Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

'อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ' หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จี้รัฐบาลเร่งสางปม "ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน" - 'อนุสรณ์ ธรรมใจ' สส.พรรคประชาชน วิพากษ์นโยบายอนุทิน 2 ยังรับมือวิกฤติไม่ได้ ต้องรื้องบปี 2569 ทำใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ น้ำมันแพงทำโครงการก่อสร้างทั้งรัฐและเอกชนชะลอหมด หวั่นวิกฤติเศรษฐกิจกระทบฐานรากรุนแรงกว่าปี 2540

6 เมษายน 2569 สำนักข่าวไทย รายงานว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการ ทำงานของพรรคประชาธิปัตย์หลังจากครบรอบ 80 ปี ว่า ได้วางกิจกรรมไว้ตลอดทั้งปี ซึ่งจะเป็นการยกระดับการทำงาน ของพรรค และก้าวเข้าสู่ปีที่ 81 โดยเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการติดตามการทำงานของรัฐบาล การสอดส่องทุจริตคอร์รัปชัน ไปจนถึงการเคลื่อนไหวเพื่อสร้างบุคลากรรุ่นใหม่ต่อไป

เมื่อถามว่ามองฉากการเมืองไทยตอนนี้อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เพิ่งผ่านการเลือกตั้งมา และรัฐบาลกำลัง แถลง นโยบายเพื่อเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องยอมรับว่า แม้จะมีตัวเลขที่มั่นคง แต่ยังมีสถานการณ์รออยู่ข้างหน้า ที่ท้าทายรัฐบาลพอสมควร โดยเฉพาะวิกฤติที่มาจากการสู้รบในตะวันออกกลาง หากรัฐบาลตั้งใจทำงานแก้ไขปัญหา ก็คงไม่มีปัญหาอะไร แต่หากมีผลประโยชน์ ก็อาจจะกระทบกับเสถียรภาพของรัฐบาลได้

เมื่อถามว่าขณะนี้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาล แม้กระทั่งทีมคนนอกทั้ง 3 คน ที่สะท้อนออกมาผ่านนิด้าโพล นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า รัฐบาลก็ต้องทำงานลบล้างความไม่เชื่อมั่นให้ได้ ต้องเก็บเกี่ยวบทเรียนหลายเรื่องที่ผ่านมา ที่อาจจะมีข้อผิดพลาด ข้อจำกัด รวมถึงเรื่องการสื่อสาร การไม่ติดตามมาตรการต่างๆ หรือฟังข้อมูลไม่ครบถ้วน

เมื่อถามว่าในฐานะฝ่ายค้านจะติดตามเรื่องน้ำมัน โดยเฉพาะไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมันอย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในฐานะฝ่ายค้านก็ได้ทักท้วงเรื่องนี้ตั้งแต่แรก เพราะดูจากตัวเลข พบว่า มีปัญหาเรื่องการกักตุนแน่ ซึ่งตอนนั้นรัฐบาลยังปฏิเสธอยู่ แต่ตอนนี้รัฐบาลก็ออกมายอมรับแล้ว และตนเห็นว่าจะมอบหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจถึงขั้นให้เป็นคดีพิเศษ ทางพรรคประชาธิปัตย์ จะติดตามเรื่องนี้ต่อไป และรัฐบาลต้องทำต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ไม่ได้มีเพียงเรื่องนี้เรื่องเดียว เรายังยืนยันว่าจะรัฐบาลก็ดี ภาคธุรกิจก็ดี ยังไม่ได้รับภาระ หรือในส่วนของโรงกลั่น ยังไม่มีการแบ่งเบาภาระของประชาชนที่แบกรับราคาน้ำมันที่สูงขึ้น

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่าสุดท้ายแล้วจะไม่ได้ตัวไอ้โม่งตัวจริง แม้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จะลาออกจากการดำเนินงาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า เราก็ติดตามเรื่องนี้อยู่ ต้องให้โอกาสรัฐบาล ทำงาน ทำเรื่องนี้ให้จริงจัง แต่ก็ต้องย้ำว่า เรื่องการแบ่งเบาภาระของประชาชนนั้น อยากเห็นเป็นรูปธรรม รวมถึงมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มเปราะบางต่างๆ ซึ่งรัฐบาลพูดในหลักการมาแล้วแต่ยังไม่ได้ไปทั่วถึง ยังไม่ได้มีการปฏิบัติจริง

วิพากษ์นโยบายอนุทิน 2 ยังรับมือวิกฤติไม่ได้ ต้องรื้องบปี 2569 ทำใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์

ด้าน รศ.ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ สส. กรุงเทพฯ พรรคประชาชน เปิดเผยกับสื่อมวลชนว่า เมื่อพิจารณาดูนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2 แล้วจะเห็นได้ว่า ไม่ได้คิดอยู่บนฐานของระบบเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์พลังงานที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ ภาวะสินค้าขาดแคลนและราคาพุ่งสูงจะเกิดขึ้น รัฐบาลต้องรื้อและทบทวนแนวทางการจัดทำงบประมาณปี พ.ศ. 2569 ใหม่เพื่อให้รับมือต่อสถานการณ์วิกฤตการณ์ได้ดียิ่งขึ้น นโยบายต้องมุ่งเป้าไปที่การแก้ไขปัญหาความเดือนร้อนของประชาชนส่วนใหญ่ การเติบโตและโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมต้องกระจายไปยังคนส่วนใหญ่ ความจริงในเวลานี้ คือ รายได้และผลประโยชน์กระจุกตัวอยู่กับกลุ่มคนเล็กๆที่เป็นเครือข่ายใกล้ชิดของผู้อำนาจใช่หรือไม่ การเติบโตที่ไม่กระจายตัวไปยังคนส่วนใหญ่ สภาพ “รวยกระจุก จนกระจาย” ยังคงดำรงอยู่อย่างยาวนาน จน “ไทย” เป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสูงติดอันดับต้นๆ

หลังรัฐประหารปี 2549 ภายใต้รัฐบาลคณะรัฐประหาร คสช อันยาวนาน ไทยไม่เคยกลับไปมีเศรษฐกิจโตในระดับ 5-6% อีกเลยหลังจากปี 2561 สังคมไทยเผชิญความขัดแย้งทางการเมืองระหว่าง พลังประชาธิปไตยของคนหนุ่มสาว พรรคอนาคตใหม่ กับ พลังของระบอบอำนาจนิยม คสช นำไปสู่การประท้วงใหญ่เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้ก้าวหน้าขึ้น ปฏิรูประบบสถาบันให้ดีขึ้น แต่เผชิญการกดปราบอย่างรุนแรงจากระบอบ คสช ต่อมาเราก็เจอกับวิกฤติแพร่ระบาดของโควิด เกิด Covid Lockdown ตั้งแต่นั้นมา เศรษฐกิจไทยไม่เคยกับไปสู่ระดับการเติบโตใกล้เคียงศักยภาพอีกเลย และ มีการฟื้นอย่างช้าๆแบบรูป K-Shape คนส่วนใหญ่ยังไม่ฟื้น ฟื้นเพียงกลุ่มทุนขนาดใหญ่ เติบโต ภาวะสงครามตะวันออกกลางเป็นเรื่องที่เราควบคุมไม่ได้ แต่การตัดสินใจของรัฐบาลอนุทินนั้นผิดผลาด ซึ่งไม่แน่ใจว่า ผิดผลาดโดยสุจริต คือ ความไม่รู้เท่าทัน หรือ ผิดผลาดโดยทุจริต  เปิดช่องให้เกิดการกักตุนและเก็งกำไรจากนโยบายพลังงาน เพื่อถอนทุนหรือไม่

ต้องขอเรียนตามตรงว่า “หากทำงานช้าแบบนี้ ไม่เชิงรุก ไม่คิดล่วงหน้า ไม่ดักทางวิกฤติล่วงหน้า จะพาเดือดร้อนและจนหมดพร้อมกันทั้งประเทศ การไม่ตระหนักว่า ต้องบริหารจัดการในภาวะวิกฤติ รวมทั้ง ไม่มีนโยบายหรือมาตรการตอบสนองภาวะวิกฤติได้อย่างทันสถานการณ์พลวัตสูงเช่นนี้ ประชาชนจะลำบากมาก ทนไม่ไหวออกจะออกมาชุมนุมขอความช่วยเหลือ จะเห็นสภาพ ทนกับความเดือดร้อน ยากลำบากทางเศรษฐกิจไม่ไหวแล้ว ไม่ใช่รวยไม่ไหวแล้ว ที่รวยไม่ไหว น่าจะเป็นพวกกักตุน เก็งกำไรน้ำมันและสินค้าต่างๆ มากกว่า

นโยบายเศรษฐกิจ"Thailand Plus" ส่วนใหญ่เป็นเพียงการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น และมาตรการส่วนใหญ่ไม่ได้ก่อให้เกิดแหล่งรายได้ใหม่ๆ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเหล่านี้หากไม่ทำให้เศรษฐกิจขยายตัวตามเป้าหมาย จะเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าจะมีความเสี่ยงเรื่องฐานะทางการคลังเพิ่มขึ้นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี อาจทะลุเพดาน 70% ในปี พ.ศ.2570 ได้ เพิ่มความเสี่ยงต่อการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศและจะทำให้ ต้นทุนในการระดมทุนและการกู้ยืมของระบบเศรษฐกิจ ทั้งภาครัฐ และ ภาคเอกชนไทยสูงขึ้น จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ วิกฤตการณ์น้ำมันลามไปยังวิกฤติการคลัง นโยบายการเสริมแกร่งให้SMEsของรัฐบาลยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้ หากไม่สามารถยกระดับความสามารถในการแข่งขันของ SMEs และ อีกเรื่องหนึ่ง คือ การส่งเสริมให้ SMEsสามารถเข้าถึงแหล่งทุนในการประกอบธุรกิจรวมทั้งระบบการค้ำประกันสินเชื่อ การระดมทุนในตลาดทุนของประเทศ ยังไม่เห็นนโยบายที่แสดงให้เห็นถึงแผนบูรณาการหน่วยงานต่างๆเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย  

รัฐบาลดูเหมือนจะไม่ให้ความสำคัญกับการปฏิรูประบบบริหารจัดการภาครัฐ ต่างจากพรรคประชาชนที่เรามีนโยบายเรื่องนี้และต้องการผลักดันให้เกิดการปฏิรูประบบราชการ เห็นรัฐบาลมีเพียงนโยบาย  Regulatory Guillotine (การรื้อกฎหมายที่ซ้ำซ้อน) เพื่อดึงดูดนักลงทุน ซึ่งหลายรัฐบาลก็ทำมาตลอด แต่ ประเทศไทยก็เผชิญกับแรงกดดันอย่างหนักจากดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ที่ลดลงต่ำสุดในรอบ 19 ปี (คะแนน 33/100) ในรัฐบาลอนุทิน 1 ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ แม้จะมีนโยบายเศรษฐกิจที่ดีเพียงใด แต่ถ้าปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างยังไม่ได้รับการแก้ไข "ต้นทุนแฝง" ในการทำธุรกิจก็จะยังสูงอยู่ดี และ จะไม่ค่อยมีนักลงทุนอยากเข้ามาลงทุนมากนัก การทุ่มเงินซื้อเสียงจำนวนมาก  อาจนำมาสู่การทุจริตคอร์รัปชันถอนทุนได้ ฉะนั้น เราจึงยังไม่สามารถคาดหวังอะไรมากนักจากนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2

รศ.ดร.อนุสรณ์ กล่าวต่อว่า น้ำมันแพงทำโครงการก่อสร้างทั้งรัฐและเอกชนชะลอหมด มีหลายโครงการผู้รับเหมาเริ่มทิ้งงานเนื่องจากไม่สามารถทำตามสัญญาโครงการก่อสร้างเดิมได้อันเป็นผลจากราคาพลังงานและราคาวัสดุก่อสร้างพุ่งสูง อุตสาหกรรมก่อสร้างนั้นมีกิจการเกี่ยวเนื่องและมีการจ้างงานจำนวนมาก หากสะดุดลงหรือมีการขยายตัวติดลบย่อมส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างและอาจกระทบฐานะอันแข็งแกร่งของระบบสถาบันการเงินได้ หากลุมลากทำให้สถานะของระบบสถาบันการเงินอ่อนแอลงจากหนี้เสียที่เพิ่มมากขึ้น อาจมีความเสี่ยงมากขึ้นที่จะเกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในระดับใกล้เคียงกับปี 2540 ได้ แต่ครั้งนี้วิกฤติเศรษฐกิจกระทบฐานรากรุนแรงกว่าปี 2540 ตอนเกิดวิกฤตการณ์เศรษฐกิจปี 40 แกนกลางของวิกฤตการณ์มันอยู่ระบบสถาบันการเงิน คราวนี้เกิด Stagflation ภาวะเศรษฐกิจถดถอยพร้อมเงินเฟ้อสูงจะกระทบประชาชนทั้งหมด การใช้เพียงมาตรการการเงินการคลังอาจไม่เพียงพอต่อการแก้ปัญหา จะผ่อนคลายการเงิน ก็จะซ้ำเติมปัญหาแรงกดดันเงินเฟ้อได้ หรือผ่อนคลายทางการคลังเพิ่มเติม ก็ติดข้อจำกัดฐานะทางการคลัง เป็นโจทย์ที่ยากและต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อฝ่าวิกฤติ และ ที่สำคัญผู้มีอำนาจต้องไม่ฉวยโอกาสในการหาประโยชน์จากวิกฤติหรือมีผลประโยชน์ทับซ้อนจากนโยบาย
 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง