความระมัดระวังมากขึ้น
การสำรวจครั้งนี้ได้รวบรวมข้อมูลจากบริษัทชั้นนำ 176 แห่งในประเทศไทย และเผยให้เห็นว่าองค์กรไทยกำลังเผชิญกับแรงกดดันสองทางจากเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ และการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ในปี 2568 อุตสาหกรรมที่มีการปรับขึ้นเงินเดือนสูงสุด คือ อุตสาหกรรมพลังงานและสาธารณูปโภค ซึ่งยังคงรักษาอัตราการปรับขึ้นที่คาดการณ์ไว้ที่ร้อยละ 5 ในขณะที่ อุตสาหกรรมค้าปลีกและเทคโนโลยี มีอัตราการเพิ่มขึ้นเฉลี่ยต่ำที่สุดในบรรดาอุตสาหกรรม โดยอยู่ที่เพียงร้อยละ 4
องค์กรชั้นนำหลายแห่งให้ความสำคัญอย่างมากกับการบูรณาการทักษะและเทคโนโลยี AI เข้ากับการดำเนินงาน ซึ่งมีอิทธิพลต่อโครงสร้างค่าตอบแทนและกลยุทธ์การจัดการแรงงานอย่างชัดเจน การบูรณาการ AI และเทคโนโลยีกลายเป็นทักษะที่สำคัญที่สุดในการจัดการทรัพยากรบุคคล ซึ่งกำลังเปลี่ยนสมการค่าตอบแทนจากที่อิงตามตำแหน่งงานไปสู่รูปแบบที่เน้น ผลตอบแทนตามทักษะ (Skill-Based Pay) มากขึ้น โดยองค์กรกำลังเชื่อมโยงค่าตอบแทนกับความสามารถของพนักงาน แทนที่จะพึ่งพาระดับงานหรือการดำรงตำแหน่งเพียงอย่างเดียว
นายอริยะ ฝึกฝน ลีดเดอร์ ด้านเทคโนโลยีและการปฏิรูปองค์กร ดีลอยท์ ประเทศไทย กล่าวว่า “แม้หลายองค์กรต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ก็ไม่สามารถชะลอการลงทุนในบุคลากร โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีและทักษะที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งกลายเป็นหัวใจสำคัญของความสามารถในการแข่งขันในอนาคต AI กำลังเปลี่ยนคุณค่าของทักษะในตลาดแรงงาน และองค์กรที่เข้าใจวิธีการใช้เทคโนโลยีควบคู่ไปกับการลงทุนในการพัฒนาบุคลากรจะได้เปรียบทั้งในด้านประสิทธิภาพและความสามารถในการรักษาบุคลากรที่มีศักยภาพสูง”
ในส่วนของโบนัสผันแปร แนวโน้มการจ่ายโดยรวมสำหรับปี 2568 ยังคงทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2567 โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณสองเดือน อุตสาหกรรมที่มีการจ่ายโบนัสสูงสุด ได้แก่ เคมีภัณฑ์ พลังงาน และน้ำมันและก๊าซ ซึ่งจ่ายประมาณสามเดือน ในขณะที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีและการค้าปลีกมีระดับโบนัสต่ำกว่า โดยมีการจ่ายประมาณ 1.5 เดือน
การสำรวจพบว่าอัตราการลาออกโดยสมัครใจโดยเฉลี่ยโดยรวมของประเทศไทยอยู่ที่ ร้อยละ 12.9 โดยอุตสาหกรรมที่มีอัตราการหมุนเวียนสูงสุดคือ ค้าปลีกที่ร้อยละ 32.9 ตามมาด้วยอสังหาริมทรัพย์ที่ร้อยละ 16.9 และสินค้าอุปโภคบริโภคที่ร้อยละ 15.1 ในทางกลับกัน อัตราการหมุนเวียนต่ำสุดอยู่ในภาคพลังงาน น้ำมัน และก๊าซที่ร้อยละ 3.9
แม้จะมีสภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทาย แต่การสำรวจพบว่าองค์กรส่วนใหญ่ (ร้อยละ 44) รายงานการเติบโตในระดับปานกลาง และร้อยละ 52 สามารถบรรลุเป้าหมายการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม ร้อยละ 35 ระบุว่า การเติบโตต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการ “บริหารจัดการอย่างระมัดระวัง” ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัวนี้ เพื่อปรับกลยุทธ์การชดเชยให้เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ พบว่า ร้อยละ 57 ขององค์กรได้ลดหรือวางแผนที่จะลดงบประมาณค่าตอบแทนและสวัสดิการโดยรวม และกว่าร้อยละ 55 ขององค์กรเลือกที่จะเสนอค่าตอบแทนที่สูงกว่าตลาดสำหรับ ตำแหน่งที่มีผลกระทบทางธุรกิจสูง (High-Impact Roles) ในขณะที่จ่ายต่ำกว่าอัตราตลาดสำหรับตำแหน่งทั่วไป
แม้จะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ องค์กรยังคงให้ความสำคัญกับการรักษาพนักงาน โดยร้อยละ 61 ใช้โอกาสในการพัฒนาอาชีพเป็นเครื่องมือหลักในการรักษาบุคลากร และร้อยละ 65 ขององค์กรพิจารณาการเลื่อนตำแหน่งพิเศษควบคู่ไปกับการพัฒนาความก้าวหน้าในอาชีพสำหรับพนักงานที่มีศักยภาพสูงและผู้ที่มีผลงานยอดเยี่ยม เพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจและรักษาบุคคลที่มีความสามารถในระยะยาว การบริหารจัดการบุคลากรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันในอนาคต
ที่มา: การเงินการธนาคาร, 11/12/2568
เครือข่ายแรงงานฯ ร้อง กมธ.การแรงงาน สผ. จี้ กรมบัญชีกลางถอนประกาศจ้างเหมาบริการ ชี้ขัดกฎหมายแรงงาน ลิดรอนสิทธิลูกจ้าง
นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร รับหนังสือร้องเรียนจาก นายบัณฑิต แป้นวิเศษ ประธานเครือข่ายขับเคลื่อนกฎหมายคุ้มครองแรงงานลาคลอดและการจ้างงานลูกจ้างภาครัฐ เพื่อขอให้เร่งประสานกรมบัญชีกลางยกเลิกประกาศคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง ที่ส่งผลกระทบต่อลูกจ้างเหมาบริการภาครัฐทั่วประเทศ
โดย นายบัณฑิต กล่าวว่า สภาผู้แทนราษฎรเพิ่งผ่านร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9 เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2568 ซึ่งมีสาระสำคัญเพื่อคุ้มครองลูกจ้างเหมาบริการภาครัฐกว่า 700,000 คน ให้ได้รับสิทธิเท่าเทียมและเข้าสู่ระบบประกันสังคม อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา กรมบัญชีกลางกลับออกหนังสือเวียน เรื่องการซักซ้อมความเข้าใจงานจ้างเหมาบริการ ซึ่งเนื้อหาในประกาศดังกล่าวขัดแย้งกับเจตนารมณ์ของกฎหมายคุ้มครองแรงงานอย่างสิ้นเชิง โดยมีประเด็นข้อกังวลหลัก 7 ข้อ ที่เปรียบเสมือนการตัดตอนความรับผิดชอบของภาครัฐ ประกอบด้วย การแปลงสภาพจากคนทำงาน เป็นผู้รับเหมา โดยประกาศนี้ผลักสถานะลูกจ้างให้กลายเป็นเพียงผู้รับจ้างทำของตาม พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างฯ ที่เน้นผลสำเร็จของงานมากกว่าสิทธิของคนทำงาน ทำให้ลูกจ้างไร้อำนาจต่อรอง การตัดสวัสดิการและความปลอดภัย เมื่อมีสถานะเป็นผู้รับจ้าง หากเจ็บป่วย ประสบอุบัติเหตุ หรือเสียชีวิต ลูกจ้างต้องรับผิดชอบชีวิตตนเอง หน่วยงานรัฐปฏิเสธความรับผิดชอบ และการละเมิดสิทธิมนุษยชนห้ามป่วย-ห้ามลา โดยสัญญาจ้างรูปแบบใหม่ห้ามระบุสิทธิการลาป่วย ลากิจ หากหยุดงานเท่ากับส่งมอบงานไม่ครบ และจะถูกหักเงินทันที เสมือนมองมนุษย์เป็นเครื่องจักร และหลบเลี่ยงกฎหมายด้วยเทคนิคทางเอกสาร โดยในทางนิตินัยระบุว่าไม่ต้องลงเวลาทำงาน และผู้ว่าจ้างไม่มีอำนาจบังคับบัญชา เพื่อเลี่ยงความเป็นนายจ้าง-ลูกจ้าง แต่ในทางปฏิบัติลูกจ้างยังต้องทำงานตามเวลาราชการและรับคำสั่งจากหัวหน้างานเช่นเดิม นอกจากนี้ การระบุสัญญาว่าเป็นจ้างทำของ ทำให้ลูกจ้างไม่สามารถฟ้องร้องต่อ ศาลแรงงานได้หากถูกเอาเปรียบ ต้องไปฟ้องศาลแพ่งหรือศาลปกครองซึ่งมีความซับซ้อนและเป็นภาระแก่ลูกจ้างและรัฐยังใช้เทคนิคตีความว่าตนเองไม่ใช่ผู้ประกอบกิจการ เพื่อหลบเลี่ยงบทบัญญัติที่กำหนดให้ลูกจ้างรับเหมาค่าแรงต้องได้รับสิทธิประโยชน์ที่เป็นธรรม ทางเครือข่ายจึงขอให้ กมธ.ประสานกรมบัญชีกลาง ยกเลิกประกาศฉบับดังกล่าวทันที และปรับปรุงระเบียบให้สอดคล้องกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ฉบับที่ 9 พร้อมเชิญตัวแทนกรมบัญชีกลางมาชี้แจง ถึงเหตุผลในการออกประกาศที่ลิดรอนสิทธิแรงงานและขัดต่อกฎหมายหลักของประเทศ
ด้าน ประธาน กมธ. กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า ต้องยอมรับว่ากฎหมายแรงงานของไทยมีความล้าสมัย ซึ่งทาง กมธ. ได้ให้ความสำคัญและผลักดันการแก้ไขมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมายใหม่ อาจส่งผลให้หน่วยงานภาครัฐอื่นยังปรับตัวไม่ทัน หรือมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในระเบียบปฏิบัติจนเกิดปัญหาขึ้น ทั้งนี้ กมธ. จะรับเรื่องไว้พิจารณา โดยจะเชิญกรมบัญชีกลางและตัวแทนเครือข่ายฯ เข้ามาร่วมหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปและการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนที่สุด
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 11/12/2568
แรงงานกัมพูชา แห่กลับประเทศ แน่นด่านคลองลึก คนไทยหลายร้อยในปอยเปต รอเดินทางกลับบ้าน
ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 รายงานสถานการณ์บริเวณด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว วันนี้ฝ่ายไทยจะเตรียมการเปิดด่านคลองลึกรับคนไทยจากฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชากลับประเทศ ตั้งแต่ห้วงเวลา 10.00 น.เป็นต้นไป ซึ่งคนไทยที่เดินทางเข้ามา จะถูกเข้าสู่กระบวนการรับตัวและคัดกรองตามขั้นตอน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.), จนท.ตร.สภ.คลองลึก, ชุดควบคุมกรมทหารพรานที่ 12, อาสาสมัครรักษาดินแดน และเจ้าหน้าที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด (พมจ.) เพื่อคัดแยกและตรวจสอบหลักฐานการเข้า-ออกประเทศตามกฎหมาย และอำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับภูมิลำเนาต่อไป
ต่อมารายงานว่า บรรยากาศที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว พบว่า แรงงานกัมพูชาจำนวนมาก ทั้งจากตลาดโรงเกลือและพื้นที่ต่างๆ ในจังหวัดสระแก้ว ต่างหอบหิ้วสัมภาระ พาบุตรหลานทยอยเดินเท้ามุ่งหน้ากลับประเทศกัมพูชา โดยใช้ด่านคลองลึกเป็นเส้นทางผ่านหลัก
ด้านฝั่ง ปอยเปต ประเทศกัมพูชา แหล่งข่าวยืนยันว่า ขณะนี้มีคนไทยหลายร้อยคนรอเดินทางกลับเข้าประเทศไทยเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยกำลังเร่งเจรจากับฝ่ายกัมพูชา เพื่ออำนวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนการเดินทางกลับของทั้งสองฝ่าย ซึ่งต้องใช้เวลาในการหารือพอสมควร
ขณะที่บรรยากาศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ตั้งแต่เขต อำเภอตาพระยา ถึงอำเภอโคกสูง ยังคงมีเสียงปืนจากการปะทะกันเป็นระยะ สถานการณ์ยังไม่นิ่งและต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
ที่มา: มติชนออนไลน์, 11/12/2568
อิสราเอลจัดพิธีรำลึก อำลาศพแรงงานคนไทยที่ฮามาสส่งคืนให้ล่าสุด ก่อนส่งกลับประเทศไทย
วันที่ 9 ธันวาคม 2568 ทางการอิสราเอลได้มีพิธีรำลึกและอำลาศพนายสุทธิศักดิ์ รินทลักษณ์ แรงงานคนไทย วัย 42 ปี อย่างเป็นทางการ ที่สนามบิน เบน กูเรียน โดยหลังพิธีอำลา ร่างของนายสุทธิศักดิ์จะถูกส่งกลับประเทศไทย เพื่อให้ครอบครัวประกอบพิธีตามความเชื่อทางศาสนาต่อไป
นายสุทธิศักดิ์ เป็นแรงงานภาคเกษตร ทำงานอยู่ที่ คิบุตซ์เบเอรี ทางตอนใต้ของอิสราเอล หนึ่งในชุมชนที่ถูกโจมตีหนักที่สุดในการบุกจู่โจมของกลุ่มติดอาวุธเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566
โดยเขาเสียชีวิตจากเหตุการณ์ฮามาสโจมตี จากนั้นศพของเขาก็ถูกนำไปไว้ในเขตกาซา โดยอิสราเอลยืนยันการเสียชีวิตของนายสุทธิศักดิ์อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม ปีที่แล้ว ก่อนที่กลุ่มฮามาสจะส่งคืนศพตัวประกันศพล่าสุดเมื่อวันพุธ ที่ 3 ธ.ค. ตามข้อตกลงหยุดยิงระยะแรก
ที่มา: ไทยรัฐออนไลน์, 10/12/2568
สส.พรรคประชาชน ชี้มีความพยายามแก้ระเบียบ ล้มเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ลดอำนาจผู้ประกันตน 24 ล้านคน
นายสหัสวัต คุ้มคง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน และโฆษกคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะกรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน ทีมประกันสังคมก้าวหน้า แถลงข่าวถึงความกังวลต่อความพยายามแก้ไขระเบียบการเลือกตั้งคณะกรรมการประกันสังคม (บอร์ดประกันสังคม) ซึ่งอาจกระทบหลักการเลือกตั้งและลดอำนาจผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคนทั่วประเทศ โดยระบุว่าการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมปี 2566 เป็นครั้งแรกที่ผู้ประกันตนได้ใช้สิทธิ 1 คน 1 เสียง อย่างแท้จริง แต่ปัจจุบันกลับมีความพยายามแก้ระเบียบให้ถอยหลัง นำระบบกลับไปสู่สภาวะไร้การตรวจสอบ ลดบทบาทกลุ่มที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเฉพาะทีมประกันสังคมก้าวหน้า ซึ่งถือเป็นความพยายามนำประกันสังคมกลับสู่ความมืด
ด้าน นายชลิต รัษฐาปานะ กรรมการประกันสังคมฝ่ายผู้ประกันตน เปิดเผยว่าการเลือกตั้งปี 2566 มีผู้แข่งขันหลายกลุ่ม และทีมประกันสังคมก้าวหน้าได้รับคะแนนเสียงส่วนใหญ่จากผู้มาใช้สิทธิ์ แต่ภายหลังกลับมีข้อเสนอปรับหลักเกณฑ์ใหม่ให้ผู้ประกันตนเลือกกรรมการได้เพียง 1 คน จากเดิมเลือกได้ 7 คน ซึ่งถือเป็นการตัดสิทธิ์อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ คณะอนุกรรมการแก้ไขระเบียบเลือกตั้งที่ตั้งขึ้นช่วงกุมภาพันธ์ 2568 มีสัดส่วนกรรมการจากสำนักงานประกันสังคมทั้งหมด โดยไม่มีตัวแทนผู้ประกันตนหรือผู้จ้างงานเข้าร่วม ข้อเสนอต่าง ๆ ยังถูกผลักดันไปยังรัฐมนตรีแรงงานทั้งที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาอย่างเป็นทางการของบอร์ดประกันสังคม กระบวนการดังกล่าวทำให้เกิดคำถามเรื่องความโปร่งใสและอำนาจของบอร์ด ซึ่งล่าสุดการเปิดรับฟังความคิดเห็นถูกเลื่อนออกไปหลังทีมประกันสังคมก้าวหน้าเข้าคัดค้าน
นายสหัสวัต กล่าวทิ้งท้ายว่าขณะนี้เห็นชัดว่ามีกลุ่มที่แพ้การเลือกตั้งพยายามเดินหน้าล้มระบบเลือกตั้งผ่านช่องทางอนุกรรมาธิการและผลักข้อเสนอไปยังรัฐมนตรีโดยตรง ซึ่งสะท้อนความไม่ชอบมาพากลของกระบวนการ พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นเพียง 2,000 คน ไม่อาจแทนเสียงผู้ประกันตนกว่า 24 ล้านคนได้ จึงขอให้สื่อมวลชนและประชาชนติดตามอย่างใกล้ชิด พร้อมเรียกร้องให้ นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยุติกระบวนการดังกล่าว และยืนยันว่าบอร์ดประกันสังคมต้องมาจากการเลือกตั้งที่โปร่งใสและสะท้อนเจตจำนงของผู้ประกันตนจริง
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 9/12/2568
เจรจาข้อพิพาท "ไดกิ้น" จบสวย สรุปโบนัส 7 เดือน + 15,000 ขึ้นค่าจ้าง 3% เปลี่ยนแจกทองเป็นเงินสด
นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เปิดเผยถึงผลการเจรจาร่วมกันระหว่างบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ สหภาพแรงงานไดกิ้น อมตะ รักษ์เสรี ว่า หลังการเจรจานานกว่า 12 ชม.ตั้งแต่บ่ายวันที่ 8 ธ.ค.จนถึงเที่ยงคืนวัน 9 ธ.ค.68 ในที่สุดก็ได้ข้อยุติเป็นทางออกร่วมกัน
การเจรจาครั้งนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน มอบหมายให้นายประสิทธิ์ ปาตังคะโร ผู้ตรวจราชการกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเป็นหัวหน้าคณะเจรจาไกล่เกลี่ย ที่สุดทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงกันได้ ดังนี้
1. บริษัทฯ ตกลงจ่ายเงินโบนัสประจำปี 2568 ในอัตรา 7 เดือน + 12,000 + 3,000 บาท
2. บริษัทฯ ตกลงปรับขึ้นค่าจ้างประจำปี 2569 ที่ค่ากลางเกรด C ในอัตรา 3.0%
3. สวัสดิการรางวัลสถิติการทำงานต่อเนื่อง เปลี่ยนระบบการจ่ายจากทองคำเป็นการจ่ายด้วยเงิน 10 ปีขึ้นไปได้ 50,000 บาท
4. บริษัทตกลงปรับเพิ่มสวัสดิการค่ากะจากเดิม 150 บาท/วัน เปลี่ยนเป็น 160 บาท/วัน
5. บริษัทตกลงพิจารณากำหนดวันหยุดเพิ่มเติมในปฏิทินปี 2569 วันหยุดเทศกาลสงกรานต์ 9 วัน และวันหยุดเทศกาลปีใหม่ 9 วัน
นางสาวตรีนุช กล่าวว่า ข้อตกลงมีอายุ 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 8 ธันวาคม 2568 ถึงวันที่ 7 ธันวาคม 2569 ทั้งนี้ พนักงานซึ่งเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานฯ จะกลับเข้าทำงานตามปกติในเช้าวันนี้ จึงขอแสดงความยินดีกับทุกฝ่ายที่สามารถบรรลุข้อตกลงที่ดีร่วมกันในครั้งนี้ กระทรวงแรงงานพร้อมที่จะดูแลสิทธิประโยชน์และคุ้มครองแรงงานทั้งนายจ้างและลูกจ้างอย่างดีที่สุด
ที่มา: สำนักข่าวอินโฟเควสท์, 9/11/2568
สว.หนุนแรงงานใช้สิทธิลาคลอด 120 วัน หวังนายจ้างร่วมมือ พร้อมย้ำจุดยืนผลักดันสู่ 180 วัน
นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย กรรมาธิการและที่ปรึกษากรรมาธิการการแรงงาน วุฒิสภา โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า การที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 9) มีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อวานนี้ (8 ธ.ค. 68) ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีและเป็นก้าวสำคัญของสังคมไทยในการยกระดับคุณภาพชีวิตผู้ใช้แรงงาน การดูแลเลี้ยงดูบุตร ความเท่าเทียมทางเพศ และงานดูแลที่เคยถูกมองข้ามมาอย่างยาวนาน ต้องย้ำก่อนว่า 120 วันนี้ เป็นจำนวนที่ลดจากร่างแก้ไขกฎหมายเดิมที่เป็นตัวตั้งต้นที่ 180 วัน อย่างไรก็ตาม การเพิ่มวันลาคลอดจากเดิม 90 วัน เป็น 120 วันแสดงให้เห็นว่าการให้สิทธิการลาดูแลบุตรที่เจ็บป่วยและการให้สิทธิคู่สมรสลาช่วยกรณีคลอดบุตรเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนว่าสังคมไทยเริ่มมองแรงงานในฐานะ “มนุษย์” ไม่ใช่เพียงกลไกทางเศรษฐกิจ เริ่มยอมรับว่างานดูแลสุขภาพบุตรและหญิงหลังคลอดบุตรเป็นส่วนหนึ่งของระบบการทำงานที่ต้องได้รับการคุ้มครอง ตยขอสนับสนุนให้ผู้ใช้แรงงานทุกคนใช้สิทธิของตนตามกฎหมายอย่างเต็มที่ และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงสิทธินี้โดยไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะนายจ้างทุกภาคส่วนต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ด้วยความตระหนักว่าสิทธิแรงงานไม่ใช่ภาระ แต่คือรากฐานของสังคมที่เป็นธรรมและเศรษฐกิจที่ยั่งยืน
นายเทวฤทธิ์ เห็นว่า สิทธิการลาคลอดเป็นสิทธิพื้นฐานที่แรงงานทั่วประเทศควรได้รับ ยิ่งสิทธิลาคลอดมาก นอกจากจะส่งผลดีต่อแม่และเด็กแล้ว ยังเอื้ออำนวยต่อการสร้างสังคมที่ดีในภาวะที่ปัจจุบันเด็กเกิดน้อย ซึ่งเป็นภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตแรงงานในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อกองทุนประกันสังคมมีเงินร่อยหรอลงทุกวันจนสุ่มเสี่ยงที่จะล้ม การไม่มีกำลังแรงงานเติมเข้ามาในระบบยิ่งซ้ำเติมปัจจัยเสี่ยงนี้ ดังนั้น สิทธิการคลอดที่มากขึ้นจะช่วยส่งเสริมและสร้างแรงจูงใจให้ครอบครัวมีลูกมากขึ้น แม่และเด็กมีสุขภาวะที่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการทำให้แรงงานที่ลาคลอดกลับมาทำงานอย่างเต็มกำลังโดยไม่ต้องห่วงกังวลเรื่องงาน ซึ่งหากมองในมุมผู้ประกอบการย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานด้วย
ทั้งนี้ ไม่ต้องกังวลว่าการเพิ่มสิทธิลาคลอดจะส่งผลให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตไปประเทศเพื่อนบ้าน เพราะประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกยกขึ้นมาบ่อยครั้งเมื่อกล่าวคำว่า “ย้ายฐานการผลิต” ก็มีสิทธิลาคลอด 180 วัน สูงยิ่งกว่าไทยเสียอีก ฉะนั้นการลาคลอด 120 วันควรเป็นเพียง “ก้าวแรก” และในอนาคตประเทศไทยควรเดินหน้าผลักดันให้สิทธิการลาคลอดขยายไปสู่ 180 วัน เพื่อสอดคล้องกับมาตรฐานสากลด้านสุขภาวะของมารดาและทารก และเพื่อสร้างหลักประกันว่าผู้หญิงจะไม่ต้องเลือกระหว่างการมีงานทำกับการมีครอบครัว
นายเทวฤทธิ์ ระบุทิ้งท้ายว่า กฎหมายที่ดีจะมีความหมายได้ก็ต่อเมื่อถูกนำไปใช้จริงอย่างเท่าเทียมและต้องได้รับการพัฒนาให้ก้าวหน้าต่อเนื่อง หวังเป็นอย่างยิ่งว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นทั้งจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง และเป็นฐานในการยกระดับสิทธิแรงงานไทยให้ไปไกลกว่านี้ในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในเสรีภาพในการสมาคมและการร่วมเจรจาต่อรอง การทำงานและพักผ่อนที่สมดุล จนถึงค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เป็นธรรม
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 9/12/2568
รองประธาน กมธ.แรงงาน สว. มองข้อเรียกร้องสหภาพแรงงานไดกิ้นสอดคล้องผลกำไรและกติกาบริษัท
นายชินโชติ แสงสังข์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การแรงงาน วุฒิสภา พร้อมคณะ แถลงถึงกรณีข้อพิพาทระหว่าง บริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ (ประเทศไทย) จำกัด กับ สหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี ตามที่ บริษัท ไดกิ้นฯ ได้ปิดงานและงดจ้างเป็นการชั่วคราวตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 โดยกล่าวว่าการที่ตนต้องมาแถลงข่าวถึงกรณีนี้เนื่องจากขณะนี้สังคมทั่วไปได้โจมตี พร้อมมองสหภาพแรงงานเป็นผู้ร้ายที่ขอโบนัสจำนวนมากเกินสมควร และเหตุใดต้องขอทองคำด้วย ซึ่งตนถือเป็นความเข้าใจสับสนของสังคม และขอชี้แจงย้ำให้สังคมทราบว่าการปิดงานงดจ้างชั่วคราวนี้ไม่ใช่เป็นการเลิกจ้างและปิดกิจการ แต่เป็นการปิดงานตามที่มีข้อพิพาทแรงงานตาม พ.ร.บ.แรงสัมพันธ์ พ.ศ.2518 นิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างยังมีอยู่ตามปกติ หากการเจรจาสามารถตกลงกันได้เมื่อใด นายจ้างกับลูกจ้างต้องกลับมาทำงานตามปกติ ทั้งนี้ การปิดงานงดจ้างตามกฎหมายแรงงานกำหนดไว้ว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายค่าจ้างแก่ลูกจ้าง
นายชินโชติ กล่าวเพิ่มเติมว่า การที่สหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี ขอโบนัสจำนวนมากหรือน้อย ต้องมีเหตุและผลประกอบกัน ตามกฎหมายโบนัสไม่ได้ระบุว่าต้องให้เท่าใด แต่ตามหลักการปฏิบัติทั่วไป โบนัสคือส่วนแบ่งส่วนหนึ่งของลูกจ้าง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเงินของนายจ้างจากผลกำไรอยู่แล้ว แต่ลูกจ้างได้รับส่วนแบ่งส่วนหนึ่ง ขึ้นอยู่กับการตกลงกัน โดยกรณีข้อพิพาทระหว่าง บริษัท ไดกิ้นฯ กับ สหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี มีเหตุการณ์และข้อเท็จจริงว่าในปี 2567 บริษัท ไดกิ้นฯ มีผลกำไรเป็นเงินประมาณ 5,000 ล้านบาทเศษ และได้จ่ายโบนัสแก่ลูกจ้าง จำนวน 5 เดือน พร้อมกับเงินอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนในปี 2568 บริษัท ไดกิ้นฯ มีผลกำไรเพิ่มขึ้นเป็นเงินประมาณ 5,000 กว่าล้านบาท แต่บริษัท ไดกิ้นฯ จะขอจ่ายโบนัสเพียง 5 เดือนเท่ากับปี 2567 โดยตนมองว่าเป็นการกระทำที่ผิดหลักปฏิบัติของการดำเนินกิจการทั่วไป เนื่องจากสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี ได้เรียกร้องด้วยเหตุและผล ให้จ่ายโบนัส 8 เดือน พร้อมกับเงินจำนวน 24,000 บาท สอดคล้องตามผลกำไรของบริษัท ไดกิ้นฯ ซึ่งขณะนี้ตนทราบว่าข้อพิพาทเรื่องโบนัส อาจได้ข้อสรุปร่วมกันที่ 7 เดือน แต่เรื่องยังไม่สามารถตกลงกันได้คือทองคำจำนวน 3 บาท ทั้งนี้ บริษัท ไดกิ้นฯ ได้ตั้งกติกาไว้ว่าผู้ที่จะได้รับทองคำจำนวน 3 บาท คือผู้ที่มีอายุงาน 10 ปีขึ้นไป และต้องไม่ขาด สาย ลา ป่วย ไม่หยุดงาน ยกเว้นหยุดประจำสัปดาห์ หยุดตามประเพณี หยุดตามนักขัตฤกษ์ หรือลาพักผ่อนเท่านั้น โดยเหตุที่ยังไม่สามารถตกลงกันได้เนื่องจากราคาทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งตนเห็นว่า บริษัท ไดกิ้นฯ ควรดำเนินการตามกติกาที่ตั้งไว้
นายชินโชติ กล่าวด้วยว่า กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานได้ดำเนินการในการประนอมข้อพิพาทแรงงานในกรณีนี้ด้อยประสิทธิภาพเป็นอย่างมาก ที่ผ่านมากรณีนี้มีการประนอมข้อพิพาทแรงงานกันไปแล้วจำนวน 3 รอบ จนนำไปสู่การที่บริษัท ไดกิ้นฯ ประกาศปิดงาน ซึ่งที่ผ่านมา การจะปิดงาน ต้องมีการเจรจากันแล้วนับ 10 รอบ ไม่เคยมีการเจรจา 3 รอบแล้วประกาศปิดงาน โดยก่อนหน้านี้ตนได้ติดต่อไปยังอธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เพื่อช่วยหาทางออกให้กับข้อพิพาทแรงงานในกรณีนี้โดยเร็ว แต่ไม่ได้รับการตอบรับกลับมาแต่อย่างใด นอกจากนี้ ตนทราบว่าในช่วงสายของวันนี้ (8 ธ.ค.68) บริษัท ไดกิ้นฯ กับ สหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี จะมีการเจรจากันอีกครั้ง ตนจึงขอเรียกร้องต่อสังคมว่าไม่อยากให้มองสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี เป็นตัวปัญหาหรือผู้ร้าย เพราะการขอโบนัสและทองคำ ด้วยเหตุและผลสอดคล้องตามผลกำไรของบริษัท ไดกิ้นฯ และกติกาของบริษัท พร้อมขอให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เข้าไปมีส่วนร่วมในการหาข้อยุติในกรณีนี้ให้ได้ และคาดหวังว่าข้อยุติจะเกิดขึ้นโดยเร็วต่อไป
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 8/12/2568
สส.พรรคประชาชน ร้อง ก.แรงงาน เร่งตีความสถานะ “สวัสดิการทองคำ” ในข้อพิพาทแรงงานไดกิ้นฯ ในทางกฎหมายให้ชัดเจน
นายเซีย จำปาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีความขัดแย้งระหว่างบริษัท ไดกิ้น อินดัสทรีส์ ประเทศไทย และสหภาพแรงงานไดกิ้นอมตะรักษ์เสรี เนื่องจากไม่สามารถหาข้อยุติเรื่องการจ่ายเงินโบนัส และมอบทองคำ เป็นสวัสดิการให้กับพนักงานได้ โดยภายหลังจากบริษัท ไดกิ้นฯ ได้ประกาศ ปิดงาน งดจ้าง หรือ ประกาศล็อกเอาต์ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.68 - วันที่ 6 ธ.ค.68 และล่าสุดทาง บริษัท ไดกิ้นฯ ได้แจ้งพนักงานที่ไม่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ให้มาทำงานที่บริษัทตามปกติตั้งแต่วันที่ 8 ธ.ค.68 เป็นต้นไป ส่วนพนักงานที่เป็น สมาชิกสหภาพแรงงานฯ จำนวน 1,200 คน ไม่สามารถเข้ามาที่บริษัทได้ ว่า กรณีดังกล่าว ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะความหมายของคำว่า “สภาพการจ้างงาน” ซึ่งตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา 5 ระบุว่า “สภาพการจ้าง” หมายความว่า เงื่อนไขการจ้างหรือการทำงาน กำหนดวันและเวลาทำงาน ค่าจ้าง สวัสดิการการเลิกจ้าง หรือประโยชน์อื่นของนายจ้างหรือลูกจ้างอันเกี่ยวกับการ จ้างหรือการทำงาน ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญของข้อพิพาทระหว่างบริษัท ไดกิ้นฯ และสหภาพแรงงานฯ ที่ประชาชนจำนวนมากยังไม่ทราบข้อมูลอย่างถูกต้อง คือ เรื่อง “สภาพการจ้าง” ของบริษัทไดกิ้นฯ ที่เกี่ยวข้องกับ “สวัสดิการทองคำ” ที่ถูกระบุไว้ในคู่มือพนักงาน ซึ่งหากข้อมูลดังกล่าวถูกสื่อสารอย่างเป็นทางการและถูกต้องครบถ้วนจะช่วยให้ประชาชนเข้าใจข้อเท็จจริงที่ตรงกัน ลดความสับสน และช่วยคลี่คลายข้อพิพาทที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
นายเซีย กล่าวด้วยว่า ตนอยากสื่อสารถึงกระทรวงแรงงาน ให้เร่งชี้แจงข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับ “สภาพการจ้าง” ของบริษัทไดกิ้น โดยเฉพาะในประเด็น “สวัสดิการทองคำ” ให้ชัดเจนในเชิงข้อกฎหมาย เพื่อให้แรงงานและประชาชนทั่วไปที่กำลังติดตามได้รับข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง และเข้าใจตรงกันมากขึ้น ทั้งนี้ ตนเชื่อว่าการมีข้อมูลที่ถูกต้องและการสื่อสารที่เป็นทางการ จะช่วยให้ทุกฝ่ายทั้งลูกจ้างนายจ้าง รวมถึงประชาชนทั่วไป เข้าใจสถานการณ์ตรงกัน และเดินหน้าสู่ทางออกร่วมกันที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ที่มา: สถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา, 8/12/2568
ไทยแรงงานวัยทำงานลดฮวบ ฉุดลงทุนใหม่-ตลาดบ้าน-รถ หดตัว แนะเตรียมรับมือ
ภาคธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่างๆนานามากมายรุมเร้า หนึ่งในนั้นคือประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ การหดตัวของจำนวนแรงงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในสองกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระยะยาว ล่าสุดมีผลสำรวจที่น่าสนใจจาก KKP Research โดยกลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร ระบุว่า ปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ซบเซาของไทยนั้นมีประเด็นระยะยาวที่น่ากังวลอย่างยิ่งคือเรื่อง โครงสร้างประชากร ซึ่งโครงสร้างประชากรไทยกำลังโตช้าลง และจำนวนประชากรกำลังลดลง โดยเฉพาะแรงงานวัยทำงานลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน และเป็นชาติเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่แรงงานวัยทำงานลดลง
แน่นอนว่าเรื่องนี้ไม่ได้ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยโดยรวมทั้งในระยะสั้น และระยะยาวอย่างแน่นอนสถานการณ์นี้มีความสำคัญเนื่องจากเมื่อประชากรที่ไปทำงานลดลง จะส่งผลให้มีคนที่มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอยภายในประเทศน้อยลงตามไปด้วย ผลกระทบนี้ได้เริ่มปรากฏให้เห็นในรูปแบบที่ชัดเจนแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่พึ่งพาการบริโภคขนาดใหญ่ ยอดขายสินค้าสำคัญ เช่น ยอดขายบ้านและยอดขายรถยนต์ เริ่มหดตัวลดลงแล้ว
ผลสำรวจยัง ชี้อีกว่า จำนวนแรงงานของไทยได้ทำจุดสูงสุดไปตั้งแต่ปี 2015 และกำลังลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อรวมกับการลงทุนที่ชะลอตัวลง ทำให้ทั้งแรงงานและทุนไม่สามารถเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกต่อไป ซึ่งการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ทำให้จำนวนคนวัยทำงานลดลงอย่างรุนแรง และสถานการณ์นี้จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในอนาคต
นักวิเคราะห์ KKP Research ชี้ว่า สิ่งที่น่ากังวลไปพร้อมกับการลดลงของแรงงานคือ ผลิตภาพ (Productivity) ที่เติบโตช้า เนื่องจากประเทศไทยกำลังประสบกับภาวะ "Premature Deindustrialization" หรือการที่ภาคอุตสาหกรรมลดลงเร็วกว่าที่ควรจะเป็นในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วเคยมีสัดส่วนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมสูงถึง 20-30% แต่แรงงานไทยในภาคอุตสาหกรรมเคยทำจุดสูงสุดไว้เพียงประมาณ 10-15% เท่านั้น ส่งผลให้แรงงานจำนวนมากยังคงติดอยู่ในภาคส่วนที่มีผลิตภาพต่ำ โดยเฉพาะ แรงงานประมาณ 30% ยังคงอยู่ในภาคเกษตร
นอกจากนี้แม้แต่แรงงานในภาคอุตสาหกรรมก็ยังประสบปัญหา เนื่องจากผลิตภาพแรงงานของไทยเติบโตเฉลี่ยเพียง 2% ซึ่งถือว่าต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่เคยเติบโตในอัตราร้อยละ 3-5 ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่คล้ายกัน และเมื่อภาคอุตสาหกรรมชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว แรงงานจึงไหลเข้าสู่ภาคบริการมากขึ้น แต่ลักษณะของภาคบริการของไทยกลับมีความน่ากังวล
นักวิเคราะห์ ระบุว่า ภาคบริการของประเทศพัฒนาแล้วประกอบด้วย Modern Services หรือการบริการมูลค่าเพิ่มสูง เช่น การเงิน หรือ ที่ปรึกษา ประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ภาคบริการของไทยมีส่วนของบริการมูลค่าเพิ่มสูงอยู่เพียง 20% เท่านั้น ส่วนที่เหลือเป็น Traditional Services การพึ่งพาภาคบริการมูลค่าต่ำนี้ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของคนไทย ทำให้เกิดความเสี่ยงที่คนไทยจะมี รายได้ลดลง หากภาคอุตสาหกรรมหดตัวต่อไป
ดังนั้นทางรอดของธุรกิจ มุ่ง Innovation และแรงงานทักษะสูงเพื่อรับมือกับวิกฤตแรงงานหดตัวและผลิตภาพต่ำ ภาคธุรกิจจะต้องปรับตัวอย่างเร่งด่วน โดยไม่สามารถทิ้งภาคอุตสาหกรรมเดิมทั้งหมดได้ แต่ต้องหันมา ใส่ Innovation เข้าไปในอุตสาหกรรมเดิมที่มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และขณะเดียวกันต้องเร่งหา "เครื่องยนต์ใหม่" เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มสูงในกลุ่ม Advance Manufacturing และ High Value Added Services เช่น ธุรกิจด้านสุขภาพ (Health Care), การเงิน (Finance), ดิจิทัล (Digital), และพลังงานสีเขียว (Green)
อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนผ่านนี้ยังติดขัดอย่างหนักจากปัญหาขาดแคลน High Skill Labor ซึ่งสะท้อนจากสถิติที่แสดงว่าความสามารถในการ ดึงดูดแรงงานต่างชาติที่มีทักษะ ของไทยอยู่ในอันดับที่ต่ำมาก โดยอยู่ที่อันดับ 91-92 จาก 134 ประเทศ หากประเทศไทยไม่สามารถสร้างงานที่มีผลิตภาพและมูลค่าเพิ่มสูงได้ โอกาสในการเลื่อนชั้นทางสังคมและเศรษฐกิจของคนไทยก็จะยากลำบากยิ่งขึ้น
ประกันสังคม เร่งอนุมัติสินเชื่อ กว่า 6 พันล้านให้ธุรกิจน้ำท่วมใต้
น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน เผยถึงมาตรการดูแลช่วยเหลือผู้ประกันตนทั้งนายจ้าง ลูกจ้างในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมา ว่าจากการดำเนินมาตรการเร่งด่วนเพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถกลับมาประกอบกิจการได้โดยเร็วที่สุดและรักษาการจ้างงานไว้ให้ได้มากที่สุด
ล่าสุด สำนักงานประกันสังคมได้ประสานกับธนาคารทั้งภาครัฐและธนาคารพาณิชย์รวม 7 แห่ง จัดทำโครงการสินเชื่อเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ระยะที่ 3 พ.ศ. 2568 -2569 วงเงินโครงการ 30,000 ล้านบาท สามารถอนุมัติสินเชื่อให้ผู้ประกอบการไปแล้วทั้งสิ้น 616 แห่ง วงเงิน 6,270.64 ล้านบาท สามารถรักษาการจ้างงานลูกจ้างได้จำนวน 82,771 คน
รมว.แรงงาน กล่าวว่า ในส่วนของการจ่ายประโยชน์ทดแทนให้แก่ผู้ประกันตน ในเบื้องต้นได้ดำเนินการจ่ายประโยชน์ทดแทนไปแล้วทั้งสิ้น 6,140,935 ล้านบาท โดยจ่ายประโยชน์ทดแทนผู้เสียชีวิต จำนวน 13 รายเป็นเงิน 873,228.80 บาท
ประโยชน์ทดแทนการว่างงานสุดวิสัย 5,003 ราย เป็นเงิน 5,267,706 บาท ค่าทำศพ 175,000 บาท เงินสงเคราะห์การตาย 135,599.40 บาท เงินชราภาพ 562,629.40 บาท
ทั้งนี้ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ยืนยันที่จะให้การดูแลผู้ประกันตนทั้งลูกจ้างและนายจ้างอย่างเต็มที่ ให้เร็วที่สุด เพื่อให้เศรษฐกิจของภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่หาดใหญ่ซึ่งถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ กลับมาฟื้นตัวโดยเร็วที่สุด
