- Anthropic สำรวจผู้ใช้ AI กว่า 81,000 คนใน 159 ประเทศ พบว่า 22% กังวลเรื่องการสูญเสียงาน และตัวเลขนี้คือตัวแปรที่ทำนายทัศนคติเชิงลบต่อ AI ได้แม่นยำที่สุด
- ขณะที่แรงงานในประเทศพัฒนาแล้วกลัวถูกแทนที่ คนในแอฟริกาและเอเชียกลับมอง AI เป็นโอกาสสร้างธุรกิจที่ก่อนหน้านี้ต้องใช้เงินทุนมหาศาล
- ฟรีแลนซ์และนักสร้างสรรค์อิสระคือกลุ่มที่อยู่กึ่งกลางมากที่สุด เพราะ AI คือทั้งเครื่องมือที่ช่วยให้พวกเขาทำงานได้มากขึ้น และคู่แข่งที่กำลังกัดกินตลาดของพวกเขาในเวลาเดียวกัน

เดือนธันวาคม ปี 2025 พนักงานฝ่ายสนับสนุนทางเทคนิคชาวอเมริกันคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ไว้สั้นๆ ว่า "ฉันถูกเลิกจ้าง เพราะบริษัทต้องการแทนที่ฉันด้วยระบบ AI"
ในเวลาไล่เลี่ยกัน ผู้ประกอบการรายหนึ่งจากแคเมอรูนบอกเล่าประสบการณ์อีกด้านว่า "ฉันอยู่ในประเทศที่ด้อยโอกาสทางเทคโนโลยี และไม่อาจแบกรับความล้มเหลวได้มาก ด้วย AI ฉันสามารถพัฒนาทักษะด้านความปลอดภัยไซเบอร์ UX Design การตลาด และการจัดการโครงการได้พร้อมกัน สิ่งที่เคยต้องใช้เวลาหนึ่งเดือน AI ทำได้ใน 30 วินาที มันคือเครื่องมือสร้างความเสมอภาค"
สองเรื่องราวนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ในโลกใบเดียวกัน
ในเดือนมีนาคม 2026 Anthropic บริษัท AI สัญชาติอเมริกันเผยแพร่งานวิจัยชิ้นสำคัญชื่อ "What 81,000 People Want from AI" ซึ่งนับเป็นการศึกษาเชิงคุณภาพขนาดใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยสัมภาษณ์ผู้ใช้งาน Claude จำนวน 80,508 คน จาก 159 ประเทศ ใน 70 ภาษา ผ่านเครื่องมือที่ชื่อว่า Anthropic Interviewer ซึ่งเป็น AI ที่ทำหน้าที่สัมภาษณ์แบบปรับตัวได้แบบเรียลไทม์ คำถามหลักตรงไปตรงมา "ผู้คนต้องการอะไรจาก AI และกังวลอะไรบ้าง?"
คำตอบที่ได้ไม่ได้ชี้ไปทิศทางเดียว คนกลุ่มเดียวกันมีทั้งความหวังและความกลัวอยู่ในเวลาเดียวกัน
'ความกลัวที่มีหน้าตา' เมื่อการตกงานไม่ใช่แค่ตัวเลขสถิติ
ถ้าจะเลือกตัวเลขเพียงตัวเดียวที่สะท้อนความกังวลของแรงงานยุคนี้ได้ชัดที่สุด คือ 22% ของผู้ให้สัมภาษณ์ทั้งหมดแสดงความกังวลเรื่องผลกระทบของ AI ต่องานและเศรษฐกิจ และที่น่าสนใจยิ่งกว่าคือ ตัวแปรนี้คือตัวทำนายที่แม่นยำที่สุดว่าใครมองโลกของ AI ในแง่ลบ มากกว่าความกังวลอื่นใดทั้งหมด
ผู้ให้สัมภาษณ์หลายคนไม่ได้กลัวสิ่งที่เป็นนามธรรม แต่กลัวจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นกับตนเองหรือคนรอบข้างแล้วจริงๆ นักแสดงเสียงชาวอเมริกันคนหนึ่งระบุตรงๆ ว่า "บางส่วนของวงการแสดงเสียงพากย์ โดยเฉพาะงานอุตสาหกรรม พังทลายไปแล้วเพราะ AI" นักเขียนจากโคลอมเบียกล่าวว่า "ฉันเคยเป็นที่ยอมรับว่าเป็นนักเขียนภาษาสเปนที่ยอดเยี่ยม แต่ตอนนี้ ทำไมต้องเสียเวลา? แค่ใช้ AI ก็พอ" ในขณะที่ Creative Director รายหนึ่งสารภาพอย่างตรงไปตรงมาว่า "ฉันเข้าใจดีว่าสิ่งที่ฉันได้มา คือสิ่งที่ช่างภาพสตูดิโอที่ฉันเคยจ้างวันละ 2,000 ดอลลาร์กำลังสูญเสียไป"
สิ่งที่น่าสังเกตคือ ความกลัวนี้ไม่ได้กระจายตัวเท่ากันทั่วโลก งานวิจัยพบว่าประเทศในอเมริกาเหนือและยุโรปตะวันตกมีสัดส่วนความกังวลเรื่องการจ้างงานและเศรษฐกิจสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างชัดเจน โดยภูมิภาคเหล่านี้มี AI เข้ามาในชีวิตการทำงานแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ขณะที่ในแอฟริกาใต้สะฮารา เอเชียกลาง และเอเชียใต้ ความกังวลด้านนี้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนึ่งเพราะ AI ยังไม่ได้เข้ามาแทรกซึมตลาดแรงงานในเชิงลึก ทำให้การสูญเสียงานยังเป็นเพียงสิ่งที่จินตนาการ ไม่ใช่สิ่งที่สัมผัสได้
งานวิจัยของ Anthropic ยังเผยอีกว่าในกลุ่มแรงงานทั่วไปที่ได้รับการสัมภาษณ์ก่อนหน้านี้จำนวน 1,250 คน แม้ว่า 55% จะแสดงความวิตกกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ในระยะยาว แต่มีเพียง 8% เท่านั้นที่กังวลโดยไม่มีแผนรับมือใดๆ เลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโดยรวมแล้ว แรงงานจำนวนมากกำลังปรับตัวอยู่ ไม่ใช่ยอมแพ้ต่อการเปลี่ยนแปลง
นักแปลภาษาคนหนึ่งเล่าว่ากำลังเตรียมออกจากวิชาชีพเพราะเชื่อว่า AI จะมาแทนที่ในที่สุด ขณะที่นักการตลาดอีกคนเลือกวิธี "กระจายความเสี่ยงแต่ยังรักษาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง" ไว้ ส่วนผู้จัดการฝ่ายข้อมูลรายหนึ่งเลือกมองว่า AI เปรียบเหมือนครูสอนภาษา ไม่ใช่ตัวแทนที่จะทำงานแทนทุกอย่าง คำกล่าวของเขาน่าจดจำ "ฉันพยายามคิดแบบเดียวกับการเรียนภาษาต่างประเทศ แค่ใช้แอปแปลภาษาไม่ได้ทำให้คุณพูดได้ แต่การมีครูที่ตอบคำถามและปรับแต่งให้เหมาะกับคุณคือสิ่งที่ช่วยพัฒนาคุณได้จริง"
อีกด้านของเหรียญ AI ในฐานะบันไดเศรษฐกิจสำหรับคนตัวเล็ก

ย่านการค้าในลากอส ไนจีเรีย เทคโนโลยีดิจิทัลเข้าถึงแรงงานนอกระบบในแอฟริกาตะวันตกมานานก่อนยุค AI | ภาพจาก: Brookings Institution
ขณะที่คนกลุ่มหนึ่งกำลังกลัวการสูญเสีย อีกกลุ่มหนึ่งกำลังค้นพบโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อน
28% ของผู้ให้สัมภาษณ์ระบุว่ามองเห็น AI เป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจในเชิงบวก และกลุ่มที่รู้สึกชัดที่สุดว่า "ได้ประโยชน์จริง" คือผู้ประกอบการอิสระและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก โดยเฉพาะผู้ที่มีโครงการข้างเคียง ซึ่งครึ่งหนึ่งรายงานว่าได้รับผลทางเศรษฐกิจที่เป็นรูปธรรมแล้ว เปรียบเทียบกับพนักงานองค์กรทั่วไปที่ตัวเลขเดียวกันอยู่ที่เพียง 14%
เรื่องราวของผู้ประกอบการจากชิลีที่เคยเป็นเจ้าของร้านขายเนื้อมากว่า 20 ปีเป็นตัวอย่างที่ทรงพลัง เขาบอกว่า "ก่อนหน้านี้ ฉันแทบไม่เคยแตะคอมพิวเตอร์เลย แต่ด้วย AI ฉันได้ก้าวเข้าสู่โลกของการเป็นผู้ประกอบการใหม่ และสิ่งที่ฉันทำได้นั้นน่าทึ่งมาก แรก ๆ แรงจูงใจคือเรื่องเงิน แต่วันนี้ แรงจูงใจของฉันคือการเห็นมันทำงานและช่วยเหลือผู้คน"
ผู้ประกอบการจากอูกันดาพูดถึงมิติที่ลึกกว่านั้น "การมาจากแอฟริกา ไม่ได้อยู่ในสหรัฐหรืออังกฤษ ทำให้การระดมทุนนั้นยากมาก และทางเดียวที่ฉันอาจจะแสดงศักยภาพในตลาดได้ คือการสร้างเทคโนโลยีที่ใช้งานได้จริง"
ในเอเชียกลาง ผู้ประกอบการจากอุซเบกิสถานมองภาพใหญ่กว่า "ไม่มีตลาด IT แต่มีความต้องการอยู่ เราต้องการสร้างตลาดนี้ขึ้นมา"
ภาพเหล่านี้ชี้ไปที่สิ่งที่นักวิจัยของ Anthropic เรียกว่า AI ในฐานะ "กลไกการข้ามผ่านโครงสร้างทุน" กล่าวคือ AI กำลังช่วยให้คนที่ไม่มีเงินทุน ไม่มีทีมงาน และไม่มีโครงสร้างพื้นฐาน สามารถสร้างธุรกิจได้ในสเกลที่ก่อนหน้านี้ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล
แนวโน้มนี้ชัดเจนมากในแอฟริกา เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และลาตินอเมริกา ซึ่งเป็นภูมิภาคที่วิสัยทัศน์เรื่อง "AI เพื่อการเป็นผู้ประกอบการ" ติดอันดับต้นของความหวัง ขณะที่ในอเมริกาเหนือและยุโรป ความต้องการกลับเอียงไปทาง "AI เพื่อจัดการความซับซ้อนในชีวิต" มากกว่า สะท้อนให้เห็นว่าผู้คนในโลกที่พัฒนาแล้วมักมองหาสิ่งที่จะ "แบ่งเบาภาระ" ในขณะที่คนในโลกที่กำลังพัฒนามองหาสิ่งที่จะ "สร้างโอกาส"
ในบริบทของงานสร้างสรรค์ ภาพซับซ้อนขึ้นไปอีก Anthropic รายงานว่าในกลุ่มนักสร้างสรรค์ 125 คนที่ได้รับการสัมภาษณ์เชิงลึก 97% ระบุว่า AI ช่วยประหยัดเวลา และ 68% บอกว่า AI ช่วยยกระดับคุณภาพงาน นักเขียนเนื้อหาเว็บไซต์คนหนึ่งเล่าว่า "ก่อนหน้านี้ฉันผลิตงานได้ 2,000 คำต่อวัน ตอนนี้ผลิตได้มากกว่า 5,000 คำ" ช่างภาพอีกคนบอกว่างานที่เคยใช้เวลา 12 สัปดาห์ ตอนนี้เหลือแค่ 3 สัปดาห์
แต่ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นของบางคนมาพร้อมกับการสูญเสียรายได้ของอีกบางคน เส้นแบ่งระหว่างสองกลุ่มนั้นบางมาก
ทั้งความหวังและความกลัว

สำหรับฟรีแลนซ์จำนวนมาก AI กลายเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานได้มากขึ้นโดยไม่ต้องมีทีม | ภาพจาก: Kaboompics/Pexels
สิ่งที่ทำให้งานวิจัยชิ้นนี้โดดเด่นกว่าการสำรวจความคิดเห็นทั่วไป คือการค้นพบที่ว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้แบ่งตัวเองเป็น "ฝ่ายสนับสนุน AI" หรือ "ฝ่ายต่อต้าน AI" อย่างชัดเจน แต่กลับแบกรับทั้งสองความรู้สึกไว้พร้อมกัน
นักวิจัยของ Anthropic เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า "แสงและเงา" หรือ Light and Shade ซึ่งหมายถึงการที่ความสามารถเดียวกันของ AI สามารถก่อให้เกิดทั้งประโยชน์และโทษในเวลาเดียวกัน
ในมิติของเศรษฐกิจ 28% มองว่า AI เป็นพลังขับเคลื่อนความมั่งคั่ง ขณะที่ 18% กลัวการถูกแทนที่ทางเศรษฐกิจ และที่น่าสนใจคือความสัมพันธ์ระหว่างสองความรู้สึกนี้ในคน ๆ เดียวกันนั้นอ่อนแอที่สุดในบรรดาความตึงเครียดทั้งหมดที่วัดได้ ซึ่งหมายความว่า คนที่ตื่นเต้นกับโอกาสทางเศรษฐกิจและคนที่กลัวการสูญเสียงานมักจะเป็นคนละกลุ่มกัน ไม่ค่อยมีคนที่รู้สึกทั้งสองอย่างพร้อมกัน
แต่กลุ่มที่เห็นทั้งสองด้านชัดเจนที่สุดคือ ฟรีแลนซ์และผู้ประกอบการอิสระ โดยเฉพาะกลุ่มนักสร้างสรรค์อิสระที่มีสัดส่วนคนที่ "ได้ประโยชน์จริง" อยู่ที่ 23% แต่ก็มีสัดส่วนคนที่ "รู้สึกเปราะบางจริง" อยู่ที่ 17% ทำให้กลุ่มนี้กลายเป็นกลุ่มที่ "สองด้านเกือบหักล้างกันเอง" มากที่สุด พูดง่ายๆ คือ AI คือทั้งเครื่องมือและคู่แข่งสำหรับพวกเขา
ลึกกว่าเรื่องเศรษฐกิจ ยังมีความตึงเครียดในเรื่องอัตลักษณ์ทางวิชาชีพ นักกฎหมายจากอิสราเอลคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า "ฉันใช้ AI ตรวจสัญญา ประหยัดเวลา แต่ในเวลาเดียวกัน ฉันกลัว ฉันกำลังสูญเสียความสามารถในการอ่านด้วยตัวเองไหม? การคิดวิเคราะห์คือสิ่งสุดท้ายที่เป็นของมนุษย์"
สำหรับกลุ่มพนักงานองค์กร 48% ระบุว่ากำลังพิจารณาปรับเปลี่ยนสายอาชีพไปสู่ตำแหน่งที่เน้นการดูแลและบริหารจัดการระบบ AI มากกว่าการทำงานด้านเทคนิคโดยตรง ซึ่งสะท้อนถึงการปรับตัวเชิงรุก ไม่ใช่การยอมจำนน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารคนหนึ่งกล่าวตรงๆ ว่า "ฉันเชื่อว่างานส่วนใหญ่ของฉันจะถูก AI เข้ามาครอบครองในวันหนึ่ง บทบาทของฉันในอนาคตจะกลายเป็นการตั้งคำสั่ง ดูแล ฝึกฝน และควบคุมคุณภาพของโมเดล มากกว่าการทำงานเองโดยตรง"
ความกังวลเรื่องการสูญเสียงานนั้น 18% ของผู้ให้สัมภาษณ์หยิบยกขึ้นมา แต่ในจำนวนนี้ มีเพียง 4% ที่เกิดขึ้นจริงแล้ว ส่วนอีก 14% ยังเป็นความกลัวที่ยังไม่เกิดขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความเป็นจริงที่เกิดขึ้นแล้วกับความกลัวที่จินตนาการยังมีระยะห่างกันอยู่มาก แม้ว่าระยะห่างนั้นอาจกำลังแคบลงทุกวัน
สิ่งที่ชัดเจนจากงานวิจัยนี้คือ โลกของแรงงานในยุค AI ไม่ใช่โลกที่มีสูตรสำเร็จตายตัว คนตัวเล็กในแอฟริกาอาจได้ประโยชน์จากสิ่งเดียวกับที่ทำให้คนทำงานในอเมริกาสูญเสียงาน นักสร้างสรรค์อิสระอาจใช้ AI สร้างรายได้ในเวลาเดียวกับที่ตลาดรวมของงานสร้างสรรค์หดตัวลง และพนักงานองค์กรที่ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพอาจกำลังเดินเข้าสู่รูปแบบงานที่ยังไม่มีชื่อเรียก
ประโยคของผู้ใช้ AI รายหนึ่งจากสหรัฐฯ สรุปภาวะนี้ได้ดีที่สุด "ในการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 3 ม้าหายไปจากถนนในเมือง ถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ และตอนนี้ผู้คนกำลังกลัวว่าตัวเองคือม้า"
ที่มา:
What 81,000 People Want from AI (Saffron Huang et al., Anthropic, 18 March 2026)
Introducing Anthropic Interviewer: What 1,250 Professionals Told Us About Working with AI (Kunal Handa et al., Anthropic, 4 December 2025)
