Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ภาพยนตร์ “สัปเหร่อ 2” เล่าเรื่องราวการเผชิญหน้ากับความตายที่ไม่ปกติ หรือที่เรียกกันว่า “ตายโหง” ในสองแบบที่แตกต่างกัน แบบแรก คือ การเผชิญหน้ากับความตายทำให้เปลี่ยนมุมมองต่อการชีวิตอยู่ และเลือกที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความหมายหรือคุ้มค่ามากขึ้น แบบที่สอง คือ การเผชิญหน้ากับความตายทำให้เห็นว่าการมีชีวิตอยู่ไร้ความหมาย หรือว่างเปล่า ไร้แก่นสารอย่างถึงที่สุด จนเหลือทนที่จะมีชีวิตอยู่ได้อีกต่อไป

ตัวละครที่เผชิญหน้ากับความตายแบบแรก คือ “ยายจ่อย” ที่ถูกฟ้าผ่าตาย แล้วฟื้นจากความตาย ผลของการผ่านประสบการณ์ขั้นวิกฤตที่สุดในชีวิต คือการตายแล้วฟื้น ทำให้มุมมองต่อการใช้ชีวิตของยายจ่อยเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง จากเดิมที่มีนิสัยปะทะอารมณ์ทะเลาะกับหลานแรงๆ กลายเป็นยายใจดีที่ใส่ใจในความผูกพันอบอุ่นของครอบครัว

อันที่จริงมีเรื่องเล่าทำนองเดียวกันนี้ในชีวิตจริงด้วย เช่น เรื่องเล่าของชายชาวอเมริกันชื่อแพทริค ชาร์นลีย์ ที่ตกอยู่ในภาวะเสียชีวิตทางคลินิก เป็นเวลาถึง 40 นาที เขาฟื้นขึ้นมาจากการใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่สูญเสียการมองเห็น ความแข็งแรงของร่างกายเหลือน้อยกว่าเดิม แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือทัศนคติต่อชีวิต จากเดิมที่เชื่อว่าชีวิตที่มีความหมายคือชีวิตที่ต่อสู้แข่งขันเพื่อประสบความสำเร็จในฐานะทางสังคมและเศรษฐกิจให้มากที่สุด ทำให้การใช้ชีวิตของเขาหมกมุ่นอยู่กับการวางแผนอนาคต และใช้เวลาแทบทั้งหมดไปกับการทำงานหนักเพื่อให้ประสบความสำเร็จตามแผนที่ชีวิต เปลี่ยนมาเป็นการมองเห็นคุณค่าของการมีชีวิตอยู่กับปัจจุบันขณะมากขึ้น เห็นคุณค่าของสายสัมพันธ์ในครอบครัวชัดเจนขึ้น และใช้ชีวิตแบบสโลว์ไลฟ์ในความหมายที่ทำให้ตนเองและครอบครัวมีความสุขกว่าเดิม 

ยังมีรายงานวิจัยเกี่ยวกับการตายทางคลินิกของ ดร.แซม พาร์เนีย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชบำบัดวิกฤตจาก NYU Langone Medical Center ในนิวยอร์ก พบว่าผู้ป่วยที่ถูกกู้ชีพ (CPR) กลับมาจากความตายทางคลินิก (หัวใจหยุดเต้น) เมื่อสมองขาดเลือด ระบบเบรกหรือตัวกรองข้อมูลของสมองจะหยุดทำงาน ประตูความทรงจำทั้งหมดเปิดออก ทำให้ผู้ป่วย "เห็นภาพชีวิตวิ่งผ่านตา" ในวาระสุดท้าย เพื่อให้ดวงจิตได้ทบทวนการกระทำในมุมมองทางศีลธรรมของตนเองก่อนจะจากไป (ที่มา https://nypost.com/2026/02/13/lifestyle/study-reveals-terrifying-words-patients-hear-after-they-die/) ซึ่งเราคิดต่อได้ว่าในกรณีของคนที่ฟื้นคืนชีพ ประสบการณ์เช่นนั้นก็อาจทำให้เขาเปลี่ยนมุมมองทางศีลธรรมใหม่ ที่ส่งผลให้เขาใช้ชีวิตที่มีความหมายต่างจากเดิม

ข้อมูลจากงานวิจัยข้างบน สอดคล้องกับเรื่องเล่าในคัมภีร์ศาสนาที่ว่าเวลาคนเราใกล้ตาย ภาพเรื่องราวในอดีตของตนเองจะปรากฏขึ้นโดยอัตโนมัติ และเรื่องเล่าทำนองนี้ก็ถูกนำมาใช้ในงานวรรณกรรม ภาพยนตร์ และอื่นๆ เฉพาะในสัปเหร่อ 2 เมื่อยายจ่อยเล่าชีวิตหลังความตาย ก็จะเล่าเหมือนตัวเองได้ไปพบกับมิตรสหายในอดีตที่ตายไปแล้ว แต่ภาพชีวิตหลังความตายที่ยายจ่อยเล่ากลับ “จุดประกายความหวัง” ให้กับธูปไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ในโลกนี้อีกต่อไป

สำหรับผมเรื่องราวชีวิตและการฆ่าตัวตายของ “ธูป” (รับบทโดยโจอี้ ภูวศิษฐ์) ทำให้รู้สึกสะเทือนใจมากที่สุด ภาพชีวิตธูปคือภาพของคนที่มองชีวิตว่างเปล่า ไร้ความหมาย เพราะเมียและลูกเพิ่งจากไปติดๆ กันด้วยอุบัติเหตุ พ่อแม่ตายไปแล้ว ญาติมิตรไม่มีเลย เขาจึงจมอยู่ในความเศร้าและความรู้สึกผิดที่ตนเองเป็นต้นเหตุให้ลูกและเมียผู้เป็นที่รักต้องตาย เรื่องราวชีวิตหลังความตายของยายจ่อย จึงทำให้เขามีความหวังว่าจะได้ไปพบลูกเมียในโลกหลังความตาย

ชีวิตที่ไร้ความหมาย (absurd) และการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาสำคัญที่สุดในปรัชญาของอัลแบร์ กามูส์ ซึ่งเราตีความได้หลายนัย กามูส์ฉายภาพ “ชีวิตที่ไร้ความหมาย” แบบสุดขีด (extreme) ผ่านภาพชีวิตของซิซิฟัสที่ถูกเทพเจ้าลงโทษสาปให้เข็นก้อนหินขึ้นไปบนยอดเขา แล้วก้อนหินก็กลิ้งกลับลงมาที่พื้น ซิซิฟัสก็ต้องกลับลงมากลิ้งขึ้นไปใหม่ ทำสิ่งเดิมๆ ที่ไร้ความหมายซ้ำซากอยู่เช่นนี้เป็นนิรันดร์ เนื่องจากเทพเจ้าสาปไม่ให้ตาย ต้องการให้เขาทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสเช่นนี้อย่างไม่รู้จบ

แต่วันหนึ่งซิซิฟัสก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าเทพเจ้าก็แค่ลงโทษให้เขาไร้อิสรภาพภายนอก หรือไร้เสรีภาพทางร่างกายเท่านั้น แต่เทพเจ้าไม่สามารถทำลายเสรีภาพภายใน คือเสรีภาพในการเลือกมองชะตากรรมที่เกิดขึ้นกับตัวเองในแบบที่เขาต้องการจะมองได้ ดังนั้น ที่เทพเจ้าสาปให้เขาอยู่กับชีวิตที่ไร้สาระ ก็เพราะต้องการให้เขาทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสที่สุด แต่ถ้าเขา “กบฏ” หรือขัดขืนไม่ยอมจำนนต่อคำสาปนั้นล่ะ เขาก็สามารถจะมีเสรีภาพจากความทุกข์ที่ต้องแบกชีวิตที่ไร้ความหมายเช่นนั้นได้ เมื่อคิดได้เช่นนี้ซิซิฟัสจึงใช้ชีวิตอยู่กับความไร้แก่นสารสุดขีดเช่นนั้นได้อย่างไม่ต้องทุกข์ทรมานใจอีกต่อไป

การไม่ทุกข์กับชีวิตที่ไร้แก่นสารแบบซิซิฟัส เกิดจากการยอมรับความจริงของชีวิตที่ไร้แก่นสาร หรือไร้ความหมาย โดยไม่หลบหนีจากชีวิตที่ absurd สุดขีดเช่นนั้นด้วยการไปสร้างความหมาย หรือคาดหวังว่าชีวิตจะมีความหมายในแบบใดๆ ตามที่เชื่อกันในทางศาสนา ปรัชญา หรือความเชื่ออื่นๆ การสร้างความหมาย หรือการคาดหวังว่าชีวิตจะมีความหมายแบบใดๆ คือการใช้ชีวิตอยู่กับ “ความฝันในอนาคต” ที่ไม่แน่นอน และไม่มีวันจะเป็นจริง

ธูปคือตัวอย่างของคนที่ดิ้นรนหนีจากชีวิตที่ absurd สุดขีดของตนเอง ด้วยการสร้างความคาดหวังต่อความหมายของชีวิตในโลกหลังความตาย นั่นคือชีวิตที่จะได้พบกับคนที่เขารักมากที่สุดคือเมียกับลูก เขาจึงพยายามฆ่าตัวตายด้วยการขับรถชนต้นไม้ต้นเดิมที่เคยเกิดอุบัติเหตุทำให้เมียตาย แต่เขาต้องพยายามฆ่าตัวตายถึง 3 ครั้ง จึงสำเร็จ เมื่อวิญญาณออกจากร่างพบว่าตนเองตายจริงๆ แล้วก็รู้สึกลิงโลดใจ และรีบออกเดินทางท่องโลกหลังความตายตามหาเมียและลูก มีฉากที่วิญญาณเมียเดินผ่านหน้าธูปไป แต่ธูปมองไม่เห็น สุดท้ายวิญญาณธูปก็ตกอยู่ในโลกที่อ้างว้างเหน็บหนาวเพียงลำพัง ซึ่งสะท้อนสภาวะความเป็นจริงของชีวิตที่ไร้แก่นสาร ไร้ความหมาย หรือ absurd สุดขีดที่ธูปต้องเผชิญทั้งในโลกนี้และโลกหลังความตาย อันเป็นความจริงของชีวิตที่ absurd สุดขีด เช่นเดียวกับชีวิตไร้ความหมายของซิซิฟัสในนิยายของกามูส์

อย่างไรก็ตาม กามูส์ไม่เห็นด้วยกับการฆ่าตัวตาย คำถามสำคัญในปรัชญาของกามูส์คือ ในเมื่อตามความเป็นจริงแล้วชีวิตมันไร้สาระหรือไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง ทำไมเราจึงควรจะมีชีวิตอยู่ แทนที่จะเลือกฆ่าตัวตายซึ่งเป็นการใช้เสรีภาพปลดปล่อยตนเองจากชีวิตที่ว่างเปล่าไร้แก่นสารตามแนวคิดปรัชญาสุญนิยม (nihilism) กามูส์ต้องการเอาชนะสุญนิยม แต่ไม่ใช่ด้วยการเสนอว่าเราควรหลบหนีจากความจริงของชีวิตที่ไร้ความหมายด้วยการหันหน้าเข้าหาศาสนา หรือสร้างความหมายของชีวิตตามแนวคิดปรัชญา ความเชื่อ และอุดมการณ์ทางการเมืองหรืออุดมคติแบบใดๆ แต่เราควรอยู่กับความจริงของชีวิตที่มัน absurd เพราะต้องทำสิ่งจำเจซ้ำซากแบบซิซิฟัส หรือโดดเดี่ยวอ้างว้างแบบธูป (เป็นต้น) ให้ได้

สำหรับกามูส์ชีวิตไม่ได้มีค่าเพราะมันถูกประดับประดาด้วยความหมายใดๆ เช่น ชีวิตไม่ได้มีค่าเพราะมันถูกประดับประดาด้วยความสุข ความพึงพอใจ ความมั่งคั่ง เกียรติยศ ชื่อเสียง และ ฯลฯ ถ้าคุณค่าของชีวิตขึ้นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น คุณค่าของชีวิตมนุษย์ย่อม “ไม่เท่ากัน” คนที่แสวงหาความสุข ความพึงพอใจ ความมั่งคั่ง และอื่นๆ ได้มากกว่า ย่อมมีชีวิตที่มีคุณค่ามากกว่าคนที่ทำไม่ได้แบบนั้น แต่ “ชีวิตมีคุณค่าในตัวมันเอง” จึงเท่ากับว่า “ทุกชีวิตมีคุณค่าในตัวเองเท่าเทียมกัน” แม้ชีวิตคนจะแตกต่างกันจากภายนอก แต่ทุกชีวิตก็มีคุณค่าเท่ากัน

เมื่อชีวิตมีคุณค่าในตัวมันเอง การมีชีวิตอยู่จึงเป็นสิ่งสำคัญสูงสุด และเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีเสรีภาพ ไม่ตกเป็นทาสของความไร้สาระของชีวิตในรูปแบบใดๆ เราต้องยอมรับความจริงที่ไร้สาระและอยู่กับมันให้ได้ เช่นตอนที่ซิซิฟัสไม่ยอมรับความจริงที่ไร้สาระของชีวิต เขาเป็นทุกข์อย่างยิ่ง แต่เมื่อเขายอมรับความจริงนั้นได้ เขาก็เข็นก้อนหินขึ้นภูเขาด้วยจิตใจที่ไม่ทุกข์ทรมานแบบเดิม บางทีเขาอาจผิวปาก ฮัมเพลง ชมทิวทัศน์ข้างทางไปพลาง เข็นก้อนหินไปพลาง หรือบางทีเขาอาจยักไหล่ หัวเราะเย้ยหยันคำสาปของเทพเจ้าจอมเผด็จการว่าจริงๆ แล้วอำนาจเผด็จการเฮ็งซวยเช่นนั้น ก็ทำให้จิตใจกรูสยบยอมไม่ได้จริงๆ หรอก

ทำนองเดียวกัน ถ้าธูปยอมรับความจริงของชีวิตที่ absurd สุดขีดของตนเองได้ และอยู่กับมันได้ เขาอาจมองเห็นความงดงามบางอย่างที่เป็นเสมือน “รางวัล” ของการมีชีวิตอยู่ นั่นคือ “มิตรภาพ” ที่เขาเพิ่งได้รับจากบักเซียงกับบักเจิด แต่เพราะจิตใจเขาจดจ่ออยู่กับความหมายของชีวิตหลังความตาย เขาจึงมองไม่เห็นความงดงามนั้น ทำให้เขาหมกมุ่นอยู่กับการศึกษาชีวิตหลังความตาย และพุ่งชนความตายเพื่อเปิดประตูไปสู่ความหมายของชีวิตในโลกหลังความตาย แต่ความหมายของชีวิตที่วาดหวังในโลกหลังความตายก็ไม่ได้มีอยู่จริง

ส่วนมุมมองแบบพุทธปรัชญา ชีวิตและความตายคือ “ความว่าง” (สุญญตา) ชีวิตซึ่งเราเรียกว่าตัวฉัน และสิ่งต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นในโลกนี้ที่เป็นความหมายของชีวิตฉันล้วนเป็นความจริง แต่เป็นความจริงระดับ “มายาภาพ” คือเป็นความจริงในชั่วระยะเวลาหนึ่งๆ เช่น ความสุข ความทุกข์ ความสมหวัง ผิดหวัง ความรัก ความชัง การพบ การพลัดพราก และ ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่เคยเกิดขึ้น สูญสลาย และมุนเวียนกลับมาสู่ชีวิตเราซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าเราจะตายไปอย่างโดดเดี่ยว และถูกกลืนหายไปกับความว่างที่ไม่มีตัวตนของเราอีกต่อไปเหมือนช่วงเวลาก่อนที่เราจะมีชีวิตขึ้นมาในโลกนี้

หรือเมื่อพูดอย่างถึงที่สุดแล้ว ทุกสิ่งที่เราคิดว่ามีความหมายในโลกนี้ไม่ว่าจะเป็นศาสนาพุทธ คริสต์ อิสลามและอื่นๆ ที่ผู้คนส่วนใหญ่นับถือ แนวคิดปรัชญาต่างๆ ทฤษฎีสัมพัทธภาพที่ไอสไตน์สร้างขึ้น ความเจริญทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลกยี ศิลปะ วรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี บทกวี พูดรวมๆ คืออารยธรรมทั้งหลายบรรดามีที่มนุษย์เราสร้างขึ้น ถ้าวันหนึ่งโลกใบนี้หมดอายุขัยหรือตายลง ทุกสิ่งล้วนถูกกลืนหายไปในความว่างเปล่า

ดังนั้น การคิดถึง “ความตาย-ความว่างเปล่า” จึงทำให้เราตระหนักถึง “ความสำคัญของการมีชีวิตอยู่” สิ่งที่เรียกว่า “มรณานุสสติ” หรือการฝึกจิตระลึกถึงความตาย ไม่ได้มีแต่ในพุทธปรัชญา หรือปรัชญาตะวันออกสายอื่นๆ เท่านั้น ปรัชญาตะวันตกเช่นปรัชญาสโตอิก และปรัชญาของมงแตญ์เป็นต้น ก็เสนอว่า “การระลึกถึงความตายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการมีชีวิตอยู่” เพราะคนทั่วไปมักเชื่อผิดๆ ว่าความตายของตนเองยังอยู่ในอนาคตที่ยาวไกล แต่จริงๆ คนเราจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้ การตระหนักรู้ว่าเราอาจตายได้ทุกขณะ จะทำให้เราตระหนักในคุณค่าของการมีชีวิตอยู่ว่าเราจะจัดลำดับความสำคัญอะไรก่อนหลัง เหมือนถ้าเรารู้ว่าเราจะตายในวันพรุ่งนี้ สัปดาห์หน้า หรืออีกสามเดือนข้างหน้า เราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้คุ้มค่ามากที่สุดในบริบทของตนเอง

เหมือนกับยายจ่อยที่ฟื้นจากความตาย แล้วได้ใช้ชีวิตที่แกเห็นว่าคุ้มค่าในแบบของตนเอง ซึ่งการใช้ชีวิตที่คุ้มค่าในแบบของแต่ละคนย่อมแตกต่างกัน ไม่จำเป็นต้องเหมือนกัน หรือไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบชีวิตของตนเองกับคนอื่นๆ แม้ว่าในแง่หนึ่งตัวตนของเราคือผลผลิตทางสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ หรือเงื่อนไขทางการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยีและอื่นๆ แต่เราก็มีความเป็นปัจเจกบุคคลที่มีเสรีภาพจะเลือกมอง เลือกตีความโลก และเลือกใช้ชีวิตที่มีค่าในแบบของตนเอง

ขณะที่ชีวิต absurd สุดขีดของธูป และการพุ่งชนความตายหนีชีวิตที่เหลือทนเช่นนั้น เพื่อไปหาความหมายของชีวิตในโลกหลังความตาย เป็นภาพสะเทือนใจที่สะกิดให้เรายั้งคิดว่าถึงที่สุดแล้วมนุษย์เราควรจะฆ่าตัวตายเพื่อหลีกหนีอะไรบางอย่าง หรือเพื่อแสวงหาความหมายอะไรบางอย่างในจักรวาลที่ว่างเปล่าจากความหมายหรือแก่นสารใดๆ หรือไม่ 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง