Skip to main content
sharethis
ระบบอ่านออกเสียงนี้ ใช้ฟังก์ชั่น Web Speech API / JavaScript ในเบราว์เซอร์

เมื่อ 23 ธ.ค. 2567 ถือเป็นธรรมเนียมประจำทุกปีที่สื่อประจำทำเนียบรัฐบาล จะมีมติตั้งฉายาให้กับรัฐมนตรีแต่ละคน เพื่อสะท้อนความคิดเห็นของสื่อต่อการทำงานของรัฐบาล ยกตัวอย่าง ‘แพทองโพย’ ของแพทองธาร ชินวัตร ‘สหายใหญ่ใส่บูท’ ของภูมิธรรม เวชยชัย ‘พีระพัง’ ของพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นต้น

สำหรับฉายาของอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ รมว.กระทรวงมหาดไทย คือ ‘ภูมิใจขวาง’ ด้วยคำว่า ‘ขวาง’ สะท้อนความซับซ้อน บางครั้งมีน้ำหนักถึงขนาดชี้นำพรรคแกนนำรัฐบาล และหลายครั้งมีผลต่อโครงสร้างทางการเมืองอย่างสำคัญ 

ขณะที่อนุทิน มองเรื่องฉายาจากสื่อว่า เขาไม่ได้ภูมิใจที่ไปขวางอะไรใคร แต่ภูมิใจที่ทำในสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์กับบ้านเมือง

ด้านประชาไท ย้อนเวลาดูตัวอย่างวีรกรรม ‘การขวาง’ ของพรรคภูมิใจไทย นับตั้งแต่จัดตั้งรัฐบาลปลายปี 2566 ว่าเคยแสดงจุดยืนหรือโหวตขวางร่างกฎหมายหรือประเด็นอะไรมาบ้างแล้ว

'ขวาง' หลักเกณฑ์ประชามติชั้นเดียว

เริ่มจากสดๆ ร้อนๆ คือในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 18 ธ.ค. 2567 มีการลงมติ ‘ไม่เห็นชอบ’ ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ที่กรรมาธิการร่วมกันฯ ได้พิจารณาคงหลักเกณฑ์ 2 ชั้น ด้วยคะแนน 327 ต่อ 61 คะแนน งดออกเสียง 1 ราย และไม่ลงคะแนน 1 ราย ส่งผลให้ต้องยับยั้งร่าง พ.ร.บ.ประชามติ เป็นเวลา 180 วัน และมีความเสี่ยงสูงจะได้รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ทันการเลือกตั้งปี 2570

อย่างไรก็ดี เมื่อมาดู 61 เสียง มี สส.พรรคภูมิใจไทยเห็นชอบมติ กมธ.ประชามติ จำนวน 59 คน ส่วนภราดร ปริศนานันทกุล ‘งดออกเสียง’ ในฐานะรองประธานสภาฯ คนที่ 2

ทั้งนี้ อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เคยแสดงจุดยืนที่ต้องใช้หลักเกณฑ์ประชามติ 2 ชั้น เนื่องจากต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมกับการตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศจริงๆ

ไชยชนก ชิดชอบ สส.พรรคภูมิใจไทย อภิปรายในวันลงมติว่า แม้แต่การทำงานของ สส. ที่เป็นตัวแทนประชาชนยังต้องกำหนดจำนวนองค์ประชุมที่กึ่งหนึ่ง การทำประชามติซึ่งเป็นประชาธิปไตยทางตรง คืนอำนาจให้ประชาชน หากไม่มีเกณฑ์ผู้ออกมาใช้สิทธิ การทำประชามตินั้นๆ จะสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำหรือว่าเป็นการตัดสินใจของประชาชนทั้งประเทศ และจะได้รับการยอมรับจากประชาชนทั้งประเทศ หรือว่าเป็นการตัดสินใจที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงพอ พรรคภูมิใจไทย จึงยืนยันว่าควรจะต้องมีเกณฑ์ผู้ออกมาใช้สิทธิประชามติมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

แต่นั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคภูมิใจไทยออกลูกขวางหลักเกณฑ์ประชามติ 1 ชั้น เพราะเมื่อ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา วันที่ ‘กมธ.ประชามติ’ ลงมติกลับไปใช้หลักเกณฑ์ 2 ชั้นตามข้อเสนอ สว. โดย สส.พรรคภูมิใจไทย อย่างไชยชนก ชิดชอบ และ กรวีร์ ปริศนานันทกุล ได้ลงมติ ‘งดออกเสียง’ จนเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ร่างกฎหมายถูกดองเค็ม 180 วัน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

'ขวาง' กฎหมายสกัดรัฐประหาร

เมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2567 ระหว่างเปิดรับฟังแสดงความเห็นร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบกระทรวงกลาโหม หรือเรียกชื่อเล่นว่า ‘กฎหมายสกัดรัฐประหาร’ เสนอโดย ประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และคณะ หลังมีกระแสข่าวออกมา หลายพรรคออกมาแสดงความเห็นคัดค้านร่างดังกล่าวทันที เช่น พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ รวมถึงพรรคภูมิใจไทย

อนุทิน ให้สัมภาษณ์สื่อให้เหตุผลที่ไม่เห็นด้วย เพราะว่าในทางปฏิบัติไม่น่าจะบังคับใช้ได้จริง เพราะเวลาทำรัฐประหาร คณะรัฐประหารก็จะฉีกรัฐธรรมนูญก่อน สิ่งสำคัญคือนักการเมืองต้องไม่ทำให้เข้าเงื่อนไขการทำรัฐประหาร ต้องทำตัวเองให้ดี ซื่อสัตย์สุจริต อย่าขี้โกง อย่าไปยุแยงให้ใครแตกความสามัคคี อย่าไปลงถนนจนทำให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย

หลังหลายพรรคแสดงจุดยืนต่อต้าน แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงสื่อเช่นกันว่า การเสนอร่างกฎหมายเป็นเรื่องส่วนบุคคลของ สส.ภายในพรรคฯ แต่ยังไม่ได้เป็นจุดยืนของพรรคเพื่อไทย พร้อมยืนยันเจตนาไม่ได้ต้องการแทรกแซงกองทัพ

ด้านทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ให้สัมภาษณ์ระหว่างลงพื้นที่อุบลราชธนี เมื่อ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา จากกรณีที่อนุทิน แสดงจุดยืนที่ไม่สนับสนุนร่างแก้ไข พ.ร.บ.กลาโหมฯ ว่า อนุทินอาจจะพูดเร็วไปหน่อย ยังไม่ได้ถามว่าตกลงเป็นมติของพรรคเพื่อไทยหรือไม่ ซึ่งภูมิใจไทยรีบหล่อเร็วไปนิด ขอให้หล่อช้าๆ หน่อย และไม่ต้องอธิบาย เพราะพรรคร่วมรัฐบาลต้องฝึกการทำงานร่วมกัน

ปัจจุบัน ประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ ได้ถอนร่างดังกล่าวออกไปแล้ว โดยระบุว่ามีจุดที่ต้องแก้ไขปรับปรุงใหม่ เขายืนยันด้วยว่าที่ยื่นกฎหมายนี้ไม่ได้เป็นการแทรกแซงกองทัพ และตัวเนื้อหาร่าง พ.ร.บ.ที่ให้ ครม.มีส่วนร่วมในการแต่งตั้งนายพล ก็ไม่ได้เป็นการแทรกแซงกองทัพเช่นกัน เนื่องจากการเสนอชื่อนายพลจะกระทำโดยคณะกรรมการส่วนราชการนั้นๆ และส่งให้ ครม.เป็นผู้พิจารณา

ส่วนที่อนุทิน ให้สัมภาษณ์ไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายสกัดรัฐประหาร และมองว่าเป็นเรื่องของนักการเมืองที่จะไม่สร้างเงื่อนไขนั้น ประยุทธ์ มองว่า เขาอยากให้ฝ่ายการเมืองมีบทบาทในการสกัดรัฐประหารมากขึ้น หากพรรคอื่นๆ ไม่เห็นด้วย ก็ต้องนำกลับมาทบทวนใหม่

'ไม่เห็นด้วย' นิรโทษกรรม มาตรา 112

เมื่อ ต.ค. 2567 ในวันลงมติรับรองข้อสังเกตรายงานของกรรมาธิการพิจารณาศึกษาแนวทางการนิรโทษกรรมคดีการเมือง ท่ามกลางสภาวะที่หลายพรรคต่างถกเถียงกันว่าจะมีแนวทางในการนิรโทษกรรมที่มีความอ่อนไหวโดยเฉพาะคดีมาตรา 112 และมาตรา 110 อย่างไร

พรรคภูมิใจไทยเป็นหนึ่งในพรรคที่แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมมาตรา 112 มาโดยตลอด และลงมติ ‘ไม่รับข้อสังเกต’ ของ กมธ. ให้เหตุผลว่า คดีมาตรา 112 ไม่ได้เป็นคดีการเมือง และยืนยันพันธกิจการปกป้องสถาบันกษัตริย์อย่างถึงที่สุด

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

พรรคภูมิใจไทย ถือเป็นพรรคที่มีจุดยืนไม่ยกเลิกหรือแก้ไขมาตรา 112 และไม่ร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีนโยบายแก้ไขหรือยกเลิกมาตรา 112 มาตั้งแต่การเลือกตั้งเมื่อปี 2566

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย ร่วมเวทีประชันวิสัยทัศน์ของไทยรัฐ เผยว่า พรรคภูมิใจไทยไม่ได้มองว่ามาตรา 112 มีปัญหาแต่อย่างใด และเชื่อสถาบันกษัตริย์อยู่เหนือการเมืองตั้งแต่แรก

ไม่เห็นด้วยแก้มาตรฐานทางจริยธรรมของนักการเมือง

เป็นกระแสตั้งแต่เมื่อ ส.ค. 2567 ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองสำหรับพรรคก้าวไกล และเพื่อไทย เนื่องจากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่สำคัญทางการเมือง 2 กรณี ทั้งยุบพรรคก้าวไกล จากการมีนโยบายแก้ไขมาตรา 112 และถอดถอนเศรษฐา ทวีสิน ออกจากตำแหน่งนายกฯ ปมแต่งตั้ง พิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ เพราะไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ทั้งพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ได้เดินหน้าผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานจริยธรรมนักการเมือง และอำนาจองค์กรอิสระ แต่ก็เหมือนจะถูกเบรกโดย ภราดร ปริศนานันทกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ซึ่งออกมาแถลงตั้งข้อสงสัยว่า การแก้ไขประเด็นเรื่องจริยธรรมนักการเมืองนั้นเป็นการแก้ไขเพื่อนักการเมืองเองหรือไม่ นักการเมืองมองแทนประชาชนไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ และเสนอให้ดำเนินการผ่าน สสร.ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ แล้ววางกรอบและขอบเขตว่ามาตรฐานทางจริยธรรมควรจะเข้มงวดแค่ไหน หรือควรจะให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินหรือไม่

ขณะที่อนุทิน หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ความเห็นทำนองเดียวกันว่า คนที่มาทำงานสาธารณะรับใช้บ้านเมือง ใช้อำนาจรัฐในการบริหารราชการแผ่นดิน ก็ต้องรับการตรวจสอบ ถือเป็นการตรวจสอบและถ่วงดุล ถ้าเราไม่ได้ทำอะไรผิดก็ไม่ต้องกลัวการตรวจสอบ นักร้องมีอยู่ทั่วไป เขาก็ร้องได้ในสิ่งที่เราทำผิด ถ้าเราไม่ได้ทำผิด พิสูจน์อย่างไรก็ไม่ผิด เขาก็มีความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินคดี หรือถูกฟ้องร้อง ทุกอย่างอยู่ที่ตัวเราเองมากกว่า

ปัจจุบัน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ถอยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราดังกล่าวแล้ว โดยอดิศร เพียงเกษ สส.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงสาเหตุว่า พรรคฯ ต้องฟังความเห็นของพรรคร่วมรัฐบาล และประชาชน เมื่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องจริยธรรมไม่ได้เป็นเรื่องเร่งด่วน และไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน จึงมีมติให้ถอยร่างดังกล่าวก่อน และไปแก้ไขปัญหาเร่งด่วนอื่นๆ ให้กับประชาชนแทน

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า สาเหตุที่พักเรื่องการผลักดัน เพื่อไปทำงานเชิงความคิดกับสังคมและพรรคร่วมรัฐบาลให้ได้มากกว่าที่เป็นอยู่ และสำทับด้วยว่าไม่ต้องการให้ร่างนี้เป็นข้ออ้างให้พรรคร่วมรัฐบาลไม่ผลักดันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราฉบับอื่นๆ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

'ขวาง' กฎหมายแรงงาน 'ทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต' ของ 'เซีย'

อีกหนึ่งวีรกรรมที่พรรคภูมิใจไทยเคย ‘ขวาง’ คือร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน ‘ทำงาน พักผ่อน ใช้ชีวิต’ ฉบับของเซีย จำปาทอง สส.ปีกแรงงาน พรรคก้าวไกลในขณะนั้น (ปัจจุบันเป็นพรรคประชาชน)

สาระสำคัญของร่างกฎหมายนี้ ยกตัวอย่าง เปลี่ยนนิยามคำว่า 'ลูกจ้าง' ให้ครอบคลุมไรเดอร์ และแรงงานอิสระ เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน, ทำงานไม่เกิน 40 ชม.ต่อสัปดาห์, ให้ลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกัน 120 วัน มีสิทธิลาหยุด 10 วันต่อปีและสะสมได้, ลูกจ้างมีสิทธิลาไปดูแลผู้ป่วยที่เป็นบุคคลที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดหรือสมาชิกครอบครัว 15 วันต่อปี, การเพิ่มหรือลดเงินเดือนตาม GDP ของประเทศ และอื่นๆ

ในวันประชุมสภาฯ เมื่อ 6 มี.ค. 2567 ช่วงอภิปรายก่อนลงมติรับหลักการร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว สส.พรรคภูมิใจไทย กรวีร์ ปริศนานันทกุล ได้ลุกขึ้นอภิปรายคัดค้าน มองว่าแม้ว่าหลักการของกฎหมายจะเป็นเรื่องที่ดี และมีความตั้งใจยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงานทั้งประเทศ แต่เขามองว่ามันเป็นเสมือน ‘ลูกกวาดอาบยาพิษ’ เพราะจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย ทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่จะเจอต้นทุนแรงงานที่สูงขึ้นเช่นกัน แล้วถ้าเขาแบกรับต้นทุนไม่ไหวก็จะต้องปิดโรงงาน และย้ายฐานการผิด เรื่องนี้ใครจะรับผิดชอบ เมื่อโรงงานปิดตัวลง ก็จะทำให้แรงงานต้องตกงาน และผลจากร่างกฎหมายจะทำให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น

ท้ายสุด ร่างฉบับเซีย จำปาทอง ไปไม่ถึงฝัน ถูกตีตกใช้รับหลักการด้วยมติ 248 ต่อ 148 เสียง จากจำนวนผู้เข้าร่วมประชุม 398 คน

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

ร่วมบริจาคเงิน สนับสนุน ประชาไท
โอนเงิน กรุงไทย 091-0-10432-8 "มูลนิธิสื่อเพื่อการศึกษาของชุมชน FCEM" หรือ โอนผ่าน PayPal / บัตรเครดิต
สแกน QR Code เพื่อร่วมบริจาคเงินให้กับประชาไท
ติดตามประชาไท ได้ทุกช่องทาง