Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ศาลพิพากษาปรับ 4 ผู้ชุมนุม-แรงงานยานภัณฑ์ โดยจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท และจำเลยที่ 2-4 คนละ 5,000 บาท จากกรณีชุมนุมภายในรัศมี 50 เมตรรอบทำเนียบฯ สมัยแพทองธาร ชินวัตร ระหว่าง 11 มี.ค. - 1 เม.ย. 2568 โดยครั้งนั้น แรงงานยานภัณฑ์มาชุมนุมเพื่อขอให้รัฐบาลช่วยเหลือ เพราะถูกนายจ้างเลิกจ้างลอยแพ

 

29 ม.ค. 2569 เพจเฟซบุ๊ก "ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน" รายงานวันนี้ (29 ม.ค.) ศาลแขวงดุสิตนัดสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน ในคดีของ 4 ผู้ชุมนุมแรงงานยานภัณฑ์ ได้แก่ วิรุต นามณี, สุนทร บุญยอด, ธัชพงษ์ แกดำ และ สุริยะ ปะสาวะนัง ซึ่งถูกฟ้องในข้อหา “เป็นผู้จัดการชุมนุมในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุมและร่วมกันชุมนุมโดยฝ่าฝืนคำสั่งห้ามชุมนุมในรัศมีไม่เกิน 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล” ตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะฯ พ.ศ. 2558 มาตรา 7 วรรคท้าย จากกรณีการชุมนุมระหว่างวันที่ 11 มี.ค. - 1 เม.ย. 2568 

คดีนี้มีผู้กล่าวหาคือ พ.ต.ท.สุรพันธ์ พันเปี่ยม โดยการชุมนุมของ ‘แรงงานยานภัณฑ์’ ดังกล่าว เหตุเกิดจากการถูก บริษัท ยานภัณฑ์ เลิกจ้างพนักงานกว่า 800 คน โดยไม่มีการจ่ายเงินค่าชดเชยการเลิกจ้างและเงินค่าทดแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า กลุ่มแรงงานจึงได้นัดชุมนุมเรียกร้องค่าชดเชยตามกฎหมายที่บริเวณลานจอดรถของ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ โดยระหว่างการชุมนุมก็ได้มีการเคลื่อนขบวนไปยังบริเวณทำเนียบรัฐบาล รวมทั้งมีผู้ชุมนุมอดอาหารประท้วงบริเวณที่ชุมนุมด้วย

ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาทั้งสี่ได้เดินทางเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2568 ที่ สน.ดุสิต พร้อมกับสมาชิกของขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม หรือ P-Move รวมทั้งสมาชิกกลุ่มทะลุฟ้าและคนทำงานภาคประชาสังคม รวมทั้งสิ้นจำนวน 15 คน ซึ่งถูกแจ้งข้อกล่าวหาเดียวกัน แยกไปเป็นคดีต่างๆ 

ต่อมา พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลแขวง 3 มีคำสั่งฟ้องคดีของทั้งสี่คน ต่อศาลแขวงดุสิต เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568

ในคำฟ้องสรุปใจความสำคัญแยกเป็นสองกระทง คือ กระทงแรก ระหว่างวันที่ 11 มี.ค. 2568 ถึงวันที่ 1 เม.ย. 2568 ต่อเนื่องกันตลอดมา ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่มีคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาล ห้ามการชุมนุมสาธารณะในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล และคำสั่งห้ามการชุมนุมสาธารณะของผู้กำกับการ สน.ดุสิต มีผลบังคับใช้

จำเลยทั้งสี่กับพวกได้ร่วมกันเป็นผู้ชุมนุมสาธารณะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องสิทธิค่าชดเชยเลิกจ้างตามกฎหมาย ซึ่งการชุมนุมสาธารณะดังกล่าวประชาชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าร่วมชุมนุมได้ ที่บริเวณลานจอดรถสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ซึ่งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล

ในกระทงที่สอง ที่กล่าวหาเฉพาะวิรุต (จำเลยที่ 1) ว่า ระหว่างวันที่ 17 มี.ค. 2568 ถึงวันที่ 1 เม.ย. 2568 จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการชุมนุมและเป็นผู้แจ้งการชุมนุมต่อผู้กำกับการ สน.ดุสิต ได้จัดการชุมนุมสาธารณะ ซึ่งอยู่ในรัศมีไม่เกิน 50 เมตรรอบทำเนียบรัฐบาล อันเป็นการฝ่าฝืนคำสั่งกองบัญชาการตำรวจนครบาลและคำสั่งห้ามชุมนุม ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 วรรคสาม แห่ง พ.ร.บ.ชุมนุมฯ 

ทั้งนี้ ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา ศาลแขวงดุสิตมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้งสี่ โดยใช้วิธีสาบานตนแทนการจ่ายเงินประกัน

จำเลยตัดสินใจรับสารภาพ หลังเผชิญภาระคดี

วันนี้ (29 ม.ค. 2569) ศาลแขวงดุสิต นัดสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน ก่อนเริ่มพิจารณา จำเลยทั้งสี่ได้ปรึกษาทนายความ โดยจะขอให้การรับสารภาพตามข้อกล่าวหา เนื่องจากจำเลยบางคน ต้องเดินทางมาจากจังหวัดร้อยเอ็ดและย่านปริมณฑล ส่วนบางคนยังต้องว่างงานหลังโรงงานปิด ทำให้การเดินทางมาต่อสู้คดีอีกหลายครั้ง ก่อให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง จึงอยากให้คดีสิ้นสุดลงโดยเร็ว ขณะที่กรณีของธัชพงษ์ก็มีภาระการต่อสู้คดีจากการชุมนุมทางการเมืองอีกหลายคดี

ต่อมาจำเลยทั้งสี่ จึงได้แถลงขอกลับคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง พร้อมยื่นเหตุผลประกอบถึงความจำเป็นที่ต้องออกมาชุมนุมดังกล่าว เนื่องจากมีแรงงานกว่า 800 คน ต้องเดือดร้อนจากการที่บริษัทยกเลิกกิจการและเลิกจ้างแรงงานโดยไม่จ่ายเงินชดเชย มิได้ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 รวมเป็นเงินราว 250 ล้านบาท จึงเป็นเหตุให้จำเลยทั้งสี่เข้าร่วมชุมนุมด้วยเหตุดังกล่าว

หลังกลับคำให้การ ศาลแขวงดุสิตจึงได้มีคำพิพากษาในวันเดียวกัน โดยศาลพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 (วิศรุต) มีความผิดฐานจัดการชุมนุมในสถานที่ห้ามจัดการชุมนุม และร่วมชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล รวม 2 กระทง โดยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน จึงให้ลงทุกกรรมตามกระทงความผิดไป ลงโทษปรับจำเลยที่ 1 กระทงละ 10,000 บาท รวมสองกระทงปรับ 20,000 บาท

ส่วนจำเลยที่ 2-4 ศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานร่วมชุมนุมในรัศมี 50 เมตร รอบทำเนียบรัฐบาล ลงโทษปรับคนละ 10,000 บาท

อย่างไรก็ดี เนื่องจากจำเลยทั้งหมดให้การรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษลงกึ่งหนึ่ง โดยคงปรับจำเลยที่ 1 จำนวน 10,000 บาท และคงปรับจำเลยที่ 2-4 คนละ 5,000 บาท รวมต้องชำระค่าปรับรวมกัน 25,000 บาท
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง