รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ของรัฐบาลทหารพม่า แถลงกำชับให้องค์การปกครองส่วนภูมิภาคร่วมมือกับสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อยกระดับการคุมเข้มด้านการเกณฑ์ทหาร ที่เดิมทีก็ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่าเสมือนการ "บังคับลักพาตัวประชาชนไปเป็นทหาร" อยู่แล้ว
ภาพการส่งตัวทหารกองประจำการในพื้นที่ภาคมะกเว เมื่อปี 2024 | ภาพจาก: moi.gov.mm
พล.อ.ทุนอ่อง รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ของรัฐบาลทหารพม่า ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณะชนเป็นครั้งแรกหลังรับตำแหน่ง แถลงข่าวที่ศูนย์เกณฑ์ทหารของรัฐบาลพม่าที่กรุงเนปิดอ ขอให้มีการคุมเข้มมากขึ้นในเรื่องการบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหาร โดยระบุให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองของทุกอำเภอ ต้องถือครองทะเบียนรายชื่อครัวเรือนที่มีข้อมูลระบุอยู่อย่างละเอียด โดยมีวันเกิดและอาชีพของสมาชิกในครอบครัวของรายชื่อนั้นๆ รวมอยู่ด้วย
มีประชาชนราว 13 ล้านคนในพม่าที่เข้าเกณฑ์ต้องถูกเรียกตัวเข้ารับเกณฑ์ทหาร ตามกฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่ของพม่าที่ออกบังคับใช้ในยุคสมัยรัฐบาลคณะรัฐประหารเมื่อราว 2 ปีที่ผ่านมา
เรื่องที่เกี่ยวข้อง
กฎหมายดังกล่าวนี้มีการสั่งบังคับใช้หลังลงนามโดยหัวหน้าคณะรัฐประหาร มินอ่องหล่าย เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2024 ในช่วงเดียวกับที่กองทัพพม่าเริ่มสูญเสียกำลังพลจำนวนมากจากการสู้รบกับฝ่ายต่อต้าน หลังจากที่ฝ่ายต่อต้านส่วนหนึ่งประกอบด้วยกลุ่มชาติพันธุ์สามกลุ่มจับมือกันปฏิบัติการรุกคืบในชื่อ "ปฏิบัติการ 1027" ยึดที่มั่นจากฝ่ายกองทัพพม่าได้จำนวนมาก
ในกฎหมายระบุว่าชายที่มีอายุ 18-35 ปี และหญิงที่มีอายุ 18-27 ปี ต้องเข้ารับราชการทหารเป็นเวลา 2 ปี การออกกฎหมายใหม่นี้ทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของคนหนุ่มสาวชาวพม่า บางคนถึงขั้นยอมเป็นหนี้เพื่อติดสินบนตลาดมืดให้ตัวเองถูกส่งไปทำงานที่จีน แต่ค่าจ้างที่นั่นก็ต่ำมากจนเมื่อแบ่งใช้หนี้ก็ทำให้มีรายได้เหลืออยู่น้อยมาก
หลังจากที่มีการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวนี้ รัฐบาลทหารพม่าก็ทำการจับตัวชายที่ดูสุขภาพดีไปเป็นทหาร แม้กระทั่งเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หรือชายสูงวัยที่เลยเกินกำหนดเกณฑ์ทหารแล้ว มีการจับตัวพวกเขาทั้งจากที่บ้าน ตามถนน หรือแม้กระทั่งบนรถประจำทาง
มีช่างมอเตอร์ไซค์เล่าให้ฟังว่าน้องชายของเขาถูกลักพาตัวไปโดยรัฐบาลทหารเมื่อวันที่ 29 เมษายน ตอนที่กำลังไปซื้ออะไหล่ แม่ของพวกเขาพยายามหาทางให้ลูกของตัวเองได้รับการปล่อยตัวด้วยการเอาบ้านไปจำนองเพื่อเอาเงินไปจ่ายค่าสินบน ซึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ทำการ "เกณฑ์ทหาร" ด้วยวิธีนี้มักจะขูดรีดสินบนเพื่อแลกกับการปล่อยตัว
ชาวบ้านต่างก็พูดกันว่า ลักษณะการเกณฑ์ทหารของกองทัพพม่ามีลักษณะคล้ายการบังคับจับกุม การรีดไถ และการค้ามนุษย์
ซึ่งองค์กรฮิวแมนไรท์นาว ซึ่งเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติที่มีฐานอยู่ในญี่ปุ่นที่มีสถานะที่ปรึกษาพิเศษขององค์การสหประชาชาติ เคยระบุไว้ในรายงานว่า เจ้าหน้าที่ภาครัฐของพม่าจะใช้วิธีจับตัวคนหนุ่มสาวไปเรียกค่าไถ่จากครอบครัว เพื่อแลกกับการที่พวกเขาจะไม่ต้องถูกบังคับเกณฑ์ทหาร โดยที่ครอบครัวของหนุ่มสาวเหล่านี้ต้องจ่ายค่าไถ่มากกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 101,000 บาท)
นอกจากนี้ยังมีกรณีของคนที่ป่วยเป็นโรคหอบหืดและวางแผนจะแสดงใบรับรองแพทย์ให้ทางการดูเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาอยู่ในข้อยกเว้นไม่ต้องถูกเกณฑ์ทหาร แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังคงมาเคาะประตูบ้านเพื่อส่งใบแจ้งให้เขาไปรายงานตัวเพื่อเกณฑ์ทหารอยู่ดี
รัฐบาลทหารพม่าประกาศว่าพวกเขามีเป้าหมายจะเกณฑ์ทหารให้ได้ 5,000 นายต่อหนึ่งผลัด โดยมีเป้าหมายเกณฑ์กำลังพลให้ได้รวมแล้ว 50,000 นาย รัฐบาลทหารสัญญาว่าจะไม่ส่งตัวทหารเกณฑ์เหล่านี้ไปที่แนวหน้า
แต่กลุ่มต่อต้านและผู้แปรพักตร์จากรัฐบาลทหารก็เปิดเผยว่าทหารเกณฑ์เหล่านี้ถูกส่งไปสู้รบเป็นจำนวนมากที่สมรภูมิซึ่งกำลังมีการปะทะกัน มีทหารเกณฑ์ที่แปรพักตร์บอกว่ารัฐบาลทหารได้เกณฑ์พลทหารเหล่านี้ไปเป็นโล่รับกระสุนในการสู้รบใหญ่ๆ ที่ฝ่ายกองทัพพยายามจะรุกคืบเพือยึดคืนพื้นที่ๆ เคยเสียไปให้กับฝ่ายต่อต้าน และมีบางคนที่ล่าถอยก็ถูกนายทหารยิงเสียชีวิต
กองทัพพม่าเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ที่มีการออกกฎหมายเกณฑ์ทหารฉบับใหม่ 2 ปี พวกเขาได้ทำการเกณฑ์กำลังพลเพิ่ม 24 ผลัด ได้ทหารเพิ่มรวม 120,000 นาย รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของพม่ากล่าวว่าในจำนวนนี้มีอยู่ 115 นายที่ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติจากความกล้าหาญ และได้รับการเสนอให้รับตำแหน่งผูู้นำทางทหาร แต่ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่ว่ามีการใช้กฎหมายนี้ในการบีบบังคับ ลักพาตัวผู้คนไปเป็นทหาร ซึ่งเรื่องนี้เกิดขึ้นแม้กระทั่งในเมืองใหญ่อย่างมัณฑะเลย์ หรือย่างกุ้ง
รัฐบาลทหารพม่าอ้างว่าทหารเกณฑ์เหล่านี้จะถูกส่งตัวกลับบ้านหลังจากที่รับราชการครบ 2 ปี อย่างไรก็ตาม สถาบันเพื่อการป้องกันประเทศและความมั่นคงของพม่า MDSI ที่เป็นองค์กรวิจัยที่ก่อตั้งโดยกลุ่มทหารแปรพักตร์ก็ได้เปิดเผยข้อมูลว่า ในจำนวนคนที่ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารผละแรกทั้งหมด 5,000 นาย มีอยู่ 2,000 นายเท่านั้นที่ได้กลับบ้านตามกำหนดการในวันที่ 27 เมษายน ที่ผ่านมา
Ko Naung Yoe จาก MDSI กล่าวว่าอีก 3,000 นายที่ไม่ได้กลับบ้านนั้น ถ้าไม่แปรพักตร์ก็ถูกสังหารที่แนวหน้า หรือไม่ก็ได้รับการงดเว้นจากการร่วมรบเพราะบาดเจ็บหรือด้วยสาเหตุอื่นๆ มีบางกรณีที่เลือกที่จะรับราชการทหารต่อไป จากรายงานจง MDSI ระบุว่ามีทหารเกณฑ์ 1,500 นายที่แปรพักตร์หลังจากที่ติดต่อกับทาง MDSI
เรียบเรียงจาก
New Myanmar Regime Tightens Forcible Conscription Covering 13 Million Citizens, The Irrawaddy, 18-05-2026
