- พนักงาน Google DeepMind ในลอนดอนกว่า 1,000 คน ยื่นขอจัดตั้งสหภาพแรงงาน ต้องการให้ Google คืนคำมั่นว่าจะไม่สร้างอาวุธ AI หรือเครื่องมือสอดแนม จัดตั้งองค์กรกำกับดูแลจริยธรรมที่เป็นอิสระ และให้สิทธิพนักงานปฏิเสธโครงการที่ขัดกับศีลธรรมของตน โดยมีรายงานว่ากำลังพิจารณา "ประท้วงหยุดงานวิจัย" เพิ่มเติม
- กรณีนี้เป็นส่วนหนึ่งของกระแสต่อต้านที่ยาวนานในวงการเทค โดยเชื่อมโยงกับ Project Nimbus สัญญามูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ระหว่าง Google-Amazon กับอิสราเอล ที่เคยนำไปสู่การประท้วงในสหรัฐฯ และ Google ไล่พนักงานออกราว 50 คนและจับกุมอีก 9 คน
- ย้อนหลังในปี 2018 พนักงาน Google หลายพันคนเคยค้าน Project Maven จนบริษัทถอนตัวในปี 2019 และล่าสุดพนักงานกว่า 600 คนคัดค้านการให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ใช้โมเดล AI ลับ สะท้อนความขัดแย้งระหว่างธุรกิจกับจริยธรรมในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่ยังคงดำเนินต่อเนื่อง

ออฟฟิศ Google DeepMind ในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ | ภาพจาก: Transhuman Videos
เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม 2026 Google ตกลงเข้าสู่โต๊ะเจรจากับพนักงานในห้องปฏิบัติการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ของบริษัท หลังเกิดกระแสเรียกร้องให้จัดตั้งสหภาพแรงงานในที่ทำงาน ท่ามกลางความกังวลว่าผลงานของพวกเขากำลังถูกนำไปใช้ในการพัฒนาอาวุธ
การเจรจาอย่างเป็นทางการจะเริ่มต้นขึ้น หลังจากที่ Google ปฏิเสธคำขอให้รับรองสหภาพแรงงานสำหรับพนักงาน Google DeepMind ที่ประจำอยู่ในสหราชอาณาจักร โดยทีมผู้บริหารของบริษัทจะเข้าสู่การเจรจากับตัวแทนของคนทำงานผ่านองค์กรไกล่เกลี่ยข้อพิพาทอย่าง Advisory, Conciliation and Arbitration Service (Acas) คาดว่าการหารือดังกล่าวจะนำไปสู่การลงคะแนนเสียงอย่างเป็นทางการในช่วงปลายปี 2026 เพื่อให้พนักงานได้โหวตว่าจะจัดตั้งสหภาพแรงงานหรือไม่ หากเดินหน้าจริง นี่จะถือเป็นครั้งแรกของ Google ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีสหภาพแรงงานที่ได้รับการรับรองทั้งในธุรกิจของบริษัทในสหราชอาณาจักรและที่ DeepMind
จุดเริ่มต้นของการตั้งสหภาพในสหราชอาณาจักร
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อพนักงานจำนวนมากของ Google DeepMind ส่งจดหมายถึงฝ่ายบริหารเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 เพื่อขอให้รับรองสหภาพแรงงาน Communication Workers Union (CWU) และ Unite the Union (UNITE) ในฐานะตัวแทนอย่างเป็นทางการของพวกเขา ตามข้อมูลของ CWU การยื่นจัดตั้งสหภาพครั้งนี้จะครอบคลุมการเป็นตัวแทนให้กับพนักงาน Google DeepMind ในกรุงลอนดอนอย่างน้อย 1,000 คน
จอห์น แชดฟิลด์ (John Chadfield) เจ้าหน้าที่ระดับชาติฝ่ายเทคโนโลยีของสหภาพแรงงาน CWU ซึ่งเป็นผู้ส่งจดหมายถึงเด็บบี ไวน์สตีน (Debbie Weinstein) ผู้บริหารของ Google UK ระบุว่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา มีพนักงาน Google DeepMind จำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนแสดงความกังวลต่อทิศทางของงานที่ตนทำ ด้วยการเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน เขายังกล่าวว่านี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่คนทำงานในห้องปฏิบัติการ AI ระดับแนวหน้าของ Google กำลังเชื่อมโยงกับผู้คนที่ถูกกดขี่มากที่สุดในชุมชนต่างๆ ทั่วโลก บนพื้นฐานของคุณค่าเรื่องความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันและหลักการของขบวนการสหภาพแรงงาน
สหภาพแรงงาน CWU ได้ขอการรับรองในลักษณะร่วมกันกับสหภาพแรงงาน Unite เพื่อทำการเจรจาต่อรองร่วม (collective bargaining) ในประเด็นค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน และวันหยุด โดยบริษัทได้รับเวลา 10 วันทำการในการตัดสินใจว่าจะยอมรับคำขอรับรอง ยอมรับหน่วยการเจรจาต่อรอง หรือเข้าสู่การเจรจาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม เป็นที่เข้าใจกันว่าประเด็นอย่างกลยุทธ์ทางธุรกิจและการกำกับดูแลกิจการนั้นอยู่นอกขอบเขตของการเจรจาต่อรองร่วม
ในที่สุด Google ได้ปฏิเสธคำขอรับรองสหภาพแรงงานโดยสมัครใจ โฆษกหญิงของ Google กล่าวว่าบริษัทได้ปฏิเสธคำขอของสหภาพในการเจรจาต่อรองร่วมเรื่องค่าจ้าง ชั่วโมงทำงาน และวันหยุด แต่ได้เสนอที่จะพบกันผ่าน Acas ซึ่งเป็นขั้นตอนถัดไปตามมาตรฐาน พร้อมเสริมว่าบริษัทยังคงให้คุณค่ากับการสนทนาที่สร้างสรรค์และตรงไปตรงมากับพนักงานเกี่ยวกับการสร้างที่ทำงานที่ดีและประสบความสำเร็จ การยอมเปิดโต๊ะเจรจาผ่าน Acas จึงเป็นจุดที่ทั้งสองฝ่ายมาบรรจบกัน แม้จะเริ่มต้นจากจุดยืนที่ต่างกันก็ตาม
ข้อเรียกร้องและความกังวลของพนักงาน
หัวใจของความเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องค่าจ้างเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความกังวลด้านจริยธรรม สหภาพแรงงาน CWU ระบุว่าเสียงเรียกร้องให้มีสหภาพที่ได้รับการรับรองนั้นมีที่มาจากความกังวลที่ว่าบริษัทกำลังปล่อยให้ทักษะและเทคโนโลยีของคนทำงานถูกนำไปใช้โดยกองทัพอิสราเอลและสหรัฐฯ โดยพนักงาน DeepMind บางคนกังวลว่าโมเดล AI ของพวกเขาอาจถูกนำไปใช้ในการสร้างอาวุธและเครื่องมือสอดแนมที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ
ในบรรดาข้อเรียกร้องของพนักงาน มีทั้งการให้บริษัทคืนคำมั่นที่เคยให้ไว้แต่ถูกยกเลิกไป นั่นคือคำมั่นว่าจะไม่สร้างอาวุธ AI หรือเครื่องมือสอดแนม การจัดตั้งองค์กรกำกับดูแลด้านจริยธรรมที่เป็นอิสระ และสิทธิของพนักงานแต่ละคนในการปฏิเสธไม่เข้าร่วมโครงการบางอย่างด้วยเหตุผลทางศีลธรรม
พนักงาน DeepMind คนหนึ่งกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่าพวกเขาไม่ต้องการให้โมเดล AI ของตนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ และแสดงความเห็นว่าแม้ผู้บริหารจะยืนยันซ้ำๆ ว่างานนั้นถูกใช้เพื่อวัตถุประสงค์ด้านการบริหารจัดการเท่านั้น แต่ในความเห็นของเขา มันก็ยังเป็นการช่วยให้ปฏิบัติการต่าง ๆ ดำเนินไปได้ถูกลง เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเห็นว่าต้องยุติลง รวมถึงความกังวลต่อชีวิตผู้คนในที่ต่าง ๆ ด้วย
แชดฟิลด์เสริมว่าการที่พนักงานใช้สิทธิในการรวมตัวกัน ทำให้พวกเขาอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งที่จะเรียกร้องให้นายจ้างยุติการพัวพันกับสัญญาในเชิงอุตสาหกรรมการทหาร ซึ่งสอดคล้องกับความรู้สึกของคนทำงานจำนวนมากในสหราชอาณาจักรและที่อื่นๆ ทั้งนี้ มีรายงานว่าพนักงาน Google DeepMind กำลังพิจารณามาตรการกดดันเพิ่มเติม ทั้งการ "ประท้วงหยุดงานวิจัย" (research strikes) และการประท้วงแบบพบหน้าเพื่อให้เสียงของพวกเขาได้รับการรับฟัง ในด้านของบริษัท Google ระบุว่าหนึ่งในหลักการชี้นำของบริษัทคือ ประโยชน์จากงานต้องมีน้ำหนักมากกว่าความเสี่ยงและต้นทุนที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่นำมาพิจารณาเมื่อทำสัญญากับรัฐบาลต่าง ๆ ทั่วโลก พร้อมยืนยันความเชื่อที่ว่า AI ไม่ควรถูกใช้งานโดยปราศจากการกำกับดูแลของมนุษย์อย่างเหมาะสม
Project Nimbus และประวัติการต่อต้านในวงการเทค

พนักงาน Google ประท้วง Project Nimbus เมื่อปี 2024 | ภาพจาก: Al Jazeera
ความเคลื่อนไหวในสหราชอาณาจักรครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างโดดเดี่ยว แต่เป็นส่วนต่อขยายของกระแสต่อต้านที่ดำเนินมายาวนานในวงการเทคโนโลยี โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่โครงการชื่อ Project Nimbus ซึ่งเป็นสัญญาร่วมมูลค่า 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐระหว่าง Google และ Amazon ที่ลงนามในปี 2021 มีเป้าหมายเพื่อจัดหาโครงสร้างพื้นฐานด้านคลาวด์คอมพิวติ้ง ปัญญาประดิษฐ์ และบริการเทคโนโลยีอื่น ๆ ให้แก่รัฐบาลอิสราเอลและกองทัพ ซึ่งถูกประณามจากผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติและหลายประเทศ
ก่อนหน้านี้ พนักงาน Google ในสหรัฐฯ ได้จัดการประท้วงที่สำนักงานของบริษัทในนครนิวยอร์ก แคลิฟอร์เนีย และซีแอตเทิล เพื่อคัดค้านสัญญา Project Nimbus การประท้วงในรูปแบบ "นั่งประท้วง" (sit-in) นำโดยกลุ่ม No Tech For Apartheid ซึ่งจัดตั้งพนักงาน Google เพื่อต่อต้านโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2021 พนักงานเรียกร้องสิทธิที่จะได้รู้ว่าแรงงานของตนจะถูกนำไปใช้อย่างไร เนื่องจากความไม่ชัดเจนของโครงการทำให้พวกเขากังวลว่าเทคโนโลยีอาจถูกนำไปใช้ในทางที่เป็นอันตราย
ในแถลงการณ์ Google ระบุว่าสัญญา Nimbus ไม่ได้มุ่งไปที่งานที่มีความอ่อนไหวสูง งานลับ หรืองานทางทหารที่เกี่ยวข้องกับอาวุธหรือหน่วยข่าวกรอง อย่างไรก็ตาม ในเดือนเมษายน 2024 บริษัทได้ไล่พนักงานออกอย่างน้อย 28 คนในสัปดาห์เดียวด้วยข้อหา "ละเมิดหลักจรรยาบรรณของ Google" และต่อมาได้ไล่ผู้ประท้วงออกอีก 20 คน ทำให้ยอดรวมของผู้ที่ถูกไล่ออกอยู่ที่ราว 50 คน นอกจากนี้ยังมีพนักงานอย่างน้อย 9 คนถูกจับกุมจากการนั่งประท้วงที่สำนักงานในนิวยอร์กและซันนีเวล โมฮัมหมัด คาตามี (Mohammad Khatami) วิศวกรซอฟต์แวร์ของ Google ที่ถูกจับกุม กล่าวว่าพนักงานถูกจับเพราะออกมาพูดต่อต้านการใช้เทคโนโลยีของพวกเขา
ย้อนไปไกลกว่านั้น ในปี 2018 พนักงาน Google หลายพันคนเคยประท้วงต่อต้านสัญญากับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ที่รู้จักในชื่อ Project Maven ซึ่งเป็นโครงการที่ Google ร่วมมือกับเพนตากอนในปี 2017 เพื่อใช้เทคโนโลยี AI ของบริษัทวิเคราะห์ภาพถ่ายจากการสอดแนมด้วยโดรน Google ได้ถอนตัวจาก Project Maven ในปี 2019 หลังเกิดเสียงคัดค้านในหมู่พนักงาน และเมื่อไม่นานมานี้ Google ยังตกลงให้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ใช้โมเดล AI ของบริษัทสำหรับงานลับ ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่ถูกคัดค้านโดยพนักงานกว่า 600 คน
นอกจาก Google แล้ว ยังมีบริษัทเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับกองทัพอิสราเอล โดยรายงานจากมหาวิทยาลัยบราวน์ระบุว่าบริษัทมหาชนของสหรัฐฯ อย่าง Palantir Technologies ซึ่งให้บริการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย AI แก่สถาบันทางทหาร และร่วมก่อตั้งโดยมหาเศรษฐีปีกขวา ปีเตอร์ ธีล (Peter Thiel) ก็มีสัญญาหลายฉบับกับกองทัพอิสราเอลมาเป็นเวลาหลายปี และได้ขยายการสนับสนุนหลังสงครามเริ่มต้นขึ้น
ที่มา:
Google agrees to talks with UK DeepMind staff over calls to unionise (Anna Wise, The Standard, 20 May 2026)
UK-based Google AI workers launch union bid over use of tech by US, Israeli militaries (The New Arab, 5 May 2026)
What is Project Nimbus, and why are Google workers protesting Israel deal? (Al Jazeera, 24 April 2024)
