วิจักขณ์ พานิชพูดไว้ตอนหนึ่งในการเสนอประเด็น “Counter พุทโธเลี่ยน ถือพุทธแบบนิธิ” (ดู https://www.youtube.com/watch?v=OkzZPxgomGU) ว่าเพื่อนชาวพุทธของเขาในอเมริกามักจะเป็นพวกเสรีนิยมและเลือกพรรคเดโมแครต และเขาเหล่านั้นรู้สึกงงๆ เมื่อทราบว่าชาวพุทธไทยส่วนมากเป็นรอยัลลิสต์ อีกอย่างเป็นเรื่องปกติมากที่การเรียนรู้พุทธศาสนาในสังคมตะวันตกจะมีการตีความให้สอดคล้องไปกันได้หรือสนับสนุนกันและกันกับคุณค่าสมัยใหม่ เช่น สิทธิ เสรีภาพ ความเป็นคนเท่ากัน หรือประชาธิปไตย สิทธิมนุษยชนและอื่นๆ แต่กลับเป็นเรื่องยากมากที่จะสื่อสารการตีความพุทธศาสนาเช่นนั้นให้เป็นที่ยอมรับในสังคมชาวพุทธบ้านเรา
ในมุมมองของวิจักขณ์ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ มีความเป็นชาวพุทธที่ต่างจากชาวพุทธบ้านเราโดยทั่วไป คือ อาจารย์นิธิมีลักษณะเด่นเป็น “ชาวพุทธเสรีนิยม” ที่เห็นได้ชัดในแง่การวิพากษ์สถานะเดิมของพุทธศาสนาแบบรัฐ และเสนอว่าเราสามารถตีความพุทธธรรมสนับสนุนคุณค่าสมัยใหม่ได้ แม้ว่างานวิพากษ์พุทธศาสนาแบบอาจารย์นิธิจะเน้นมุมมองพุทธศาสนาเชิงปรากฏการณ์ตามวิธีวิทยาของนักประวัติศาสตร์ มากกว่าที่จะมุ่งตีความพุทธธรรมสนับสนุนคุณค่าสมัยใหม่ก็ตาม
แต่ที่จริงแล้วอาจารย์นิธิก็เชื่อว่าแนวคิดเชิงมนุษยนิยม เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพมีอยู่ในคำสอนพุทธศาสนา เพียงแต่ไม่ถูกตีความออกมาปรับใช้สนับสนุนคุณค่าสมัยใหม่เท่านั้นเอง ที่เป็นเช่นนั้นเพราะประวัติศาสตร์พุทธศาสนาไทยเป็นประวัติศาสตร์ที่เน้นการตีความพุทธศาสนารับใช้อุดมการณ์ “ราชาชาติ” ที่ยึดโยงกับคุณค่าแบบก่อนสมัยใหม่ มากกว่าที่จะตีความสนับสนุนอุดมการณ์ “ประชาชาติ” ที่ยึดโยงกับคุณค่าสมัยใหม่ (ดูบทความ “สัทธรรมปฏิรูป” ของนิธิที่นี่ https://www.matichonweekly.com/column/article_464428)

นิธิ เอียวศรีวงศ์มีงานเขียนมากมายที่วิจารณ์พุทธศาสนาไทยในมิติประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม การเมือง ศรัทธา และคุณค่าของพุทธศาสนาต่อชีวิตปัจเจกบุคคลในโลกสมัยใหม่
ที่มาภาพ https://www.matichonweekly.com/column/article_380877
ใครที่เคยอ่านงานของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) อาจจะเคยอ่านเจอข้อสังเกตที่ว่า “ต่อไปคนไทยอาจได้เรียนรู้พุทธศาสนาจากชาวตะวันตก” โดยสมเด็จฯ อ้างเหตุผลจากประสบการณ์ที่ถูกเชิญไปบรรยายในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงในอเมริกา ในช่วงเปิดให้ตั้งคำถามแลกเปลี่ยน ผู้ฟังมักจะตั้งคำถามถึงความคิดพื้นฐานของพุทธศาสนา เช่นว่าพุทธศาสนาพูดถึงความหมายหรือคุณค่าของชีวิตอย่างไร หรือคำสอนพุทธศาสนาช่วยให้ชีวิตและสังคมดีขึ้นอย่างไร เป็นต้น ซึ่งต่างจากบ้านเราที่ชาวพุทธชอบตั้งคำถามเดิมๆ ว่าตายแล้วจะไปไหน, เราเกิดมาเพื่อชดใช้กรรมเก่าจริงหรือไม่, ทำบุญกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้ผู้ตาย พวกเขาจะได้รับหรือไม่ ฯลฯ
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อตั้งข้อสังเกตว่า “ต่อไปคนไทยอาจได้เรียนรู้พุทธศาสนาจากชาวตะวันตก” แล้ว แทนที่สมเด็จฯ จะเน้นการตีความพุทธธรรมในมิติสนับสนุนกันและกันกับคุณค่าสมัยใหม่ โดยยึดหลักการประชาธิปไตยสมัยใหม่ และสิทธิมนุษยชนเป็น “คุณค่าแกนกลาง” (core values) ที่ทุกสถาบันทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจ และประชาชนทุกคนต้องยึดถือและปกป้องรักษาไว้ร่วมกัน แล้วตีความพุทธธรรมสนับสนุน หรือแก้จุดอ่อนบางประการและเสริมเติมเต็มให้คุณค่าแกนกลางนั้นเป็นไปได้จริงในทางปฏิบัติ กลับไปเพิ่มมิติ “ครอบงำ” (dominate) ของพุทธศาสนาไทย ด้วยการนำแนวคิดพุทธราชาชาตินิยมของชนชั้นปกครองมาอธิบายขยายความและเน้นความสำคัญ พร้อมกับใช้แนวคิดครอบงำเช่นนั้นโต้แย้งแนวคิดโลกวิสัย (secularism) และการแยกศาสนาจากรัฐทางการเมือง (political secularization) ว่าประเทศไทยไม่ควรแยกศาสนาจากรัฐ, ถ้าบัญญัติพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติย่อมเท่ากับเป็นการสถาปนาหลักเสรีภาพทางศาสนาให้มั่นคง, ควรสอนพุทธศาสนาในหลักสูตรการศึกษาของชาติ, รัฐควรสนับสนุนการนำหลักจริยธรรมพุทธศาสนาไปพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน เป็นต้น ข้อเสนอของสมเด็จฯ จึง “ย้อนแย้ง” กับคุณค่าสมัยใหม่โดยนัยสำคัญ สมควรถูกตั้งคำถามและวิจารณ์มากขึ้น แทนที่จะ “อวย” กันอย่างเดียวแบบที่ผ่านๆ มา
อันที่จริงสิ่งที่วิจักขณ์เรียกว่า “คุณค่าสมัยใหม่” หรือคำถามของชาวอเมริกันบางคนต่อการบรรยายของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ที่ว่า “พุทธศาสนาพูดถึงความหมายหรือคุณค่าของชีวิตอย่างไร หรือคำสอนพุทธศาสนาช่วยให้ชีวิตและสังคมดีขึ้นอย่างไร” ย่อมเป็นคำถามของผู้คนในสังคมที่ยึดคุณค่าสมัยใหม่เป็น “core values” ในการอยู่ร่วมกันในวิถีชีวิตส่วนตัว และวิถีชีวิตทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจอยู่แล้ว พวกเขาจึงอยากรู้ว่าพุทธศาสนามีมุมมองอย่างไรต่อคุณค่าแกนกลางดังกล่าว

(พระรูปแรกจากซ้ายไปขวา) สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)
ที่มาภาพ https://www.matichon.co.th/court-news/news_2663272
หากไปอ่านแนวคิดเสรีนิยม เราจะพบข้อความสำคัญหนึ่งว่า “Liberalism is a political and moral philosophy based on liberty and equality” ดังนั้น การเกิดประวัติศาสตร์ความคิดที่เสนอว่าเสรีนิยมคือปรัชญาการเมืองและศีลธรรมที่อยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพและความเสมอภาค จึงทำให้คอนเซ็ปต์ “เสรีภาพ” และ “ความเสมอภาค” กลายเป็นประเด็นพื้นฐานในการอภิปรายถกเถียงว่าระบบการเมืองและศีลธรรมที่ไม่แยกขาดจากเสรีภาพและความเสมอภาค หรือไม่ขัดแย้ง, ไม่ทำลายหลักเสรีภาพและความเสมอภาค แต่ต้องเป็นระบบการเมืองและศีลธรรมที่รักษาหลักการดังกล่าวเป็นคุณค่าแกนกลางควรจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร
แนนอนว่าผมไม่ได้ต้องการโปรโมทแนวคิดเสรีนิยมในฐานะเป็น “สูตรสำเร็จ” ทางความคิด เพราะนิยาม “เสรีภาพ” และ” ความเสมอภาค” ยังเป็นที่ถกเถียงแม้แต่ในพวกเสรีนิยม (liberals) เฉดต่างๆ เองที่ให้นิยามหรือเน้นต่างกัน ยังไม่ต้องพูดถึงแนวคิดที่วิพากษ์เสรีนิยมอย่างมาร์กซิสต์และอื่นๆ ที่ให้นิยามเสรีภาพและความเสมอภาคต่างออกไป แต่การที่แนวคิดเสรีนิยมทำให้คอนเซ็ปต์เสรีภาพและความเสมอภาคเป็นพื้นฐานของการเมืองและศีลธรรมมันคือ “หมุดหมาย” สำคัญที่เปิดทางไปสู่คำถามถึงคุณค่าความหมายของชีวิตปัจเจกบุคคลที่ยึดโยงกับเสรีภาพ และความเท่าเทียมด้านต่างๆ
แต่ถ้าพูดอย่างกว้าง เจตจำนงที่มุ่ง “ปลดปล่อย” (liberate) ก็มีอยู่ในศาสนาหลักๆ ทั้งนั้น เพียงแต่อาจพูดด้วยความหมายที่ต่างกันตามบริบทของการปลดปล่อยจากเงื่อนไขที่ต่างกัน เช่น โมเสสต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชาวยิวจากการตกเป็นทาสของชาวอียิปต์ เยซูต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชาวยิวจากการกดขี่ของกรุงโรม และนักบุญปอลหรือเปาโลต่อสู้เพื่อปลดปล่อยชาวคริสต์จากการกดปราบของจักรพรรดิโรมัน ซึ่งต่างก็อ้างการกระทำในนามของพระเจ้าเช่นกัน แต่ด้วยจุดเน้นที่ต่างกัน พุทธะก็มุ่งปลดปล่อยเพื่อนมนุษย์ให้พ้นทุกข์ทางจิตวิญญาณ แต่ศาสดาทั้งสามก็วิพากษ์ถอดรื้อมิติครอบงำของศาสนาด้วยเช่นกัน
ขณะที่พุทธศาสนาแบบตะวันตกสมัยใหม่นิยามการปลดปล่อยทางจิตวิญญาณเชื่อมโยงการปลดปล่อยแบบเสรีนิยมที่มุ่งปลดปล่อยปัจเจกบุคคล สังคม และการเมืองให้มีเสรีภาพและความเสมอภาคเป็นรากฐานของการก่อร่างระบบสังคมการเมืองที่เป็นธรรมและก่อร่างศีลธรรมโลกวิสัย (secular morality) ที่ถือว่าการกระทำที่ดีหรือการกระทำที่มีศีลธรรมต้องเป็นการกระทำที่อยู่บนพื้นฐานของการเคารพและปกป้องสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ประโยชน์สุขส่วนรวมและความยุติธรรมสาธารณะ
ดังนั้น จึงมีการเรียกพุทธศาสนาแบบตะวันตกที่ถูกตีความเชื่อมโยงกับศีลธรรมโลกวิสัยแบบเสรีนิยมว่า “พุทธศาสนาแบบโลกวิสัย” (Secular Buddhism) คือเป็นพุทธศาสนาที่ยังคงรักษาคุณค่าทางจิตวิญญาณ (spirituality) เช่น การภาวนาพื่อความสงบทางจิตใจหรือเพื่ออิสรภาพด้านใน และเพื่อบ่มเพาะปัญญาและกรุณาอันเป็นธรรมชาติที่ดีงามพื้นฐานของมนุษย์ให้งอกงามอย่างเอื้อต่อการดำเนินชีวิตที่มีคุณค่าของปัจเจกบุคคลผู้ตื่นรู้ และมีจิตสำนึกเคารพและปกป้องรักษาสิทธิ เสรีภาพ ความเสมอภาค ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ภราดรภาพ ความอดทนอดกลั้นต่อความเชื่อที่แตกต่าง ความยุติธรรมทางสังคมและการเมือง และสันติภาพของโลก
ขณะเดียวกันพุทธศาสนาแบบโลกวิสัยก็ปฏิเสธคำสอนบางอย่างใน “ไตรปิฎก” ที่ขัดต่อคุณค่าสมัยใหม่ เช่น ภิกษุณีชาวไต้หวัน “สื้อเจาฮุ่ย” เสนอให้ “ฉีกครุธรรม 8 ข้อ” ในไตรปิฎกทิ้งเสีย เพราะมันเป็นกฎเหล็กของ “ลัทธิปิตาธิปไตย” ที่ถือว่าภิกษุเพศชายต้องเป็นใหญ่เหนือภิกษุณี ปฏิเสธประเพณีการต่อแถวทำกิจกรรมทางศาสนาที่กำหนดให้พระผู้หญิงต้องต่อท้ายแถวพระผู้ชายเสมอ และยืนยันความเท่าเทียมทุกมิติระหว่างพระเพศชายกับพระเพศหญิง อีกทั้งยังรณรงค์สนับสนุนกฎหมายสมรสของคนหลากหลายทางเพศ พร้อมกับประกอบพิธีกรรมแต่งงานให้คนหลากหลายทางเพศ ยังมีการสร้างโรงเรียนแพทย์และโรงพยาบาลช่วยเหลือผู้ยากไร้ในท้องถิ่นอีกด้วย และยังมีอาสาสมัครในนามชาวพุทธที่ทำกิจกรรมด้านสังคมสงเคราะห์และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งมีมิติการปฏิบัติภาวนาเพื่อดูแลจิตใจตนเองเชื่อโยงกับการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม
นอกจากนี้พุทธศาสนาแบบโลกวิสัยยังปฏิเสธการสถาปนา “ศาสนาประจำชาติ” เพราะพุทธศาสนาแบบโลกวิสัยยืนยัน “การแยกศาสนาจากรัฐ” (secularization) และ “คุณค่าแบบโลกวิสัย” (secular values) เช่น หลักการที่รัฐต้อง “เป็นกลาง” ทางศาสนาและโลกทัศน์เกี่ยวกับศีลธรรมและการมีชีวิตที่ดีส่วนตัวของพลเมืองทุกคนไม่ว่าจะถือศาสนาใดๆ หรือไม่ถือศาสนาก็ตาม โดยความเป็นกลางดังกล่าว ก็คือการที่รัฐต้องให้หลักประกัน “คุณค่าแกนกลาง” เช่น หลักเสรีภาพที่เท่าเทียม เพื่อให้พลเมืองทุกคนมีอิสระเท่าเทียมกันในการเลือกถือศาสนาใดๆ หรือไม่ถือศาสนาก็ได้ และหลักความเสมอภาคที่เป็นหลักประกันว่าพลเมืองส่วนน้อยที่ถือศาสนาต่างจากศาสนาของคนส่วนใหญ่ หรือไม่ถือศาสนาใดๆ ต้องไม่ตกเป็น “พลเมืองชั้นสอง” หรือไม่ถูกเลือกปฏิบัติเพราะเหตุแห่งความเชื่อหรือไม่เชื่อทางศาสนาหรือโลกทัศน์ส่วนตัวแบบใดๆ
เมื่อพิจารณาแนวคิดปรัชญาศีลธรรมแบบเสรีนิยมโลกวิสัยที่ถือว่าศีลธรรมต้องอยู่บนพื้นฐานของเสรีภาพและความเสมอภาค จะเห็นว่าไอเดียเสรีภาพกับศีลธรรมและความรับผิดชอบไม่อาจแยกขาดจากกัน การมีศีลธรรมจึงหมายถึงการปกป้องเสรีภาพและความเสมอภาคด้วย หรือการปกป้องเสรีภาพและความเสมอภาค ย่อมหมายถึงการปกป้องศีลธรรมด้วย (เช่น ตามไอเดียคานท์, มิลล์, รอลส์, ซาตร์เป็นต้น)
ความหมายของ “ธรรมะ” ตามกรอบคิดของพุทธศาสนาแบบโลกวิสัยที่สอดคล้องกับปรัชญาศีลธรรมแบบเสรีนิยมโลกวิสัยดังกล่าว เห็นได้ในคำกล่าวของเชอเกียม ตรุงปะ รินโปเช (ในหนังสือ “ทะลวงวัตถุนิยมทางจิตวิญญาณ”) ที่ว่า “ฉันไม่ใช่พุทธศาสนิก ฉันเป็มนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่ง และธรรมะมีไว้เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีและจิตวิญญาณอันลึกซึ้งในความเป็นมนุษย์ธรรมดา ไม่ได้มีไว้เพื่อปกป้องรูปแบบทางวัฒนธรรมหรือทางศาสนาใดๆ โดยเฉพาะ” ดังนั้น ในมุมมองพุทธศาสนาแบบโลกวิสัย เราไม่จำเป็นต้องนิยามตนเองเป็น “พุทธศาสนิก” เลยด้วยซ้ำ เราเป็นเพียงคนธรรมดาที่เรียนรู้การดูแลจิตวิญญาณของตนเอง และมีจิตสำนึกเคารพและปกป้องคุณค่าแกนกลางในการอยู่ร่วมกันกับเพื่อนร่วมโลก

เชอเกียง ตรุงปะ รินโปเช ครูทางจิตวิญญาณในพุทธศาสนาแบบโลกวิสัย ที่มาภาพ https://www.matichonweekly.com/column/article_22678
ก็เห็นแต่พุทธศาสนาไทยนี่แหละที่อ้างศีลธรรม จริยธรรมปฏิเสธ หรือลดทอนเสรีภาพ กระทั่งอ้างธรรมะสนับสนุนระบบอำนาจของศาสนจักรและชนชั้นปกครองที่ขัดหลักเสรีภาพและความเสมอภาคโต้งๆ แล้วประเทศนี้ก็มีองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่เป็นเสมือน “ศาลจริยธรรม” ที่อ้างหลักจริยธรรมไทยๆ เพื่อปิดปากคนคิดต่าง
อีกอย่างพุทธศาสนายุคก่อนก็ไม่คับแคบขนาดนี้ เพราะนักคิดพุทธยุคก่อนขาต่อกรกับ "ปรัปวาท" (คำวิจารณ์ของฝ่ายคิดต่าง) ได้ดี เพราะเขาเรียนรู้ความคิด ความเชื่อหลากหลายจึง "รู้เขา" พุทธะที่ไปเถียงกับพวกพราหมณ์หรือเจ้าลัทธิต่างๆ ได้ เพราะผ่านการเรียนรู้คัมภีร์สำคัญๆ ของศาสนายุคนั้นมามาก
ถ้าไม่เปิดใจเรียนรู้ปรัปวาทเอาเสียเลยเหมือนนักบวชยุคนี้ เอาแต่ปลื้มปริ่มกับศักดินาพระอะไรต่ออะไร ไม่เปิดใจเรียนรู้ความคิดฝ่ายปรัปวาทเลย จะเอาความรู้และสติปัญญาที่ไหนไปโต้แย้งกับเขาล่ะ ก็คงทำได้แค่มโนโจมตีเขาไปวันๆ พอรู้สึกว่าพุทธศาสนาจะไม่มั่นคง ก็ออกมาเรียกร้องให้บัญญัติพุทธศาสนาเป็น "ศาสนาประจำชาติ" ในรัฐธรรมนูญบ้าง เรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายอุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนาบ้าง โดยไม่ "ฉุกคิด" เลยว่าพุทธะสอนให้ปกป้องพุทธศาสนาด้วยกฎหมายงั้นหรือ
กลายเป็นว่ายิ่งขยันปกป้องพุทธศาสนา ก็ยิ่งขยันเดินสวนทางกับแนวทางปกป้องพุทธศาสนาของพุทธะเสียเอง เพราะพุทธะสอนให้ปกป้องพุทธศาสนาด้วยการศึกษาให้ "รู้เรา" และ "รู้เขา" อย่างถ่องแท้ และรู้จักที่จะแลกเปลี่ยนระหว่างเรา-เขาด้วยเหตุผล ด้วยปัญญา ไม่ใช่ด้วยการด่า สาปแช่ง หรือใช้กฎหมาย
ดังนั้น พุทธศาสนาไทยที่ไม่แยกจากรัฐ จึงต่างจากพุทธศาสนาแบบโลกวิสัยที่แยกจากรัฐโดยสิ้นเชิง เพราะขณะที่พุทธศาสนาไทยทั้งขาดมิติลึกซึ้งทางจิตวิญญาณและขาดการตระหนักรู้ในคุณค่าของเสรีภาพและความเสมอภาค พุทธศาสนาแบบโลกวิสัยกลับมีมิติทางจิตวิญญาณที่ลึกซึ้งมากกว่า และถูกตีความให้สอดคล้องหรือสนับสนุนคุณค่าของเสรีภาพและความเสมอภาคอย่างมีพลังหรือมีชีวิตชีวามากกว่า
