Skip to main content
ประชาไททำหน้าที่เป็นเวที เนื้อหาและท่าที ความคิดเห็นของผู้เขียน อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกองบรรณาธิการ
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

ในบ้านเราปัญหาศาสนากับการเมืองแทบจะเป็นเรื่องเดียวกัน หรือแยกขาดจากกันไม่ได้จริง ตัวอย่างเช่น ปัญหาการเมืองในเรื่องนิรโทษกรรมคดี 112 การอภิปรายในสภาเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา คือการเผชิญหน้าระหว่างเหตุผลของฝ่ายเสรีนิยมที่ยืนยันการนิรโทษกรรมคดี 112 กับเหตุผลฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่คัดค้านการนิรโทษกรรมคดี 112

เหตุผลแบบเสรีนิยมปฏิเสธ “อำนาจทางการเมืองที่ศักดิ์สิทธิ์แตะต้องไม่ได้ตามความเชื่อทางศาสนา” แต่เหตุผลแบบอนุรักษ์นิยมปกป้องอำนาจเช่นนั้น ซึ่งได้แก่ อำนาจของสถาบันกษัตริย์ที่ปกครองโดยธรรมตามความเชื่อแบบพุทธผสมพราหมณ์ โดยพรรคประชาชนและภาคประชาชนใช้เหตุผลแบบเสรีนิยมสนับสนุนการนิรโทษกรรมคดี 112 ขณะที่พรรคเพื่อไทย, รวมไทยสร้างชาติ, ภูมิใจไทย และประชาธิปัตย์ใช้เหตุผลแบบอนุรักษ์นิยมคัดค้านการนิรโทษกรรมคดี 112

ประเด็นคือ เหตุผลแบบอนุรักษ์นิยมเป็นเหตุผลที่อิงความเชื่อทางศาสนาแบบ dogmatic คือเป็นเหตุผลที่ยืนยันว่าสถานะและอำนาจอันเป็นที่เคารพสักการะผู้ใดจะล่วงละเมิดมิได้ของพระมหากษัตริย์ ผู้ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงปกครองโดยธรรมเป็นสถานะและอำนาจที่ถูกต้องสัมบูรณ์ (absolute) อย่างโต้แย้งไม่ได้ ประชาชนชาวไทยจะต้องสรรเสริญสดุดีได้อย่างเดียว จะนำเสนอข้อเท็จจริง หลักการ เหตุผลเกี่ยวกับด้านลบหรือด้านที่เป็นปัญหาของสถาบันกษัตริย์ อย่างอานนท์ นำภาและคนอื่นๆ ที่โดนคดี 112 กระทำไปแล้วไม่ได้ ดังนั้น จึงนิรโทษกรรมคดี 112 ไม่ได้ เพราะขัดแย้งกับความเชื่อแบบ dogmatic ดังกล่าว

ส่วนปัญหาทางศาสนา คนส่วนใหญ่อาจเข้าใจว่า “ไม่เกี่ยวกับการเมือง” เช่น ปัญหาเรื่อง “พระกับสีกา” ตามที่เป็นข่าวในปัจจุบัน เรามักมองว่าเป็นปัญหาส่วนบุคคล คือเป็นเรื่องที่พระส่วนน้อยประพฤติผิดวินัยสงฆ์และสีกาบางคนที่ไม่กลัวบาป แต่พอมีข้อเสนอให้แก้ปัญหา ก็เสนอกันว่าต้องออกกฎหมายเอาผิดพระที่เสพเมถุนต้องอาบัติปาราชิก และเอาผิดผู้หญิงที่มีเซ็กส์กับพระ นี่เป็นการเสนอวิธีแก้ปัญหาทางศาสนาด้วยกลไกทางการเมืองแล้ว เพราะการออกกฎหมายเป็นอำนาจนิติบัญญัติของรัฐสภา ซึ่งทำให้เกิดคำถามตามมาว่าไทยเป็นรัฐศาสนาเช่นนั้นหรือ รัฐถึงต้องออกกฎหมายเอาผิดการกระทำที่ขัดหลักความเชื่อทางศาสนา

แต่อย่างไรก็ตาม ที่มาของข้อเสนอให้ออกกฎหมายดังกล่าว ก็มาจากข้อเท็จจริงที่ว่ารัฐไทยไม่ได้ปกครองระบอบเสรีประชาธิปไตย และไม่ได้เป็นรัฐโลกวิสัย (secular state) อยู่แล้ว เพราะรัฐไทยยังมีอำนาจทางการเมืองที่อิงหลักความเชื่อทางศาสนา คืออำนาจการปกครองโดยธรรมที่แตะต้องไม่ได้ของสถาบันกษัตริย์ที่อยู่เหนืออำนาจรัฐบาลหรือรัฐสภา และเป็นอำนาจที่ปกครองศาสนจักรของรัฐ, อุปถัมภ์พุทธศาสนา และศาสนาอื่นๆ ขณะที่รัฐธรรมนูญก็บัญญัติให้รัฐมีหน้าที่อุปถัมภ์และคุ้มครองพุทธศาสนานิกายเถรวาทและศาสนาอื่นๆ ด้วย สภาวะข้อเท็จจริงของรัฐไทยที่ไม่ได้เป็นรัฐโลกวิสัยเช่นนี้เองที่เป็นที่มาของข้อเสนอของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ให้รัฐออกกฎหมายแก้ปัญหาพระกับสีกาดังกล่าว (รวมทั้งยังมีร่างกฎหมายทางศาสนาฉบับอื่นๆ ที่รอบรรจุวาระในสภา)

ในทางตรงกันข้าม ถ้าฝ่ายเสรีนิยมต้องการเสนอให้ “แยกศาสนาจากรัฐ” เพื่อให้ไทยเป็นรัฐโลกวิสัย ข้อเสนอเช่นนี้ก็ต้องเผชิญหน้ากับอำนาจสถาบันกษัตริย์ที่ปกครองศาสนจักรของรัฐ หรือมหาเถรสมาคม คือพระราชอำนาจในการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราช, พระราชาคณะชั้นต่างๆ, กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะปกครองชั้นสูง และเจ้าอาวาสพระอารามหลวงต่างๆ เช่นเดียวกับการแก้ปัญหาการเมืองเพื่อให้ไทยเป็นระบอบเสรีนิยมประชาธิปไตย ด้วยการแก้รัฐธรรมนูญหมวดสถาบันกษัตริย์ การแก้มาตรา 112 และการนิรโทษกรรมคดี 112 เป็นต้น ก็ต้องเผชิญหน้ากับอำนาจตามความเชื่อทางศาสนาที่ศักดิ์สิทธิ์และแตะต้องไม่ได้ของสถาบันกษัตริย์เช่นเดียวกัน

นี่คือสภาวะข้อเท็จจริง (facticity) ของประเทศไทยที่การศาสนาและการเมืองไม่เคยแยกเป็นอิสระต่อกัน ทำให้เรื่องทางศาสนามีความเป็นการเมือง และเรื่องทางการเมืองมีความเป็นศาสนาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผลก็คือปัญหาทางศาสนาไม่สามารถแก้ได้ด้วยหลักการทางศาสนา เพราะไปเอาอำนาจทางการเมืองมาออกกฎหมายกดทับและลดทอนเสรีภาพทางศาสนา และเรื่องทางการเมืองก็ไม่สามารถแก้ได้ด้วยหลักการทางโลกวิสัย เพราะไปเอาอำนาจตามความเชื่อทางศาสนามาปิดกั้นการใช้เหตุผลตามหลักการเสรีนิยมประชาธิปไตยโลกวิสัย

ปัญหาพระกับสีกามองเผินๆ เหมือนเป็นปัญหาความเชื่อทางศาสนา ที่เป็นเพียง “ความเชื่อส่วนบุคคล” แต่เนื่องจากบ้านเราไม่ได้แยกศาสนาจากรัฐ ศาสนาจึงไม่ใช่เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลได้จริง แต่ศาสนาถูกทำให้เป็นอุดมการณ์ของรัฐหรือเป็นความมั่นคงของรัฐในนาม “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ศาสนาถูกใช้เป็นหลักการปกครองที่เรียกว่า “การปกครองโดยธรรม” ที่อยู่เหนืออำนาจการปกครองของรัฐบาลจากเลือกตั้ง ดังนั้น เหตุการณ์พระกับสีกา โดยเฉพาะเมื่อพระที่เป็นข่าวฉาวกับสีกาคือ “พระราชาคณะ” ที่มีสมณศักดิ์เป็นชั้นราช, ชั้นเทพ, เป็นเจ้าคณะปกครองระดับจังหวัด และระดับภาคที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งจากกษัตริย์ ข่าวฉาวที่เกิดขึ้นจึงสะเทือนศาสนจักรของรัฐทั้งระบบ และศาสนจักรของรัฐก็รับงบประมาณอุปถัมภ์จากภาษีประชาชน พระราชาคณะและพระสังฆาธิการเหล่านั้นก็รับเงินนิตยภัตรายเดือนจากภาษีประชาชน ปัญหานี้จึงซับซ้อนกว่าแค่เรื่อง “พระมีเซ็กส์” ซึ่งแยกให้เห็นแง่มุมสำคัญได้ เช่น

1. ความผิดเรื่องพระมีเซ็กส์กับสีกา มี 2 ประเด็น คือ 1) ผิดหลักธรรมวินัยตามความเชื่อทางศาสนา โทษคือต้องสละสมณเพศตามพุทธบัญญัติ และ 2) ถ้าพระไม่ยอมสึก ยังใช้สถานะของ “พระผู้ถือพรหมจรรย์” รับเงินทำบุญและอื่นๆ จากศรัทธาของประชาชนอยู่ ย่อมผิด “จริยธรรมโลกวิสัย” (secular ethics) ฐานหลอกลวงหากินจากศรัทธาของประชาชน ไม่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของประชาชน เพราะใช้ประชาชนเป็นเครื่องมือเพื่อการมีชีวิตเสพสุขในคราบนักบวชของตนเอง สีกาที่แอบมีเซ็กส์กับนักบวชจอมปลอม ก็ผิดจริยธรรมโลกวิสัยฐานสมรู้ร่วมคิดหลอกลวงหากินจากศรัทธาประชาชนด้วย

ข้อพิจารณาคือ ประเด็นที่ 1) การทำผิดหลักธรรมวินัยต้องอาบัติปาราชิกขาดจากความเป็นพระ ก็ต้องแก้ด้วยหลักธรรมวินัย คือเมื่อมีพระทำผิด คณะสงฆ์ก็ดำเนิการให้สึกจากพระก็จบ ไม่ต้องใช้กฎหมายอะไรเลย

แต่ประเด็นที่ 2) ถ้าเจ้าตัวไม่ยอมสึกตั้งแต่ตอนทำผิดครั้งแรก ยังใช้สถานะพระถือพรหมจรรย์หลอกลวงหากินกับประชาชน เช่น ตามข่าวพระบางรูปแอบมีสัมพันธ์ลับๆ กับสีกามาร่วม 10 ปี จนถูกจับได้จำนนต่อหลักฐานจึงยอมสึก คำถามคือ ระบบปกครองสงฆ์มีมาตรการอะไรให้พระปาราชาชิกที่หลอกลวงหากินกับศรัทธาของชาวบ้านมาร่วม 10 ปี คืนเงินบริจาคทำบุญให้กับวัด ไม่ใช่สึกไปพร้อมบัญชีเงินฝากส่วนตัวเป็นแสนเป็นล้านก็ได้ หรือถ้ามีฆราวาสบางคนเคยบริจาคให้พระรูปดังกล่าวในช่วงเวลาที่เขาแอบมีความสัมพันธ์กับสีกา สมมติบริจาคเงินไป 100,000 บาท เขาจะสามารถฟ้องร้องต่อคณะสงฆ์เพื่อดำเนินการให้พระที่หลอกลวงเช่นนั้นคืนเงินบริจาคให้กับตนได้หรือไม่ คณะสงฆ์มีมาตรการรองรับในเรื่องดังกล่าวนี้หรือไม่อย่างไร ถ้าไม่มีมาตรการรองรับเลย ก็แสดงว่าคณะสงฆ์ไม่ต้องมี “ความผิดชอบใดๆ” กับการที่พระในปกครองละเมิดจริยธรรมโลกวิสัยด้วยการหลอกลวงเอาเงินบริจากทำบุญจากศรัทธาของประชาชนเช่นนั้นหรือ

2. พระถือพรหมจรรย์ในนิกายเถรวาทไทย แยกเป็น 3 กลุ่มหลักๆ คือ 1) กลุ่มพระที่มุ่งใช้ชีวิตปล่อยวางแสวงหาความพ้นทุกข์ทางจิตใจ เช่น กลุ่มพระสวนโมกข์ยุคพุทธทาสภิกขุ, สังฆะสำนักวัดหนองป่าพงสายพลวงพ่อชา, พระป่าสายพระอาจารย์มั่น เป็นต้น 2) กลุ่มพระบ้านๆ ทั่วไปที่บวชตามประเพณี หรือพระที่ทำหน้าที่ประกอบพิธีกรรมตอบสนองความต้องการของหมู่บ้านหรือชุมชนต่างๆ และ 3) กลุ่มพระที่บวชเรียนเพื่อโอกาสทางการศึกษา ซึ่งเชื่อมโยงกับพระในสายสมณศักดิ์ สายพระสังฆาธิการ และพระราชาคณะชั้นต่างๆ พระในสายนี้ส่วนหนึ่งเรียนจบเปรียญ, ปริญญาตรี, โท, เอกแล้วสึกไปประกอบอาชีพ อีกส่วนหนึ่งไต่เต้าตามเส้นทางก้าวหน้าในสายสมณศักดิ์และสายปกครองชั้นต่างๆ ตั้งแต่เป็นพระมหา พระครู เจ้าอาวาส เจ้าคณะปกครองระดับชั้นต่างๆ พระราชาคณะชั้นต่างๆ จนสูงสุดคือเป็นสมเด็จพระราชาคณะ และสมเด็จพระสังฆราช

พระทั้งสามกลุ่มอยู่ภายใต้ปกครองของศาสนจักรของรัฐ พระกลุ่มแรกอาจมีสมณศักดิ์หรือไม่มีก็ได้ (เช่น พุทธทาสมีสมณศักดิ์ แต่พระไพศาล วิสาโลไม่มี เป็นต้น) เป็นพระกลุ่มที่เลือกวิถีชีวิตในการศึกษาปฏิบัติธรรมตามแนวทางของตนเอง พยายามเป็นอิสระจากอำนาจศาสนจักรของรัฐให้มากที่สุด เป็นตัวของตัวเองให้ได้มากที่สุด มีระบบตรวจสอบกันเองภายในที่ดีกว่าสองกลุ่มที่เหลือ พระกลุ่มนี้จึงไม่ค่อยมีข่าวฉาว และพระบ้านๆ กลุ่มที่สองก็อยู่กับชุมชนอยู่กับชาวบ้าน มีปัญหากับสีกาก็ถูกชาวบ้านตรวจสอบและจับสึกกันเป็นปกติ

ส่วนพระกลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่มีความรู้ มีสมณศักดิ์ฐานันดร มีอำนาจ มีเงิน ตรวจสอบยาก ข่าวฉาวที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เกิดจากการตรวจสอบกันเองภายในระบบวัดหรือศาสนจักร แต่เป็น “การจำนนต่อหลักฐาน” ที่คนนอกวัดจงใจปล่อยออกมาให้เป็นข่าวเป็นระยะๆ จึงน่าคิดว่าทำไมปัญหาการละเมิดหลักธรรมวินัยในวงการสงฆ์ไทยจึงมักเกิดจากพระที่มีการศึกษาดี มีสมณศักดิ์สูงๆ หรือเป็นพระชื่อดังเทศนาสอนชาวบ้านเก่งมีคนเลื่อมใสจำนวนมาก

3. การถือพรหมจรรย์คือ “ความชอบธรรม” ของพระทั้งสามกลุ่ม กลุ่มแรกการถือพรหมจรรย์ถูกเน้นในเรื่องการให้ความชอบธรรมในการฝึกฝนขัดเกลาจิตใจตนเองให้พ้นทุกข์ กลุ่มที่สองการถือพรหมจรรย์ให้ความชอบธรรมกับการประกอบพิธีกรรมและรับบริจาคทำบุญจากชาวบ้าน และกลุ่มที่สามการถือพรหมจรรย์ให้ความชอบธรรมแก่การมีและการเลื่อนสมณศักดิ์ชั้นต่างๆ การมีและการเลื่อนตำแหน่งปกครองระดับต่างๆ รวมทั้งการประกอบพิธีกรรมและการรับบริจาคทำบุญจากประชาชนที่มี “ค่าตัว” แพงกว่าพระทั่วๆ ไป  

ปัญหาที่เป็นข่าวอยู่ขณะนี้เป็นปัญหาของนักบวชกลุ่มที่สาม คือปัญหา “ความย้อนแย้ง” ของวิถีชีวิตผู้ถือพรหมจรรย์ กล่าวคือ คุณค่าการถือพรหมจรรย์ในเชิงอุดมคติคือการถือพรหมจรรย์เพื่อขัดเกลาจิตใจให้ปล่อยวาง เพื่อพ้นทุกข์ด้านใน แต่ระบบศาสนจักรที่รัฐมอบยศศักดิ์ฐานันดรและเงินแก่นักบวช เป็นระบบที่สร้างวัฒนธรรมการยึดติดในยศศักดิ์ อำนาจ เงินทองและผลประโยชน์อื่นๆ ทำให้นักบวชเมื่อมียศศักดิ์ อำนาจ ลาภสักการะ เงิน รถหรู และอื่นๆ มักจะมีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับสีกาตามมา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ “ครร์รัปฯ มโหฬาร” ที่พระราชาคณะรูปเดียวใช้เงินวัดเปย์สีการ่วม 800 ล้านบาท ตามที่เป็นข่าว ซึ่งเป็นจำนวนเงินมากกว่าที่รัฐเคยยึดทรัพย์จากเผด็จการทหารจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์หลายเท่า (รัฐยึดทรัพย์จอมพลสฤษดิ์ จำนวน 250 ล้านบาท)

จะแก้ปัญหาอย่างไร? สำนักพุทธฯ เสนอว่าควรออกกฎหมายเอาผิดพระที่เสพเมถุน และเอาผิดผู้หญิงที่มีเซ็กส์กับพระ แต่นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาปลายเหตุ และผลเสียจะมีมากกว่า เพราะการออกกฎหมายเช่นนี้ขัดกับหลักการประชาธิปไตยโลกวิสัย แม้ปัจจุบันไทยจะยังไม่เป็นรัฐโลกวิสัย แต่การออกฎหมายทางศาสนามากขึ้นๆ จะทำให้มีความเป็นรัฐศาสนามากขึ้น หรือทำให้เปลี่ยนแปลงเป็นรัฐโลกวิสัยได้ยากขึ้น

ผมคิดว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า “ภายใต้ระบบศาสนจักรที่ยังไม่แยกจากรัฐ” ไม่จำเป็นต้องออกกฎหมายเพิ่มขึ้นอีก แต่มหาเถรสมาคมสามารถออกกฎ ระเบียบ คำสั่งให้มีผลในทางปฏิบัติได้เลย เช่น ออกกฎหรือระเบียบเรื่อง “เงินส่วนตัว” ของพระแต่ละรูป และ “เงินส่วนรวม” ของสงฆ์ โดยให้ทุกวัดจัดทำบัญชีเงินส่วนตัวและส่วนรวมให้ชัดเจนว่าเมื่อพระภายในวัดนั้นๆ รับกิจนิมนต์ประกอบพิธีกรรมต่างๆ ภายในวัดและนอกวัดให้นำเงินที่ได้มาเข้าบัญชีส่วนรวม เมื่อมีกิจจำเป็นพระแต่ละรูปจึงมาเบิกเงินไปใช้ โดยกำหนดยอดเงินสูงสุดที่สามารถเบิกได้ให้สมเหตุสมผลกับความจำเป็นตามสถานภาพของพระ ไม่ใช่ปล่อยให้พระมีบัญชีเงินฝากส่วนตัวได้เป็นแสนเป็นล้าน หลายสิบล้าน หรือเป็นร้อยๆ ล้านแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เมื่อพระรวย แถมพระที่มีอำนาจในสายปกครองเบิกใช้เงินวัดได้ตามอำเภอใจ ก็มักนำไปสู่ปัญหาทางเพศหรือการละเมิดธรรมวินัยดังที่เป็นข่าวฉาวมาตลอด

การแก้ที่ต้นเหตุคือการวางระบบควบคุม “เงินส่วนตัว” ของพระเพื่อป้องกันไม่ให้มีพระรวย และจัดระบบ “เงินส่วนรวม” ของพระและของวัดแยกกันให้โปร่งใสตรวจสอบได้ ถึงที่สุดแล้วปัญหาพระกับสีกาอาจจะไม่หมดไปหรอก แต่จะช่วยแก้ปัญหาการที่พระเอาเงินทำบุญจากศรัทธาประชาชนและเงินส่วนรวมของวัดไปเปย์สีกาได้ โดยเฉพาะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่คณะสงฆ์หรือมหาเถรฯ ออกกฎหรือระเบียบบังคับใช้ได้เลย ไม่ต้องออกกฎหมายใช้ “ยาแรง” แบบที่สำนักพุทธฯ เสนอ

แต่ทำไมมหาเถรฯ ไม่ออกกฎหรือระเบียบควบคุม “เงินส่วนตัว” และ “เงินส่วนรวม” เช่นนี้เสียทีล่ะ ทั้งๆ ที่รู้ปัญหากันดีที่สุดอยู่แล้ว เพราะกลัวจะกระทบต่อรายได้ ลาภสักการะ หรือผลประโยชน์ของ “พระชั้นผู้ใหญ่” ใช่หรือไม่ เพราะพระส่วนมากที่รวยก็คือพระชั้นผู้ใหญ่ที่มีสมณศักดิ์สูงๆ

แต่ถ้าจะแก้ปัญหาให้เด็ดขาดถาวร ก็ต้องแยกศาสนาจากรัฐ เพื่อไม่ให้มีศาสนจักรของรัฐที่รองรับระบบยศช้างขุนนางพระเป็นที่แสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ของพวกนักบวชกลุ่มใดๆ อีกต่อไป ปล่อยให้ศาสนาเป็นความเชื่อส่วนบุคคลของนักบวชและประชาชน จะมีนิกายที่พระถือพรหมจรรย์ และพระมีเมียได้แบบพุทธศาสนาในญี่ปุ่น จีน และเกาหลีเป็นต้นก็ได้

โดยรัฐไม่ต้องใช้ภาษีประชาชนอุปถัมภ์ศาสนาใดๆ และศาสนาก็ไม่ต้องถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองสร้างสถานะอำนาจสูงส่งทางชนชั้นแก่ศักดินาและพวกนักบวชอีกต่อไป สังคมไทยก็จะเป็นสังคมประชาธิปไตยโลกวิสัยได้เหมือนประเทศอื่นๆ ที่เจริญแล้ว

 

 

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง